Home Blog Page 402

CPF ผนึก​กลุ่มอาสาดุสิต ส่งอาหารจากใจให้บุคคลากรแพทย์/อาสาสมัคร ที่ศูนย์์ฉีดวัคซีน​ รร.บางเขนฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้ามอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” แก่ นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ เพื่อเป็นกำลังใจและลดภาระการจัดเตรียมอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนอาสาสมัครศูนย์ฉีดวัคซีนที่โรงเรียนบางเขน (ไว้สาลีอนุสรณ์) 

ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ี่ กล่าวว่า​ ได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างดี อาทิ ซีพีเอฟ ที่นำอาหารพร้อมทานมามอบให้แก่ศูนย์ฉีดวัคซีนโรงเรียนบางเขน (ไว้สาลีอนุสรณ์) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนตลอด 3 วัน

ด้าน นางปิยาภรณ์ วงษ์บัณฑูรย์ ประธานกลุ่มอาสาดุสิต กล่าวว่า นับเป็นอีกครั้งที่กลุ่มอาสาดุสิตได้ผนึกกำลังกับซีพีเอฟ นำอาหารอร่อย คุณภาพปลอดภัยมามอบแก่บุคลากรสาธารณสุข ฝ่าวิกฤตโควิด และขอให้คนไทยการ์ดอย่าตก ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศ 

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า เครือซีพีและซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ในการช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ และประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 บริษัทฯ ได้สนับสนุนอาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มแก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้มีอาหารคุณภาพทานอย่างเพียงพอ เพื่อเสริมสร้างแรงกายและกำลังใจที่ดี ต่อสู้กับวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน 

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมทานแก่บุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

ผู้ประกอบการร้านอาหารแห่สมัคร ‘จับคู่กู้เงิน’​ ก.พาณิชย์สั่งขยายเวลา​ถึง​ 30​ มิ.ย.นี้

0

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินโครงการ จับคู่กู้เงิน ระหว่างสถาบันการเงิน กับร้านอาหาร ตั้งแต่วันที่ 7-20 มิถุนายน 2564  มีผู้ประกอบการร้านอาหารติดต่อขอสินเชื่อรวม 11,185 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 2,440 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีผู้ติดต่อขอสินเชื่อรวม 6,541 ราย วงเงินรวม 625.84 ล้านบาท

ธนาคารออมสิน มีผู้ติดต่อขอสินเชื่อ 4,153 ราย วงเงินขอสินเชื่อ 1,276.37 ล้านบาท

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) มีผู้ติดต่อขอสินเชื่อ 271 ราย วงเงินขอสินเชื่อ 242.66 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย มีผู้ติดต่อขอสินเชื่อรวม 220 ราย วงเงินขอสินเชื่อ 295.50 ล้านบาท

สำหรับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ยังไม่มีตัวเลข เพราะต้องรอการอนุมัติสินเชื่อจาก 4 ธนาคารนี้เสียก่อน จึงเข้ามาช่วยค้ำประกันต่อไป

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ​จากการหารือกับสถาบันการเงิน และร้านอาหาร มีความเห็นว่า ควรขยายเวลาออกไปอีก เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาขอสินเชื่อ และช่วยต่อลมหายใจให้กับร้านอาหาร ทั้งนี้ ตกลงจะขยายเวลาออกไปทั่วประเทศ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยตนได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้จัดกิจกรรมต่อไปอีกทั้งในกทม.และต่่่่างจังหวัด เพราะเมื่อดูตัวเลขรายจังหวัด มีหลายจังหวัดที่มีผู้ยื่นขอกู้ ตามโครงการจำนวนมาก

โครงการจับคู่กู้เงิิน เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ 5 สถาบันการเงิน จัดแคมเปญปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีอยู่ในระบบทั้งประเทศจำนวน 118,967 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 15,967 ราย คิดเป็น 13.43% และบุคคลธรรมดา 103,000 ราย คิดเป็น 86.57%

ออมสิน พักหนี้ SMEs ท่องเที่ยว ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน

0

โรงแรม-รีสอร์ต-เกสต์เฮาส์-เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ แจ้งเข้าร่วมมาตรการได้ถึง 23 ก.ค. นี้ 

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังมอบหมายธนาคารออมสินออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ที่ขณะนี้ต้องประสบภาวะยากลำบาก ขาดรายได้หล่อเลี้ยงธุรกิจ และไม่สามารถชำระหนี้ได้ ล่าสุดธนาคารออมสินจึงออกมาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน แก่ผู้ประกอบการ SMEs โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการ   ให้สามารถประคับประคองธุรกิจจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะคลี่คลาย และกิจการกลับมามีรายได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ มาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ทำให้เงินงวดเป็นศูนย์ เป็นระยะเวลา 6 เดือน มีผลตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม 2564 โดยให้สิทธิ์แก่ผู้ประกอบการ SMEs ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ที่มีวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 250 ล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้ ที่สาขาธนาคารออมสิน หรือศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs ที่ได้ติดต่อขอสินเชื่อไว้ หมดเขตแจ้งความประสงค์วันที่ 23 กรกฎาคม 2564

นอกเหนือจากความช่วยเหลือตามมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว ที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้จัดทำมาตรการเสริมสภาพคล่องโดยการให้สินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน แก่ผู้ประกอบการ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว อีกหลายมาตรการ โดยปัจจุบันมี 2 มาตรการที่ยังคงเปิดรับลงทะเบียน ได้แก่ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินให้กู้สูงสุดรายละ 500,000 บาท และ มาตรการสินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยปีแรก 0.1% วงเงินให้กู้สูงสุดสำหรับบุคคลธรรมดารายละไม่เกิน 10 ล้านบาท สำหรับนิติบุคคลรายละไม่เกิน 50 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นขอกู้ได้ โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

กรมชลประทาน ผุด 5 โครงการยักษ์ งบเฉียดแสนล้าน รองรับการเติบโตของอีอีซี

0

ห่วงอีก 10 ปี “อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว-เกษตร”บูม แต่น้ำไม่พอใช้

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระยะเวลา 10 ปี  (ปี 2564-74) เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคเกษตรกรรม ที่อาจจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้น จากคาดการณ์แนวโน้มความต้องการน้ำในเขตอีอีซี ในปี 2574 คาดจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 358 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เป็น 1,412 ล้าน ลบ.ม.จากปี 2564  มีความต้องการใช้น้ำปริมาณ 1,054 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนรองรับการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและป้องกันการขาดแคลนน้ำทั้งในการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้

1.ลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ดำเนินการเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปีละ 140 ล้าน ลบ.ม. มีแผนงานก่อสร้างในปี 2567-2670 และโครงการผันน้ำคลองวังโตนด-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีกปีละ 70 ล้าน ลบ.ม.

2.พื้นที่ จ.ระยอง ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีกปีละ 50 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินงานปี 2566-2567 ภายใต้งบประมาณ 810 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ พร้อมดำเนินการ ส่วนพื้นที่จ.ชลบุรี ได้ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ ปีละ 80 ล้าน ลบ.ม.รองรับความต้องการน้ำในการอุปโภค-บริโภค การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในอนาคต ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี 2566-69) ภายใต้งบประมาณ 9,500 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบและทบทวนแบบเดิมแล้วเสร็จ และดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งขออนุญาตใช้พื้นที่จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว 

นายประพิศ ยังกล่าวต่อว่า นอกจากการพัฒนาโครงการในพื้นที่อีอีซี เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต กรมชลประทานมองเห็นศักยภาพของเขื่อนภูมิพล ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 5,626 ล้าน ลบ.ม.  มีปริมาณเก็บกักที่ 9,662 ล้าน ลบ.ม. จึงทำให้มีช่องว่างเหลือเก็บกักน้ำได้อีกประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม.กรมชลประทานจึงมองว่าการเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนภูมิพล จะสามารถช่วยพื้นที่อีอีซี ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนต้นทุนเขื่อนภูมิพล จ.แม่ฮ่องสอน โดยดำเนินการภายใต้งบประมาณโครงการ 71,110 ล้านบาท ซึ่งกรมชลประทานมีแผนการดำเนินโครงการ 9 ปี (2565-2573) ส่วนความคืบหน้าโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานอีไอเอ ซึ่งจะพิจารณารายงานอีไอเอ ครั้งที่ 4 ในวันที่ 2 ก.ค.2564 ขณะที่งานสำรวจ-ออกแบบ แล้วเสร็จ ในปี 2562 และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2566  

นอกจากนี้จะดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำยวม ซึ่งมีความจุ 68.40 ล้าน ลบ.ม. (มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยที่จุดบรรจบแม่น้ำเมย 2,858.10 ล้าน ลบ.ม./ปี) และก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านสบเงา พร้อมอุโมงค์ส่งน้ำ จำนวน 2 ช่อง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8.10 ม. และ 8.30 ม. โดยจะสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำน้ำยวมผ่านอุโมงค์ไปลงห้วยแม่งูด ที่อัตรา 182.52 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะมีปริมาณน้ำผันสูงสุดรายปี 1,795 ล้าน ลบ.ม./ปี ปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำการมีส่วนร่วมกับประชาชน รวมทั้งชี้แจงประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการในเบื้องต้นแล้วคาดว่าจะเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ภายในปี 2564 จากนั้นในปี 2565 จะดำเนินการเตรียมความพร้อมในการจัดหาที่ดิน และดำเนินการมีส่วนรวมกับประชาชนในพื้นที่ ต่อไป

ซีพีเอฟ ร่วมมือ มูลนิธิ LPN เดินหน้าศูนย์รับฟังเสียงพนักงาน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

0

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหาร ทรัพยากรบุคคล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) เป็นปีที่ 4 เพื่อสานต่อโครงการศูนย์รับฟังเสียงพนักงาน “Labour Voice Hotline by LPN” และการอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน (Worker Training) เพื่อสร้างความมั่นใจให้พนักงานทุกคนมีช่องทางรับฟังเสียงพนักงานจากองค์กรที่เป็นกลาง ได้การอบรมด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายแรงงาน อาชีวอนามัยและธรรมาภิบาล เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ มีส่วนร่วมในการยุติปัญหาแรงงาน และสิทธิมนุษยชนในภาคการผลิตอาหารของไทยอย่างยั่งยืน

“การร่วมมือกับมูลนิธิ LPN องค์กรประชาสังคมที่มีความเชี่ยวชาญในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิแรงงานต่างชาติในประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานสามารถเข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาค สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ”

สำหรับความร่วมมือในปีนี้ เพื่อตอบสนองต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซีพีเอฟร่วมกับ LPN ปรับรูปแบบการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิแรงงานแก่พนักงานผ่านระบบการประชุมทางไกล ต่อเนื่องจากปีที่แล้วโดยได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพึงพอใจ นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังมีแผนการดำเนินการร่วมกับ LPN ในการตรวจสอบ และส่งเสริมตัวแทนจัดหาแรงงานในประเทศต้นทางในการจัดหาแรงงานข้ามชาติอย่างถูกต้อง เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการจัดหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และไม่เอาเปรียบแรงงาน

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานศูนย์รับฟังเสียงพนักงาน “Labour Voice Hotline by LPN” โดย LPN ยังมีส่วนช่วยให้บริษัท รับทราบปัญหาหรือข้อเสนอแนะของพนักงานเพื่อปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชนได้ทันสถานการณ์ อีกทั้ง LPN ยังร่วม แบ่งปันความชำนาญและเครือข่าย จัดการอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการสำรวจพบว่า การอบรมได้ช่วยให้แรงงานส่วนใหญ่มีความรู้ด้านสิทธิแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น และรับรู้ช่องทางการรับฟังเสียงพนักงาน ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกันด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในองค์กรได้

ด้าน นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ มูลนิธิ LPN กล่าวว่า ความร่วมมือกับซีพีเอฟ มีส่วนช่วยให้แรงงานต่างชาติที่เป็นพนักงานซีพีเอฟ ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้กับซีพีเอฟในการแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้กับแรงงานต่างชาติได้ตระหนักถึงการปฏิบัติตนในการป้องกันโรค และรับฟังข้อเสนอแนะและความต้องการของพนักงาน

ปีที่ผ่านมา มูลนิธิ LPN ได้จัดกิจกรรม Focus Group กับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่หอพัก เพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจและให้ความร่วมมือกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานประกอบการและที่พักอาศัย เพื่อร่วมส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และการทำงานอย่างปลอดภัยและยอมรับในความหลากหลายภายในองค์กร

นอกจากนี้ มูลนิธิ LPN ยังได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน และไข่ไก่สดจากซีพีเอฟเพื่อบรรจุเป็นถุงยังชีพ เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่แรงงานต่างชาติในพื้นที่ต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน

AIS จับมือพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษครบจบในช่องทางเดียว ร่วมสร้างสุขภาพดีวิถีใหม่

0

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2563 ที่เอไอเอสได้เปิดแกนสิทธิพิเศษด้านสุขภาพและความงาม “Well-being” บริษัทพบว่ายอดการใช้สิทธิพิเศษบริการ Telemedicine ของ AIS มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยต่อเดือนเติบโตขึ้น 2.5 เท่า เทียบกับในปีที่ผ่านมา  เอไอเอสจึงผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพด้วยคอนเซ็ป “สร้างสุขภาพดีวิถีใหม่” มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเอไอเอส และเอไอเอสไฟเบอร์ ครอบคลุมครบทุกเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพจบในช่องทางเดียว ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง, รักษาทางไกล, สิทธิพิเศษร้านยา จนถึง ประกันแพ้วัคซีนโควิด-19 โดยช่องทางการส่งมอบความพิเศษก็เน้นไปที่ Online โดยรวมศูนย์ไว้ที่ my AIS Application เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการและรับสิทธิพิเศษทุกอย่างได้ในช่องทางเดียว

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ เอไอเอส

ทั้งนี้ ภาพรวมของการมอบสิทธิพิเศษแบ่งเป็น 5 แกนหลัก ประกอบด้วย 1. อาหาร-เครื่องดื่ม ซึ่งมีทั้ง ฟู้ดเดลิเวอรี่ และ ร้านกาแฟ-ของหวาน 2. ช้อปปิ้ง 3. บันเทิง 4. ไลฟ์สไตล์ และ 5. สุขภาพและความงาม โดยภาพรวมมียอดการใช้สิทธิพิเศษบน Online เติบโตขึ้น 4.6 เท่าจากไตรมาสที่ 1 ปีนี้ อย่างไรก็ตามการระบาดของโควิด – 19 ส่งผลให้คนไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ถึง 68% โดยเน้นไปที่เรื่องการป้องกันตัวเองจากโควิด-19 ถึง 89% (อ้างอิงจากผลวิจัยของสวนดุสิตโพล เดือนธันวาคม 2563) จึงเป็นที่มาให้เราเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการมอบความพิเศษด้านสุขภาพและความงาม อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น  โดยในปีนี้ เราได้ผนึกกำลังกับหลากหลายพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพ ด้วยคอนเซ็ปต์ “สร้างสุขภาพดีวิถีใหม่” ครอบคลุมครบวงจรของเรื่องจบในช่องทางเดียว ประกอบด้วย 3 ส่วน

1. บริการหาหมอออนไลน์ Telemedicine : มิติใหม่ของการดูแลสุขภาพที่ลูกค้าสามารถหาหมอได้ผ่านโทรศัพท์มือถือบนเครือข่าย AIS 5G โดยลูกค้าสามารถพบคุณหมอเพื่อขอคำปรึกษาและวินิจฉัยอาการ จากที่บ้านโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล พร้อมบริการจัดส่งยาถึงบ้านอย่างครบวงจร ช่วยประหยัดเวลา และลดความเสี่ยงจากการเดินทาง อ้างอิงผลการสำรวจข้อมูลจากบทความ Healthcare Systems & Services ของแม็คคินซีย์ในเดือนพ.ค. 2563 ของประเทศอเมริกา พบว่าในช่วงการระบาดของ COVID-19 ทำให้ความสนใจในการใช้บริการการแพทย์ผ่านออนไลน์ (Telemedicine) เพิ่มเป็น 76% และพบว่ายอดการใช้สิทธิพิเศษบริการ Telemedicine ของ AIS มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยต่อเดือนเติบโตขึ้น 2.5 เท่า เทียบกับในปีที่ผ่านมา โดย AIS เป็นรายแรกที่จับมือร่วมกับพันธมิตรในการมอบสิทธิพิเศษด้านบริการ Telemedicine ผนึกกำลังร่วมกับ 6 กลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล-กรุงเทพ สำนักงานใหญ่, บำรุงราษฎร์, พญาไท, พระรามเก้า, สมิติเวช, BDMS Wellness Clinic และ 2 แพล็ตฟอร์มสุขภาพ  Doctor A to Z และ Dr. Raksa โดยลูกค้าเซเรเนดใช้บริการ Telemedicine ฟรีสูงสุด 2 ครั้ง/ปี และ ลูกค้าเอไอเอส และเอไอเอส ไฟเบอร์ ใช้บริการเริ่มต้นเพียง 150 บาท  รับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 64 – 31 ธ.ค. 64

2. สิทธิพิเศษจากร้านยาชั้นนำกว่า 350 สาขาทั่วประเทศ : ผนึกกำลังร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจร้านยาชั้นนำ 5 แบรนด์ ได้แก่ ร้านยากรุงเทพ, FASCINO, iCARE, Pharmax, Sharmble และ Vitamin Club  รวมทั้งสิ้นกว่า 350 สาขาครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รับส่วนลดสูงสุด 60 บาท เพียงใช้ AIS Points 100 คะแนน แลกรับสิทธิ์ ได้ตั้งแต่ 20 เม.ย. 64 – 30 ก.ย. 64

3. ประกันภัยด้านสุขภาพ: เพิ่มความอุ่นใจคลายกังวลในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เอไอเอส จับมือกับบริษัทกรุงเทพประกันภัย มอบสิทธิพิเศษประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19 วงเงินความคุ้มครองสูงสุดถึง 500,000 บาท พร้อมค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้เอาประกันภัยเข้ารับการรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในอันเนื่อง
มาจากผลกระทบในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จ่ายตามจริงสูงสุดถึง 50,000 บาท แลกรับสิทธิ์โดยใช้ AIS Points เริ่มต้นเพียง 39 คะแนน ได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. 64 – 30 ก.ย. 64

นอกจากนี้ยังมอบความพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการรับบริการด้านสุขภาพถึงบ้าน (Home Healthcare Service) เช่น เจาะเลือด, ฉีดวัคซีนแบบกลุ่ม หรือ เมื่อเดินทางมาใช้บริการที่โรงพยาบาล เช่น ตรวจโควิด-19, ตรวจสุขภาพเบื้องต้น, บริการด้านการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ จากโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่, บำรุงราษฎร์, พระรามเก้า, วิมุต และ BDMS Wellness Clinic โดยลูกค้าเอไอเอส รับส่วนลดค่าใช้บริการสูงสุด 50% รวมถึง รับส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 70% สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสริมสร้างสุขภาพ และ สินค้าเพื่อดูแลสุขอนามัย ป้องกัน และทำความสะอาดให้ปลอดจากเชื้อโควิด-19 มอบ อาทิ ผลิตภัณฑ์จาก The Healthy-Aging, เจลล้างมือ Besuto12 ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถยับยั้งเชื้อโควิด-19 และ H1N1 และมือเท้าปาก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวมือพร้อมบำรุงด้วยสารสกัดจากว่านหางจระเข้ และคอลลาเจน CHAME’ โดยสิทธิพิเศษทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ได้ที่  myAIS Application

AWC จับมือเครืออินเตอร์คอน บริหาร 5 โรงแรม/รีสอร์ท เสริมแกร่งท่องเที่ยวไทย

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป (IHG) เพื่อเสริมความเเข็งเเกร่งเเละเตรียมความพร้อมรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี มุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

AWC เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย มีอนาคตที่สดใสในระยะยาว จึงเดินหน้าวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับกลุ่ม IHG ที่จะเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอ ส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจควบคู่กับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น พร้อมช่วยเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มระดับกลางถึงระดับสูงซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตอันใกล้ โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริการระดับสากล

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าว ครอบคลุมโครงการพัฒนาโรงเเรมหรูที่เพิ่งสร้างใหม่แห่งเเรกในเยาวราช คือ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ (โครงการเวิ้งนครเกษม) และอีกสองโครงการในเยาวราชและพัทยา ซึ่งมีห้องพักรวม 629 ห้อง รวมทั้งอีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์คิมป์ตัน

สำหรับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ มีกำหนดเปิดตัวในปี พ.ศ. 2569 เป็นโรงเเรมหรู จำนวนห้องพัก 332 ห้อง ห้องอาหาร 3 แห่ง บาร์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และพื้นที่จัดการประชุม 8 ห้อง บนพื้นที่รวมกว่า 1,382 ตร.ม. ถือเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในเวิ้งนครเกษม ย่านประวัติศาสตร์เมืองเก่าของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน โดยจะมีอีก 2 โรงเเรมบูทีค และห้องพักระยะยาวแบบมีเซอร์วิส พื้นที่รีเทล และร้านค้าปลีก 1 แห่ง ซึ่งจะเป็นร้านค้าปลีกใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในย่านเยาวราชที่น่าจับตามอง

ข้อตกลงนี้ ยังครอบคลุมโรงเเรมสไตล์บูทีคซึ่งปรับโฉมพื้นที่จากอาคารพาณิชย์สี่ชั้นแบบดั้งเดิมเป็นโรงแรมขนาด 63 ห้องพัก พร้อมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ และอีกหนึ่งแห่งเป็นห้องพักระยะยาวแบบมีเซอร์วิสจำนวน 105 ห้อง ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนดิเนนตัล เรสซิเดนซ์

และ ยังรวมถึงโรงแรมอีกหนึ่งแห่งในพื้นที่พัทยา ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2566 ตั้งอยู่ในย่าน Aquatique ซึ่งเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์แห่งแรงของพัทยา พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมความบันเทิงและไลฟ์สไตล์อันประกอบด้วยโรงแรม ร้านค้าปลีกและร้านอาหาร และพื้นที่จัดการประชุม ด้วยห้องพักและห้องสวีท 224 ห้อง ห้องอาหาร 4 แห่ง บาร์บนชั้นดาดฟ้า สระว่ายน้ำ สปา และห้องประชุม 6 ห้องบนพื้นที่ใช้สอยกว่า 670 ตารางเมตร

โครงการเหล่านี้จะนำเสนอสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นตลอดจนส่งมอบประสบการณ์เฉพาะสุดพิเศษ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับชุมชน สังคมองค์รวม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รองรับทั้งนักธุรกิจและนักเดินทางเพื่อการพักผ่อน การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้ AWC มีห้องพักเพื่อให้บริการเพิ่มขึ้นถึง 1,109  ห้อง จากเดิม 9,027, ห้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 10,136 ห้องพัก

คุณเซเรน่า ลิม รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี กลุ่ม IHG กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้แสดงถึงทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งของ IHG ในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขยายการให้บริการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และทำให้แบรนด์ในเครือ IHGเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ทั้งนี้ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ จะเป็นโรงแรมแห่งที่สามในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัลของ IHG ในกรุงเทพฯ และเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับเวิ้งนครเกษม และทางกลุ่มกำลังหารือร่วมกับ AWC เกี่ยวกับโรงแรมอีกสองแห่งในข้อตกลงนพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยา

ข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง AWC และ IHG เพื่อบริหารจัดการห้องพักมากกว่า 1,200 ห้องทั่วประเทศไทย รวมถึงโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง 306 ห้องที่จะเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งส่งเสริมการเป็นพันธมิตรระหว่าง AWC และ IHG ในฐานะแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านการจัดการ มาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย แพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งและกว้างขวาง ตลอดจนแคมเปญการขายและทีมงานมืออาชีพที่ดึงดูดใจลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

และทางกลุ่มวางแผนที่จะเพิ่มพอร์ตโฟลิโอในไทยเป็นสองเท่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ ไทยยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับ IHG โดยมีโรงแรม 32 แห่งจาก 8 แบรนด์ในประเทศและอีก 33 แห่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การลงนามสัญญาครั้งใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของบริษัทที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยให้เติบโต 50% รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในทุกแบรนด์ในเครือ ภายในประเทศ

ซีพีเอฟ เดินหน้าสร้างพื้นที่ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลอดการเผา /ไม่รุกที่ป่า

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริม ถ่ายทอดความรู้ ขยายเครือข่ายเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูกาลปลูกปี 2564 ลดการเผาให้เป็นศูนย์ โดยชูเทศบาลตำบลบัลลังค์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี นำร่องเป็นชุมชนลดการเผาหลังเก็บเกี่ยวเป็นศูนย์ ตอบเป้าหมายการรับซื้อข้าวโพดยั่งยืนของซีพีเอฟ ยึดตามแนวทาง “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” ร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี พัฒนาห่วงโซ่การผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายวรพจน์ สุรัตนวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรผลิตอาหารสัตว์ให้แก่ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่ผลิตอาหารที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการจัดซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่มีการปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า 100% (Zero Deforestation) ควบคู่กับการงดการเผาแปลงเกษตรหลังเก็บเกี่ยวให้เป็นศูนย์ (Zero Burn) สำหรับในฤดูกาลปลูกปี 2564 นี้ บริษัทฯ เดินหน้ารณรงค์ถ่ายทอดความรู้เกษตรกรปลูกด้วยวิธีการที่ยกเลิกการเผาตอซัง เปลี่ยนมาใช้ประโยชน์เศษวัสดุทางการเกษตร โดยเลือกกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และพื้นที่ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ในโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นต้นแบบนำร่องปลูกข้าวโพดปลอดเผา (Zero Burn) โดยสมบูรณ์

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มั่นใจในประโยชน์ของการนำหลักวิชาการมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมถึงการสนับสนุนช่องทางการรับซื้อที่โปร่งใส และเป็นธรรม เป็นแรงจูงใจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ หันมาใช้วิธีไถกลบตอซังแทนการเผาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะสนับสนุนและผลักดันให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ ทั้งหมดยกเลิกการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรภายหลังการเก็บเกี่ยว ไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพและธาตุอาหารในดินแล้ว ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ย ยังมีส่วนช่วยสภาพแวดล้อมชุมชนดีขึ้น บรรเทาปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน และร่วมจัดการปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย” นายวรพจน์กล่าว

นอกจากระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกข้าวโพดที่บริษัทฯ ใช้ในกระบวนการจัดซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร มาตั้งแต่ปี 2560 บริษัทฯ ยัง ได้ต่อยอดนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดที่มาจากพื้นที่ที่ยังใช้การเผาตอซัง โดยบริษัทฯ จะมีทีมงานลงพื้นที่ให้ความรู้และเพิ่มความตระหนักในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หยุดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และสังคม

การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาปราศจากบุกรุกพื้นที่ป่า หรือปลูกบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และไม่เผาหลังการเก็บเกี่ยว เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ต่อผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ของซีพีเอฟมาจากต้นทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการดำเนิน โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตทั้ง ในแง่ปริมาณและคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรขายผลผลิตเข้าโรงงานโดยตรง เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้รับราคาที่เป็นธรรม เป็นอีกกลไกที่จะจูงใจให้เกษตรกรร่วมขจัดปัญหาการทำลายพื้นที่ป่าและปัญหาฝุ่นละอองหมอกควันได้ในระยะยาว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญทูต 40 ประเทศ รับฟังศักยภาพตลาดทุนไทย

0
ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดงาน “Embassies @ SET” ภายใต้หัวข้อ “Thailand Capital Market: Next Normal” โดยเชิญเอกอัครราชทูต ทูตพาณิชย์ ทูตการค้าและเจ้าหน้าที่การทูต จากสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญในการเชื่อมโยงและให้ข้อมูลด้านการค้าการลงทุนของแต่ละประเทศ ร่วมรับฟังข้อมูลศักยภาพตลาดทุนไทย ความโดดเด่นด้านการพัฒนาความยั่งยืนและความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อเปิดมุมมองให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในประเทศไทย และการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างกันในอนาคต เพื่อสร้างความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในสายตาของผู้ลงทุนต่างประเทศ

การจัดงานครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี โดยนักการทูตส่วนใหญ่ให้ความสนใจในประเด็นการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนไทยที่นำรายได้มาให้กับบริษัท และจำนวน IPO ในตลาดทุนไทยที่โดดเด่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็นกับผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของตลาดทุนไทย ให้ตอบโจทย์ผู้ระดมทุนและผู้ลงทุนต่างประเทศ

งาน “Embassies @ SET” ครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 โดยมีเอกอัครราชทูต ทูตพาณิชย์ ทูตการค้าและเจ้าหน้าที่การทูต เข้าร่วม 84 ราย จาก 40 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ เอกอัครราชทูตและอุปทูต (Chargé d’Affaires) รวมทั้งสิ้น 17 ท่าน จากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในไทย รวม 11 ประเทศ (นอร์เวย์ เปรู โปแลนด์ มองโกเลีย ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ อิตาลี อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และ ไอร์แลนด์) และจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ 6 แห่ง (กรุงแคนเบอร์รา กรุงมะนิลา กรุงริยาด กรุงโรม กรุงอาบูดาบี และสิงคโปร์)

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=JvP-A3kpL_k

ซีพีเอฟ ร่วมดูแลความมั่นคงในชีวิตผู้พิการ หนุนมีรายได้ต่อเนื่องช่วงโควิด-19

0

สถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ การปิดตัวของธุรกิจและกิจการต่างๆ ทำให้จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น ในช่วงมากกว่า 1 ปีตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด19 กลุ่มเปราะบางถูกกระทบทั้งสภาพความเป็นอยู่และรายได้ อาทิ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

ภาคเอกชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการช่วยดูแลและส่งเสริมคุณค่าของผู้พิการในสังคม ให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว แม้จะอยู่ในช่วงโควิด 19 อาทิ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่มีวัตถุประสงค์หลักแก้ปัญหาทุพโภชนาการของนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและในถิ่นทุรกันดาร เป็นความร่วมมือของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และเครือข่ายพันธมิตร ที่ดำเนินโครงการมามากกว่า 30 ปีแล้ว

ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการดังกล่าวช่วยสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและความมั่นคงในชีวิตของผู้พิการ โดยจ้างงานผู้พิการในชุมชนช่วยทำงานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนตามศักยภาพของผู้พิการ เช่น ช่วยดูแลความสะอาดบริเวณโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ทำความสะอาดภายในโรงเรียน รดน้ำต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว เป็นต้น โดยเฉพาะจากสถานการณ์ระบาดของโควิด 19 ผู้พิการหลายรายเป็นเรี่ยวแรงหลักในการหารายได้เพื่อดูแลครอบครัว เพราะคนในครอบครัวที่เคยมีงานทำต้องตกงานจากการถูกเลิกจ้าง

“แม็ก” อายุ 24 ปี ผู้พิการที่ซีพีเอฟจ้างช่วยงานในโรงเรียนบ้านดู่(สหราษฎร์พัฒนาคาร) อ.เมือง จ.เชียงราย โรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน แม็ก เล่าว่า ประสบอุบัติเหตุทำให้นิ้วขาด ปัจจุบันช่วยทำงานที่โรงเรียน 4-5 เดือน ต้องขอบคุณซีพีเอฟที่มีโครงการดีๆ ทำให้ผู้พิการมีงานทำ มีรายได้ เพราะโอกาสในการหางานทำของผู้พิการไม่ใช่เรื่องง่าย เรามีงานทำทำให้รู้สึกมีความมั่นคงในชีวิต มีความสุขในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงโควิด 19 น้องสาวของตน 2 คนซึ่งทำงานในร้านอาหารและร้านบุฟเฟต์ต้องตกงาน จึงเหลือผมเพียงคนเดียวที่มีรายได้เป็นเสาหลักของครอบครัว เลี้ยงดูพ่อแม่ และช่วยเหลือน้องๆบางส่วน

“เค” อายุ 44 ปี ช่วยงานในโรงเรียนบ้านเมืองเก่าศรีอินทราทิตย์ ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่มาตั้งแต่ปี 2563 และซีพีเอฟจ้างงานผู้พิการ 2 คน เพื่อช่วยงานในโรงเรียน เคเล่าว่า เคยประสบอุบัติเหตุรถล้ม ตั้งแต่อายุ 18 ปี ทำให้หลังเหยียดตรงไม่ได้ ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่โรงเรียน เคยเป็นช่างแกะสลักไม้ แต่รายได้ไม่แน่นอน และไม้ที่จะนำมาแกะสลักก็หายาก จึงสมัครเข้าทำงานที่โรงเรียนมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 มีหน้าที่ดูแลความสะอาดบริเวณโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ให้อาหารไก่ เก็บไข่ไก่ จดบันทึกผลผลิตไข่ไก่แต่ละวัน รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น ทำงานที่นี่มีความสุข สบายใจ งานไม่หนักเกินกำลังที่เราจะทำ สภาพความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น รายได้พอกิน พอใช้ พอเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงแม่ ตั้งใจจะทำงานช่วยโรงเรียนไปเรื่อยๆ และขอขอบคุณซีพีเอฟที่ทำให้ผมมีงานทำ อยากให้มีโครงการดีๆอย่างนี้ตลอดไป