Home Blog Page 401

ซีพีเอฟ จับมือพันธมิตร ส่งอาหารจากใจช่วย 14 ชุมชน เขตห้วยขวาง กทม.

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” มอบไข่ไก่สด จำนวน 13,800 ฟอง แก่ นายอนุชิต พิพิทธกุล ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งต่อประชาชนในเขตห้วยขวาง จำนวน 14 ชุมชน 230 ครัวเรือน โดยมี นางพรรณินี นันทพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ผู้แทนบริษัทฯ และ นายผาติยุทธ ใจสว่าง รักษาการ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานผลิตภัณฑ์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบ ณ สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

นายอนุชิต พิพิทธกุล ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง กล่าวว่า ในพื้นที่เขตห้วยขวางมีแคมป์คนงาน 25 แห่ง ประกอบด้วยชาวไทยและต่างชาติ ทางสำนักงานเขตได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำ ประสานงาน และให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด รวมถึงประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาดก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งกระทบในครอบครัวและชุมชน

“วันนี้ต้องขอบคุณซีพีและซีพีเอฟ ที่ให้ความช่วยเหลือและห่วงใยผ่านสำนักงานเขตห้วยขวาง เพื่อนำเครื่องอุปโภคและบริโภคไปแจกจ่ายแก่พี่น้องในชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด ทั้งผู้ติดเชื้อ หรืออยู่ระหว่างการกักตัว คนว่างงาน เป็นต้น เราจะนำสิ่งของเหล่านี้ส่งต่ออย่างทั่วถึงและเร็วที่สุด โดยผู้แทนชุมชนและเครือข่ายต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของภาคเอกชน” นายอนุชิต กล่าว

นายผาติยุทธ ใจสว่าง รักษาการ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานผลิตภัณฑ์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด เราได้ประสานกับทางสำนักงานเขต เพื่อช่วยเยียวยาประชาชนในพื้นที่ โดยมีพันธมิตรอย่าง ซีพีเอฟ ที่ร่วมสนับสนุนไข่ไก่ ซึ่งเป็นอาหารที่เข้าถึงทุกครัวเรือนและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในวิกฤตเช่นนี้

ด้าน นางสาวมลาภรณ์ ช้างมรกต ผู้แทนชุมชน กล่าวว่า ในส่วนของอาสาสมัครศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งรับหน้าที่ทำอาหารให้เด็กทานทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เห็นถึงความลำบากของผู้ปกครอง การที่มีผู้สนับสนุนอย่าง ซีพีเอฟ นำอาหารมามอบให้ รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะเด็กๆ จะได้มีอาหารหลากหลายและได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น

ขณะที่ นางเบญญาพัฒน์ เพียรพิทักษ์ ผู้แทนชุมชน กล่าวว่า ตั้งแต่มีการระบาดโควิด ก็ทราบว่าหลายครอบครัวในชุมชนได้รับความเดือดร้อน วันนี้มีเอกชนอย่าง ซีพีเอฟ นำอาหารและสิ่งของจำเป็นมามอบให้ ถือเป็นสิ่งที่ดีสามารถต่อลมหายใจหลายชีวิตในครัวเรือนได้ ในฐานะตัวแทนของชุมชนขอขอบคุณที่มาช่วยเหลือพวกเราเป็นอย่างดี

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมทานแก่บุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

‘บิ๊กรัง’ มั่นใจเด็กไทยสร้างชื่อ ลงวงสวิงศึกใหญ่ จูเนียร์ เวิลด์ ที่อเมริกา

0

“บิ๊กรัง” นายรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย (สกท.) เปิดเผยว่า ตนมีความมั่นใจในตัวนักกอล์ฟเยาวชนทั้ง 36 คนที่ผ่านการแข่งขันคัดเลือกโดยสมาคมฯ ว่ามีความพร้อมเต็มที่ในการลงแข่งขันศึกกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ 2 แมตช์ใหญ่ที่ สหรัฐ ทั้ง ไอเอ็มจี จูเนียร์ เวิลด์ กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ 2021 และ เอฟซีจี คัลลาเวย์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021

รังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย

“ที่ผ่านมาสมาคมได้มีการส่งนักกอล์ฟเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติที่สหรัฐมาโดยตลอด เพราะนอกจากจะเป็นเวทีให้นักกอล์ฟทั้งหมดได้รับประสบการณ์แข่งขันในเวทีระดับนานาชาติแล้ว ยังสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และทางสมาคมก็ยังคงพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เรามั่นใจว่านักกอล์ฟจะสร้างผลงานได้น่าประทับใจเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา พร้อมกับอวยพรให้นักกอล์ฟทั้งหมดโชคดี และปลอดภัย”

ทั้งนี้ นักกอล์ฟเยาวชนทีมชาติไทย 36 รายที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย คลาสเอชาย พรหมพจน์ ทรงกลด, ธนพนธ์ สุวรรณประธิป, อธิษฐ์ เครือประยงค์, คลาสบีชาย อชิร ชุมชัยเวทย์, ศุภภณ อมรชัยชาญ, ปรมะ เหล่าภักดี, คลาสซีชาย ธีรวุฒิ บุญสีออ, พศุตม์ เหลืองเจริญวัฒนา, ธรรศกร โพธิ์ทอง, คลาสอีชาย ธนัทวัฒน์ คล้ายทับทิม, ธาม วุฒิเจริญวงศ์, ณพล เสถียรมงคล, ณชิน สถิตย์สัมพันธ์, คลาสเอฟชาย ธนดล คงสิริ, บุญฤทธิ์ กันทา, ณธาร นาคะนิธิ, คลาสเอหญิง ณฐชนก ตันวรรณรักษ์, สุรภา จันทุมณี, ภูษณิศา เอกก้านตรง, บุรพร ทรัพย์สมบูรณ์, ธนานา คชสารมณี คลาสบีหญิง จุฬธิดา สีมา, ณัฐรกานต์ นิติวรศิษฐ์, จิดาพัฏฐ์ สิทธิรุจิโรจน์, คลาสซีหญิง หลุยส์ อูม่า ลานด์กราฟ, คลาสดีหญิง กันต์กวี ลินจงสุบงกช, ปัณณ์พิศา เกียรติพรศิริ, ณิชกมล พนาพิศาล, ภิญญาพัชญ์ กมลบวร, ณชา สถิตย์สัมพันธ์ คลาสอีหญิง ภิรฎา จุฑานิชกุล, อันนา ผ่องทหัยกุล, ณภัค สเถียรมงคล คลาสเอฟหญิง ณิชาภา จบหิมเวศน์, วรวลัญช์ ทศแสนสิน, บุญรัตน์ กันทา

“น้องไดร์ฟ” ณฐชนก ตันวรรณรักษ์ ตัวแทนจากคลาสเอ หญิง เปิดเผยว่า ครั้งนี้ถือเป็นหนที่ 4 ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน จูเนียร์ เวิลด์ ก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เข้าร่วมการแข่งขัน ได้รับประสบการณ์มากมายจากการแข่งขัน อีกทั้งได้รับโอกาสที่ดีในการเข้าศึกษาต่อที่นั่นด้วย ขอขอบคุณสมาคมกีฬากอล์ฟฯ และบริษัทสิงห์ ที่สนับสนุนมาโดยตลอด จะพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด

การแข่งขัน ไอเอ็มจี จูเนียร์ เวิลด์ กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ 2021 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ก.ค.64 ที่เมืองซานดิอาโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยคลาสเอ แข่งขันสี่วัน วันที่ 13-16 ก.ค.64 ส่วนคลาสบี-เอฟ แข่งสามวัน 13-15 ก.ค.64 ขณะที่การแข่งขัน เอฟซีจี คัลลาเวย์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 ก.ค.นี้ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกัน

“จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ” เป็นรายการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนที่มีนักกอล์ฟเข้าร่วมมากที่สุด จัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปี 1968 โดยที่ผ่านมามีนักกอล์ฟชื่อดังของโลก ต่างเคยผ่านการแข่งขันรายการนี้มาแล้วหลายราย อาทิ ฟิล มิคเคลสัน ปี 1980, 1984 ไทเกอร์ วู๊ดส์ ปี 1984, 1985, 1988, 1989, 1990, 1991 ลอเรน่า โอชัว ปี 1990-1994, เจิง หย่าหนี ปี 2002 ส่วนนักกอล์ฟสัญชาติไทย ได้แชมป์ครั้งแรก ในปี 1996 จาก อารี วงศ์ลือเกียรติ นักกอล์ฟลูกครึ่งชาวเกาหลีใต้ จากนั้นมีนักกอล์ฟไทยได้แชมป์ต่อเนื่องมาทุกปี อาทิ พรหม มีสวัสดิ์ ได้แชมป์ 2 ครั้ง ในคลาสซีชาย ปี 1997 และ คลาสเอชาย ปี 2002, กิรเดช อภิบาลรัตน์ ในคลาสบีชาย 2 ครั้ง ปี 2003 และ 2004, ชินรัตน์ ผดุงศิลป์ ได้แชมป์คลาสเอชาย ในปี 2005 โดยปี 2018 ไทย ได้มา 1 แชมป์ จาก วิชญ์ ปิติพัฒน์ ในคลาสบีชาย และเมื่อปี 2019 สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 4 รุ่น จากผลงานของ “น้องภีม” ณพล เสถียรมงคลคว้าแชมป์ในรุ่นอายุต่ำกว่า 6 ปีชาย, “น้องท๊อปกัน” ภูมิรพี แก้วพิบูลย์ คว้าแชมป์รุ่นอายุ 11-12 ปี ชาย, “น้องการ์ตูน” ชุติมณฑน์ รุจิรนันท์ คว้าแชมป์รุ่นอายุ 11-12 ปี หญิงโดย “น้องอุ้ม” สรัลชนา รัตนสินธุ์ คว้าแชมป์ปิดท้ายในรุ่นอายุ 15-18 ปี หญิง ก่อนการแข่งในปี 2020 ต้องยกเลิกเนื่องจากสถานการณ์ ไวรัส โควิด-19
>

‘จุตินันท์’ ชื่นชมผลงานนักฟุตบอลตาบอดทีมชาติ ชวนคนไทยส่งใจเชียร์นักกีฬาพาราไทย สู้ศึกพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 16

0

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ชื่นชมผลงานนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ในศึกปรีพาราลิมปิก “Santen IBSA Blind Football World Grand Prix 2021” ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นมิถุนายน 64 ที่ผ่านมา หลังสร้างผลงาน คว้าอันดับ 4 ได้จากการแข่งขัน พร้อมชวนคนไทยร่วมส่งใจเชียร์นักกีฬาไทย ในพาราลิมปิก โตเกียว เกมส์ 2020

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.64 ที่อาคารรับรอง เอมพันธ์สปอร์ต สนามฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย จ.นนทบุรี นายอำนวย กลิ่นอยู่ นายกสมาคมกีฬาคนตาบอดเเห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย สู้ศึก “พาราลิมปิก โตเกียว เกมส์ 2020” ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 4 กันยายน 2564 โดยมี ดร.ปัญญา หาญลำยวง ผู้จัดการทีม, ดร.วินิตย์ จันทร์มนตรี อุปนายกสมาคมกีฬาคนตาบอดฯ และ นายโสภณ เสือพันธ์ ประธาน บริษัท เอมพันธ์ สปอร์ต ร่วมงาน พร้อมด้วยนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ในงานได้รับเกียรติจาก จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย วีดีโอคอลเข้ามาชื่นชมผลงานและให้กำลังใจทัพนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทยในครั้งนี้ด้วย

นายจุตินันท์ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย และทีมฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ที่คว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ได้เป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาสมาคมกีฬาคนตาบอดได้มีความพยายาม และผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติ และได้ออกไปตระเวณแข่งขันในต่างๆประเทศ มีความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมอย่างหนัก เป็นผลทำให้ทีมฟุตบอลคนตาบอดเราสามารถก้าวขึ้นมาสู่ระดับโลก พร้อมคว้าสิทธิ์ร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งถือเป็นรายการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้ในครั้งนี้ ด้านโควต้านักกีฬาไทยในภาพรวมการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ขณะนี้โควต้านักกีฬาที่ประกาศมาแล้วกว่า 80% ล่าสุดมีจำนวนนักกีฬาไทยผ่านเกณฑ์การคัดเลือกได้สิทธิ์ร่วมแข่งขันแล้วกว่า 60 คน จาก 15 ชนิดกีฬา คาดว่าครั้งนี้จะได้ถึง 70 คน มากที่สุดตั้งแต่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิก ฝากคนไทยช่วยเชียร์ด้วยครับ”

ด้านนายกสมาคมกีฬาคนตาบอดเเห่งประเทศไทย กล่าวว่า พาราลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกของนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ทั้งนี้ต้องขอบคุณผู้สนับสนุน ได้แก่ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, บุญรอดบริวเวอรี่, เอฟบีที, เอมพันธ์ สปอร์ต, สมาคมคนพิการผู้ค้าสลากประเทศไทย, มูลนิธิส่งเสริมช่วยผู้ด้อยโอกาสและคนพิการ ที่ให้การสนับสนุนมาตลอด และจากการไปแข่งขันปรีพาราลิมปิก ร่วมกับทีมฟุตบอลชาติใหญ่ๆ สามารถสร้างผลงานคว้าอันดับ 4 มาได้ ซึ่งภาพรวมผลงานดูดีรูปเกมส์สูสีไม่เป็นรอง แม้จะแพ้แต่ก็สู้ได้ คิดว่าพาราลิมปิกครั้งนี้เรามีความหวัง นอกจากนี้นักกีฬาของสมาคมยังได้สิทธิ์เข้าร่วมพาราลิมปิกอีก คือ กรีฑา และอาจจะได้สิทธิ์กีฬายูโดอีกประเภทหนึ่ง

ทั้งนี้ทัพนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทยชุดนี้ ถือเป็นการได้สิทธิ์ในกีฬาประเภททีมเป็นครั้งแรกของไทยในมหกรรมกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ ตั้งแต่ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน มีผู้เล่นประกอบด้วย ประครอง บัวใหญ่, กิตติกร บัวดี, ปัญญาวุฒิ คุพันธ์, สุริยะ ยิ่งชูรส, กิตติธัช วิมลวรรณ์, สนั่น เพชรกระจ่างสุข, เทิดเกียรติ บุญเที่ยง, บรรชา มูลเพชร มี พรชัย กสิกรอุดมไพศาล และ พู่กานต์ โด่งดัง เป็นผู้รักษาประตู พร้อมด้วย ดร.ปัญญา หาญลำยวงผู้จัดการทีม, ก้องเกียรติ ก้องแดนไพร หัวหน้าผู้ฝึกสอน, ชัยพร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, กฤตดนัย ก้องแดนไพร, ดต.วรสัณห์ พันธ์สวัสดิ์ ผู้ฝึกสอน และ ทิม สุพรรณโกมุท ประสานงานต่างประเทศ

ด้านโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลคนตาบอด ในพาราลิมปิก แบ่งเป็น 2 สาย ซึ่งทีมชาติไทย อยู่ในสายบี ร่วมกับ อาร์เจนติน่า สเปน โมร็อกโก ส่วนสายเอ ประกอบด้วย บราซิล(แชมป์เก่า) ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน  โดยจะแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม วันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.64 คัดเอาที่ 1-2 ของแต่ละสาย เล่นรอบรองชนะเลิศ วันที่ 2 ก.ย.64 จากนั้น วันที่ 4 ก.ย.64 แข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ และ ชิงที่สาม ทั้งนี้ การแข่งขันมหกรรมกีฬาพาราลิมปิก โตเกียว 2020 ได้เลื่อนการแข่งขันมาจากปี 2020 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก โดยมีกำหนดจัดใหม่เป็นวันที่ 24 สิงหาคม – 5 กันยายน 2564 โดยนักกีฬาพาราไทยได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันล่าสุดจำนวนกว่า 60 คน ซึ่งคาดว่าเมื่อการแข่งขันรอบคัดเลือกสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคมจะได้โควตาเพิ่มได้อีก

CPF จัด “ตู้ปันอิ่ม ปันสุข” มอบอาหารแห้งแก่ประชาชนผู้ฉีดวัคซีน 10 จุดทั่วกรุง

0

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศอีกครั้ง ด้วยโครงการ “ตู้ CP ปันอิ่ม ปันสุข” เติมเต็มข้าวสาร อาหารแห้ง ให้ประชาชนผู้มารับวัคซีนได้เลือกหยิบนำกลับไปบริโภคในครอบครัว ช่วยเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยเร่งเข้ารับวัคซีน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปได้ด้วยกัน

ตู้ CP ปันอิ่ม ปันสุข สีสันสดใส โดดเด่น สะดุดตา มีความสูงราว 2.20 เมตร ตั้งให้บริการแก่ประชาชนคนไทย ตลอดเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีน 10 จุด ได้แก่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ห้างโลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาพระราม 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.ทรูดิจิทัล พาร์ค หนึ่งในสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลของกทม. กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยจัดสถานที่ของทรู ดิจิทัล พาร์ค เพื่อรองรับการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน และมีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นผู้ดูแลการฉีดวัคซีน ขณะที่วันนี้มี ซีพีเอฟ เข้ามาสนับสนุน “ตู้ CP ปันอิ่ม ปันสุข” ด้วย นับเป็นความร่วมมือที่ทุกฝ่ายช่วยเหลือกันในการร่วมต้านภัยโควิด-19 อย่างเต็มที่ เชื่อว่าด้วยความร่วมมือนี้ประเทศไทยจะก้าวผ่านไวรัสร้ายนี้ไปได้ในไม่ช้า

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมรับประทานแก่บุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรสสำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

AIS Fibre ยกระดับบริการเน็ตบ้าน จัดทีมทดสอบเข้มคุณภาพเราท์เตอร์

0

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS เปิดเผยว่า เอไอเอสให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการใช้งานเน็ตบ้านให้ดีที่สุดในทุกบริเวณ ตามโจทย์การใช้งานของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งนอกเหนือจากการใช้ทำงาน, ขายของ Online หรือ เรียนที่บ้านมากขึ้นแล้ว ยังมีการใช้อุปกรณ์ประเภท IoT หรือ Smart Device ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณหรือ Router เพิ่มเติม จาก Router มาตรฐานที่มาพร้อมการติดตั้ง  เพื่อขยายสัญญาณให้ครอบคลุม เสถียรและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  จึงทำให้มีการทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้จัดจำหน่าย Router ชั้นนำ อาทิ LINKSYS, TP-LINK, NETGEAR และ D-LINK ใน 2 มิติ คือ ทดสอบมาตรฐานการทำงานของ Router โดยทีม AIS CPE LAB และ มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้า AIS Fibre สามารถเลือกซื้อ Router ยี่ห้อและรุ่นที่ต้องการ ในราคาสุดพิเศษ บน AIS Online Store

นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถสมัครแพ็กเกจ BYOD (Bring Your Own Device)  BROADBAND 500/500 Mbps เพียง 399 บาท/เดือน เพื่อมาใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Router ราคาพิเศษ ที่ซื้อจาก AIS Online Store มาใช้ในแพ็กเกจได้อีกด้วยเช่นกัน

โดยการทำงานของ AIS CPE LAB  ที่พัฒนามาตลอด 5 ปี ด้วยทีมงานวิศวกรที่มีมาตรฐานการทดสอบที่ครอบคลุมทุกรูปแบบ มีการออกแบบลักษณะการทดสอบอย่างละเอียด ที่ครอบคลุมรูปแบบการใช้งานของ Router ทั้งแบบมาตรฐานที่อยู่ในแพ็คเกจติดตั้ง และแบบจำหน่ายโดยพาร์ทเนอร์ผู้ผลิต  ตั้งแต่ คุณสมบัติของอุปกรณ์ อาทิ ขนาดของหน่วยความจำ , กำลังส่งและขนาดกับจำนวนเสาอากาศ , ความสามารถในการรองรับจำนวนการใช้งานหรือ การใช้งานพร้อมๆกัน จำนวนครั้งของการทดสอบในเชิงสถิติ เพื่อดูความน่าเชื่อถือของผลที่ได้ การควบคุมสภาพแวดล้อมในการทดสอบด้วยเครื่องมือมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยตามเงื่อนไขของภาครัฐ รวมไปถึงบุคลากรที่ทำการทดสอบจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว  ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้สูงสุดเมื่อเลือกซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณ หรือ Router ที่ร่วมทำงานกับเน็ตบ้านคุณภาพจาก AIS Fibre

ด้วยความมุ่งมั่นของ AIS Fibre ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้ามาโดยตลอด ยืนยันได้จาก 2 รางวัลระดับโลก กับการเป็นเครือข่ายเน็ตบ้านที่เร็วที่สุดในไทย ปี 2020 จาก OOKLA และรางวัลผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ยอดเยี่ยมในเอเชีย-แปซิฟิกประจำปี 2020 จาก Frost & Sullivan ทำให้ปัจจุบันให้บริการลูกค้ากว่า 1.43 ล้านราย พร้อมบริการในกว่า 77 จังหวัด ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ AIS Fibre มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 95,000 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7% จากปลายปีก่อนหน้า ในขณะที่ภาพรวมของรายได้ยังคงเติบโตกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ในภาพรวม AIS Fibre ยังคงทำผลงานได้เติบโตแข็งแกร่งเหนือตลาด

นายกิตติ กล่าวอีกว่า “การทำงานของ AIS Fibre ในแบบ คิดนำ ทำก่อน ทำให้เราสามารถนำเสนอสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง แม้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เรายังคงเดินหน้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้าได้รับคุณภาพการใช้งานที่ เร็วกว่า ดีกว่า แรงกว่า ตามแนวทางและเป้าหมายหลักของ AIS Fibre”

โดยที่ลูกค้า AIS Fibre สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Router ในราคาพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ https://store.ais.co.th/th/accessories/aisfibre.html

CPF หนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมอาหาร รองรับเทรนด์อาหารในอนาคต

0

ดร.ลลนา ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านนวัตกรรมอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทร่วมมกับ ProVeg Asia ให้การสนับสนุนและคำปรึกษา (Coaching) แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนานวัตกรรมอาหารในอนาคต 2 ทีม คือ ทีม Food Tech Chula จากแนวคิดนวัตกรรมอาหาร “The Marble Booster” ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันนวัตกรรมอาหารจากพืช ระดับภูมิภาคอาเซียนปี 2564 (Asean Food Innovation Challenge 2021) และทีม TempMie จากประเทศอินโดนีเซีย ได้อันดับที่ 2 นำเสนอแนวคิด “Asean Fusion yet Functional Food” ภายใต้เป้าหมายที่ซีพีเอฟกำหนด คือ การพัฒนานวัตกรรมอาหารที่มาจากพืช “Plant-based Innovation” มีผลงานทีส่งเข้าร่วมแข่งขัน 125 ชิ้น จากมหาวิทยาลัย 54 แห่ง ใน 13 ประเทศ

ดร.ลลนา ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ

โดยทั้งสองทีมมีความมุ่งมั่นสูงและรับฟังคำแนะนำจากทีมเมนเตอร์เป็นอย่างดี สามารถนำคำแนะนำที่ได้รับไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว และประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมเพื่อการผลิตผลงานได้จริงในอนาคต ในส่วนของทีม Food Tech Chula ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ เป็นทีมที่มีการประสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนได้อย่างลงตัว นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมเนื้อเทียม The Marble Booster ได้อย่างสร้างสรรค์ และมีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่วนทีม TempMie จากประเทศอินโดนีเซีย ได้อันดับที่ 2 นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสำหรับ vegan (instant vegan noodle) ที่ทำจากแป้งถั่วเหลืองหมักแบบพื้นเมืองอินโดนีเซีย (Tempeh powder) สารสกัดเข้มข้นจากดอกไม้ Kecombrang และน้ำซุปเห็ดหอมชิตาเกะของญี่ปุ่น (Shiitake Broth) เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของอินโดนีเซียเข้ากับญี่ปุ่น

สำหรับทีมชนะเลิศอันดับที่ 1 Food Tech Chula เป็นการรวมตัวกันของนิสิตปริญญาเอก คือ นายนุติ หุตะสิงห และ นางสาววรัญญา เตชะสุข และนิสิตปริญญาโท คือ นายณัฐชนน สร้างสมจิตร์ จากภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายนุติ กล่าวว่า The Marble Booster เป็นการนำเสนอแนวคิดการผลิตเนื้อเทียม (Meat Analogue) จากพืช 100% มีลักษณะโครงสร้างเป็นใยคล้ายกล้ามเนื้อสัตว์ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นรูปจากโปรตีนถั่วเหลือง และมีชั้นไขมันที่ผลิตจากน้ำมันคาโนลา สารสกัดจากขมิ้นชันและพริกไทดำแทรกอยู่ในชิ้นเนื้อ กลายเป็นเนื้อลายหินอ่อน เป็นการเลียนแบบเนื้อวากิว ที่สำคัญช่วยเสริมภูมิคุ้มกันจากสารประกอบเคอร์คิวมิน (Curcumin) จากขมิ้นชัน และพิเพอรีน (Piperine) จากพริกไทดำ สารทั้งสองตัวนี้เมื่อยู่รวมกันจะให้ฤทธิ์เสริมกัน (Synergistic effect) ในการเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตอาหารในโลกนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับผลิตอาหารจริง

ปลื้ม!! กองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” นักลงทุนสนใจเพียบ

0
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การกระจายสินทรัพย์เพื่อลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ ยังเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวช้าจากการกลับมาระบาดของโควิด -19 รอบ 3 ที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นการกระจายพอร์ตการลงทุน ออกไปยังต่างประเทศยังเป็นกลยุทธ์ที่ควรทำ เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในอีกทางหนึ่ง

ปัจจุบันจะเห็นว่านักลงทุนได้ให้ความสนใจในการออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเพราะได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่ดี โดยเฉพาะการออกไปลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งในส่วนของ บล.ทรีนีตี้ ที่ผ่านมาได้มีการนำนักลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุนส่วนบุคคลทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan) ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 2 Series นับตั้งแต่ปี 2562 และเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา บล.ทรีนีตี้ ได้เปิดขายกองทุนส่วนบุคคลทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan) : Series 3 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยลูกค้าเดิมเกือบทั้งหมดยังให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างต่อเนื่องและมากกว่า 50% ของลูกค้ากลุ่มนี้ ได้นำเงินมาลงทุนเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีลูกค้ารายใหม่เป็นจำนวนมากที่ให้ความสนใจในการลงทุนกองทุนส่วนบุคคล ทรีนีตี้เอเชียนไพรเวทฟันด์ (ex Japan) Series 3 นี้ โดยสินทรัพย์รวมของกองทุนนี้ อยู่ที่  513.57 ล้านบาท

สำหรับกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan) : Series 3” นักลงทุนสามารถลงทุนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท มีระยะเวลาในการลงทุน 1 ปี โดยจะเริ่มลงทุนตั้งแต่ มิถุนายนนี้ (1 มิถุนายน 2564- 31พฤษภาคม 2565) และคาดหวังผลตอบแทนตลอดระยะเวลาของการลงทุนที่ระดับ 15% กองทุนบริหารงานโดย AZIM Singapore เป็นกองทุนปิดที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ญี่ปุ่น (Asia ex-Japan) มีการบริหารกองทุนแบบ Active Fund ที่เลือกลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพ มีการเติบโตและมีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้จัดการกองทุน จะปรับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ตไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการลงทุนที่ผ่านมานั้น กองทุนมีการลงทุนในสินทรัพย์เป็นสัดส่วน    เช่น ลงทุนหุ้นกลุ่มวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการผลิต 23.95% กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ 18.30% กลุ่มคอนซูเมอร์ 11.08% กลุ่มสื่อสาร 9.55% และกลุ่มพลังงาน 9.38% ซึ่งเป็นการปรับสัดส่วนจากเดิมที่ให้น้ำหนักการลงทุนมากในกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์และเทคโนโลยีไฮเทค เป็นต้น

 ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า ด้วยกลยุทธ์การบริหารกองทุนในลักษณะนี้ทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุน ส่วนบุคคลทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan) ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจมาโดยตลอด โดยในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 – พฤษภาคม 2564 (Series 2) ให้ผลตอบแทนทั้งสิ้น 48.44% ขณะที่ Benchmark ให้ผลตอบแทน 48.53% และหากนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ในเดือนพฤษภาคม 2562 ถึงปัจจุบัน ให้ผลตอบแทนแล้วถึง 57.36% ขณะที่ Benchmark ให้ผลตอบแทน 31.66%  ดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและสนใจลงทุนในกองทุนนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

CP-CPF เดินหน้าแจกอาหาร/เครื่องดื่ม ขอบคุณคนไทยร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

0
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เครือซีพีและซีพีเอฟ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเคียงข้างคนไทย มอบอาหารพร้อมรับประทานคุณภาพปลอดภัยให้ทีมแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุข พร้อมร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศไทย โดยการตั้งบูธแจกอาหาร นม และเครื่องดื่ม เพื่อแบ่งปันความอิ่มอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ เสริมพลังกาย และแทนคำขอบคุณประชาชนที่ร่วมมือกับภาครัฐฉีดวัคซีน ซึ่งความช่วยเหลือดังกล่าว สอดคล้องตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของบริษัทฯ ในการช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนให้เข้มแข็ง จากนั้นบริษัทฯ ก็จะมีส่วนร่วมอยู่ในสังคมที่เข้มแข็งเช่นกัน 

ด้าน ประชาชนทั่วไป เปิดเผยหลังได้รับการฉีดวัคซีนว่า ขอบคุณซีพีเอฟ ที่นำอาหารและเครื่องดื่มมาแจกให้ฟรี เราได้เห็นถึงน้ำใจและการแบ่งปันความอิ่มอร่อยที่ส่งต่อมาจากคนไทยด้วยกัน ทำให้รู้สึกอุ่นใจ และอยากให้ประเทศไทยกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว 

ชาวซีพีเอฟจิตอาสา ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ฉีดวัคซีน หลังจากรอพักสังเกตอาการ ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานหลากเมนูจากซีพี อาทิ ไข่ต้มพร้อมทาน ไส้กรอก โบโลน่า ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช MEAT ZERO รวมถึงนมเมจิหลายรสชาติ ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือ รวมถึงการเว้นระยะห่าง และมีเจลแอลกอฮอลล์ให้บริการอย่างทั่วถึง 

สำหรับการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ซีพีเอฟ ยังผนึกกำลัง บริษัทฯ ในเครือซีพี อย่าง ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด หรือซีพีไอ ซีพีออลล์ ทรู แม็คโคร บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด หรือเคพีไอ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิธนินท์-เทวี เจียรวนนท์ มูลนิธิพุทธรักษา และมูลนิธิเชฟแคร์ส ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง แรงงานต่างชาติ และผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด เช่น คลองเตย ศูนย์ฉีดวัคซีน อาทิ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 46 จุดทั่ว กทม. ทรู ดิจิตอล พาร์ค ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และดิ เอ็มโพเรียม นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารไปแล้วหลายล้านแพ็ค น้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรสสำหรับนำไปปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน รวมแล้วกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ 

การระดมความช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือซีพี ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยและเป็น ‘ทีมประเทศไทย’ ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

กรลชลฯ ส่งเครื่องจักร/เครื่องมือลงพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้านหมี่ จ.ลพบุรี

0

รัฐบาลห่วงใยประชาชน สั่งทุกหน่วยงานเร่งหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำบางขาม อำเภอบ้านหมี่ ตลอดทั้งลำน้ำระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ไม่มีน้ำไหลผ่านมากว่า 1 เดือนแล้ว ทำให้ปริมาณน้ำดิบไม่เพียงพอสำหรับผลิตประปา

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางเกิดฝนทิ้งช่วง ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมาพบว่ามีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 37% กรมชลประทาน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้วิกฤน้ำแล้ง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยเบื้องต้นสำนักงานชลประทานที่ 10 และสำนักเครื่องจักรกล เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว 2 เครื่อง ที่ปากคลองส่งน้ำ 13 ขวา ช่วยเหลือประปา หมู่ 1หมู่ 2 ตำบลมหาสอน และประปา หมู่ 3 ตำบลสนามแจง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 3 เครื่อง ที่ปากคลอง Waste Way บ้านกล้วย เพื่อเร่งสูบทอยน้ำจาก คลองชัยนาท – ป่าสัก เติมแม่น้ำบางขาม พร้อมทั้งกำหนดรอบเวร หลังสูบน้ำเข้าสู่แม่น้ำบางขามแล้ว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนาข้าว ในพื้นที่ 4 ตำบล (ตำบลมหาสอน บางพึ่ง บ้านชี และบางขาม) รวมประมาณ 30,000 ไร่

นอกจากนี้ยังเร่งดำเนินโครงการขุดลอกแม่น้ำบางขาม เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว โดยระยะที่ 1 ความยาว 14 กโลเมตร กว้าง 40 เมตร ลึก 3 เมตร พร้อมแก้มลิง 3 แห่ง ขณะนี้ได้จัดทำแบบขุดลอกและประมาณราคาเรียบร้อยแล้ว หากได้รับงบประมาณ สามารถดำเนินการได้ทันที เมื่อขุดลอกแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำบางขาม ได้กว่า 2,000,000 ลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำตามมาตรการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ตลอดจนน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอตามแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 64 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ตลอดจนการจัดสรรน้ำแบบรอบเวรให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

ทิพยประกันภัย ตั้งบริษัทโฮลดิ้งส์ พร้อมทำเทนเดอร์แลกหุ้น ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP ได้แจ้งข่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ว่า ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของ TIP ได้มีการจัดตั้ง “บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)” หรือ TIPH ขึ้น โดย TIPH จะทำคำเสนอซื้อ หรือ Tender Offer หุ้นทั้งหมดของ TIP กับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เพื่อแลกกับหุ้นที่ออกใหม่ของ TIPH ที่อัตราการแลกหุ้นเท่ากับ 1 หุ้นสามัญของ TIP ต่อ 1 หุ้นสามัญที่ออกใหม่ของ TIPH โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2564 จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ระหว่างเวลา 9.00 น. ถึง 16.00 น. รวม 45 วัน (ทุกวันทำการ) ซึ่งการแลกหุ้นดังกล่าวจะไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยการแลกหุ้นจะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ผู้ถือหุ้นของ TIP ได้มีการ “ตอบรับ” คำเสนอซื้อหลักทรัพย์ หรือ Tender Offer แล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ภายหลังการทำคำเสนอซื้อหุ้นเสร็จสิ้น และ TIPH มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนแล้ว หุ้นสามัญของ TIPH ก็จะเข้าซื้อขายเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหุ้นสามัญของ TIP ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันเดียวกัน โดยการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของหุ้นสามัญของ TIPH แทนหุ้นสามัญของ TIP นั้นคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน กันยายน 2564

สำหรับผู้ถือหุ้นของ TIP ในปัจจุบันสามารถดำเนินการตอบรับคำเสนอซื้อ หรือ Tender Offer ในครั้งนี้ โดยติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นแต่ละท่านมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ โดยติดต่อ คุณจุฬากูล ภูมิอ่อน 719 อาคาร Mint Tower ชั้น 7 ถนนบรรทัดทอง แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์ 02-680-0843