Home Blog Page 403

ทิพยประกันภัย ช่วยรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกร มอบให้สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ส่งมอบสับปะรด จำนวน 2.5 ตัน ห้กับ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อเป็นกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ โดยมี นายแพทย์ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา รับมอบ

โดยบริษัท ทิพยประกันภัย ได้รับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรชาวไร่สับปะรด จังหวัดระยอง ตาม “โครงการเกตรเป็นสุข” เพื่อเป็นการช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร และเกษตรกร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เพื่อส่งต่อให้กับบุคคลากรทางแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

ทั้งนี้ ทิพยประกันภัยขอส่งกำลังใจให้แก่ พี่น้องเกษตรกร แพทย์บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงประชาชนทุกๆท่านให้ปลอดภัย ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในครั้งนี้อย่างรวดเร็ว ด้วยความห่วงใยเป็นที่สุด

กรมชลฯ เร่งติดตามงานฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 64 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน มีแผนดำเนินการปรับปรุงอาคารรับน้ำ(เข้า-ออก)บึงบอระเพ็ด 2 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำปากคลองบอระเพ็ด ที่รับน้ำจากแม่น้ำน่านเข้าสู่บึง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2567 และ ประตูระบายน้ำคลองบางปอง ซึ่งอยู่ทางด้านท้ายของบึงบอระเพ็ด ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2568

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการปรับปรุงแนวคลองดักตะกอน ด้วยการขุดคลองดักตะกอน รวมระยะทางประมาณ 56 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการขุดลอกในส่วนที่ 1 ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ในส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างพิจารณาปรับเขต “ให้ หวง ห้าม” ใหม่ ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนได้ทำการประชาพิจารณ์กับประชาชนในพื้นที่แล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำได้มากขึ้น พร้อมรองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากได้อย่างเต็มศักยภาพ

ปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการขุดลอกแก้มลิงบึงบอระเพ็ด ไปแล้ว 31% ของแผน หากแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 2.1 ล้าน ลบ.ม. และโครงการขุดลอกบึงบอระเพ็ดแบบ Deep Pool จุดที่4 ในพื้นที่ตำบลวังมหากร อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางปี 2563 มีผลการดำเนินงานกว่า 49% ของแผนงาน หากแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2.9 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2564 นี้ นอกจากนี้ยังได้เสนอโครงการขุดลอกแก้มลิงบึงบอระเพ็ด(เพิ่มเติม) โดยมีแผนดำเนินการในปีงบประมาณ 2565 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากโครงการฯ อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนงานในภาพรวมอย่างรัดกุม พร้อมเสนอให้เตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมและการขอใช้พื้นที่ ตลอดจนแผนการดำเนินการ (Master Plan) เพื่อให้เห็นภาพรวมของประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเมื่อโครงการแล้วเสร็จ และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสำรวจและออกแบบโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างสูงสุด

ทิพยประกันภัย จับมือ นีเวียซัน ปล่อยแคมเปญ “หน้าดี๊ดี..เลดี้สู้แดด”

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ประกันภัย TIP Lady โดยบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นีเวียซัน ออกแคมเปญ “หน้าดี๊ดี…เลดี้สู้แดด” ผนึกกำลังกล้าท้าแดด สู้กับแสงด้วย NIVEA SUN TRIPLE PROTECT กันแดดเนื้อเซรั่มสูตรบางเบา สำหรับผิวหน้า ซึมไวในไม่กี่วินาที ใช้ได้ทุกวัน ปกป้องผิวขั้นสุดจากรังสียูวี มลภาวะและผลของแสงสีฟ้าในแดด ที่แรงกว่าหน้าจอถึง 10,300 เท่า มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า TIP Lady และ NIVEA

1. เพียงโชว์ภาพผลิตภัณฑ์ NIVEA SUN ชนิดใดก็ได้ ผ่านทาง inbox Facebook : TIP Lady รับทันที Code Special Promotion สำหรับซื้อประกันรถยนต์ TIP Lady ลดค่าเบี้ยสูงสุด 15% พร้อมรับบัตรน้ำมันสูงสุด 4,000 บาท และ นีเวียซัน ทริปเปิ้ล โพคเท็ค เอ๊กซ์ตร้า เรเดียนซ์ แอนด์ สมูท ขนาด 15 มล. มูลค่า 149 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 64 – 31 ก.ค. 64

2. ผู้ซื้อประกันรถยนต์ TIP Lady ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิ.ย. 64 รับทันที นีเวียซัน ทริปเปิ้ล โพคเท็ค เอ๊กซ์ตร้า เรเดียนซ์ แอนด์ สมูท ขนาด 15 มล. มูลค่า 149 บาท จำนวน 500 ท่านแรก

3. สมาชิก TIP Society ประเภท TIP Gold Lady สามารถรับสิทธ์ ซื้อ นีเวียซัน ทริปเปิ้ล โพคเท็ค ขนาด 40 มล. (สูตรใดก็ได้) ในราคา 229 บาท จากราคาปกติ 389 บาท ลดทันที 160 บาท โดยกดรับสิทธิ์ ที่ website : TIPSociety.com แล้วนำไปใช้ซื้อผ่าน Shoppee ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 64 – 31 ก.ค. 64

สามารถติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษผ่านทาง Facebook : TIP Lady หรือ เวปไซต์ TIPinsure.com สอบถามข้อมูล โทร 1736 รายการส่งเสริมการขาย ดำเนินการโดย บจ.อะมิตี้ อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ “เพราะ ประกันภัย TIP Lady พร้อมดูแลผู้หญิงทุกคนด้วยความเข้าใจ”

ผุด 3 อ่างเก็บน้ำที่เพชรบูรณ์ เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน/พื้นที่ชลประทาน เสริมศักยภาพลุ่มน้ำป่าสัก

0

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเดินหน้าศึกษาผลกระทบ 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบูรณ์ หวังเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน และพื้นที่ชลประทาน ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภค

จ.เพชรบูรณ์มีภูมิประเทศเป็นแนวยาว ลักษณะคล้ายปากนก มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำปีละกว่า 800 ล้าน ลบ.ม. และคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์สามารถพัฒนาแหล่งน้ำและเก็บกักน้ำได้เพียง 223 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง และอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร และการประปา ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

กรมชลประทาน จึงได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ โดยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำป่าสักเพิ่มเติม เนื่องจากลำน้ำสาขาในลุ่มน้ำป่าสักมีปริมาณมากในขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีศักยภาพรับน้ำได้เพียง 960 ล้าน ลบ.ม. สำนักบริหารโครงการจึงได้ศึกษาแผนงานโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก พบว่าสามารถทำได้ถึงจำนวน 19 โครงการ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์มี 3 โครงการ ที่ได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอ่างเก็บน้ำน้ำทิน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ โครงการประเมิณผลกระทบสิ่งแวดล้อมอ่างเก็บน้ำนางั่ว อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ และโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมิณผลกระทบสิ่งแวดล้อมอ่างเก็บน้ำห้วยสะดวงใหญ่ อำเภอหล่มสัก

นายเฉลิมเกียรติ กล่าวด้วยว่า อ่างเก็บน้ำน้ำทิน อ่างเก็บน้ำนางั่ว และอ่างเก็บน้ำห้วยสะดวง เป็นส่วนหนึ่งของการสนองพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาศักยภาพการเก็บกักน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนป่าสักฯที่มีปริมาณมาก โดยพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ถือเป็นพื้นที่บนสุดของลุ่มน้ำป่าสัก หากทั้ง 3 โครงการเกิดขึ้น จะสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำและพื้นที่ชลประทานให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้

“สิ่งสำคัญของการศึกษาผลกระทบ คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ กรมชลประทานตระหนักเป็นอย่างมากในการศึกษาผลกระทบในทุกด้าน ทั้งวิถีชีวิตดั้งเดิม ระบบนิเวศของป่า สัตว์ป่า และแหล่งน้ำ โดยการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายทั้งผู้ได้รับผลกระทบและผู้ที่มีส่วนได้รับประโยชน์จากโครงการ รวมไปถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทาน ตรงกับเป้าหมายและสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำ เพื่อรองรับสังคมเมืองที่กำลังเติบโต รวมถึงการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้การวางระบบการบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างทั่วถึง” นายเฉลิมเกียรติฯ กล่าวในที่สุด

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำทิน สามารถเก็บกักน้ำได้ 15.68 ล้าน ลบ.ม. เป็นแหล่งน้ำต้นทุเพื่อส่งน้ำให้กับ 13 หมู่บ้าน ของตำบลตะเบาะ และตำบลน้ำร้อน อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ และสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้รวม 10,050 ไร่ ส่วนอ่างเก็บน้ำนางั่ว เก็บกักน้ำได้ 10.67 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 8,660 ไร่ ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยในฤดูน้ำหลากได้ด้วย และอ่างเก็บน้ำห้วยสะดวงใหญ่ อำเภอหล่มสัก สามารถเก็บกักน้ำได้ 13.45 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 9,700 ไร่ หากทั้ง 3 โครงการสามารถดำเนินการได้ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พัฒนาอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

บุญรอดฯ ขอนแก่น มอบผลผลิตจากแปลงเกษตร ดูแลชุมชนใกล้เคียง

0

คุณฌานนท์ โปษยะจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอนแก่น บริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทนำผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากแปลงเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษในบริษัท บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ได้แก่ มะเขือ มะเขือเทศ แตงกวา มะนาว พริก บวบ ผักหวาน มอบให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในหมู่บ้านหนองโข่ย ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยเป็นนโยบายของบริษัทในเครือบุญรอด บริวเวอรี่ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือเกื้อกูลกับระหว่างบริษัทและชุมชน บนพื้นฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ช่วยเหลือดูแลช่วยเหลือชุมชนรอบๆข้าง ทั้งพี่น้องประชาชนใน จ.ขอนแก่น รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่บริษัทฯลงพื้นที่ในการช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชน โดยนำพืชผักสวนครัวนานาชนิด จากแปลงเกษตรภายในบริษัทฯ ส่วนหนึ่งมาทำเมนูอาหารปรุงสุก อีกส่วนมอบให้กับชาวบ้านในการนำไปประกอบอาหารรับประทานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้

ทั้งนี้ โรงงานแปลงเกษตรของบริษัทในเครือบุญรอดฯ ใน 10 โรงงานหลัก ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการทำแปลงเกษตรอินทรีย์ นำผลผลิตดูแลพนักงานและแบ่งปันชุมชนโดยรอบ ซึ่งแต่ละโรงงานก็จะมีการบริหารจัดการแปลงเกษตรที่แตกต่างกันออกไปตามขนาดพื้นที่ และสภาพพื้นที่ โดยที่โรงงานขอนแก่น มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับทำการเกษตรปลูกผักสวนครัวนานาชนิด อาทิ มะเขือ มะเขือเทศ แตงกวา มะนาว ผักบุ้ง พริก ถั่วพลู ถั่วฝักยาว บวบ ผักหวาน รวมถึงไม้ผลต่างๆ อาทิ เมล่อน เสาวรส ทับทิม มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ฯลฯ บนเนื้อที่แปลงเกษตรกว่า 15 ไร่ ซึ่งตลอดช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัท ขอนแก่น บริวเวอรี่ จำกัด และในเครือทั้งหมดฯ ก็ได้นำผลผลิตจากแปลงเกษตร ที่พนักงานได้ร่วมแรงร่วมใจกันปลูก ส่งมอบดูแลชาวบ้านในชุมชน รวมถึงให้กับบุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งใช้พื้นที่ในโรงงานตั้งเป็นศูนย์กระจายกำลังมอบน้ำดื่ม สนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์มาโดยตลอด

รายงานข่าว เปิดเผยวา ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 3 เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. 64 บริษัท บุญรอดฯ ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ มากกว่า 6 แสนลิตร รวมทั้งอาหาร ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter), เครื่องวัดความดัน, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งส่งมอบสิ่งจำเป็นทั้งอาหารและน้ำดื่มให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กว่า 100 ชุมชน นอกจากนี้ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปลายปี 2562 บริษัทฯ ช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งการสนับสนุนการทำงานแก่บุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนาม ที่ถือว่าเป็นแนวหน้าในการรักษาผู้ป่วย รวมไปถึงการจ้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ รวมเป็นมูลค่าการช่วยเหลือกว่า 200 ล้านบาท และยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะกลับสู่ภาวะปกติ

ซีพีเอฟกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เปิดสาขาใหม่ FIVE STAR&STAR coffee รพ.ฝาง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสร้างอาชีพกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ด้วยการเปิดร้าน FIVE STAR และ STAR coffee สาขาโรงพยาบาลฝาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยมี นายแพทย์ ศราวุธ กันสืบ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รักษาการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝาง และคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย นายนรินทร สุนิลหงษ์ ผู้จัดการทั่วไป ซีพีเอฟ ธุรกิจห้าดาวภาคเหนือ 1 ร่วมแสดงความยินดีกับ นายโกสินทร์ ราชกรม และนางสาวธันยพัต บุญขจร เจ้าของร้าน  

นายโกสินทร์ ราชกรม เจ้าของร้าน FIVE STAR และ STAR coffee สาขาโรงพยาบาลฝาง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พยายามมองหาลู่ทางทำธุรกิจที่บ้านเกิด จนได้มีโอกาสพูดคุยและสอบถามข้อมูลเบื้องต้นกับพนักงานของ FIVE STAR และ STAR coffee จนได้ทำเลของโรงพยาบาลฝาง ซึ่งเราก็มองว่าบริเวณนี้เหมาะสม ด้วยชื่อแบรนด์ที่คุ้นเคย มีชื่อเสียงมายาวนาน และราคาที่เหมาะสม สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้ป่วยที่มาใช้บริการ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นอีกด้วย 

“ส่วนตัวชื่นชอบ FIVE STAR อยู่แล้ว ทานทุกแบบ อัพเดตทุกเมนู พอเปิดธุรกิจของตัวเอง ได้เข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง ก็ยิ่งเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของบริษัทฯ มีทีมงานถ่ายทอดประสบการณ์ ทั้งเรื่องการทำบัญชี การสั่งของ การสต๊อกสินค้า พร้อมทั้งฝึกสอนพนักงานหน้าร้านอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในช่วงการระบาดโควิด-19 ทางร้านได้ยึดมาตรการต่างๆ ตามแนวทางของภาครัฐและบริษัทฯ อาทิ พนักงานต้องสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือตลอดเวลา มีจุดสแกนอุณหภูมิ มีเจลแอลกอฮอล์ให้บริการ การเว้นระยะห่าง” นายโกสินทร์ กล่าว 

ในฐานะที่เคยเป็นลูกค้า จนถึงตอนนี้ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ เราได้เห็นกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้เชื่อมั่นว่า ทุกเมนูของ FIVE STAR ไม่ว่าจะเป็นเมนูหลักหรือเมนูทานเล่น ทำมาจากเนื้อไก่คุณภาพ สะอาด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ผู้บริโภคจะได้ทานอาหารที่ดี รสชาติอร่อย การันตีถึงความปลอดภัย จึงทำให้เรากล้าตัดสินใจลงทุนกับ FIVE STAR และ STAR coffee 

ร้าน FIVE STAR และ STAR coffee เน้นการตกแต่งแบบทันสมัย กว้างขวางสามารถนั่งทานในร้านได้ ด้วยอาหารพร้อมทานมากกว่า 30 เมนู อาทิ ไก่ย่างห้าดาว ไก่ทอดห้าดาว ไก่จ๊อห้าดาว และเมนูข้าว FIVE STAR และอื่นๆ อีกมากมาย ไว้คอยบริการให้ลูกค้าเลือกอร่อยและเข้าถึงได้ในราคาที่คุ้มค่า นอกจากนี้ ยังมีร้านกาแฟ STAR coffee ที่เปิดร่วมกัน ในบรรยากาศร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงาม นั่งสบาย มีเมนูเครื่องดื่มร้อน เย็น และปั่น ในราคามิตรภาพ การันตีด้วยมาตรฐานจากซีพีเอฟ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน พร้อมชูนโยบาย “รักษ์โลก” ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยแก้วไบโอพลาสติกและหลอดไบโอพลาสติกที่ทำจากพืช ย่อยสลายในธรรมชาติได้ 100% ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ชื่นชอบกาแฟและใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

ร้าน FIVE STAR และ STAR coffee สาขาโรงพยาบาลฝาง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00-16.00 น. หรือโทรสั่งได้ที่เบอร์ 089-655-2982 ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถชำระผ่าน TrueMoney Wallet ลดสัมผัส แทนเงินสด ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ตอบโจทย์วิถีปกติใหม่ได้อย่างลงตัว   

สำหรับธุรกิจร้าน FIVE STAR และ STAR coffee นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนไทยรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจมั่นคงและยั่งยืน สนใจธุรกิจห้าดาว ติดต่อได้ที่ 02-800-8000 และธุรกิจร้านกาแฟ ติดต่อได้ที่ www.starcoffee.in.th 

AIS จับมือ รร.พยาบาลรามาธิบดี เปิดสายด่วน “Are U OK ?” แก้ปัญหาสุขภาพจิตคนไทยช่วงโควิด-19 ระบาด

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมกับ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ทีมอาจารย์พยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล เปิดสายด่วน “Are U OK ?” เพื่อให้บริการประชาชนในช่วงการระบาดของ COVID-19 และยังได้นำบริการดิจิทัล (Digital Service) อย่างระบบ Call Center ที่ใช้ Intelligence IVR มาบริหารจัดการการจองคิวสำหรับประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอีกด้วย

ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าภารกิจสู้ภัย COVID-19 ตามแนวทาง เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ผ่านการนำเทคโนโลยี และศักยภาพขององค์กรในด้านต่างๆ ทั้งสัญญาณเครือข่าย เทคโนโลยี บริการดิจิทัล รวมถึงบุคลากรทุกส่วนงาน เข้าสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุขอย่างเต็มกำลัง สำหรับความครั้งนี้ เอไอเอสได้นำเอาระบบ Call Center ที่ AIS มีความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญ เข้าสนับสนุนการทำงานรวมถึงร่วมกันพัฒนาระบบเพื่อรับมือกับปัญหาอีกหนึ่งด้านที่อาจถูกมองข้ามไปอย่างปัญหาด้านสุขภาพจิต อีกทั้งยังมีการเสริมศักยภาพของระบบจองคิวการฉัดวัคซีนด้วย Digital Service ผ่าน Call Center ที่มีความสามารถในการให้บริการจัดการการจองคิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์มีความคล่องตัว สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มที่

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต ซึ่งเราพบว่าปัญหาดังกล่าวอาจจะถูกมองข้ามไป ทำให้ภาวะความเครียดส่งผลต่อการใช้ชีวิต จนบางครั้งหากมีความรุนแรงอาจถึงขั้นการคิดฆ่าตัวตายเลยก็ว่าได้ จึงเกิดความร่วมมือกับ AIS เปิดให้บริการ Are U OK ? สายด่วนรามาธิบดีปรึกษาสุขภาพจิต บริการรับปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิตของคนไทยในช่วง COVID-19 ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยประชาชนสามารถโทรเข้าปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตได้ที่ เบอร์ 02-078-9088

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจาก AIS ในการ ทำระบบ Call Center ที่เราเรียกว่า Intelligence IVR เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการจองฉีดวัคซีนกับโรงพยาบาลรามาธิบดีสามารถติดต่อเพื่อจองคิว ผ่าน Call Center ของโรงพยาบาล โดยความพิเศษของ IVR คือระบบจะขอรหัสบัตรประชาชน เพื่อสร้างฐานข้อมูลและดำเนินการหาวันเพื่อจองคิวให้ประชาชนได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งนับว่าเป็นบริการทางดิจิทัลที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและช่วยการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯ ยันบริหารจัดการน้ำทุกพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่

0

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่ในพื้นที่อำเภอพรหมพิราม จ.พิษณุโลก ประสบปัญหาภัยแล้งหนักมาก เนื่องจากกรมชลประทานไม่จัดสรรน้ำเข้าคลองชลประทานให้เกษตรกร อ้างว่าน้ำที่มีสำรองไว้ผลักดันน้ำเค็ม จึงไม่สามารถส่งน้ำเข้าคลองสาขาได้ ในขณะที่พื้นที่จังหวัดสุโขทัยที่ติดกับพิษณุโลก ได้รับการจัดสรรน้ำเป็นจำนวนมาก นั้น

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าในช่วงต้นฤดูฝนปี 2564 ปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลัก ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 2,265 ล้านลูกบาศก์กเมตร อยู่ในเกณฑ์น้อย ส่งผลให้ไม่เพียงพอที่จะส่งน้ำให้เกษตรกรในลุ่มเจ้าพระยาเพาะปลูกข้าวนาปีทั้งหมด 7.76 ล้านไร่ได้ นอกเหนือจากการระบายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และพืชต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสนับสนุนได้เพียงเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ      ที่กรมชลประทานกำหนดให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก 265,000 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือต้องเพาะปลูกเมื่อมีปริมาณน้ำฝนในพื้นที่สม่ำเสมอซึ่งจากสภาพฝนที่ตกมากกว่าปกติในเดือนเมษายน 2564 ในภาคเหนือ 195.8 มิลลิเมตร มากกว่าค่าปกติร้อยละ 175 และภาคกลาง 165.8 มิลลิเมตร มากกว่าค่าปกติร้อยละ 109 ทำให้เกษตรกรบางส่วนอาศัยน้ำฝนในการทำนาปี จนถึงขณะนี้มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีไปแล้วประมาณ 4.2 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้รวมพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่อยู่ด้วย

สำหรับพื้นที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ในเขตชลประทานทั้งสิ้น 160,847 ไร่ พบว่าอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำที่เพาะปลูกข้าวแล้ว 106,914 ไร่ และมีพื้นที่ดอนเพาะปลูกข้าวแล้วประมาณ 30,120 ไร่ ยังเหลือพื้นที่ดอนยังไม่ได้เพาะปลูกข้าวอีกประมาณ 23,813 ไร่ ซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนในปริมาณที่สม่ำเสมอ จึงจะทำการเพาะปลูกได้เช่นเดียวกับพื้นที่ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกข้าวนาปีอีก 3.54 ล้านไร่ ทั้งนี้ ในส่วนของพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว กรมชลประทาน จะเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ทำการเพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดอน ขอให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวนาปีออกไปก่อน จนกว่าจะมีปริมาณฝนตกสม่ำเสมอหรือมีปริมาณน้ำในพื้นที่อย่างเพียงพอ เพื่อลดความสี่ยงผลผลิตเสียหาย 

ในส่วนของข้อร้องเรียนที่กล่าวอ้างว่า กรมชลประทานไม่จัดสรรน้ำเข้าคลองชลประทานให้เกษตรกร โดยอ้างว่าน้ำที่มีสำรองไว้เพื่อผลักดันน้ำเค็ม จึงไม่สามารถส่งน้ำเข้าคลองสาขาได้ นั้น ขอชี้แจงว่า ภายใต้ข้อจำกัดของปริมาณน้ำต้นทุนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในเกณฑ์น้อย นอกเหนือจากภาคการเกษตรที่ต้องดูแลแล้ว การบริหารจัดการน้ำยังต้องคำนึงถึงการใช้น้ำตามความสำคัญและความจำเป็นในภาคส่วนอื่นด้วย เมื่อพิจารณาในระบบลุ่มน้ำจากปริมาณฝนที่ตกน้อย ทำให้มีการใช้น้ำเพื่อการเกษตรจากทั้งสองฝั่งของแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน และลำน้ำสาขา ทั้งในระบบชลประทานและที่ดูแลโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างอยู่ในเกณฑ์น้อย ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถรับน้ำเข้าคลองด้วยแรงโน้มถ่วงได้ตามปกติ(Gravity) อีกทั้งยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีบริเวณดังกล่าวอีกกว่า 300,000 ไร่ ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค 7 สาขา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี กรมชลประทาน จึงร่วมบูรณากับจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี ดำเนินการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม จนถึงขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ด้วยดี ด้วยการจัดรอบเวรการส่งน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในทุกพื้นที่ รวมไปถึงการผลักดันน้ำเค็มเพื่อรักษาระบบนิเวศอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเร่งบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ จากสถานการณ์ฝนน้อยหรือฝนทิ้งช่วงอย่างเต็มความสามารถ ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ลดความเสียหายที่จะเกิดกับผลผลิตให้มากที่สุด หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ หรือโทร 1460 ได้ตลอดเวลา

รู้เก็บรู้ออม : ผนึกกำลังสร้างความรู้การเงิน

0

ครั้งที่แล้ว “คุณนายพารวย” ชวนคุยเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้จับมือรวมพลังกับ 3 องค์กร คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อให้ความรู้ด้านการเงินกับสมาชิกทั้ง 3 องค์กร ผ่านโครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้” ที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการออมและการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายแรงงานในระบบกว่า 14 ล้านคน แรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน และนักเรียนนักศึกษา 1.7 ล้านคน

สิ่งที่ “คุณนายพารวย” อยากเห็นคือแรงงานนอกระบบ ผู้มีอาชีพอิสระ และนักเรียน นักศึกษา มีความรู้ในการวางแผนการเงิน ซึ่ง “จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ” เลขาธิการ กอช.ได้บอกเล่าภารกิจว่า กอช.มุ่งเสริมสร้างระบบบำนาญให้แรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา โดยผู้มีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนนั้น กอช.ได้เปิดกว้างให้ตั้งแต่ผู้มีอายุ 15–60 ปี และเริ่มต้นใส่เงินออมเข้ากองทุนตั้งแต่ 50 บาท จนถึงสูงสุด 13,200 บาทต่อปี ซึ่งการออมกับ กอช. เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะได้เงินสมทบเพิ่มจากรัฐ ตามช่วงอายุ สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี และเงินออมสะสมนี้ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน!!

ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้ภาคีเครือข่าย พนักงาน สมาชิก กอช. และกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นสมาชิก กอช.ผ่านองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น การจัดอบรม Train the Trainers รวมทั้งการพัฒนาเนื้อหาและสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และการเผยแพร่สื่อออนไลน์สำหรับแรงงานนอกระบบ นักเรียน นักศึกษา โดยมุ่งหวังให้ กอช.เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยการออมเพื่ออนาคตสำหรับเยาวชนไทย!!

ขณะที่ “ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์” ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าวว่า ปัจจุบัน กยศ.ไม่ได้ใช้ งบประมาณประเทศมาให้กู้ยืมแล้ว เนื่องจากมีนักเรียน นักศึกษาทยอยชำระเงินคืน จนทำให้ กยศ.มีเงินหมุนเวียนเพื่อนำมาปล่อยกู้ให้กับรุ่นต่อไป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียน นักศึกษา สามารถชำระเงินกู้ได้ คือการสร้างวินัยการเงินให้ผู้กู้ โดย กยศ.ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 ให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืม ได้เรียนรู้การวางแผนการเงินการลงทุนผ่าน SET e-Learning ปัจจุบันมีผู้กู้ยืมที่เข้าเรียนกว่า 562,000 ราย ซึ่ง กยศ.คาดว่าหากผู้กู้มีความรู้ ทางการเงินจะสามารถบริหารจัดการรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สินได้อย่างเหมาะสม และสามารถชำระคืนเงินให้ กยศ.ตามกำหนดได้มากขึ้น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้องต่อไป

ด้าน “ศรีกัญญา ยาทิพย์” เลขาธิการ กบข. ระบุว่า ที่ผ่านมา กบข.และตลาดหลักทรัพย์ฯได้ร่วมกันเผยแพร่ความรู้ให้สมาชิก กบข.อย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบ e-Learning รวมทั้งจัดทำคู่มือส่งเสริมความรู้ทางการเงินฉบับสมาชิก กบข. และมีการบรรยายให้ความรู้โดผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ กบข.จะประยุกต์องค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯให้เข้ากับบริบทของสมาชิก กบข.มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกบริหารเงินออมอย่างเข้าใจ และมีเงินออมยามเกษียณที่เพียงพอ

“คุณนายพารวย” อยากเชิญชวนให้สมาชิกที่อยู่ในทั้ง 3 องค์กรนี้ ได้เข้าร่วมโครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้” เพื่อสร้างสุขให้กับชีวิตการเงินของพวกเรา รวมถึงองค์กรที่สนใจร่วมส่งเสริมความรู้ด้านการเงินกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ดูรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th/happymoney


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้ทันใจกับตลาดหลักทรัพย์ : ทุกข์ เพราะห่างไกลจากคนที่เรารัก ทำยังไงดี

0

รู้ทันใจกับตลาดหลักทรัพย์ ช่วงเวลาแบบนี้ ตอนนี้ หลายคน หลายบ้าน ต้องรักษาระยะห่าง แล้วเวลาห่างกันแบบนี้ รู้มั้ยว่า คิดถึง

ยิ่งห่างไกลจากคนรักแล้ว แรกๆอาจร่าเริงบรรเทิงใจ แต่พอนานๆ เข้า จิตใจพาลห่อเหี่ยว

พระเมธีวชิรโสภณ เจ้าอาวาสวัดจากแดง กูรู กู้ใจ ให้ข้อคิดกับเราว่า

แม้เราอยู่ห่างกัน แต่เรายังสามารถส่ง คำพูดดีๆ การกระทำดีๆ และจิตเมตตาดีๆ ถึงกันและกันได้