Home Blog Page 404

ซีพี-เมจิ มอบนมจากใจให้ 10 รพ. จังหวัดสระบุรี หนุนหมอและผู้ป่วยสู้ภัยโควิด

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จังหวัดสระบุรี เหล่ากาชาดจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด ร่วมกับ ซีพี-เมจิ ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตคุณภาพสูง แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย สู้ภัยโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี

นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วย นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี และนายแพทย์กฤษณ์ สกุลแพทย์ นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดสระบุรี รับมอบผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตคุณภาพสูง ซีพี-เมจิ มูลค่ากว่า 200,000 บาท ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อเป็นกำลังใจและแทนคำขอบคุณแก่บุคลากรทางการแพทย์ในการปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมเสริมพลังกายให้เเข็งแรงและพลังใจที่เข้มแข็งแก่ผู้ป่วยสู้ภัยโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี 10 แห่ง ได้แก่ รพ.สระบุรี รพ.หนองแค รพ.พระพุทธบาท รพ.บ้านหมอ รพ.วิหารแดง รพ.ดอนพุด รพ.หนองแซง รพ.เสาให้ รพ.สนามสระบุรี และสถานกักตัวผู้ป่วยโควิด-19 สระบุรี โดยมี นายวิวัฒน์ ภูมิพิทักษ์กุล ที่ปรึกษา และนางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เป็นผู้แทนมอบ

ความช่วยเหลือดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือซีพี ร่วมช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์โควิด-19 ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมทาน เพื่อบุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค ตลอดจนผลิตภัณฑ์นม น้ำดื่ม และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด รวมถึงวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปประกอบอาหารให้แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ มากกว่า 500 แห่ง และจะยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนและสังคม เคียงข้างคนไทยต่อไป เป็น ‘ทีมประเทศไทย’ ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

เอไอเอส จับมือไมโครซอฟท์ พัฒนาบริการคลาวด์พลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย พร้อมเสริมสร้างนวัตกรรมให้ทุกองค์กรในเมืองไทย ด้วยพลังจากบริการคลาวด์ระดับโลกและเครือข่ายที่ดีที่สุดของไทย

โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาและนำเสนอบริการคลาวด์ที่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรไทยได้ดีที่สุด ทั้งยังสนับสนุนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลให้แก่องค์กรทั่วประเทศ ผ่านโครงการพัฒนาทักษะที่ครอบคลุมตั้งแต่ภายในองค์กรของเอไอเอส ไปจนถึงธุรกิจอื่นๆ ด้วย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวอีกว่า ในฐานะ Digital Life Service Provider ที่ยึดมั่นในเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเดินหน้าของประเทศ เราตื่นเต้นอย่างยิ่ง ที่ได้ประกาศความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ ในฐานะ Exclusive Strategic Partner ในประเทศไทยและเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นดิจิทัลพาร์ทเนอร์ที่จะร่วมสนับสนุน ผลักดัน ทุกอุตสาหกรรมในการใช้ดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อน สร้างการเปลี่ยนแปลง และยกระดับการบริหารจัดการภายในองค์กร  ตอบสนองโลกที่พลิกโฉมอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เทคโนโลยี Cloud ระดับโลกจากไมโครซอฟท์ เมื่อมาบูรณาการกับเทคโนโลยีเครือข่ายจาก AIS 5G และ AIS Fibre ที่ดีที่สุด จะสามารถสร้างรูปแบบบริการใหม่ๆให้แก่องค์กรไทยบนต้นทุนที่เหมาะสม เป็นรากฐานในการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างปัญญาประดิษฐ์เข้ามาประยุกต์ใช้ในโมเดลธุรกิจแบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือ ร่วมเป็นกำลังเสริมในการนำดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนภารกิจของประเทศในทุกสถานการณ์ ทั้งในแง่การรับมือภาวะวิกฤต และการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ในฐานะ Digital Transformation Accelerator นั่นเอง”

ไมโครซอฟท์และเอไอเอสได้ร่วมเป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยเอไอเอส ในฐานะพันธมิตรคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ได้ขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับลูกค้าองค์กรมากมาย ด้วยสมรรถนะและประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด ด้วยนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่เหนือกว่า

สำหรับความร่วมมือที่ประกาศในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

·      ผลักดันโซลูชั่นดิจิทัลให้เติบโต: ไมโครซอฟท์และเอไอเอสจะดำเนินงานร่วมกัน เพื่อกระตุ้นการใช้งานโซลูชั่นและบริการด้านคลาวด์ ข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ และ IoT ซึ่งในท้ายที่สุด จะทำให้องค์กรไทยทุกขนาดและทุกระดับสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย

·      ยกระดับทักษะเชิงดิจิทัลให้กับมืออาชีพ: จากความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่ไม่มีใครเทียบของไมโครซอฟท์ เอไอเอสจะมอบโอกาสให้พนักงานในบริษัทได้รับการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (deep tech) ที่จะช่วยให้สามารถคว้าโอกาสด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยนอกจากหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ต่างๆ แล้ว พนักงานเอไอเอสยังจะได้รับใบรับรองความเชี่ยวชาญด้านทักษะที่เกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์ อีกทั้งยังจะมีการจัดแฮกกาธอน (hackathon) พิเศษเพื่อนำไอเดียที่ฉายแววที่สุดออกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับลูกค้าในการทำงานจริง นอกจากนี้ เอไอเอสยังจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเชิงลึกนี้ไปเผยแพร่ให้กับองค์กรนับแสนรายในเครือข่ายลูกค้าของบริษัทอีกด้วย

·      มอบนวัตกรรมที่ดีที่สุดเพื่อธุรกิจ: ไมโครซอฟท์และเอไอเอสจะร่วมกันนำเสนอเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั้งสองฝ่าย เพื่อมอบโซลูชั่นที่ดีที่สุดด้วยศักยภาพจากทั้งเครือข่าย 5G ระบบคลาวด์ AI และ IoT โดยรวมถึงการผสมผสานผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถมอบประสิทธิภาพที่ดีที่สุดได้ ไม่ว่าสำหรับการทำงานบนคลาวด์หรือที่อุปกรณ์ปลายทาง (edge computing) การผสมผสานศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเข้ากับเครือข่าย 5G จะช่วยตอบโจทย์ในจังหวะสำคัญของการทำงาน เช่นการใช้หุ่นยนต์เข้ามาสนับสนุนงานด้านการแพทย์ การยกระดับภาคการผลิต การสร้างระบบอาคารอัจฉริยะ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจค้าปลีก ระบบขนส่ง และโลจิสติกส์ต่างๆ โดยทั้งหมดนี้ นอกจากจะเป็นการขยายอีโคซิสเต็มดิจิทัลของเอไอเอสให้ครอบคลุมความต้องการของภาคธุรกิจได้มากกว่าที่เคยแล้ว ยังจะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้าต่อไป ผ่านทางโซลูชั่นทั้งในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน และในแบบที่ปรับแต่งมาให้ตอบโจทย์ของแต่ละองค์กรโดยเฉพาะ

“ความร่วมมือของ AIS และ ไมโครซอฟท์ ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นคงของ Digital Infrastructure ในระดับประเทศ อันจะนำมาซึ่งความสำเร็จ และประโยชน์อีกมากมายให้แก่ภาคธุรกิจต่างๆ ในการทำ Digital Transformation ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ถือได้ว่าเป็นอีกความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศอย่างยั่งยืนที่กำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล โดยความแข็งแกร่งทั้งจาก AIS และ ไมโครซอฟท์” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

มร. ฌอง-ฟิลลิปป์ คูร์ตัวส์ รองประธานกรรมการบริหาร ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน

มร. ฌอง-ฟิลลิปป์ คูร์ตัวส์ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานฝ่ายขาย การตลาด และปฏิบัติการระดับโลก ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า ภาคธุรกิจของประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความคล่องแคล่วและความสามารถที่โดดเด่นในการฟื้นตัว ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน เนื่องจากหลายองค์กรได้หันมาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงดิจิทัลเพื่ออนาคตของพวกเขา เราจึงมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยคลาวด์ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของเรากับเอไอเอสจะเข้ามาต่อยอดและเติมเต็มศักยภาพของประเทศอย่างเต็มที่ ด้วยการผสมผสานทั้งความเชี่ยวชาญด้านการเชื่อมต่อ พร้อมด้วยระบบเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศ และระบบคลาวด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลกของไมโครซอฟท์ เพื่อทำให้ความฝันและแผนงานเชิงดิจิทัลของทุกองค์กรกลายเป็นความจริง

“การดำเนินงานทั้งสามส่วนที่เราได้กล่าวถึงอย่างคร่าวๆ ในวันนี้ เป็นเพียงก้าวแรกภายใต้ความร่วมมือระหว่างเรากับเอไอเอส ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะได้เห็นความคืบหน้าอีกมากมายเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังจะเข้าไปเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของแพลตฟอร์ม AIS TheStartUp เพื่อช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยในการก้าวสู่ความสำเร็จอีกด้วย”

ซีพี ออลล์ เปิดตัว SME Shelf ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ

0
เพิ่มโอกาส SME สร้างรายได้ฝ่า COVID19 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ. ซีพี ออลล์ เร่งเดินหน้าต่อยอดภารกิจ “เซเว่น อีเลฟเว่น กองหนุน SME” เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุด ซีพี ออลล์ ได้เปิดตัว SME Shelf  ชั้นวางสินค้าเอสเอ็มอีโดยเฉพาะในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เป็นสาขาขนาดใหญ่ จำนวน 2,300 สาขาทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ในสาขาขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ก็ได้จัดทำป้ายพิเศษ “ร่วมอุดหนุนสินค้า SME” เพื่อไฮไลต์สินค้าของเอสเอ็มอีที่วางอยู่บนชั้นต่างๆ ให้โดดเด่น  

ซีพี ออลล์ ประเมินว่า สินค้าเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพและศักยภาพมีอยู่จำนวนมาก แต่ปัญหาหลักของสินค้าเอสเอ็มอีคือ ผู้บริโภคไม่รู้ว่าจะหาซื้อได้จากที่ไหน ไม่มั่นใจว่าสินค้าแต่ละชิ้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็มีข้อจำกัดทั้งด้านองค์ความรู้และงบประมาณในการทำการตลาด เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 จึงยิ่งส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  

การจัดทำ SME Shelf และป้ายพิเศษ “ร่วมอุดหนุนสินค้า SME” เพื่อสร้างโอกาสในการขายให้สินค้า SME ด้วยกลยุทธ์ 3 ส ได้แก่ 1.ความสะดวกในการมองเห็น (Easy to see) ให้ผู้บริโภคมองเห็นว่าสินค้าชิ้นไหนเป็นของเอสเอ็มอีได้อย่างชัดเจน 2.ความสะดวกในการเข้าถึง (Easy to reach) ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าเอสเอ็มอีได้ง่ายผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น, ALL Online และ 7 Delivery 3.ความสะดวกในการไว้วางใจ (Easy to trust) ให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในคุณภาพสินค้าเอสเอ็มอีที่ผ่านการคัดกรองคุณภาพ ไว้วางใจและตัดสินใจร่วมสนับสนุนสินค้าเอสเอ็มอีได้ง่ายขึ้น  

ในฐานะ กองหนุนช่องทางขาย” ซีพี ออลล์ คาดหวังว่า SME Shelf จะเป็นส่วนสำคัญที่เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้แก่เหล่าเอสเอ็มอี จนก้าวผ่านผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์ COVID-19 ไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน และขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันสนับสนุนสินค้าเอสเอ็มอีคุณภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากและฟันเฟืองสำคัญของประเทศยังขับเคลื่อนต่อไปได้  

ปัจจุบัน ซีพี ออลล์ มีสินค้าเอสเอ็มอีวางจำหน่ายอยู่ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 3,000 รายการ โดยสินค้าที่จะนำมาวางบน SME Shelf นั้น จะประกอบด้วยทั้งสินค้ากลุ่มอาหารและกลุ่มของใช้ (Non-Food) ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าของแต่ละสาขาและลักษณะเฉพาะของสินค้า  

โครงการเซเว่น อีเลฟเว่น กองหนุน SME ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ กองหนุนองค์ความรู้” จัดอบรมและถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งเรื่อง คุณภาพสินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การจัดการต้นทุน การผลิต ตลอดจนความรู้เฉพาะทางตามประเภทธุรกิจ กองหนุนความร่วมมือ” เป็นสะพานสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น ธนาคาร หน่วยงานราชการ คู่ค้า รวมถึงแหล่งวัตถุดิบสำคัญ และ กองหนุนช่องทางขาย” เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ออลล์ ออนไลน์ (ALL Online) และเซเว่น เดลิเวอรี่ (7 Delivery) เพื่อขยายโอกาสกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ  รวมถึงสร้างโอกาสในการโฆษณาสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท โดยซีพี ออลล์ได้เดินหน้าสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องตลอดมาภายใต้ปณิธาน ร่วมสร้างสรรค์ และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”  

รู้เก็บรู้ออม : Happy Money สุขเงิน สร้างได้

0

เปิดทำงานหลังวันหยุดยาวรอบนี้ พวกเรายังต้องเผชิญกับผลกระทบจากโควิด–19 ระลอก 3 นอกจากต้องดูแลตัวเองให้ปลอดเชื้อแล้ว ยังต้องดูแลเงินในกระเป๋ากันให้ดีด้วย!!

เมื่อปลายเดือน เม.ย.ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ 3 พันธมิตร คือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เดินหน้าโครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้ พลังความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินสำหรับคนไทย” หลังพบข้อมูลที่ตอกย้ำว่า สถานการณ์การเงินของคนไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง เพราะขาดความรู้ด้านการเงินที่ถูกต้อง ทำให้คนไทยมีหนี้สูง ขาดเงินออม แถมมาโดนโควิดซ้ำเติม!!

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการออมและการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้ 3 องค์กรที่ร่วมโครงการ ส่งต่อความรู้ให้กับสมาชิก ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแรงงานในระบบกว่า 14 ล้านคน แรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน และนักเรียนนักศึกษา 1.7 ล้านคน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดโครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้” มาตั้งแต่ปี 52 โดยร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชนแล้ว 523 แห่ง สร้างพี่เลี้ยงการเงิน 6,003 คน สร้างพื้นที่เรียนรู้ด้านการออมการวางแผนการเงิน ครอบคลุมพนักงานในองค์กรต่างๆแล้ว 2.4 ล้านคน คาดว่าสิ้นปีนี้จะส่งเสริมความรู้ประชาชนรวมกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

วันเปิดโครงการความร่วมมือกับ 3 พันธมิตรได้มีการเสวนาหัวข้อ “ปฏิบัติการรวมพลัง สร้างคนไทยใส่ใจเรื่องการเงิน” ซึ่งมีความรู้ ข้อคิดที่มีคุณค่าที่ “คุณนายพารวย” อยากนำมาส่งต่อให้สมาชิกของเราได้นำไปปรับใช้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ตัวเอง

“ดร.กฤษฎา เสกตระกูล” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ บุคคลสำคัญโครงการนี้ ฉายภาพว่า คนไทยขาดภูมิคุ้มกันทางการเงิน เนื่องจากไม่มีเงินออมฉุกเฉินและออมไม่พอ พบว่าครัวเรือนไทยไม่มีเงินออม 27% และคนไทยกว่า 80% มีเงินออมไม่พอใช้จ่ายใน 6 เดือน และยังขาดความรู้ด้านวางแผนการเงิน เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติโควิดซ้ำเติม ทำให้หนี้ครัวเรือนปี 63 สูงถึง 13.77 ล้านล้านบาท คนเป็นหนี้อายุน้อยลงนั่นคือ 60% ของคนไทยอายุ 29-30 ปีเป็นหนี้กันแล้ว และ 1 ใน 5 ของกลุ่มอายุ 29 ปีเป็นหนี้เสีย!!

“ดร.กฤษฎา” ชี้ว่า วิธีขจัดปัญหาและสร้างความสุขทางการเงินอย่างยั่งยืน ต้องใช้หลักคิดพื้นฐาน 3 ข้อ คือ “หมดหนี้มีออม–ลงทุนเพิ่มค่า–วางแผนก่อนแก่” ซึ่งการที่จะ “หมดหนี้แล้วมีเงินออม” ได้นั้น ต้องวางแผนการใช้จ่าย–บริหารหนี้สิน–วางแผนออมเงิน ส่วน“การลงทุนเพิ่มค่า” นั้นต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนลงทุน–วางแผนภาษี สำหรับ “การวางแผนก่อนแก่” ต้องมุ่งเรื่องการวางแผนประกัน–วางแผนมรดกและวางแผนเกษียณ

ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้พัฒนาเนื้อหาข้อมูลและรูปแบบการให้ความรู้ ผ่านบทความ คลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก อีบุ๊ก อีเลิร์นนิ่ง และ Happy Money App ซึ่งองค์กรที่สนใจร่วมส่งเสริมความรู้ด้านการเงินกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/happymoney


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS เตือนภัย มิจฉาชีพ “ลวงให้กรอก หลอกให้กด” ฉวยโอกาส คนสับสนช่วงลงทะเบียนรับสิทธิ์ต่างๆ

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังของ AIS อุ่นใจCyber ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงการรับแจ้งร้องเรียนจากกลุ่มลูกค้า ทำให้เอไอเอสเห็นถึงพฤติกรรมการหลอกลวงของมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบของ Phishing ที่เป็นลักษณะของลิงค์ผ่าน SMS โดยใช้ข้อความลวงให้กรอกข้อมูลส่วนตัวจากสถานการณ์ความสับสนของข้อมูลในปัจจุบันเช่น แจกเงินเข้าบัญชี, แจกสติ๊กเกอร์ หรือแม้แต่แจกวัคซีน COVID-19 ยกตัวอย่างบางรายได้รับ SMS ปลอม ว่าได้รับเงินจำนวน 100,000 โดยอ้างถึงธนาคารต่างๆ พร้อมแสดงโลโก้ หรือลิงค์ชื่อธนาคารที่มีการปรับเปลี่ยนบางส่วนจนสังเกตได้ยาก หรือมีบางรายได้รับข้อความว่าเป็นผู้โชคดีได้รับการฉีดวัคซีน จนนำไปสู่การหลอกให้กดลิงก์เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นการใช้ความสับสนของประชาชนมาเป็นกลลวงที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้ ทั้งทรัพย์สิน และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์  เอไอเอส

AIS อุ่นใจCyber มีความห่วงใยคนไทยอย่างมาก เพราะรูปแบบการหลอกลวงในวันนี้มาพร้อมกับข้อมูลความเดือดร้อนท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน จึงขอเน้นย้ำว่าหากได้รับลิงค์ผ่าน SMS เกี่ยวกับรางวัล หรือการเป็นผู้โชคดีต่างๆ ขอให้ตั้งสติ อย่าตกใจ อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น ต้องตรวจสอบลิงค์ที่ได้รับว่าจริงหรือไม่ มีคำหรือภาษาแปลกๆ ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ส่งมาหรือไม่ สมเหตุ สมผลหรือเปล่า ที่สำคัญอย่าเพิ่งกดลิงค์นั้นโดยทันที โดยหากไม่แน่ใจสามารถโทรสอบถาม AIS Call Center 1175 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“AIS อุ่นใจCyber ยังคงยึดมั่น เคียงข้างลูกค้าและคนไทย ให้ใช้สมาร์ทโฟน โซเชียลอย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบของฟิชชิ่ง ที่กำลังระบาดในกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งหากเรารู้เท่าทันการหลอกลวงนี้ ก็จะทำให้คนไทยสามารถใช้โซเชียลได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดท่ามกลางสถานการณ์ที่วันนี้ Online เป็น Platform หลักทั้งการใช้ชีวิตและทำงาน” นางสายชล กล่าว

ซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงใจ “ส่งเสบียง” หนุนทีมแพทย์ทั่วไทย สู้วิกฤตโควิด

0

การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ก่อให้เกิดความกังวลกับคนไทยอีกครั้งหนึ่ง นอกจากเราจะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและอย่างเข้มงวด รวมทั้งการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นความหวังของทุกคนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต้องผนึกกำลังรวมใจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานอย่างหนัก เพื่อให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเช่นเดิมโดยเร็ว 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำ มุ่งมั่นส่งมอบอาหารคุณภาพ สะอาด และปลอดภัย ได้มาตรฐานขั้นสูงสุดของอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจด่านหน้าในการรับมือกับโควิด 

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม (Good Corporate Citizen) ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารไปช่วยเหลือพี่น้องคนไทยให้ผ่านวิกฤตโควิด-19 ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เพื่อส่งมอบอาหารพร้อมทานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เสริมพลังกายและเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ อสม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เสียสละต่อสู้กับโรคระบาดเพื่อให้คนไทยปลอดภัย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังแบ่งปันความอิ่มอร่อยเพื่อแทนคำขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐฉีดวัคซีน ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศไทยด้วย 

ในการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ซีพีเอฟ ยังผนึกกำลัง บริษัทฯ ในเครือซีพี ทั้ง บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด หรือซีพีไอ ซีพีออลล์ ทรู แม็คโคร บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด หรือเคพีไอ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิธนินท์-เทวี เจียรวนนท์ มูลนิธิพุทธรักษา และมูลนิธิเชฟแคร์ ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ โรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี โรงพยาบาลสนาม ม.ขอนแก่น โรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โรงพยาบาลสนาม จ.ตรัง โรงพยาบาลสงขลา เป็นต้น รวมถึงกลุ่มเปราะบาง แรงงานต่างชาติ และผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด เช่น คลองเตย ตลอดจนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในศูนย์ฉีดวัคซีนต่างๆ อาทิ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 46 จุดทั่ว กทม. ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และดิ เอ็มโพเรียม วิกฤตจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารไปแล้วหลายล้านแพ็ค น้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรสสำหรับนำไปปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน รวมแล้วกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ 

การระดมความช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือซีพี ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” สอดคล้องกับหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ไปช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยและเป็น ‘ทีมประเทศไทย’ ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

คาเฟ่ อเมซอน ส่งกาแฟ Cold Brew ลงตลาด รับเทรนด์สินค้าตอบโจทย์คนอยู่บ้านช่วงโควิด

0

นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า คาเฟ่ อเมซอน มุ่งตอบโจทย์กลุ่มคอกาแฟที่มีไลฟ์สไตล์ใช้เวลาในการอยู่บ้านมากขึ้น และเริ่มหันมาให้ความสนใจในรายละเอียดของการดื่มกาแฟจากแหล่งผลิตต่าง ๆ อีกทั้งยังมุ่งหาความเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟนั้น ๆ  และมองหาประสบการณ์การดื่มกาแฟที่มีคุณภาพเหมือนได้ลิ้มรสกาแฟจากร้านชื่อดังที่ได้มาตรฐาน จึงเกิดเป็นกาแฟสกัดเย็น Café Amazon Cold Brew ทางเลือกใหม่ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี  กาแฟสกัดเย็นที่สามารถชงเองได้ที่บ้านง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน เพียงแค่ ฉีก-แช่-เอาเข้าตู้เย็น 8 ชั่วโมง ก็พร้อมสำหรับการดื่มด่ำลิ้มรสความสดชื่นเหมือนมีบาริสต้ามืออาชีพจากร้านมาชงให้

สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก โออาร์

กาแฟสกัดเย็น Café Amazon Cold Brew มีวางจำหน่ายด้วยกัน 2 สูตรได้แก่ อเมซอน วัลเลย์ ซีเครท กาแฟแท้คั่วบด สำหรับสกัดเย็น (Amazon Valley Secret Roasted Coffee For Cold Brew) กาแฟ สูตรเฉพาะจากเมล็ดกาแฟบนแหล่งปลูกในจังหวัดเชียงรายอันมีชื่อเสียงโดยเกษตรกรชาวเขาในชุมชน 3 พื้นที่ ปางขอน ผาลั้ง และแม่สลอง คั่วในระดับกลาง รสชาตินุ่มละมุนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของธรรมชาติอย่างแท้จริง และอเมซอน เฮาส์เบลนด์ กาแฟแท้คั่วบด สำหรับสกัดเย็น (Amazon House Blend Roasted Coffee For Cold Brew) กาแฟเฮาส์เบลนด์ที่มีส่วนผสมอันลงตัวระหว่างเมล็ดกาแฟอะราบิกา และโรบัสตาคุณภาพดี จากฝีมือการปลูกของเกษตรกรไทย ผ่านกระบวนการผลิตด้วยความพิถีพิถันจากโรงคั่วกาแฟคาเฟ่ อเมซอน คั่วในระดับกลางถึงเข้ม ออกมาเป็นเมล็ดกาแฟที่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ รสชาติเข้มระดับพอดี นำไปสร้างสรรค์เมนูกาแฟได้หลากหลาย 

โดยคาเฟ่ อเมซอน ยังให้ความสำคัญกับการคัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งเพาะปลูกกาแฟคุณภาพโดยพี่น้องเกษตรกรท้องถิ่นที่ยึดหลักวิถียั่งยืน อีกทั้งยังส่งเสริมการเติบโตร่วมกันกับชุมชนผ่านโครงการ CCS หรือ Community Coffee Sourcing ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ และทักษะอาชีพให้กับวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและผลิตกาแฟ รวมถึงเป็นช่องทางการรับซื้อเมล็ดกาแฟที่แน่นอนให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกร ให้มีรายได้จากการซื้อขายในระดับราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) เพื่อสร้างกลุ่มชุมชนให้มีอาชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ OR ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกัน เพื่อสร้างชุมชนน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ในทุกที่ที่ OR ดำเนินธุรกิจ”

ผลิตภัณฑ์ Café Amazon Cold Brew มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Café Amazon สาขาใกล้บ้านคุณ ทุกสาขา หรือสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทางแอปพลิเคชัน Lazada และ Shopee สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center

ออมสิน จัดใหญ่ “มหกรรมผ่อนปรนการชำระหนี้ครู” 1-30 มิ.ย. 64

0
ปูพรมช่วยครูและบุคลากรทางการศึกษา ยับยั้งสถานะลูกหนี้ไม่ให้เป็น NPLs

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในช่วงเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา ธนาคารออมสิน และกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยลดภาระในชีวิตประจำวันแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนึ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจส่งผลทางอ้อมต่อรายได้ครอบครัวธนาคารจึงเร่งจัดทำมาตรการแก้ไขหนี้ภายใต้แนวคิด มหกรรมผ่อนปรนการชำระหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้ต้องกลายเป็นหนี้เสีย (NPLs) จนเป็นเหตุให้อาจถูกดำเนินคดี ส่งผลเสียทางเครดิตและกระทบต่อหน้าที่ราชการได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ข้าราชการครู ลูกจ้างและบุคลากรทางการศึกษาที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง สามารถเข้าร่วมมาตรการพักชำระเงินต้น และเลือกจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน ตามแผนการชำระหนี้ที่ธนาคารกำหนด เป็นระยะเวลา 12 เดือน หรือนานที่สุดไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยการเลือกแผนการชำระหนี้ตามความสามารถในการผ่อนชำระของตนเอง ผ่านแอป MyMo หรือที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ซึ่งเปิดให้แจ้งความประสงค์จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 นี้เท่านั้น

สำหรับข้าราชการครูที่เกษียณอายุแล้ว และยังไม่เคยใช้สิทธิบำเหน็จตกทอดมาเป็นหลักประกันการกู้เงิน สามารถขอกู้สินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญฯ ที่ผ่อนปรนให้ใช้บำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกันในการกู้ และนำเงินกู้ไม่ต่ำกว่า 50% ไปชำระหนี้เดิมกับธนาคารได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ คงที่ 2.00% ต่อปี นานถึง 10 ปี หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ย MRR-2.50% ต่อปี ให้วงเงินกู้ 100% ของเงินบำเหน็จตกทอด ผ่อนชำระนาน 30 ปี โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือติดต่อสาขาที่ใช้บริการสินเชื่ออยู่

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 เป็นต้นมา ธนาคารได้เน้นดำเนินการแก้ไขหนี้แก่ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการผ่อนชำระเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้เข้ามาตรการแก้ไขหนี้กับธนาคารแล้วกว่า 6 แสนบัญชี วงเงินรวมกว่า 370,000 ล้านบาท โดยเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 1 แสนบัญชี วงเงินรวมกว่า 120,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่ facebook : GSB Society

กรมชลฯ ปลื้มผลตอบรับดี ยอดคนเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ครบรอบ 119 ปี กว่าล้านครั้ง

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การจัดงานนิทรรศการเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ครั้งที่ 2 เนื่องในวันสถาปนากรมชลประทานครบรอบปีที่ 119 ภายใต้ชื่อ RID TEAM : สานพลังน้ำ เป็น 1 เพื่อทุกคน” ผ่านทางเว็บไซต์ 119 ปีกรมชลประทาน http://119year.rid.go.th ตั้งแต่วันที่ 11-13 มิถุนายน 2564 ตลอด 3 วัน ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด โดยมียอดผู้เข้าไปชมกว่าล้านครั้ง

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 119 ปี กรมชลประทาน ได้ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคน้อยใหญ่ จนประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามภารกิจหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำ มุ่งมั่นเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุล พร้อมทั้งบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการให้เพียงพอ ทั่วถึง และเป็นธรรม รวมไปถึงการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำตามภารกิจอย่างเหมาะสม ซึ่งล้วนเกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจ ของทุกภาคส่วนที่มุ่งมั่นดำเนินงาน เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ มุ่งสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำ เพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี 2580 ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อเป็นการแสดงผลสำเร็จในการสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่ประชาชนและประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

กรมชลประทาน จึงได้จัดงานวันสถาปนากรมชลประทานครบรอบ 119 ปี  ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง หรือ Virtual Exhibition 360 องศา ภายใต้ชื่องาน “RID TEAM : สานพลังน้ำ เป็น 1 เพื่อทุกคน” เป็นการจัดงานนิทรรศการบนโลกออนไลน์ ผ่าน 2 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 Grand Pavilion ร้อยเรียงเรื่องราวแห่งสายน้ำ ภายใต้แนวคิด “สนุกไปกับนวัตกรรมแห่งสายน้ำ” (RID Floating City)  และโซนที่ 2 RID in Wonderland แสดงนิทรรศการความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานชลประทานและความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนและประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์ 119 ปีกรมชลประทาน http://119year.rid.go.th เริ่มตั้งแต่วันที่ 11-13 มิถุนายน 2564 ซึ่งการจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีผู้ให้ความสนใจและเข้าชมนิทรรศการ ผ่านเว็บไซต์ 119 ปี กรมชลประทาน ตลอด 3 วัน รวมทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านวิว และมีผู้ร่วมบริจาคเงินสมทบทุน เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน รวม 1,593,434 บาท ซึ่งเว็บไซต์นิทรรศการเสมือนจริงของ กรมชลประทาน จะยังเปิดให้เข้าชมต่อไปได้แม้จะสิ้นสุดงานในวันที่ 14 มิถุนายนแล้วก็ตาม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าไปเยี่ยมชมได้อย่างต่อเนื่อง

“การจัดงานในครั้งนี้ มีผู้ให้ความสนใจในการเข้าชมเป็นจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจและยินดีอย่างยิ่งของกรมชลประทาน ที่ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานชลประทาน จะได้รับความรู้ ความเข้าใจภารกิจและนวัตกรรมด้านการชลประทานมากขึ้น กรมชลประทาน จะร่วมแรงร่วมใจก้าวเข้าสู่ปีที่ 120 ขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน ให้บรรลุผลตามแนวทาง RID TEAM “เราจะก้าวไปด้วยกัน” มุ่งสู่ความเป็นองค์กรอัจฉริยะ  สร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี 2580” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ชป.สั่งโครงการชลประทานพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน เตรียมรับมือพายุดีเปรสชันขึ้นฝั่งเวียดนามวันนี้

0
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน คาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 12-13 มิถุนายน 2564 ส่งผลบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ นั้น จึงได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ ให้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีกรณีฝนตกหนัก หรือลมกระโชกแรง จนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการให้เข้าไปดำเนินการแก้ไขสถานการณ์โดยเร็วที่สุด รวมทั้งกำชับให้มีการตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (Dynamic Operating Curve : DOC) การปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมไปถึงการเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และเครื่องผลักดันน้ำ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้ทันที พร้อมทั้งร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแจ้งเตือนประชาชนเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใก้ลชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อป้องกันและบรรเทาภัยที่เกิดจากน้ำ ลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและภาพรวมสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้านท่าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทานได้ตลอดเวลา