Home Blog

คนที่เจ็บจากการคอร์รัปชันหนักที่สุดคือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เงินทุกบาทที่ถูกโกง ไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย

0
“งบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน และต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เงินทุกบาทที่ถูกโกงจึงไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย”

เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” ชวนมองปัญหาการทุจริตผ่านประสบการณ์จริงของคนทำงาน ผู้เปิดโปงการทุจริต และภาคประชาชน ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า การทุจริตพรากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน ทั้งสิทธิด้านอาหาร การศึกษา การรักษาพยาบาล และความปลอดภัยในชีวิต พร้อมชวนตั้งคำถามว่า  เรายังรู้สึกไม่ยอมรับการทุจริต หรือเราชินกับมันไปแล้ว

“ขอต้อนรับทุกท่านสู่มหานครคอร์รัปชัน เมืองที่มีคำขวัญว่า ‘อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน’ ฟังดูเหมือนเรื่องล้อเล่น แต่เมื่อเดินชมนิทรรศการจะพบว่าไม่ใช่เรื่องตลก หรือถ้าเป็น ก็คงเป็นตลกร้าย เพราะทุกฉากในเมืองสมมติแห่งนี้หยิบมาจากชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับคนไทย

“สังคมไทยรู้มานานแล้วว่าการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่ความเข้าใจของเราส่วนมากยังอยู่ที่ตัวเลขงบประมาณที่รั่วไหลและความผิดตามกฎหมาย วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมองอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน

“งบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน และต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เงินทุกบาทที่ถูกโกงจึงไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือสิทธิของพวกเราที่หายไปพร้อมกันด้วย งบอาหารกลางวันที่ถูกยักยอก คือสิทธิด้านอาหารและการศึกษาของเด็กที่ถูกพรากไป การหักหัวคิวจัดซื้อยาและเครื่องมือแพทย์กระทบสิทธิด้านสุขภาพ และบางครั้งก็คือโอกาสรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เหล็กที่ลดสเปก ปูนที่ลดเกรด ใบอนุญาตที่เซ็นด้วยซองเงิน และทางหนีไฟที่ไม่มีอยู่จริง ล้วนกระทบสิทธิในชีวิตและร่างกาย กากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบฝังกลบในชุมชน มลพิษในแม่น้ำและอากาศ หรือที่ดินของชาวบ้านที่ถูกนายทุนยึดครอง ล้วนกระทบสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในการทำมาหากิน และสิทธิของชุมชนที่จะมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง ส่วนตำแหน่งที่ซื้อขายได้ การสอบที่แก้ไขได้ และด่านที่เคลียร์ได้ คือหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคที่ถูกแทนที่ด้วยเส้นสายและซองเงิน

“การทุจริตที่พรากสิทธิได้กว้างที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจัดสรรงบประมาณด้วยซ้ำ นั่นคือการทุจริตเลือกตั้ง หลายคนยังมองว่าการรับเงินซื้อเสียงเป็นเรื่องเล็ก เป็นเงินก้อนเดียวที่นาน ๆ จะตกมาถึงคนตัวเล็กตัวน้อยสักครั้ง แต่ผู้ลงทุนย่อมไม่ยอมเสียอะไรไปฟรี ๆ และต้องถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณจึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายและพวกพ้อง แทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่ 

“คนที่เจ็บจากการคอร์รัปชันหนักที่สุดคือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด ทั้งคนจน คนไร้สถานะ กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงาน แรงงานข้ามชาติ คนพิการ ผู้สูงอายุ และชุมชนชายขอบ เงินใต้โต๊ะหลักร้อยหลักพันที่บางคนจ่ายได้โดยไม่รู้สึกอะไร สำหรับคนจนอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งเดือนหรือค่าเทอมของลูก

“เมื่อความสะดวก ความปลอดภัย และความยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่ต้องซื้อ สังคมก็เกิดระบบสองมาตรฐานขึ้นทันที นี่คือการละเมิดหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชนโดยตรง

“สิ่งที่กังวลที่สุดไม่ใช่การโกงเพียงอย่างเดียว แต่คือความชิน ความชินที่ทำให้เราพูดกันจนติดปากว่าใคร ๆ ก็ทำ หรือขอให้ทำงานให้ดีก็พอ ความชินเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดทางให้การทุจริตเติบโตต่อไป

“การทุจริตกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่หนุนกัน การทุจริตทำให้เกิดการละเมิด และการละเมิดก็เอื้อให้เกิดการทุจริต วงจรนี้จะไม่มีวันหยุด หากคนที่ลุกขึ้นมาพูดความจริงต้องต่อสู้เพียงลำพัง

“สำหรับ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราไม่ใช่องค์กรปราบปรามการทุจริต แต่เรามีหน้าที่ทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับการทุจริต ปีนี้เราจึงกำหนดเรื่องการทุจริตกับสิทธิมนุษยชนเป็นวาระที่จะขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกคนรับรู้แนวคิดการต่อต้านการทุจริตบนฐานสิทธิมนุษยชน เราจะประมวลสิ่งที่ได้จากเวทีวันนี้และเวทีต่าง ๆ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล

“การจัดกิจกรรมและเวทีเสวนาวันนี้ต้องการชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรายังรู้สึกไม่ยอมรับการทุจริต หรือเราชินไปแล้ว”

ลุ้นเงินรางวัลใหญ่สุด ! 111 ล้านบาท ออมเงินกับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ฉลองครบรอบ 111 ปี ธนาคารออมสิน

0

การเก็บเงินด้วยการเปิดบัญชีออมเงินให้กับตัวเอง หรือคนสำคัญในครอบครัว  เป็นของขวัญที่หลายคนนิยมทำในโอกาสพิเศษอย่างเช่นวันเกิด ตลอดจนวันและเดือนสำคัญต่างๆ   แม้จะดูเหมือนเป็นของขวัญที่เรียบง่าย แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและสัมผัสความสุขของผู้ให้และผู้รับ 

เช่นเดียวกันกับธนาคารออมสิน ธนาคารที่ส่งเสริมการออมมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ปีนี้ครบรอบ 111 ปี ออมสินขอใช้โอกาสพิเศษนี้เป็นผู้ส่งต่อความสุข มอบให้กับลูกค้าคนสำคัญของธนาคาร ด้วยการจัดโปรโมชันพิเศษ แจกรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กับรางวัลที่หนึ่ง 111 ล้านบาท !!! กับ สลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งใบสลาก และ ดิจิทัล  

คนที่อยากลุ้นเป็นเศรษฐีใหม่ร้อยล้าน ต้องไม่พลาดโอกาสนี้  กับการออมเงินที่มีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากลุ้นรางวัลใหญ่ 111 ล้านบาทที่จะทำการออกรางวัลวันที่ 16 พฤษภาคม 67 นี้แล้ว ยังได้ลุ้นเงินล้านกันได้อีกทุกเดือนทำให้มีโอกาสได้ลุ้นติดต่อกันกันไปยาวๆ ตลอด 12 เดือน พร้อมกับเงินรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากนี้เมื่อถือสลากจนครบอายุยังได้รับดอกเบี้ย 0.35 % ต่อปี ที่สำคัญดอกเบี้ยและรางวัลที่ได้รับ ก็ไม่ต้องหักภาษีบุคคลธธรมดาอีกด้วย

ใครที่อยากมีสิทธิลุ้นรางวัลใหญ่ 111 ล้านบาท ต้องรีบหน่อย เพราะต้องเป็นผู้ฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งแบบใบสลากและดิจิทัลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 15 พ.ค. 67 เท่านั้น   สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://shorturl.asia/CdTDK

งานนี้ขอให้รวยขอให้ปัง แค่กำเงินร้อยเดียวก็มีสิทธิลุ้นโชคใหญ่  โดยธนาคารออมสินเปิดให้ผู้สนใจฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี  สามารถฝากขั้นต่ำ 100 บาทต่อหน่วย และไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุดอีกด้วย

มาร่วมฉลองครบรอบ 11 ปี ธนาคารออมสิน พร้อมมอบของขวัญพิเศษให้กับตัวเองหรือคนสำคัญ ด้วยการออมเงินผ่านสลากออมสินพิเศษ 1 ปี พร้อมกับลุ้นเงินรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 111 ล้านบาท โดยสามารถฝากแบบใบสลากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา และแบบดิจิทัล ที่แอปพลิเคชัน MyMo 

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook  : GSB Society

# # #

เที่ยวคลองบางกอกใหญ่ ชมอันซีนแบบจุกๆ บนสายน้ำแหล่งพหุวัฒนธรรม

0

การท่องเที่ยวนั่งเรือล่องคลอง ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน และแวะเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ริมคลองนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่สนุก และใช้เวลาไม่นาน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบวันเดย์ทริป เพราะเป็นการเดินทางที่ไม่เหน็ดเหนื่อยเกินไปนัก ระหว่างนั่งโดยสารบนเรือ ก็สามารถนั่งทอดสายตา ชมดูสิ่งต่างๆ ตลอดทางที่เรือแล่นผ่าน นอกจากนี้ ในบางเส้นทางสัญจรโบราณ อย่างเช่น คลองบางกอกใหญ่ หรือ คลองบางหลวง เราจะมีโอกาสได้ชมบ้านเก่าที่เป็นของบรรดาเจ้าขุนมูลนายสม้ยก่อนที่ยังหลงเหลืออยู่ และสถานที่สำคัญอย่างวัดวาอารามที่พบเห็นอยู่มากมาตลอดเส้นทางคลอง

“เกรียนพาเที่ยว” มีโอกาสได้ท่องเที่ยวชมคลองอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ได้มาสัมผัสกับความเสน่ห์ของคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งแตกต่างกับทริปก่อนหน้านี้ที่เราไปชมสวนมะพร้าวในคลองบางประทุนอย่างชัดเจน เห็นได้จากจำนวนของเรือที่สัญจรไปมาบนคลองบางกอกใหญ่นี้ ดูคึกคัก และหนาแน่นกว่าทริปก่อนอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะวิวไฮไลท์ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ คือพระพุทธธรรมกายเทพมงคล องค์พระขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านเด่นชัดของคลองบางกอกใหญ่แห่งนี้ ยิ่งเวลาใกล้ช่วงสายของวัน เราก็ยิ่งเห็นเรือนักท่องเที่ยวลำยาวหลายต่อหลายลำแล่นสวนตลอดทาง พร้อมกับเสียงม้คคุเทศก์บนเรือส่งเสียงภาษาจีนบรรยายให้นักท่องเที่ยวดังให้ได้ยินแบบไม่ขาดสายเลยทีเดียว

เรือนักท่่องเที่ยวแล่นไปมาตลอดลำคลองบางกอกใหญ่

สำหรับทริปล่องคลองบางกอกใหญ่ครั้งนี้ เราเดินทางไปกับคุณอาณัติ นักเล่าเรื่องท้องถิ่น ซึ่งจัดทริปเที่ยวคลองเส้นทางต่างๆ อยู่ โดยมีจุดนัดพบที่ท่าเรือวัดใหม่ยายนุ้ย ส่วนเรือที่ใช้เดินทางครั้งนี้ เป็นเรือแท็กซี่พลังงานไฟฟ้า ขนาด 10 ที่นั่ง บนหลังคาเรือติดตั้งแผงโซลาเซล ทำให้การเดินเรือครั้งนี้ ดำเนินไปอย่างสบายๆ เพราะเรือไฟฟ้าเดินเครื่องเงียบมาก ไม่ส่งเสียงดังรบกวน และไม่สร้างมลพิษให้กับคลองอีกด้วย

เรือแท็กซี่พลังงานไฟฟ้า ทำความเร็วได้ประมาณ 10 กม./ชม.

จุดหมายแรก หลังจากแล่นเรือไปตามคลองด่าน เราจอดเรือเทียบที่ท่าวัดอินทารามวรวิหาร เพื่อแวะทานอาหารเช้า โดยคุณอาณัติพาเราไปที่ร้านสุริยากาแฟ ร้านกาแฟเก่าแก่คู่ตลาดพลูอายุกว่า 100 ปี ปัจจุบัน รุ่นลูกรุ่นหลานก็กระจายกันเปิดเป็นสาขาต่างๆ แต่ร้านแรกดั้งเดิมจะตั้งอยู่ในตลาดวัดกลาง (วัดจันทาราม) สำหรับแอดมิน มีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านดั้งเดิมนี้เป็นครั้งแรก เพราะส่วนใหญ่จะสะดวกแวะซื้อที่ร้านตรงใต้สะพานตลาดพลู เมนูเครื่่องดื่มที่อยากแนะนำ คือ ชาซีลอน จะเป็นชาดำเย็น หรือ ชานม ขอบอกว่า หอมอร่อยชื่นใจดีนัก น่าเสียดายที่วันที่เราไป เมนูปาท่องโก๋ ซาลาเปาทอด หมดเสียก่อน เลยไม่ได้สั่งมาทานคู่กัน

หลังจากเติมพลังจนอิ่มท้อง เราเดินย้อนกลับมาที่วัดอินทารามวรวิหาร เข้าชมความงามของพระอุโบสถ และไหว้สักการะพระพุทธชินวร พระประธาน และที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสชมพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิง อยู่ในวิหารด้านหน้าพระอุโบสถ พระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นปางที่หาชมได้ยาก และพบได้ในวัดเพียงไม่กี่แห่ง ลักษณะเป็นการจำลองภาพหีบพระศพ และมีพระบาทของพระพุทธเจ้ายื่นออกมาจากหีบ มีพระภิกษุ 3 รูป พนมมือไหว้พระบาทที่ยื่นออกมา นอกจากนี้ ผนังด้านข้างยังมีภาพวาดจิตรกรรมเป็นรูปพระสงฆ์กำลังยิ้มหัวเราะโดยคุณอาณัฐเล่าให้ฟังว่า เป็นภาพวาดรูปพระสุภัททะ พระชราที่บวชตอนแก่ โดยตามพระสูตรกล่าวว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระสุภัททะกลับบอกแก่หมู่ภิกษุว่า “หยุดเถิด หยุดเถิด ท่านอย่าร่ำไรไปเลย พระสมณะนั้นพ้น (ปรินิพพาน) แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามพอใจ ไม่ต้องเกรงบัญชาใคร” อันเป็นสาเหตุให้ต่อมามีการสังคายนาพระธรรมขึ้นในภายหลัง

จากนั้น เราขึ้นเรือเพื่อล่องออกสู่คลองบางกอกใหญ่จนเกือบถึงประตูน้ำบริเวณวัดกัลยาณมิตร แวะจอดเทียบท่าเพื่อขึ้นไปไหว้สักการะหลวงพ่อโตซำปอกง และ พระปางป่าเลไลย์ ในพระอุโบสถ รวมทั้งชมความงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งในวิหาร และอุโบสถ ซึ่งพบว่า มีภาพวาดหลายจุดที่ชำรุดเสียหาย มีสภาพหลุดร่อนจากความชื่้น ก็คงต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลรักษาต่อไป สำหรับจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถแห่งนี้ จะเป็นการวาดเล่าเหตุการณ์สำคัญในอดีต เช่น ภาพวาดคดีการลักเด็กที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัย ร.3

ประตูเรือบริเวณหน้าวัดกัลยาณมิตร ทำหน้าที่เปิดปิดการสัญจรของเรือที่เข้าออกระหว่างคลอง-แม่น้ำเจ้าพระยา
ภาพวาดจิตรกรรมเล่าเรื่องคดีลักเด็กใ เหตุการณ์จริงในสมัยรัชกาลที่ 3

จากที่วัดกัลย์ฯ เราสามารถเดินเท้าไปยังทางเดินเท้าเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อไปยังศาลเจ้าเกียงอันเกง ขอพรต่อองค์เจ้าแม่กวนอิม ที่แกะสลักจากไม้จันทร์หอมอายุกว่า 200 ปี ซึ่งวันที่เราไป มีนักท่องเที่ยว ผู้คนที่ศรัทธา และสายมู จำนวนมาก มาแน่นขนัดทั้งที่หลวงพ่อโต วัดกัลย์ และศาลเจ้าแห่งนี้

จากนั้น เราเดินย้อนกลับมาที่วัด เพื่อเดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไปซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก คือ มัสยิดบางหลวง หรือ สุเหร่ากุฎีขาว ศาสนสถานของชาวมุสลิม หนึ่งเดียวที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบวัดไทย คือ หากเดินผ่าน แล้วไม่สังเกตเห็นป้ายที่บอกว่าเป็นมัสยิดแล้ว เชื่อว่าทุกคนต้องเห็นเป็นวัดไทยแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน

มัสยิดกุฎีขาว

และเราก็เดินเท้ากลับมาลงเรือ เพื่อล่องกลับคลองบางกอกใหญ่ และแวะสถานที่ต่อไป นั่นคือ วัดหงส์รัตนาราม อุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ “หลวงพ่อแสน” นอกจากนี้ยังมีตำนานว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มักจะเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานภายในพระอุโบสถนี้ด้วย ภายในวัดหงส์ยังมีสถานที่สำคัญ คือ วิหารพระทองคำสมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นสมัยเดียวกับพระพุทธรูปทองคำที่วัดไตรมิตร จากน้้นพวกเราก็เดินทางต่อไปแวะคลายร้อนกันที่ร้านคาเฟ่อู่เรือ ไฮไลท์คือ จุดชมองค์พระใหญ่ วัดปากน้ำ เก็บภาพเป็นที่ระลึกได้แบบสวยงามสุดๆ เลยทีเดียว

จุดชมวิวองค์พระใหญ่ ของร้านคาเฟ่อู่เรือ

เมื่อพักจนหายเหนื่อย และได้ถ่ายรูปองค์พระใหญ่จนพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาตอ้งเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือ วัดนางชี เพื่อชมงานประดับมุกบานหน้าต่างและประตูอุโบสถ ศิลปะชั้นยอดของเมืองนากาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบได้ที่วัดนางชี และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยสภาพส่วนใหญ่ชำรุดจากการถุกปลวกกิน รอการบูรณะซ่อมแซมจากทางญี่ปุ่นต่อไป

ก่อนจะปิดท้ายทริปนี้ ด้วยการกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งที่วัดนางชีนี้จะการจัดงานบุญประจำปีที่ปฏิบัติกันมาช้านาน คือ “งานชักพระวัดนางชี” หรือ “งานแห่พระบรมสารีริกธาตุ” โดยจัดในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี

จบทริปนี้ไปด้วยประทับใจท่ามกลางอากาศอันแสนร้อนอบอ้าวในเดือนมีนาคม แต่ต้องขอบอกว่า แม้แอดมินจะเกิดและใช้ชีวิตที่ฝั่งธนฯ มาครึ่งชีวิต แต่นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ได้มีโอกาสสัมผัสความ “อันซีน” ที่พบเห็นได้แบบไม่จำกัด ตลอดแนวคลองบางกอกใหญ่แห่งนี้

ออมสิน ตอบทุกความต้องการเรื่องบ้านด้วย “สินเชื่อเคหะ”

0

การมี “บ้าน” เป็นของตัวเอง นับเป็นความใฝ่ฝันของคนจำนวนไม่น้อย ซึ่งการจะเป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยความตั้งใจ ความอดทน และระยะเวลา เพราะบ้าน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในชีวิต การตัดสินใจซื้อ หรือปลูกสร้างบ้าน ย่อมต้องเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่และสำคัญของชีวิตเลยทีเดียว อีกทั้ง การดูแลรักษา ซ่อมแซม และต่อเติมบ้านที่อยู่อาศัย ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงของเจ้าของบ้าน ทำให้ ต้องมีการวางแผนบริหารจัดการเงินให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบกับการสถานะทางการเงิน จนเกิดเป็นปัญหาทางด้านการเงินตามมา

นับเป็นโอกาสดีของ เจ้าของบ้าน และคนรักบ้าน ที่ปัจจุบันนี้ได้รับประโยชน์จากเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ที่เข้ามาเป็นทางเลือก ช่วยทำให้ความต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ตลอดจนการซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

เช่นเดียวกับ “สินเชื่อเคหะ” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเข้าใจคนรักบ้าน และตระหนักดีถึงภาระทางการเงินจากบ้าน จึงออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบครบทุกความต้องการเรื่องบ้าน โดยเป็นสินเชื่อบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งซื้อ / ปลูกสร้าง / ต่อเติมซ่อมแซม ด้วยเงื่อนไขพิเศษให้ผ่อนต่ำ ล้านละ 3,555 บาท/เดือน ระยะเวลานาน 6 เดือนแรก พร้อมอัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.140% (MRR-3.855%)

สำหรับผู้กู้ต้องมีคุณสมบัติ คือ มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ประกอบอาชีพและมีรายได้แน่นอน กรณีกู้ร่วมกับบุคคลอื่น มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ดังนี้ คือ หากกู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์เป็นคู่สมรส บุตร บิดา มารดา หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคนก็ได้ แต่หากกู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากข้างต้นแล้ว ต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคน

สามารถติดต่อยื่นกู้สินเชื่อเคหะได้แล้ว เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 ตุลาคม 2566 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/43Pd008 ติดต่อสอบถาม และสมัครขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือทาง www.gsb.or.th

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook: GSB Society

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนหุ้น ESG แล้วได้อะไร!!

0

คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” พูดถึงหุ้นยั่งยืน (ESG) มาแล้วหลายครั้ง จนถึงตอนนี้นักลงทุนน่าจะรู้จักหุ้นประเภทนี้เป็นอย่างดีแล้วว่า บริษัทจดทะเบียนที่เป็นเจ้าของหลักทรัพย์ หรือหุ้น ESG นี้ จะประกอบกิจการแบบไม่ได้มองแค่กำไรเป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและหลักธรรมาภิบาล ด้วย

ทีนี้ หลายคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า นักลงทุนเอง เมื่อลงทุนก็ต้องหวังว่าจะได้เห็นหุ้นที่ตัวเองซื้อ ราคาปรับเพิ่มขึ้น จึงเกิดคำถามว่า การลงทุนในหุ้น ESG จะตอบโจทย์เรื่องผลตอบแทนหรือไม่ เพราะติดภาพว่า หุ้น ESG เป็นหุ้นโลกสวย ราคาหุ้นไม่หวือหวา

มีรายงานของฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทดลองจัดพอร์ตลงทุนหุ้นไทยในกลุ่ม ESG เพื่อศึกษาผลตอบแทนรวมสะสมย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2559-2564 พบว่า ให้ผลตอบแทนรวมสะสมถึง 51% และยังพบว่า หุ้นที่อยู่ในกลุ่มยั่งยืนนี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทในตลาดหุ้นไทยให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG มากขึ้น

เพราะการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านลบต่อผลการดำเนินงานด้านการเงินของบริษัท เมื่อความเสี่ยงลดลง นักลงทุนก็จะกล้าซื้อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น

เว็บไซต์ SETINVESTNOW โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้เผยแพร่บทความที่ตอกย้ำแนวคิดดังกล่าว โดยยกตัวอย่างหุ้นสองตัว คือ หุ้น CPF ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) อยู่ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และหุ้น CPN ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง เพื่อให้แสดงตัวอย่างด้านผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากการลงทุนในหุ้น ESG

หุ้นทั้งสองตัวนี้มีชื่อติดอันดับรายชื่อหุ้นยั่งยืนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศทุกปี ทำให้เห็นได้ว่า ผู้ประกอบการต่างให้ความสำคัญกับประเด็น ESG อย่างมาก

ยิ่งให้ความสำคัญมากเท่าไร ก็ต้องมีความพยายามดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษามาตรฐาน และระดับความน่าเชื่อถือของธุรกิจตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของอาหารของ CPF, การจัดการของเสียจากการใช้งานอาคารที่ CPN ตั้งเป้าลดปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบให้เท่ากับศูนย์, การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม ที่ทั้งสองบริษัทกำหนดไว้เป็นนโยบายเช่นกัน

นโยบายแต่ละเรื่องล้วนเป็นการลดความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการสร้างรายได้ ตลอดจนผลดำเนินงานด้านการเงินของบริษัท นักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นกลุ่มนี้ จึงจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนแน่นอน

สำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน สามารถเรียนฟรีกับ หลักสูตร “ถอดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน” https://elearning.set.or.th/SETGroup/courses/534/info หรือดูรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment: THSI) ปีล่าสุด ได้ที่นี่ รายชื่อ Thailand Sustainability Investment (THSI) ปีล่าสุด.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โออาร์ เชิญร่วมงาน “Inclusive Growth Days empowered by OR” สร้างโอกาสเติบโตร่วมกันกับธุรกิจทุกขนาดและสตาร์ตอัป

0

โออาร์ เชิญชวนผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาด สตาร์ตอัป และผู้สนใจร่วมเส้นทางเติมเต็มโอกาสเพื่อการเติบโตไปด้วยกันในงานเสวนาและโชว์เคสธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Inclusive Growth Days empowered by OR” ระดม 50 ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักธุรกิจชั้นนำ ร่วมเจาะลึกโมเดลธุรกิจแห่งอนาคตที่จะมาช่วยต่อยอดการลงทุน ผู้เชี่ยวชาญวงการสตาร์ตอัปมาไขรหัสแห่งความสำเร็จ พร้อมทั้งการจัดแสดงสินค้า นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากพันธมิตรของ โออาร์ ที่จะยกระดับธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมโอกาสในการสรรหาพันธมิตร สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อร่วมเติมเต็มศักยภาพและก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน เพลิดเพลินกับการชอปปิงสินค้าไทยเด็ด อิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงความบันเทิงจากศิลปินนักร้อง นักแสดงชั้นนำ และแขกรับเชิญเซเลบริตี้มากมาย ตั้งแต่วันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2565 ที่ ชั้น 22 บางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีที่ https://www.zipeventapp.com/e/Inclusive-Growth-Days

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวว่า “โออาร์ ได้เดินหน้าวิสัยทัศน์ใหม่ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” ด้วยความเชื่อว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก องค์กรธุรกิจต้องปรับตัวและพลิกโฉม นำโมเดลทางธุรกิจและนวัตกรรมใหม่มาใช้ และประสานความร่วมมือกัน เพื่อเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมที่จะส่งเสริมผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสรรค์ชุมชนที่น่าอยู่ และรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยังคงอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต เราจึงจัดงาน “Inclusive Growth Days empowered by OR” ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจสู่อนาคต ผู้ประกอบการธุรกิจทุกรูปแบบ ทุกขนาด ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ รวมถึงสตาร์ตอัป จะได้รับประโยชน์โดยตรงเมื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงมองหาพันธมิตรและช่องทางธุรกิจ ตลอดจนสร้างความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างธุรกิจต่าง ๆ”

“คุณค่าและสาระประโยชน์จากเวทีเสวนาและโชว์เคสครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนนักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรธุรกิจชั้นนำจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม รวมกว่า 50 ท่าน ที่ให้เกียรติมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยนมุมมอง และประสบการณ์ ด้วยความตระหนักดีว่า การดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการแสวงหาผลกำไร ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาร่วมสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมเติบโตร่วมกันแบบ Inclusive Growth” นางสาวจิราพร กล่าวเสริม

นอกเหนือจากสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมเติบโตร่วมกันแบบ Inclusive Growth ไฮไลต์ของงานเสวนา สอดคล้องกับพันธกิจทั้ง 4 ของ โออาร์ ประกอบด้วย
• Seamless Mobility – EV พลิกโฉมธุรกิจพลังงานและการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ
• All Lifestyles – ตอบโจทย์ทางเลือกการใช้ชีวิตในอนาคต ทั้งอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว รวมถึงช็อปผลิตภัณฑ์ชุมชนจากโครงการไทยเด็ดทั่วประเทศ
• Global Market – โอกาสของธุรกิจไทยในต่างแดน และหลากหลายสูตรสำเร็จเพื่อการเติบโตในต่างประเทศ รวมถึงเคล็ดวิชาของ Café Amazon และ PTT Station ในตลาดโลก
• OR Innovation – นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน สร้างตลาดใหม่ด้วยการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ไขรหัสความสำเร็จของ Flash Express สตาร์ทอัประดับยูนิคอร์นรายแรกของไทย และอีกหลากหลาย Solution ล้ำยุค

โออาร์ ทุ่มเทความตั้งใจจัดงานนี้เพื่อให้ผู้เข้าชมงาน ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน พนักงาน ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้เห็นถึงโมเดลทางธุรกิจแห่งอนาคต ที่จะต้องสานพลังและประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อการเติบโตแบบ Inclusive และยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมจากพันธมิตรของ OR ทั้งตัวแทนจำหน่าย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัป และ แบรนด์ต่าง ๆ รวมกว่า 100 บูธ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ ผลิตภัณฑ์และสินค้าอาหารจากธุรกิจในเครือและพันธมิตรของ OR และ Café Amazon ผลิตภัณฑ์และอาหารจากโครงการไทยเด็ด และเพลิดเพลินกับเครื่องดื่มหลากหลายจาก Café Amazon ที่มาจำลองบรรยากาศ Green Oasis ขึ้นภายในงาน รวมถึงเมนูพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะ Café Amazon ในต่างประเทศเท่านั้น พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ นนท์ ธนนท์, เอ๊ะ จิรากร, เจ๋ง บิ๊กแอส,โต้ง ทูพี และกิจกรรมสนุกสนานจากดารา นักแสดง และแขกรับเชิญเซเล็บคนดังมากมายที่มาร่วมงาน อาทิ ไบร์ท นรภัทร, ตรี ภรภัทร, ฟิล์ม ธนภัทร, ตงตง กฤษกร, เน๋ง ศรัณย์, กระทิง ขุนณรงค์, ภณ ณวัสน์

สำหรับหัวข้อการบรรยายและการเสวนาบนเวทีที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

Start-Up Sharing Session: 22 กรกฎาคม 2565 เวลา 10:00 น. – 12:30 น.
• แนะนำธุรกิจ โดย 11 สตาร์ทอัปและธุรกิจร่วมลงทุน (VC) ที่มาร่วมงาน

Inclusive Growth Theme: 22 กรกฎาคม 2565 เวลา 13:00 น. – 17:30 น.
• กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “Inclusive Growth ทิศทางธุรกิจแห่งอนาคต” โดย จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR
• “Inclusive Economy ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจที่เติบโตร่วมกับสังคม” โดย ดนุชา พิชยนันน์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
• “Inclusive Business Model โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต โมเดลธุรกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด และ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR
• “Inclusive Finance โมเดลการเงินแห่งอนาคต เพื่อการเติบโตร่วมกัน” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ธนา โพธิกําจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ (Group Chief Economist) และกรรมการผู้จัดการ ซีกรุ๊ป
• ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์

Seamless Mobility Theme: 23 กรกฎาคม 2565 เวลา 9:00 – 14:00 น.
• “From Gas to Green พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR
• “The World of EV ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อโลกเพื่อเรา” โดย รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
• “EV Moments ช่วงเวลาที่ดีต่อใจ ดีต่อโลก” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศิวภูมิ เลิศสรรค์ศรัญย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์ซัม (ประเทศไทย) จำกัด เอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด และวริศร เรียงประยูร กรรมการผู้จัดการ เอ มอเตอร์ส กรุ๊ป
• “The World of Seamless Mobility โลกแห่งการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานกรรมการ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด (เคเคทีที) พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธารินี สุทธิปริญญานนท์ นายกสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันพลังไทย PTT และบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR
• พักครึ่งด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก นนท์ – ธนนท์ จำเริญ

All Lifestyles Theme: 23 กรกฎาคม 2565 เวลา 14:00 – 16:30 น.
• “Taste of Happiness รสชาติแห่งความสุข” โดย ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์กรุ๊ป จํากัด (มหาชน)
• “Wellness Destination จุดหมายที่ร่างกายได้ยิ้ม” โดย ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด ผู้ก่อตั้ง THANN Wellness Destination
• “Beyond Food มากกว่าอาหารแต่คือสุขภาพที่ดีขึ้น” ร่วมเสวนาโดย ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (โอ้กะจู๋) กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด แดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) และสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ OR
• “All Lifestyles for Good Health ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกับสุขภาพดีที่คุณเลือกได้” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) วิภาวี วงศ์สิริศักดิ์ CCO และผู้ร่วมก่อตั้งโกวาบิ และ นพ. สุทธิชัย โชคกิจชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท กู๊ด ด็อกเตอร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย)

Global Market Theme: 24 กรกฎาคม 2565 เวลา 9:00 – 13:30 น.
• “Borderless Fashion แฟชั่นไร้พรมแดน” โดยเดวิด โจว ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) และผู้ร่วมก่อตั้ง โพเมโล แฟชั่น
• “Thai Brands to Global Market สร้างแบรนด์ไทยสู่แบรนด์โลก” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) วีรพลน์ เตชะผาสุขสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด และรชา อุทัยจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจต่างประเทศ OR
• “Thai Business in Global Arena ธุรกิจไทยไม่แพ้ใครในเวทีโลก” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล ดร. เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด และชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด
• “Global Opportunities for Thai Businesses โอกาสการเติบโตของธุรกิจไทยในต่างแดน” โดย สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
• พักครึ่งด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก เจ๋ง-เดชา โคนาโล และทูพี-พิทวัส พฤกษกิจ

New Innovation Theme: 24 กรกฎาคม 2565 เวลา 13:30 – 17:00 น.
• “Impact Innovation สตาร์ตอัปยุคต่อไป สร้างตลาดใหม่โดยแก้ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม” โดย กระทิง พูนผล ผู้ก่อตั้งกองทุน 500 TukTuks และผู้บริหารกองทุน ORZON Ventures
• การสัมภาษณ์พิเศษ “The Journey of Thailand’s 1st Unicorn กว่าจะเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของเมืองไทย” คมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช (โดยรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ผู้ก่อตั้งเพจ Mission to the Moon เป็นผู้สัมภาษณ์)
• “Technology for a Sustainable Future เทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรินแคร์ จำกัด ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มอร์ลูป จำกัด แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด และ นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ กรรมการ บริษัท ไรส์ อินโนเวชั่น ฮับ จำกัด
• “New Innovation toward Sustainable Society นวัตกรรมสู่สังคมที่ยั่งยืน” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง เฟรชเก็ต สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Local Alike หลุยส์ อัลบาน บาทาร์ด ดูเปร ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น “ยินดี (Yindii) และราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการโครงการ ORion
• ปิดท้ายด้วย “Together toward Inclusive Growth เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” โดยจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

ออมสิน รับปีขาล ออก “สลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ฉลองปีใหม่ 2565” ลุ้นรางวัลใหญ่ 1 ล้าน รวม 20 รางวัล

0

ธนาคารออมสิน ต้อนรับปีขาล มอบของขวัญปีใหม่ 2565 ให้ลูกค้าสุดพิเศษ!

ซื้อสลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ผ่าน MyMo ได้ลุ้นโชคต่อที่ 2 เพิ่ม! รางวัลพิเศษ จำนวน 20 รางวัล ๆ ละ 1 ล้านบาท มูลค่ารวม 20 ล้านบาท

กำหนดออกรางวัล 2 ครั้ง
• ครั้งที่ 1 วันที่ 16 มีนาคม 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาท
• ครั้งที่ 2 วันที่ 16 เมษายน 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาท
(กำหนดงวดและหมวดอักษรของรางวัลพิเศษ ทั้ง 20 รางวัล)

เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565 (วงเงินรับฝาก 24,000 ล้านบาท)

หลักเกณฑ์รายละเอียด
ระยะเวลารับฝากตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป
ผู้มีสิทธิเปิดบัญชีบุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
อายุ1 ปี (สิทธิการถูกรางวัล 12 ครั้ง)
ราคาต่อหน่วย20 บาท
รายละเอียดดอกเบี้ยฝากครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดเงื่อนไขการฝากฝากไม่ครบ 3 เดือน หักส่วนลด 0.50 บาทต่อหน่วย
วงเงินในการรับฝาก 1. สามารถเลือกทำรายการฝากตามจำนวนเงินที่กำหนดได้ ดังนี้ จำนวนเงิน 200 /400 /1,000 /2,000 /10,000 /20,000 /100,000 และ 200,000 บาท
2. สามารถระบุจำนวนเงินที่ต้องการฝากด้วยตนเองตั้งแต่ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท โดยระบุได้เฉพาะจำนวนเงินที่หารด้วย 1,000 ลงตัว
3. วงเงินการทำรายการสูงสุด 10,000,000 บาทต่อวัน (วงเงินรวมกับการโอนเงินภายในบัญชีตนเอง)4. ธนาคารไม่ออกใบสลากให้ แต่สามารถตรวจสอบรายการฝากได้ในบริการMobile Banking (MyMo)5. สามารถฝากเพิ่มในทะเบียนสลากเดิมได้โดยเป็นรายการฝากใหม่
ระยะเวลาจ่ายดอกเบี้ย–
การออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน* หยุดจำหน่ายทุกวันที่ 16 ของเดือน *
การรับเงินรางวัลโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล
เงื่อนไขหลัก1. ผู้ฝากต้องมีบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกเป็นบัญชีคู่โอนสำหรับรับโอนเงินต้นและดอกเบี้ยเมื่อสลากครบอายุ และเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝาก2. ต้องสมัครใช้บริการ Mobile Banking (MyMo) สำหรับทำรายการฝาก-ถอน ผ่านบริการ Mobile Banking (MyMo)3.  ไม่รับฝากบัญชีร่วมและบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์
สลากครบอายุโอนเงินสลากครบอายุและดอกเบี้ย(ถ้ามี) เข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน

สิทธิพิเศษของโครงการ 

ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565
วงเงินโครงการ24,000 ล้านบาท
เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ1.     ต้องเป็นผู้ฝากสลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ในระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565 เท่านั้น
2.     ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
สิทธิพิเศษของโครงการเพิ่มรางวัลพิเศษ รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 20 รางวัล รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 20 ล้านบาท โดยกำหนดงวดและหมวดอักษรของรางวัลพิเศษ ทั้ง 20 รางวัล
การออกรางวัลพิเศษออกรางวัลจำนวน 2 ครั้งครั้งที่ 1 วันที่ 16 มีนาคม 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาทครั้งที่ 2 วันที่ 16 เมษายน 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาท
การรับเงินรางวัลพิเศษโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน ในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล

ดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ >https://bit.ly/3sAm4pW

OR สนับสนุนพื้นที่ใน พีทีที สเตชั่น 17 แห่ง ตั้งจุดกระจายยาเพื่อผู้ป่วยโควิด-19

0

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด – 19 จำนวนมาก กระจายไปทั่วประเทศ  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนโครงการ Primary Care Hub – “ComCOVID-19 – FM CoCare  ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง พริบตาคลินิกของสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี  โดยการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของโครงการนี้ กว่า 20,000 ราย

OR จัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 17 แห่ง เป็นจุดกระจายยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โออาร์ ยังมอบบัตรน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พริวิเลจการ์ด มูลค่า 270,000 บาท เพื่อสนับสนุนดำเนินงานของไรเดอร์อาสาสมัคร จาก บริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป (UFU) ที่รับส่งยาให้กับผู้ป่วย

การจัดตั้งจุดกระจายยาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน” #ORStayStrongTogether ซึ่ง OR ได้ดำเนินการช่วยเหลือหน่วยงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมส่งกำลังใจให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปได้ดีดังเดิม

OR ร่วมส่งกำลังใจ สู้โควิดไปด้วยกัน ผ่านกล่อง tOgetheR Box

0

ในวันที่หลายคนตั้งคำถามว่า เราจะผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้อย่างไร จำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดหรือยัง และจะลดลงเมื่อไหร่ วัคซีนป้องกันจะได้คิวฉีดวันไหน  เด็กจะได้ไปใช้ชีวิตวัยเรียนที่โรงเรียนได้เมื่อไร และ เราต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ต้องทำงานอยู่กับบ้าน  ลดกิจกรรมนอกบ้าน  กันแบบนี้ไปอีกนานเท่าไร

ความจริงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ คือ เราต้องอยู่กับสภาพเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง  และต้องอยู่อย่างมีความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง  สมาชิกครอบครัว และสังคม  เราต้องอยู่อย่างมีสติ  อยู่อย่างระแวดระวังแต่ไม่ใช่หวาดระแวงต่อกัน

แม้ว่า สถานการณ์โควิด-19 ระลอกนี้ จะสร้างความหวาดหวั่นใจให้กับผู้คนมากขึ้น  ตัวเลขการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20,000 กว่าคนต่อวัน   ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดรายวัน จนถึงวันนี้ เราได้เห็นตัวเลข 300 กว่าคนแล้ว

จำนวนผู้ป่วยโควิดที่สูงมากขนาดนี้ มากกว่าเกินกว่าระบบการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ทั้งจำนวนสถานพยาบาล  จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ จะสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้ภาครัฐ ต้องออกแนวทางการรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือ Home Isolation เพื่อแบ่งเบาภาระของด่านหน้า และรักษาให้ระบบสาธารณสุขของเรายังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

รูปแบบความช่วยเหลือที่จะได้ผลและรวดเร็ว  จึงต้องเป็นการส่งความช่วยเหลือแบบส่งตรงถึงมือผู้ป่วยที่รักษาตัวหรือกักอยู่ที่บ้าน   กระจายความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานต่างๆ  เพื่อครอบคลุมจำนวนผู้ที่กำลังเดือดร้อน ให้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือนั้นอย่างรวดเร็วและมากที่สุด

tOgetheR Box

จากแนวคิดดังกล่าวนี้ ทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR  จึงได้มีแนวคิดจัดทำ “tOgetheR Box”  ซึ่งเป็นชุดยาและเวชภัณฑ์ จำนวน 1.5 หมื่นกล่อง คิดเป็นมูลค่ารวม 7.5 ล้านบาท  โดยกระจายส่งมอบ “tOgetheR Box” ไปให้โรงพยาบาล และหน่วยงานอาสาต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไป  ไม่ว่าจะเป็น สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง  กรมควบคุมโรค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กรมการแพทย์ โรงพยาบาลพระราม 9 กาญจนาภิเษก โรงพยาบาลธัญญารักษ์ จ.ปัตตานี โรงพยาบาลชัยบาดาล จ.ลพบุรี รวมไปถึงเพจ เราต้องรอด, อีจัน, โครงการตัวเล็ก ใจใหญ่ และ หมอแล็บแพนด้า

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

คุณ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR  พูดถึงแนวคิดของการจัดทำกล่อง “tOgetheR Box”  ว่า  เกิดจากการที่ OR  ได้ริเริ่ม โครงการ ส่งกำลังใจ .. สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether   เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่หน่วยงานและชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19   และต่อมา เมื่อภาครัฐมีนโยบายให้ผู้ป่วยโควิด- 19 ที่อาการไม่รุนแรง และสามารถให้แยกกักตัวที่บ้านได้  OR จึงได้จัดทำกล่อง “tOgetheR Box”  ซึ่งประกอบไปด้วย ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ยาพาราเซตามอล ยาฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวที่บ้าน

เริ่มแรก ได้มอบให้กับสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง เพื่อนำ “tOgetheR Box”  ไปมอบให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) สำหรับใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียง รวมทั้งช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่คลองเตยและชุมชนที่ได้รับผลกระทบเป็นหน่วยงานแรก

นอกจากนี้ โออาร์  ได้ทยอยส่งมอบ “tOgetheR Box”  ให้กับโรงพยาบาล และหน่วยงานจิตอาสาต่าง ๆ ที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไปโดยเร็ว

คุณ จิราพร  กล่าวอีกว่า  ก่อนหน้านี้  OR  ได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ให้กับทั้งหน่วยงานและชุมชนโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่, การจัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พระราม 2 (ขาออก) เป็นจุดฉีดวัคซีน, การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน, การร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัด  ทั้ง 77 จังหวัด

ตลอดจนการช่วยซื้อมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้ที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและล้นตลาด แล้วนำมามอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและศูนย์พักคอยของ กทม. รวมไปถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานจิตอาสาด่านหน้า   นอกจากนี้ OR ยังได้ช่วยเหลือคู่ค้า ลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

จะเห็นได้ว่า ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านมา  OR ถือว่า เป็นภารกิจสำคัญที่สุดขององค์กร เพื่อแสดงถึงความมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบต่อสังคม โดย OR ยังยืนยันที่จะเดินหน้าช่วยเหลือสังคมไทยต่อไป จนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อย่างปลอดภัย และก้าวต่อไปได้ดีดังเดิม.

ตามติดภารกิจของกรมชลประทาน แก้ปัญหาภัยแล้งที่จ.ลพบุรี

0

ตามติดการแก้ปัญหาภัยแล้งของกรมชลประทาน กับ ปฏิบัติการเติมน้ำให้ลุ่มน้ำบางขามจังหวัดลพบุรี

ลุ่มน้ำบางขาม ที่หล่อเลี้ยงวิถีชุมชนหลายพื้นที่ ครอบคลุม ตำบลมหาสอน, ตำบลบางพึ่ง, ตำบลบ้านชี, ตำบลบางขาม อำเภอบ้านหมี่ และตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี หลังเกิดวิกฤตน้ำแห้งขอด จากปริมาณฝนตกน้อยและฝนทิ้งช่วง กรมชลประทาน จึงเร่งระดมนำเครื่องจักร เครื่องมือ ทำการสูบน้ำอย่างเร่งด่วน

พร้อมแจ้งให้ชาวบ้านรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กำชับให้แก้ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคให้มีเพียงพอ เป็นธรรม รวมถึงการรักษาระบบนิเวศ 

ส่วนภาคเกษตรกรรมให้ขอความร่วมมือชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ

กรมชลประทาน ยืนยันจะผลักดันการส่งน้ำไปสู่พื้นที่ปลายน้ำ รวมระยะทาง 47 กม. เพื่อให้ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่งหลังจากการเติมน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการผลิตประปาของการประปาส่วนภูมิภาคได้แล้ว สำนักงานชลประทานที่ 10 จะเร่งดำเนินการตามแผนระยะยาว โดยจะทำการขุดลอกระยะทาง 14 กิโลเมตร กว้าง 40 เมตร ลึก 3 เมตร พร้อมจัดทำแก้มลิง 3 แห่ง

คาดการดำเนินการตามแผนงานทั้งเร่งด่วนและระยะยาว จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำบางขามได้กว่า 2,000,000 ลูกบาศก์เมตร

เปิดตัวโครงการ AOM YOUNG สร้างวินัยการออมการลงทุนให้นศ.ที่กู้ยืมกยศ.

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บลจ.กรุงไทย เปิดตัวโครงการ “AOM YOUNG” ส่งเสริมวินัยการออมการลงทุนด้วยกองทุนรวมแก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. ทั่วประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีทางการเงิน รวมทั้งสามารถชำระเงินคืนกองทุนได้เมื่อครบกำหนด เปิดรับนักศึกษาร่วมโครงการ 28 มิถุนายน 2564

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “AOM YOUNG” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ กยศ. และ บลจ.กรุงไทย เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. มีการวางแผนเพื่อการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านกองทุนรวม เพื่อเสริมสร้างวินัยและความมั่นคงทางการเงิน โดยโครงการนี้ยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือในการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินงานร่วมกับ กยศ. อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการรณรงค์ให้เกิดวินัยการออมผ่านโครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษามีความเข้าใจการลงทุนและรู้จักทางเลือกการออมที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี มีเงินออมตั้งต้นพร้อมสำหรับเป้าหมายในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกคน

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม ได้รับความรู้ผ่านหลักสูตร e-Learning แล้วกว่า 560,000 ราย โครงการนี้จึงจะมาช่วยต่อยอดให้ผู้กู้ยืมที่มีความรู้ทางการเงินมีช่องทางในการออมเงินสม่ำเสมอได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกองทุนเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติจริง จึงพร้อมสนับสนุนให้ผู้กู้ยืมได้เรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวมในรูปแบบการออมสม่ำเสมอขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน โดยเริ่มจาก KTAM เป็นที่แรก ซึ่งนอกจากผู้กู้ยืมจะมีเงินเก็บและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นแล้ว ยังนับเป็นจำนวนชั่วโมงจิตสาธารณะได้อีกด้วย โดยกองทุนมุ่งหวังว่า โครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยให้นักศึกษามีเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้การเริ่มต้นออมเพื่อเป้าหมาย ในระยะยาวเป็นจริงได้ ตลอดจนสามารถนำเงินที่ออมได้มาชำระคืนเงินกู้ยืมให้กองทุนเมื่อถึงกำหนดต่อไป

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า KTAM มีความยินดีในการร่วมส่งเสริมวินัยการออมผ่านกองทุนรวมให้แก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. โดยจะส่งเสริมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ KTAM ยังได้คัดเลือกกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำถึงปานกลางให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการออมและเริ่มต้นลงทุนของนักศึกษา โดยมีกองทุนให้เลือกหลากหลายประเภทตามความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1) กองทุนตลาดเงิน: KTSS 2) กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: KT-STPLUS ซึ่งนักศึกษาเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำได้เพียงเดือนละ 100 บาท ผ่านทาง บลจ.กรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ทั้งนี้ KTAM เชื่อมั่นว่าโครงการ “AOM YOUNG” จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการออมตั้งแต่อายุยังน้อยได้มากขึ้นนักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. ทุกสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สามารถเริ่มต้นออมสม่ำเสมอผ่านโครงการ “AOM YOUNG” ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.setinvestnow.com, www.studentloan.or.th และ www.ktam.co.th

‘เจ้าสัวธนินท์’ ทุ่ม 200 ล้าน หนุนรพ.สนาม สู้โควิดรอบใหม่

0

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 วันนี้เป็นตัวเลขที่สูงสุดอีกวันหนึ่ง ที่มีผู้ติดเชื้อถึง 1,767 คน ทำให้ผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลสูงถึง 13,568 ราย ซึ่งโรงพยาบาลก็เริ่มประสบปัญหาเตียงไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลสนาม 571 ราย ซึ่งต่อไปจะมีตัวเลขสูงมากขึ้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลสนามของโรงพยาบาลต่างๆ โดยเน้นไปที่สิ่งที่ซีพีทำได้ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และเสริมอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาด บริษัททุกบริษัทในเครือจะมาช่วยผนึกกำลังเพื่อช่วยเสริมบุคลากรทางการแพทย์ ที่เสียสละเป็นอย่างมาก โดยเริ่มต้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลตำรวจ  โรงพยาบาลของทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เป็นต้น

ตนเองมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นคนไทย  และเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลา 100 ปี จึงตระหนักดีว่านี่คืออีกสถานการณ์หนึ่งที่สำคัญซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเข้ามาช่วยเหลือตามสรรพกำลังที่มีอยู่ และเห็นว่าการรับมือด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโรงพยาบาลสนาม เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พร้อมกันนี้จะจัดส่งอาหารครบ 3 มื้อให้กับโรงพยาบาลสนามของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ รวมถึง Hospitel อีก 4 แห่งในความรับผิดชอบของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ และจะให้กลุ่มทรูจัด ไวไฟบริการฟรีในโรงพยาบาลสนามของจุฬาลงกรณ์ที่จะเปิดใหม่นี้ด้วย  และหากรัฐบาลเปิดให้เอกชนนำเข้าวัคซีนมาฉีดให้กับพนักงาน ก็จะถือว่าเป็นการลดภาระภาครัฐ โดยเอกชนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงาน ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องคนไทยจะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

นายธนินท์ กล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าคนไทยและประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ไปได้อย่างแน่นอน ขอเพียงทุกคนและทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกันตามกำลังความสามารถ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ในเร็ววันนี้

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง  คนไข้มีจำนวนมากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เตรียมการโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับบุคลากร และนิสิตที่มีการติดเชื้อรวมถึงการเปิดให้กับผู้ป่วยต่อไปด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยอาการปานกลางและอาการหนัก มีพื้นที่เพียงพอในโรงพยาบาล ทั้งนี้ต้องขอบคุณท่านประธานธนินท์ และบริษัทในเครือซีพี ที่เป็นองค์กรเอกชนที่มีความตั้งใจดี ในการเข้ามาสนับสนุนดำเนินโครงการทั้งเรื่องโรงพยาบาลสนาม และ Hospitel ให้ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนายการโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ  กล่าวว่า สถานการณ์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีแนวโน้มที่โรงพยาบาลจะรองรับได้ไม่ครบถ้วน ทำให้โรงพยาบาลได้ประชุมเพื่อร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยจับมือกันเปิดโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยจะเริ่มให้บริการได้ในสัปดาห์หน้า

คนใช้รถเฮ โออาร์ประกาศไม่ขึ้นราคาน้ำมัน เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย

0
จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โออาร์ จัดแคมเปญ “โออาร์สร้าง ความ สุข” มอบของขวัญให้แก่ผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการร้านค้าในเครือโออาร์ โดย สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น จะไม่ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดตลอด 9 วันในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 (ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 63 – 3 ม.ค. 64) แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกผู้เดินทาง ทั้งเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางกลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ เมื่อเติมน้ำมันในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 – 1 มกราคม 2564 ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าไทยเด็ด 1 ชิ้น ส่งต่อรอยยิ้มจากชุมชนให้ผู้ใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เป็นของขวัญปีใหม่อีกด้วย

สำหรับผู้ใช้บริการที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน เมื่อซื้อเครื่องดื่มหรือสินค้าคาเฟ่ อเมซอน ชนิดใดก็ได้ ที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 20 สาขาบนเส้นทางสายหลักขาออกจากกรุงเทพมหานครที่ร่วมรายการ ในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564 รับฟรีทันทีกาแฟดริป คาเฟ่ อเมซอน (รสออริจินัล) 1 ซอง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาที่ร่วมรายการได้ที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจ :  Café Amazon

ด้านศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ ได้จัดโปรโมชั่น “FIT สุดเฟี้ยวเที่ยวไปด้วยกัน” รับสิทธิพิเศษมากมาย ซื้อน้ำมันหล่อลื่นและยางราคาพิเศษ และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563 จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2564

แคมเปญ “โออาร์ สร้าง ความ สุข” นอกจากจะเป็นการมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้บริโภค ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ร้านค้าในเครือโออาร์ ยังมีบริการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคทั้งก่อนเดินทางและระหว่างเดินทาง โดยผู้บริโภคสามารถเข้าใช้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ที่ศูนย์บริการยานยนต์ฟิต ออโต้ ก่อนเดินทาง และสามารถแวะพักผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทางได้ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น และร้านคาเฟ่ อเมซอนทุกสาขาที่พร้อมให้บริการตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

โออาร์ ทุ่ม 30 ล. รวมพลังร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 ทั่วประเทศ

0

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 ในไทย แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น จากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดน้อยลง และตัวเลขผู้ที่ได้รับการรักษาจนหาย นำไปสู่การผ่อนปรนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้ดำเนินไปเป็นระยะที่สองแล้ว ไม่ว่าจะการอนุญาตให้ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการได้ โดยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดกลับมาหนักอีก

หากมองย้อนกลับไปประมาณเดือนมีนาคม ซึ่งเริ่มมีการออกมาตรการควบคุม สั่งปิดร้าน ปิดสวนสาธารณะ ปิดสถานประกอบการต่างๆ รณรงค์ให้คนอยู่กับบ้านเพื่อชาติ และหลายบริษัทก็ให้ความร่วมมือโดยให้พนักงานที่สามารถทำงานอยู่ที่บ้านได้ โดยไม่ต้องมาที่ที่ทำงาน และหลายภาคส่วนเริ่มเอาจริงเอาจังกับการคัดกรองคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้กรอกข้อมูลก่อนเข้าอาคาร, การให้ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า, การติดตั้งแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ตามจุดต่างๆ, การทำความสะอาดจุดหรือบริเวณที่มีการสัมผัสร่วม

แน่นอนว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ก็เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งในส่วนที่ต้องดูแลสวัสดิภาพของพนักงานบริษัท และการขับเคลื่อนธุรกิจของ โออาร์

ด้านการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการต่าง ๆ ของธุรกิจของ โออาร์ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ของ โออาร์  ได้มีนโยบายเพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัย และปรับรูปแบบการให้บริการ เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ ให้พนักงานทุกคนล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ การติดตั้งเจลแอลกอฮอล์สำหรับลูกค้าไว้ล้างมือ

ทุกธุรกิจของ โออาร์  เปิดดำเนินการตามปกติ เพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยทุกคน และพร้อมผ่านวิกฤตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสถานีบริการน้ำมัน PTT Station, ร้านกาแฟ Café Amazon, ร้าน Texas Chicken, ร้านฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ, ร้านค้าสะดวกซื้อ Jiffy, ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto เพียงแต่ต้องปรับรูปแบบการบริการให้เข้ากับระเบียบต่าง ๆ ที่ทางภาครัฐออกมา

นอกจากนี้ โออาร์ ยังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทย ผ่านมาตรการความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งในส่วนของโออาร์ เอง ไม่ว่าจะเป็น

  • การจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์มอบให้รพ.ราชวิถี
  • มอบแอลกอฮอล์ทำความสะอาดให้โรงพยาบาล 44 แห่งทั่วประเทศ
  • มอบหน้ากากผ้ามัสลินให้กับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

และ ธุรกิจต่าง ๆ ของโออาร์ ก็ร่วมแรงกัน ออกมาช่วยเหลือเช่นกัน

  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station แจกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ 1 ล้านชิ้น จัดหาแอลกฮอล์ ขวด 1 ลิตร มาจำหน่ายในราคาพิเศษ, เปิดพื้นที่ในสถานีให้เกษตรกรนำมะม่วงน้ำดอกไม้มาขาย, แจกน้ำดื่มให้เดลิเวอรี่แมน 1 ล้านขวด

  • ร้านกาแฟ Café Amazon, ร้าน Texas Chicken ช่วยสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่ม ให้กับบุคคลากรการแพทย์
  • ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto พ่นยาฆ่าเชื่อทำความสะอาดห้องโดยสารรถยนต์ให้บุคลากรทางการแพทย์ ฟรี
  • บัตร Blue Card เปลี่ยนคะแนนสะสมเป็นเงินบริจาค ยอดรวมกว่า 1 ล้านบาท

และ ล่าสุด โออาร์ มีโครงการสมทบทุนให้กองทุนชัยพัฒนาสู้โควิด-19 และโรคระบาดต่าง ๆ ผ่าน 2 กิจกรรม คือ

1. ซื้อเครื่องดื่มร้านกาแฟ Café Amazon ทุกแก้ว หัก 1 บาทให้กองทุนนี้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนพลังใจเป็นเงินสมทบทุนเข้ากองทุน

2. สมัครสมาชิก Blue Card โออาร์ บริจาคให้เลย 10 บาทต่อราย ให้กองทุนนี้ ตั้งแต่ 1 พ.ค.- 30 มิ.ย. นี้

ไม่เพียงแต่ความช่วยเหลือในประเทศเท่านั้น อย่างที่ทราบ โออาร์ เอง มีธุรกิจในต่างประเทศด้วย ซึ่งทาง โออาร์ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผ่านบริษัทในเครือด้วยเช่นกัน

  • Brighter Energy, Brighter Energy Brighter PTT Oil and Retail Business และ PTT Oil Myanmar แจกเจลแอลกอฮอล์ ให้กับลูกค้า Café Amazon ที่เมียนมาร์ 1,500 ชิ้น
  • PTT Cambodia แจกเจลแอลกอฮอล์ให้กับผู้มาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station, ร้านกาแฟ Café Amazon, ร้านค้าสะดวกซื้อ Jiffy ในกัมพูชา รวม 1.4 แสนชิ้น
  • PTT Philippines แจกหน้ากากอนามัย และเฟซชิลด์ ให้บุคคลากรทางแพทย์ และตำรวจฟิลิปปินส์ 9,000 ชิ้น แอลกอฮอล์น้ำ 70% กับเครื่องดื่ม Café Amazon ให้กับบุคคลากรแพทย์ของฟิลิปปินส์

ถือเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ทุกธุรกิจและทุกภาคส่วนของ โออาร์ เพื่อกระจายและส่งต่อความช่วยเหลือสู่วงกว้างให้ได้มากที่สุด และการร่วมใจ สู้วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ของ โออาร์ ใช้งบรวมกว่า 30 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คนไทยผ่านวิฤกตครั้งนี้ไปด้วยกัน

เงินทองต้องวางแผน!!

0

จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) ทำให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบให้คนตกงานฉุกเฉิน.. ไม่ทันตั้งตัวจำนวนมาก!!

​ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ คนหาเช้ากินค่ำ มีรายได้วันต่อวัน แม้กระทั่งคนมีเงินเดือน แต่ไม่มีเงินเก็บเงินออมต้องเดือดร้อนถึงขั้น ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน  บางคนถึงขั้นไม่มีเงินซื้ออาหารประทังชีวิตในแต่ละวัน

ตอกย้ำให้เห็นถึงสุขภาพทางการเงินของคนไทย ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ คือ ไม่มีเงินเก็บ-เงินออมเพื่อสำรองไว้ใช้หรือแก้ปัญหาในยามฉุกเฉิน!!

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ที่ได้สำรวจพฤติกรรมการออมของประชาชนฐานรากทั่วประเทศ คือกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000  บาท  พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ออมเงินไม่ได้ ส่วนใหญ่  82.7% ให้เหตุผลว่า ไม่มีเงินเหลือให้ออม ถัดมาคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน และมีภาระหนี้สิน 

เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องหยุดงานหรือไม่มีรายได้ มีเงินสำรองไว้ใช้แค่ไหนพบว่ามากกว่า  33.7% ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน!!   อีก 33.3% บอกว่ามีเงินใช้จ่ายไม่เกิน 1เดือนและอีก 28.5% ระบุว่า มีเงินใช้จ่ายไม่เกิน 3 เดือน…หมดจากนี้ก็หมดกันเลยชีวิต!!

ดังนั้นยามเมื่อวิกฤติโควิดมาเยือนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เพียงแต่ประชาชนฐานรากเท่านั้น คนชั้นกลางที่มีรายได้สูงกว่าก็เดือดร้อนหนักเช่นกัน

บทเรียนจากวิกฤติครั้งนี้  ทำให้พวกเราจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปฎิวัติ ปรับมุมคิด วางแผนชีวิตการเงินกันใหม่ทั้งหมด  โดยเมื่อโควิด-19 คลี่คลายกลับมาทำงานมีรายได้ มีเงินเข้ามือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ  “ออมก่อนใช้” ขอให้ท่องเป็น “คาถากันจน” กันไว้เลย!!

ข้อมูลจาก เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง “เงินทองต้องวางแผน” ที่รวบรวมเทคนิค แนวคิด ความรู้ข้อแนะนำและวิธีการ ในเรื่องการวางแผนการเงินการออม จากกูรูนักวางแผนการเงินไว้มากมาย ให้ข้อแนะนำว่า อาจเริ่มจากการออม 10-20% ของรายได้ก่อน โดยทันทีที่ได้เงินมา ให้กันเงินออมแยกบัญชีออกไปต่างหากเป็นอันดับแรก  และหากมีหนี้สินก็ต้องกันเงินไว้ใช้หนี้ด้วย

วางเป็นสมการได้อย่างนี้  รายได้-เงินออม-หักภาระหนี้(ถ้ามี) = เงินใช้จ่าย

และต้องวางแผนใช้จ่ายเงินให้ได้ทั้งเดือน เช่น มีรายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายแน่ๆ ค่าน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์-ค่าเช่าบ้านต้องกันไว้ก่อน  เงินที่เหลือหาร 30 วัน เพื่อให้รู้ว่า ภายในเดือนนี้จะมีเงินใช้จ่ายค่าอาหาร3 มื้อ ค่าเดินทางและค่าอื่นๆ เฉลี่ยวันละกี่บาท

หากวันไหนใช้จ่ายเกิน วันรุ่งขึ้นก็ต้องใช้น้อยลง หรือหากวันไหนใช้จ่ายน้อยกว่าที่คำนวนไว้ ก็ให้กันเงินที่เหลือใส่กระปุก  เก็บไว้เป็นเงินออมเพิ่ม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแอปทำบัญชีรายรับรายจ่าย ชื่อว่า SET Happy Money จดอย่างมีวินัย แล้วกลับมาวางแผนปรับลดค่าใช้จ่ายและจัดการหนี้สิน ก็มีเงินออมไปต่อยอดสร้างสุขทางการเงินในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่ยาก

คาถาอีกบท จำไว้ให้ขึ้นใจ “ออมก่อน…รวยกว่า..ออมเร็ว..รวยเร็ว..ออมมาก..รวยมาก” ถ้าเริ่มทำได้เร็ว  ความมั่งคั่งก็จะมาหาเราเร็วขึ้น ที่สำคัญต้องลืมและเลิกไปเลยกับพฤติกรรมเดิมๆ ที่ “ใช้ก่อน..เหลือเท่าไหร่..ค่อยออม”

ในบทความครั้งหน้า จะเล่าให้ฟังว่าจะแบ่งและจัดสรรเงินออมไว้เพื่อเป้าหมายอะไรกันบ้าง   

                                                   ​​​​คุณนายพารวย

ไขข้อข้องใจ ทำไมแอลกอฮอล์ล้างมือถึงแพงกว่าน้ำมันเติมรถ

0

อ่านหัวข้อแล้ว อย่าเพิ่งงง เพราะมีคนตั้งประเด็น สงสัยเรื่องนี้จริงๆ ประเด็นนี้เริ่มต้นตอนที่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ มีโครงการจะช่วยแก้ปัญหาแอลกอฮอล์ล้างมือขาดแคลน และราคาแพง เลยมีแนวคิด จัดหาแอลกอฮอล์ล้างมือ ทำความสะอาด มาวางขายราคาพิเศษ เท่าทุน ขวดลิตร ขวดละ 110 บาท

ทันทีที่ข่าวนี้เผยแพร่ ดราม่าก็บังเกิด เพราะมีคนตั้งคำถามว่า ทำไมบ.น้ำมันถึงขายแอลกอฮอล์ราคาแพงกว่าน้ำมัน ทั้งที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ เหมือนกัน บริษัทจะค้าขายเอากำไรเกินไปหรือเปล่า

แม้จะมีความพยายามที่จะอธิบายแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงคาใจ ขณะที่โออาร์ ก็เดินหน้าโครงการต่อ ขายไปโดนต่อว่าไป ทั้งที่ราคาขายถูกกว่าในตลาดมาก ลองสำรวจราคาที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลนโพสขายกัน ราคาขวดลิตรจะอยู่ระหว่าง 250-450 บาททีเดียว แถมยังต้องมาลุ้นเรื่องความเน่าเชื่อถือของสินค้าอีกต่างหาก

กลับมาที่คำถาม “ทำไมราคาแอลกอฮอล์ล้างมือ มันแพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ได้ไง?”   คำตอบก็คือ ถึงจะเป็นเอทิลแอลกอฮอล์เหมือนกัน แต่มีคุณสมบัติบางอย่างไม่เหมือนกัน นำมาใช้ทดแทนกันไม่ได้

แอลกอฮอล์ที่เอาไปผสมน้ำมัน กับที่เอามาทำแอลกอฮอล์ล้างมือ มีกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน แน่นอน ต้นทุนก็ต้องแตกต่างกัน

แอลกอฮอล์ที่นำไปใช้สำหรับล้างมือ จะมีความเข้มข้น 70-90% (มีน้ำเป็นส่วนผสม 10-30% แล้วแต่สูตร เพื่อให้เจือจางไม่ระคายผิว ไม่ระเหยเร็วเกินไป มีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรค)  ต้องผ่านกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนเพื่อดึงเอาสิ่งที่ปนเปื้อนอยู่ออก เพื่อให้ได้ค่าความบริสุทธิ์ที่สูงเพียงพอสำหรับมาตรฐานที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ที่เรียกว่า Food Grade หรือ สำหรับอุตสาหกรรมยา Pharmaceutical  Grade พูดง่ายๆ เป็นแอลกอฮอล์เกรดดี จึงมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเกรดที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมาก  

แถมยังมีต้นทุนในเรื่องของสารที่ใส่เพิ่ม ทั้งถนอมผิว กลิ่นหอม แล้วไหนจะต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การกระจายสินค้า และค่าการตลาด แล้วเมื่อต้องผ่านบรรดาพ่อค้าส่ง พ่อค้าขายปลีกหลายทอด ราคาก็จะถูกบวกเพิ่มขึ้นไปอีก

ขณะที่แอลกอฮอล์ที่ผสมในน้ำมัน จะมีความเข้มข้นมากถึง 99.5% (คือมีน้ำเป็นส่วนประกอบเพียง 0.5% เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เสียหาย) แต่ความบริสุทธิ์มีน้อยกว่าแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำความสะอาด ยังมีสารปนเปื้อน สารตกค้าง โลหะ หรือ สารพิษเจือปน ซึ่งอาจเป็นอันตราย หรือ เกิดการระคายเคืองหากนำมาใช้กับคน  ไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค เพราะมีความเขัมข้น ระเหยไว แต่ไม่มีปัญหากับการนำไปใช้ผสมในน้ำมันเผาไหม้เป็นเชื้อเพลิง

อีกเหตุผลนึงที่ราคาน้ำมันถูกกว่าแอลกอฮอล์ล้างมือ คือ มีการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชย ตามนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน และนโยบายส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นคำอธิบายที่ว่า ราคาแอลกอฮอล์ล้างมือ ถึงไม่เท่ากับ ราคาน้ำมันเชื้อเพลง ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่สามารถเอามาจับคํู่เปรียบเทียบกันเลย

จริงๆแล้ว การที่บ.น้ำมันอย่างโออาร์ ออกมาขายแอลกอฮอล์ทำความสะอาดในราคาพิเศษ แล้วโดนบ่นว่า ของมีไม่พอความต้องการ ยังพอเข้าใจได้ ซึ่งก็ต้องเห็นใจทางบริษัท เพราะโออาร์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง ต้องไปจัดหาซื้อมาจากผู้ผลิตและแบ่งไปจำหน่ายยังสถานีบริการต่างๆ  และก็ได้ของมาจำนวนจำกัด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด โออาร์เองก็มีการปรับแผนใหม่ โดยเพิ่มการวางขายแบบเป็นถุง ขนาด 500 มล. ให้เป็นอีกทางเลือก ที่จะช่วยกระจายสินค้าให้กับผู้ที่ต้องการได้ทั่วถึงมากขึ้น

ขณะที่ ภาครัฐก็ออกโยบายผ่อนคลายเรื่องแอลกอฮอล์ และความร่วมมือของภาคเอกชนที่เร่งผลิตแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือออกสู่ตลาด เช่น กระทรวงคลัง มอบหมายให้องค์กรสุราผลิตแอลกอฮอล์ล้างมือเพื่อแจกจ่ายประชาชน หรือกระทรวงพลังงานมอบหมายให้ปตท. และกฟผ. จัดหาแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมอบให้กับรพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ ก็น่าจะช่วยให้ปัญหาการขาดแคลนแอลกอฮอล์ทางการแพทย์สำหรับทำความสะอาดมือ และแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดพื้นผิว และส่งผลให้ราคาจำหน่ายถูกลงได้ในเร็วๆนี้

กนง.มีมติ 4-2 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ต่อปี

0

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 มีนาคม 2563

คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.75 ต่อปี ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

คณะกรรมการฯ เห็นว่าการระบาดของ COVID-19 จะยังมีความรุนแรง และต้องอาศัยระยะเวลากว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กนง.สนับสนุนมาตรการดูแลผู้ได้รับ ผลกระทบอย่างตรงจุดของรัฐบาลที่ได้ประกาศไปแล้ว รวมทั้งจะต้องดำเนินการช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเพิ่มเติมจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงเห็นพ้องว่า ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุด กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี กรรมการ 2 ท่านเห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.25 เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวแรง

ทั้งนี้ ที่ประชุม เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปี 63 มีแนวโน้มหดตัวแรง เนื่องจากการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตในหลายประเทศ ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างขึ้น เป็นผลให้อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัว มาตรการด้านการคลังจึงต้องเป็นกลไกหลักในการบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้ และช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวในปี 2564 หากสถานการณ์ระบาดคลี่คลายลง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบตามราคาพลังงานที่ลดลงและเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มหดตัว

เสถียรภาพของตลาดการเงินไทยโดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ปรับดีขึ้น หลัง ธปท. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องในตลาดการเงิน แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งโดยเฉพาะสกุลเงินหลักและมีแนวโน้มผันผวน ทั้งนี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งสะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดท่ามกลางความไม่แน่นอนที่มีอยู่สูง

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี ระบบการเงินมีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่อาจด้อยลงในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวแรง จำเป็นต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลังเพื่อดูแลครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

         

โออาร์ ร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลราชวิถี รับมือโควิด -19

0
โออาร์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) มอบเงินบริจาค  3,000,000 บาท  ให้แก่ นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี  ณ ห้องกมล สินธวานนท์ ตึกสิรินธร โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 อาทิ เครื่องช่วยหายใจชนิดอัตราการไหลสูง เครื่องช่วยหายใจชนิดเคลื่อนย้าย เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยหนัก เครื่องเฝ้าระวังและติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย เครื่องอุปกรณ์พ่นยา เป็นต้น รวมถึงเพื่อเป็นกองทุนส่วนกลางในการบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

และได้มอบ กาแฟดริป คาเฟ่ อเมซอน  5,000 ซอง พร้อมด้วยขนมปั้นขลิบ และขนมปังกรอบ ซึ่งเป็นสินค้าโอทอป จาก เอสเอ็มอี ไทย รวม 480 ชุด รวมถึงคลาสสิคเบอร์เกอร์และเทนเดอร์แร็พ อย่างละ100 ชิ้น จากร้านเท็กซัส ชิคเก้น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถอีกด้วย

โดยโออาร์ ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนคนไทย เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

AIS SIAM ยกขบวน 16 ผู้สื่อสารจาก THE POWER ศึกทรงพลัง เติมสีสันฮาโลวีนสุดปัง เปิดประสบการณ์สายมู ชวนลูกค้าเช็กดวงฟรี พร้อมทัพคนดังร่วมสร้างความสนุก

0

AIS SIAM เติมสีสันเทศกาลฮาโลวีนด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ “Happy Halloween กับ THE POWER ศึกทรงพลัง” เอาใจลูกค้าสายมู เปิดประสบการณ์เช็กดวงแบบใกล้ชิดกับ 16 ผู้สื่อสารจากรายการ THE POWER ศึกทรงพลัง ที่ยกขบวนมารวมตัวกัน ณ AIS SIAM ในวันฮาโลวีน ให้ลูกค้าได้ร่วมลุ้นคำทำนาย ส่องอนาคต และไขความลับแห่งโชคชะตา ทั้งเรื่องความรัก การงาน และการเงินแบบตัวต่อตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษดูดวงฟรี 10 นาที เมื่อซื้อเครื่องดื่ม HALLOWEEN SPECIAL MENU จาก PLUG Cafe x LIN Syrup ทั้งเมนู Midnight Kokuto และ Daylight Strawberry ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุก และโมเมนต์ชวนเซอร์ไพรส์จากการเปิดดวง พร้อมเพิ่มดีกรีความพิเศษด้วยทัพแขกรับเชิญคนดัง นำโดย แมทธิว ดีน – ลีเดีย ศรัณย์รัชต์, รถเมล์ คะนึงนิจ, พีท ทองเจือ และแจ็ค แฟนฉัน ที่มาร่วมสร้างสีสันและเติมความสนุกให้เทศกาลฮาโลวีนปีนี้ยิ่งคึกคัก เปลี่ยน AIS SIAM ให้กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าสายมู ที่รวมทั้งความอร่อย ความสนุก และความปังไว้ในที่เดียว

กิจกรรมสนุกๆ แบบนี้เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่ AIS SIAM ตั้งใจมอบให้ทุกคนได้มาสนุกกับสิ่งที่ชอบ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความประทับใจ อึ้ง ทึ่ง ซึ้ง เพราะที่ AIS SIAM ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังมีความสนุกและกิจกรรมดีๆ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สามารถติดตามกิจกรรมและความพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official และสามารถติดตามชมรายการ The Power ศึกทรงพลัง พร้อมโหวตให้กำลังใจผู้สื่อสาร ได้ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 3 เวลา 18.25 น. และชมย้อนหลังทาง AIS PLAY เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป

4 ปี “หมูเถื่อน” ถล่มไทย ความเสียหายแค่ไหน และบทพิสูจน์การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเดินหน้าต่อ

0

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (2566-2569) ปัญหาเนื้อสัตว์เถื่อน (หมูเถื่อน) ได้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมสุกรไทย จากจุดเริ่มต้นของการตรวจพบจับกุม “เนื้อหมูแช่แข็ง” ผิดกฎหมาย 161 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักกว่า 4.5 ล้านกิโลกรัม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อปี 2566 นำมาสู่การขยายผลเป็นคดีพิเศษ การตรวจสอบเครือข่ายนำเข้า การดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้ขบวนการลักลอบนำเข้าจะยังคงปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไม่ลดละ แต่การทำงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร DSI ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยสกัดการลักลอบนำเข้าและกระจายสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาถูกเปิดโปงและนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา เนื่องจากราคาสุกรหน้าฟาร์มตกต่ำอย่างหนัก ผู้เลี้ยงสุกรมองว่าหมูเถื่อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานเนื้อหมูในตลาดสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงและขาดอำนาจต่อรอง

ปี 2567: จากการยึดสินค้า สู่การสาวถึงเครือข่าย

ซึ่งหลังการจับกุมล็อตใหญ่ รัฐเริ่มขยายผลเชิงลึกมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยการดำเนินคดีกับ 3 บริษัท ที่ถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารนำเข้าสินค้าประมง แต่กลับนำเข้าเนื้อสุกรแทน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายต่อภาคเกษตรกรไทยเกือบ 3,000 ล้านบาท

ในช่วงเดียวกัน เกษตรกรทั่วประเทศยังคงสะท้อนว่าราคาสุกรหน้าฟาร์มไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามกลไกตลาด เนื่องจากยังมีเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายไหลเวียนอยู่ในระบบ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่ามีคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างน้อย 11 คดี สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นการลักลอบนำเข้าสินค้ารายครั้ง แต่เป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย

ปี 2568: ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐ
การดำเนินการในปี 2568 ถือเป็นการยกระดับอีกขั้น โดย DSI เปิดเผยว่าสอบสวนแล้วเสร็จ 11 จาก 12 คดี และส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องกับตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้ให้ ป.ป.ช. พิจารณา โดยมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 30 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลกรณีตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2,388 ตู้ โดยประสานข้อมูลกับ 7 ประเทศ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการค้า แหล่งกำเนิดสินค้า และการสำแดงข้อมูลนำเข้า

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังตรวจพบการกระจายซากสุกรที่ไม่สามารถแสดงเอกสารแหล่งที่มาได้ รวมถึงสินค้าที่มีสภาพเน่าเสียในหลายพื้นที่

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหมูเถื่อนไม่ได้เป็นเพียงการลักลอบนำเข้า แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การกระจายสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และความโปร่งใสของระบบควบคุมสินค้านำเข้า

ปี 2569: เปลี่ยนรูปแบบจาก “หมูเถื่อน” สวมรอยเป็น “ผัก”
แม้มาตรการบังคับใช้กฎหมายจะเข้มข้นขึ้น แต่การตรวจยึดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดเริ่มซับซ้อนขึ้น โดยมีการสำแดงสินค้าเป็นประเภทอื่น เช่น สินค้าประมง ผัก หรือสินค้าเกษตร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

สถานการณ์ล่าสุดระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 มีการตรวจพบ จำนวนนับ 10 คดี พบชิ้นส่วนต่างๆที่เล็ดรอด อาทิเช่น จับกุมซากหมูป่า 250 กก. ที่ประจวบคีรีขันธ์ หนังหมู 720 กก. และซากหมู 1.7 ตัน ที่จ.มุกดาหาร หนังหมู 2 ตัน ที่ จ.นครพนม เนื้อหมูจากจีน 16.5 ตัน ที่ จ. เชียงราย หนังและเนื้อหมูจากลาว 16.4 ตัน ที่จ.น่าน และหนังหมู 3 ตัน ที่อุบลราชธานี

และเมื่อเร็วๆนี้ กรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้มีการตรวจสอบยึดอายัดสินค้า ชิ้นส่วนหมูอีกหลายคดี เช่น ไส้หมูหมักเกลือกว่า 5 ตัน และตรวจพบไส้สุกรอีก 8.55 ตัน ที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโกดังในกรุงเทพฯ และยังมีการตรวจพบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์นำเข้าจากฝรั่งเศสกว่า 2 ตัน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังสำแดงปะปนกับสินค้าประมง

ลูกโซ่ “ผลกระทบจากหมูเถื่อน”

ความเสียหายที่เกิดขึ้น อันดับแรก เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ราคาสุกรหน้าฟาร์มถูกกดดันจากอุปทานนอกระบบ ผู้เลี้ยงรายย่อยจำนวนมากเผชิญภาวะขาดทุน ฟาร์มขนาดเล็กจำนวนหนึ่งต้องลดการผลิตหรือออกจากธุรกิจ

ในช่วงที่อุตสาหกรรมสุกรกำลังฟื้นตัวจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) การมีเนื้อหมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เสียหายมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผู้บริโภค ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียวแต่สินค้าเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ ยังมีความเสี่ยงในด้านสุขอนามัย และโรคที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ติดต่อข้ามพรมแดนเข้ามาด้วย เพราะเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการตรวจโรค ไม่ทราบแหล่งที่มา ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หรืออาจผ่านกระบวนการขนส่งและเก็บรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน

หากมีเชื้อโรคปนเปื้อน ผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบโดยตรง
หากเกิดมีการหลุดรอดของเชื้อโรค อาจจะมีผต่อความมั่นคงด้านโรคระบาดสัตว์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ภาคปศุสัตว์ไทยกังวลมากที่สุด เพราะหากเกิดการระบาดซ้ำ อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมสุกรหลายหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บทเรียน 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหมูเถื่อนได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเกษตรกร ระบบอาหาร และความเชื่อมั่นต่อการกำกับดูแลของรัฐมามากพอแล้ว ทิศทางการปราบปรามในปัจจุบันสะท้อนชัดว่า หน่วยงานรัฐไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่มีการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจับกุม ยึดสินค้า ขยายผลเครือข่าย ไปจนถึงการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ มีบทลงโทษรุนแรงทั้งปรับทั้งจำคุก

สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันปัญหาหมูเถื่อนไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นภารกิจร่วมกันของผู้ประกอบการ เกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมไทยทั้งหมด เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว.

AIS เตรียมพร้อมเครือข่ายภาคใต้ รับสถานการณ์น้ำท่วมเสริมความแข็งแกร่งสถานีฐาน พร้อมทีมวิศวกรและอุปกรณ์สนับสนุนการสื่อสาร

0

AIS เตรียมความพร้อมโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ภาคใต้ รองรับสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทีมวิศวกรติดตามสถานการณ์และตรวจสอบความพร้อมของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เครื่องปั่นไฟ และอุปกรณ์สนับสนุน เพื่อดูแลการสื่อสารให้ประชาชนสามารถติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

          ที่ผ่านมา AIS ได้เสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายในพื้นที่ภาคใต้ โดยปรับปรุงฐานวางตู้ระบบสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงให้มีความสูง 3 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าท่วมและสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ พร้อมเพิ่มแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าตามสถานีฐานสำคัญ รวมถึงยกระดับฐานวางเครื่องปั่นไฟและติดตั้งจุดเชื่อมต่อเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน เพื่อรองรับกรณีไฟฟ้าดับหรือมีการตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

          AIS เตรียมความพร้อมเข้าดูแลและเสริมสัญญาณในพื้นที่ภาคใต้ตามสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ชุมชน โรงพยาบาล และจุดประสานงานช่วยเหลือประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเข้าถึงพื้นที่อย่างเหมาะสมและปลอดภัย สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นเครือข่ายเคียงข้างคนไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการขอความช่วยเหลือ

#AIS #เครือข่ายเคียงข้างคนไทย

AI Soft ใช้ AIS Cloud X จาก AIS Business ต่อยอด Software, AI และ Automation เชื่อมระบบหน้าบ้าน-หลังบ้าน ยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร

0
ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส

AI Soft ผู้พัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีแบบครบวงจร ใช้ AIS Cloud X บริการคลาวด์สำหรับธุรกิจ SME จาก AIS Business เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับพัฒนาและให้บริการโซลูชันที่ผสาน Software, Artificial Intelligence (AI), Hardware และ Automation ให้ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบหน้าบ้านสำหรับให้บริการลูกค้า ทั้งการลงทะเบียน เช็กอิน เลือกบริการ รับข้อมูล ตลอดจนการขายและรับชำระเงิน ไปจนถึงระบบหลังบ้านสำหรับบริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการภายในองค์กร

ทั้งนี้ การนำ AIS Cloud X มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว สอดรับกับความต้องการขององค์กรในปัจจุบันที่มองหาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน เชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน ลดขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยบุคลากร รวมถึงรองรับการปรับเปลี่ยนและขยายระบบตามการเติบโตของธุรกิจ

นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบการดำเนินงานและความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม AI Soft จึงออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับโจทย์เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย ครอบคลุมทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงแรม โรงพยาบาล ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจบริการ โดยนำ Cloud มาเชื่อมโยงระบบและข้อมูลจากจุดให้บริการหน้าบ้านเข้ากับการบริหารจัดการหลังบ้าน เพื่อให้ข้อมูลสามารถทำงานต่อเนื่องระหว่างระบบต่าง ๆ และนำไปต่อยอดด้วย AI และ Automation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโซลูชันหลัก ดังนี้

  • Smart Kiosk ระบบให้บริการตนเองที่ช่วยลดขั้นตอนการให้บริการผ่านเจ้าหน้าที่ เช่น การลงทะเบียน เช็กอิน เลือกบริการ หรือทำรายการต่าง ๆ เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์บริการ และธุรกิจที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ
  • Digital Signage ระบบแสดงข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าจอดิจิทัล สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและอัปเดตเนื้อหาได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น ตารางให้บริการ ข้อมูลสินค้า หรือข้อมูลสำหรับผู้ใช้บริการ เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ และพื้นที่ให้บริการต่าง ๆ
  • Point of Sale (POS) ระบบบริหารการขายและรับชำระเงินที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมเข้ากับระบบหลังบ้าน เพื่อช่วยจัดการยอดขาย สินค้า และข้อมูลการให้บริการ เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม และธุรกิจบริการ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลการขายและบริหารจัดการธุรกิจผ่านระบบเดียว
  • AI และระบบจัดการเอกสารอัตโนมัติ ช่วยลดงานที่ต้องดำเนินการด้วยบุคลากร เช่น การอ่านและจัดหมวดหมู่เอกสาร การดึงข้อมูลจากเอกสารเข้าสู่ระบบ รวมถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปประกอบการบริหารจัดการและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
  • Automation ช่วยเชื่อมโยงขั้นตอนการทำงานระหว่างระบบต่าง ๆ และลดกระบวนการที่ต้องดำเนินการซ้ำ เช่น การส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของบุคลากรและลดความผิดพลาดจากกระบวนการทำงานแบบ Manual     

นายภูผา เอกะวิภาตหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า “ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายส่วนให้ทำงานร่วมกัน และปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบการดำเนินงานของแต่ละองค์กร AIS Cloud X เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับการพัฒนา การให้บริการ และการขยายระบบตามปริมาณการใช้งาน เมื่อนำมาทำงานร่วมกับความเชี่ยวชาญของ AI Soft ในด้าน Software, AI, Hardware และ Automation จึงช่วยให้สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์กระบวนการทำงานจริงของลูกค้าภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ AIS Cloud X รองรับทั้งการพัฒนาระบบและการให้บริการโซลูชันของ AI Soft แก่ลูกค้าภาคธุรกิจ โดยสามารถปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งาน ตลอดจนรองรับการขยายระบบเมื่อจำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณข้อมูล หรือบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ AI Soft สามารถบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอทีได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

บริการ AIS Cloud X เป็นบริการ Local Enterprise Cloud ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการย้ายและต่อยอดระบบ IT เดิมขึ้นสู่ Cloud ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Workload บนเทคโนโลยีของ VMware และสนับสนุนให้องค์กรสามารถจัดเก็บและบริหารข้อมูลสำคัญภายในประเทศไทย รองรับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลสำคัญ (Data Sovereignty) พร้อมรองรับการออกแบบที่ยืดหยุ่นทั้ง Primary Site และ Disaster Recovery (DR) ตลอดจนเชื่อมต่อกับ Network และบริการอื่นๆ ใน AIS Ecosystem ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมความมั่นใจสำหรับงานที่สำคัญของธุรกิจ (Critical Workload) ด้วยบริการด้าน Security, Backup, DR และ Managed Services แบบครบวงจร

คุณทักษะ บุนนาค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอไอ ซอฟท์ คอนซัลติ้ง จำกัด

คุณทักษะ บุนนาค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอไอ ซอฟท์ คอนซัลติ้ง จำกัด กล่าวว่า “การพัฒนาโซลูชันสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของระบบ เนื่องจากลูกค้าแต่ละองค์กรมีรูปแบบการทำงาน จำนวนผู้ใช้งาน และความต้องการแตกต่างกัน การใช้ AIS Cloud X ช่วยให้เราสามารถบริหารทรัพยากรและปรับขนาดระบบให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งาน พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ ทำให้ทีมสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและต่อยอดโซลูชันได้อย่างเต็มที่

สำหรับลูกค้าของ AI Soft ประโยชน์สำคัญคือการมีระบบที่พร้อมรองรับการดำเนินงานและสามารถต่อยอดฟังก์ชันใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว ช่วยลดภาระในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ทำให้องค์กรสามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของ AI Soft โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวช่วยให้ทีมสามารถมุ่งเน้นการพัฒนา Software, AI และ Automation รวมถึงออกแบบโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมได้มากขึ้น เราคาดว่า AIS Cloud X จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้  AI Soft ขยายศักยภาพของแพลตฟอร์ม รองรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และต่อยอดบริการไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว”

AIS Business ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Network และ Cloud เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทย ให้สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานจริง พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่สนใจ AIS Cloud ดูรายละเอียดและติดต่อได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/cloud-and-data-center

เมืองไทยประกันชีวิต ปรับโฉมเว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ ใหม่! ปลดล็อกแผนชีวิตให้ยั่งยืนรับเทรนด์ Longevity

0

เมืองไทยประกันชีวิต ปรับโฉมเว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส‘ ใหม่ ใช้งานง่าย สะดวกขึ้นด้วยฟังก์ชันตรวจสอบผลตอบแทนย้อนหลัง พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวพอร์ตการลงทุนของแบบประกันได้ด้วยตัวเอง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูลและการติดตามข้อมูลข่าวสาร ล่าสุดบริษัทฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาบริการโดยเน้นความต้องการและประโยชน์สูงสุดของลูกค้าภายใต้แนวคิด MTL Trusted Lifetime Partner ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้านการวางแผนการเงินแบบครบวงจร เพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวและมั่นคงในอนาคต (Longevity) ด้วยการพัฒนาเว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผลการดำเนินงานผลิตภัณฑ์ได้สะดวกรวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น

“เว็บไซต์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ โฉมใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ถือกรมธรรม์ หรือผู้ที่สนใจให้สามารถใช้งานได้สะดวก เข้าใจง่าย ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงใช้งานผ่าน muangthai.co.th เลือกประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ และเลือก ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ โดยสามารถเลือกดูผลการดำเนินงานของกรมธรรม์ตั้งแต่ปีกรมธรรม์แรกจนถึงปัจจุบัน พร้อมเครื่องมือช่วยคำนวณผลการดำเนินงานย้อนหลัง เพียงระบุเดือนและปีที่ซื้อกรมธรรม์ ระบบจะคำนวณและแสดงผลตอบแทนเฉลี่ยหรือผลตอบแทนรวมรายปีให้ตรวจสอบผลตอบแทนโดยประมาณของกรมธรรม์ในปัจจุบันได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนในการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลจากตารางด้วยตนเองได้ นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอแนะนำการใช้งานเว็บไซต์และวิดีโออธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ศึกษาเพิ่มเติม” นายสาระกล่าว

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้มุ่งเน้นการดูแลลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ออกแบบมาเพื่อการวางแผนการเงินแบบครบวงจร โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางการเงินตลอดชีวิต (Wealthspan) ที่ลดข้อจำกัดและขอบเขตของการประกันชีวิตแบบเดิม โดย ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ เป็นประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ที่มีจุดเด่นคือการการันตีอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำสำหรับมูลค่าการลงทุน ปีแรก 4% และ 1% ต่อปีตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 2 เป็นต้นไป พร้อมเลือกความคุ้มครองชีวิตได้สูง คุ้มครองถึงอายุครบ 99 ปี(1) สามารถกำหนดเบี้ยประกันภัยได้เอง เริ่มต้นเพียง 10,000 บาทต่อปี และยังเลือกจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนที่เป็นเงินออมเพิ่มเติมหรือเพิ่มความคุ้มครองสุขภาพได้ สามารถถอนเงินลงทุนออกบางส่วนจากกรมธรรม์ หรือหยุดพักชำระเบี้ยประกันภัย(2) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแต่ละช่วงชีวิตได้ และคุ้มค่าด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท(3) เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อเก็บออมระยะยาว ต้องการความคุ้มครองชีวิต พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่เติบโตตามศักยภาพการลงทุน ด้วยกลไกการการันตีอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ (ในส่วนเงินลงทุน) ที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง ขณะเดียวกันก็ยังได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีควบคู่กันไปด้วย

ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ ‘เมืองไทยยูแอล พลัส’ เพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมงที่เว็บไซต์ https://www.muangthai.co.th/th/universal-life/muangthai-ul-plus หรือติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต และ Call Center 1766

AIS คว้ารางวัล Best Innovative Company Awards จาก SET Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำองค์กรนวัตกรรม ชูพลังคน เทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร ผ่านโครงข่ายอัจฉริยะ

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำองค์กรนวัตกรรม คว้ารางวัล Best Innovative Company Awards ในกลุ่มรางวัล Business Excellence จากเวที SET Awards 2026 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับวารสารการเงินธนาคาร ด้วยผลงาน “นวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะ” ที่นำ AI มายกระดับการบริหารจัดการโครงข่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ สะท้อนผลจากการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมศักยภาพของเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญของบุคลากร และวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาสิ่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับบริการ และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว

               นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เอไอเอส กล่าวว่า  “AIS ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสร้างคุณค่าในระยะยาว โดยเฉพาะโครงข่าย ซึ่งเป็นทั้งรากฐานของการให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การนำ AI มาพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยกระดับคุณภาพบริการให้แก่ลูกค้า พร้อมสร้างความพร้อมในการรองรับความต้องการใช้งานและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต จึงเป็นการลงทุนที่เชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ากับความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตขององค์กร”

               “เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมคือบุคลากรที่เข้าใจโจทย์ของธุรกิจและลูกค้า เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้คนของ AIS ร่วมกันคิดค้น ทดลอง และนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาพัฒนาเป็นผลงานที่นำไปใช้ได้จริง รางวัล Best Innovative Company Awards เป็นความภาคภูมิใจที่สะท้อนความสามารถของ AIS ในการนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีบุคลากรเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว”

               ผลงาน “นวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะ” เป็นผลจากการส่งเสริมให้บุคลากรนำนวัตกรรมมาแก้โจทย์การดำเนินงาน โดยผสานศักยภาพของ AI เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายและความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ภายใต้กระบวนการที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมตั้งแต่การริเริ่มแนวคิด การทดลอง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงข่ายและยกระดับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

               สำหรับ Best Innovative Company Awards เป็นรางวัลที่ยกย่ององค์กรที่มีผลงานนวัตกรรมโดดเด่น ควบคู่กับการบริหารจัดการที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาทั้งผลลัพธ์ด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ตลอดจนประโยชน์ต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม สังคม และประเทศ ผ่านการประเมินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอิสระ รวมถึงการเข้าเยี่ยมชมและสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนการคัดเลือก

               การได้รับรางวัลครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำองค์กรนวัตกรรมของ AIS ที่เชื่อมศักยภาพของคน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรเข้ากับการพัฒนาธุรกิจ พร้อมต่อยอดนวัตกรรมเพื่อยกระดับบริการและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ซีอีโอ KTB และ FSMART คว้ารางวัล Best CEO Awards พร้อม 9 บจ. รับรางวัล Supply Chain Management Awards ใน SET Awards 2026

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร ประกาศผลรางวัล SET Awards ประจำปี 2569 โดยกลุ่มรางวัล Business Excellence นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) และนายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) รับรางวัล Best CEO Awards ของ SET และ mai ตามลำดับ ขณะที่นายพาชัย จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. น้ำมันพืชไทย (TVO) รับรางวัล Young Rising Star CEO Awards

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า บริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความโดดเด่นทั้งทางด้านธุรกิจและด้านความยั่งยืน ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาว รวมทั้งผู้บริหารที่ได้รับรางวัล Best CEO Awards ที่นำพาองค์กรเดินหน้าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน สู่การเป็นองค์กรต้นแบบให้แก่บริษัทอื่น ๆ ในการพัฒนาองค์กร คิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สร้างผลประกอบการที่ดี ควบคู่การดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ที่เน้นย้ำพันธกิจในการสร้างตลาดน่าเชื่อถือที่ยั่งยืน (Trusted Marketplace) โดยการพัฒนาสินค้าคุณภาพ มีธรรมาภิบาลที่ดี ตอบโจทย์การลงทุน ผ่านการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) ในมิติต่าง ๆ

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ผู้ร่วมก่อตั้งรางวัล SET Awards และหนึ่งในคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาตัดสินรางวัล SET Awards กล่าวว่า รางวัล SET Awards ถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ในตลาดทุนไทย โดยปีนี้มีบริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards of Honor เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะรางวัล Best Innovative Company Awards ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

ควบคู่กับการบริหารจัดการนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันรางวัล Supply Chain Management Awards มีบริษัทที่ได้รับรางวัลเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในยกระดับการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานให้มีความยั่งยืน และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน

คณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินรางวัล SET Awards ประจำปี 2569 ได้แก่ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายเสรี จินตนเสรี นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ นายยุทธ วรฉัตรธาร นางภัทรียา เบญจพลชัย นายธีรนันท์ ศรีหงส์  นายอัสสเดช คงสิริ   นายสรวิศ ไกรฤกษ์ และนายอำนวย จิรมหาโภคา

รางวัล SET Awards แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรางวัล Business Excellence ประกอบด้วย 8 ประเภทรางวัล โดยมีบริษัทที่ได้รับรางวัล SET Awards of Honor ทั้งสิ้น 9 บริษัท และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมรวมทั้งสิ้น 30 บริษัท ครอบคลุมทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียน

กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence มีบริษัทได้รับรางวัล Supply Chain Management Awards ทั้งสิ้น 9 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณ Sustainability Recognitions ในวาระพิเศษครบรอบ 10 ปีของรางวัล Sustainability Awards ทั้งสิ้น 15 บริษัท

การจัดงาน SET Awards ในครั้งนี้ มีการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านลายเส้นดินสอ สะท้อนการเดินทางขององค์กรในตลาดทุนไทย ด้วยความมุ่งมั่น สู่การเติบโต พัฒนา และสร้างคุณค่าอย่างมั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” พร้อมส่งต่อคุณค่าจากงานสู่สังคม ด้วยการนำดินสอสีที่ใช้ตกแต่งในงานไปมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป

ผู้สนใจดูรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล SET Awards และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/setawards

AIS เสริมแกร่งเครือข่าย 5G ADVANCED รับมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เชื่อมต่อทุกประสบการณ์ พร้อมมอบสิทธิพิเศษลูกค้า ร่วมสนับสนุนงานสำคัญระดับนานาชาติ

0

AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ เดินหน้าเสริมแกร่งเครือข่าย 5G ADVANCED รองรับการจัดงาน มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569  – 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 134 วัน โดยยกระดับเครือข่ายครอบคลุมทั้งพื้นที่จัดงานและจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูล และแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างราบรื่นตลอดการเดินทางและการเข้าชมงาน

                 ทีมวิศวกร AIS ได้เพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายเพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ด้วยการติดตั้งสถานีฐานชั่วคราว (Small Cell) และนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) เข้าสนับสนุนในจุดที่มีผู้เข้าร่วมงานหนาแน่น พร้อมเพิ่มจุดให้บริการ AIS Free WiFi บริเวณจุดจำหน่ายบัตร และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์และปรับแต่งเครือข่าย (Network Optimization) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดทีมวิศวกรติดตามและเฝ้าระวังการใช้งานเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงรวมถึงติดตั้งอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและอำนวยความสะดวกในการให้บริการผู้เข้าชม

มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เป็นงานสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้จังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยภาครัฐคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานเฉลี่ยประมาณ 30,000 คนต่อวัน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท สร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และชุมชนโดยรอบ ตลอดจนสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านพืชสวน เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรบนเวทีนานาชาติ

                 นอกเหนือจากการดูแลโครงข่าย AIS ยังร่วมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยการจัดเตรียม เก้าอี้พักผ่อน กระจายตามจุดต่าง ๆ ภายในงาน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้พักระหว่างเดินชมสวน นิทรรศการ และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเที่ยวชมให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

                 สำหรับลูกค้า  AIS ที่ซื้อสินค้า เปิดเบอร์ใหม่ หรือชำระค่าบริการที่ AIS Serenade Shop, AIS Shop, AIS Telewiz Shop, AIS Buddy Exclusive และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ภาคอีสาน โดยสังเกตร้านค้าที่มีสัญลักษณ์รับบัตรเข้าชม สามารถรับบัตรเข้าชมงานฟรีสำหรับ 1 ท่าน ต่อ 1 บิล นอกจากนี้ ลูกค้า AIS ที่ซื้อบัตรเข้าชมงาน ณ จุดจำหน่ายบัตรภายในงาน ยังสามารถรับพัดที่ระลึกงานพืชสวนโลกฟรี ทั้งนี้ บัตรเข้าชมงานและพัดที่ระลึกมีจำนวนจำกัด โดยสิทธิประโยชน์เป็นไปตามเงื่อนไขและจำนวนสิทธิ์ที่บริษัทกำหนด

                 AIS มุ่งมั่นพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลเพื่อเชื่อมต่อทุกประสบการณ์ พร้อมร่วมสนับสนุนมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ผ่านความพร้อมด้านการสื่อสาร การอำนวยความสะดวก และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า เพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างยั่งยืน

AIS เปลี่ยนวันรับเครื่องเป็นวันเปิดมุมมองใหม่ ชวนลูกค้าเซเรเนดสัมผัสเวิร์กช็อปถ่ายภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับมือโปร พร้อมเปิดประสบการณ์ OPPO Find X10 Series

0

AIS Serenade ร่วมกับ OPPO สร้างประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าในกิจกรรม “OPPO Find X10 Series First Day Pick-up | Ultimate Experience by AIS Serenade” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ AIS Serenade Club เซ็นทรัล พาร์ค เปลี่ยนวันรับเครื่อง OPPO Find X10 Series ให้เป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้า AIS Serenade ท่ามกลางวิวสวนลุมพินีและเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ แบบพาโนรามา พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการถ่ายภาพผ่านเทคโนโลยีกล้องและเทคนิคจากมืออาชีพ

ไฮไลต์ภายในงาน พบกับเวิร์กช็อป “Change the Lens, Change the View with OPPO Find X10 & AIS Serenade” โดย คุณบอนด์ ช่างภาพและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งเพจ “พ่อสอนลูกให้ถ่ายรูป” ที่มาร่วมแชร์เทคนิค การถ่ายภาพแบบ Pro Tips ให้ลูกค้าได้เรียนรู้และทดลองจริง พร้อมเติมแรงบันดาลใจจาก Photo Gallery กับโซนจัดแสดงภาพถ่ายจากกล้อง OPPO Find X10 Series และร่วมกิจกรรม “Find Your Shot” และ “Photo Challenge” ออกไปเก็บภาพประทับใจรอบแลนด์มาร์กเซ็นทรัล พาร์ค โดยเฉพาะช่วง Golden Hour พร้อมสัมผัสศักยภาพกล้อง Hasselblad ทั้ง 3 เลนส์ ก่อนปิดท้ายด้วยการประกวดภาพถ่าย “Best Shot of the Day” ลุ้นรับรางวัลพิเศษจาก OPPO

นอกจากประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลูกค้า AIS Serenade ที่ซื้อ OPPO Find X10 Series กับ AIS ยังรับส่วนลดรวมสูงสุด 29,500 บาท (รวมส่วนลดเก่าแลกใหม่และเอไอเอส พอยท์) พร้อมของสมนาคุณมูลค่ารวมสูงสุด 31,296 บาท อาทิ ฟรี E-VIP Card พร้อมประกัน 2 ปี และกระเป๋า Capture Reality Portable Camera Bag มูลค่า 2,999 บาท พร้อมเลือกผ่อน 0% สูงสุด 36 เดือน หรือผ่อนผ่าน SG Finance+ ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว ที่ AIS Shop และ Telewiz ที่ร่วมรายการ

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับที่มากกว่าสิทธิประโยชน์ เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ติดตามละเอียดข้อเสนอและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมที่ https://m.ais.co.th/YyHyA7rrcE

เมืองไทยประกันชีวิต จัดทริปสุดหรู SRT Royal Blossom เส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหินเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย เมืองไทยสไมล์คลับ ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ประสบการณ์และสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ เดินหน้าเติมเต็มไลฟ์สไตล์เหนือระดับให้กับสมาชิก ด้วยการรังสรรค์กิจกรรม “Muangthai Smile Exclusive Day-Trip SRT Royal Blossom” เส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน เพื่อนำสมาชิกระดับสถานะ The Ultimate และ Beyond Prestige ออกเดินทางท่องเที่ยวพร้อมเปิดสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารชั้นเลิศในบรรยากาศที่แตกต่างบนขบวนรถไฟสุดหรู SRT Royal Blossom

ความพิเศษของทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ นักชิมและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารแถวหน้าของประเทศ มาร่วมคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศและถ่ายทอดเป็นเมนูอาหารสุดพรีเมียมตลอดการเดินทาง เพื่อเปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นประสบการณ์พิเศษ ท่ามกลางการบริการระดับ เฟิร์สคลาสบนรถไฟ SRT Royal Blossom โดยสมาชิกจะได้รับประทาน Box Set จากร้าน Man Hin by Chef Man พร้อมเครื่องดื่มจาก NaNa Coffee Roasters ลิ้มลองรสชาติความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์จากร้านไก่ย่างบางตาล ร้านเอ็กซ์ รวมถึงลอดช่องน้ำตาลข้น จากร้านกนกพรลอดช่อง และอาหารทะเลสไตล์ใต้แท้ ๆ จากร้านบ้านครูส่วน by ปลา

นอกจากนี้ ตลอดการเดินทางสมาชิกจะได้ร่วมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างรื่นรมย์ โดยรับประทานอาหารกลางวันบรรยากาศติดริมทะเลที่ร้านชมวิวซีฟู๊ดส์ พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมเวิร์กชอปทำเทียนหอมสร้างความผ่อนคลาย และเดินชมความสวยงามทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันร่มรื่น ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

เมืองไทยสไมล์คลับยังคงมุ่งมั่นคัดสรรกิจกรรมและสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความบันเทิง อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้พบกับประสบการณ์ใหม่ และใช้สิทธิประโยชน์จากการเป็นสมาชิกได้ตรงกับความชอบและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ สมาชิกฯ สามารถติดตามรายละเอียดและสิทธิพิเศษอีกมากมายได้ผ่านทาง MTL Click Application ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ #เมืองไทยประกันชีวิต #muangthailife #เมืองไทยสไมล์คลับ