Home Blog Page 400

ซีพีเอฟ ยกระดับคุณภาพเนื้อสัตว์ ชูนวัตกรรม ‘โปรไบโอติก’ หนุนคนไทยสุขภาพดีบนมาตรฐานระดับโลก

0
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเดินหน้ายกระดับคุณภาพความปลอดภัยเนื้อสัตว์ ด้วยนวัตกรรมโปรไบโอติก (Probiotics) ช่วยให้สัตว์มีสุขภาพดี แข็งแรง ปราศจากการใช้ฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคว่าอาหารปลอดภัย ไร้สารตกค้าง

ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกอาหารติดอันดับต้นๆ ของโลก เป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่เนื้อมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ด้วยภาคการปศุสัตว์และผลิตอาหารจากของประเทศไทยมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า ทันสมัย มีการกระบวนการผลิตมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ สามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ที่เข้มงวด นับเป็นอีกความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทย

ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์ของซีพีเอฟ มุ่งเน้นการไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงสัตว์ให้แข็งแรง ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี แข็งแรง การออกโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ที่ดี มีระบบการจัดการฟาร์มที่ดี สะอาด มีระบบป้องกันโรค ติดตั้งระบบอัตโนมัติในเรื่องการให้อาหาร การควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่างในโรงเรือน เพื่อให้สัตว์อยู่สบาย จึงช่วยให้ลดโอกาสที่สัตว์จะป่วยน้อยลง รวมถึงพัฒนาอาหารสัตว์ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยของสัตว์แต่ละชนิด นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังมีการนำเทคโนโลยีทันสมัย AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อใช้ในการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล วิเคราะห์ข้อมูล ในระบบการดูแลสุขภาพของสัตว์ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ฟังเสียงเพื่อเรียนรู้ให้สามารถตรวจจับสุขภาพของสุกรได้ ลดการใช้คนเข้าไปในโรงเรือน

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเลี้ยงสัตว์ให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และด้วยความมุ่งมั่นที่จะลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ ซีพีเอฟจึงคิดค้นสูตรอาหารสัตว์ด้วยนวัตกรรมโปรไบโอติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ทำให้ลำไส้สัตว์แข็งแรง ทั้งนี้ 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์อยู่ที่ลำไส้ การทานโปรไบโอติกจึงช่วยเสริมภูมิให้ไก่แข็งแรงตามธรรมชาติ โดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยระดับโลก คัดเลือกโปรไบโอติกจาก 125,000 สายพันธุ์ นำมาสู้กับเชื้อโรคกว่า 1,200 ชนิด ที่เก็บเชื้อมาจากฟาร์มทั่วประเทศ จนได้โปรไบโอติกแข็งแรงที่สุดเพียง 9 สายพันธุ์ เพื่อนำมาให้ไก่แข็งแรงตามวิถีธรรมชาติ สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน เมื่อไก่แข็งแรงตามธรรมชาติ ไม่ป่วย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยา

ทั้งนี้ CPF ได้พัฒนาสินค้าสดกลุ่ม หมู ไก่ และไข่ ภายใต้แบรนด์ “CP Selection” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทาง CPF ได้นำนวัตกรรมโปรไบโอติกมาใช้ในอาหารสัตว์เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้สินค้า ด้วยหลักการ Natural Prevention เป็นการเสริมภูมิคุ้มกันให้สัตว์แข็งแรงตามธรรมชาติ โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน NSF และ Probiotics Fed ว่าไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู และไม่ใช้ฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต การันตีความมั่นใจในความสด ปลอดภัย มาตรฐานระดับโลก

รู้เก็บรู้ออม : 3 ขั้นตอนวางแผนภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน!!

0

วันที่ 30 มิ.ย.นี้ เป็นวันสุดท้ายที่กรมสรรพากรขยายเวลายื่นแบบการจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งหนึ่งในคัมภีร์สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี คือ “การวางแผนหรือบริหารจัดการภาษี” โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา

ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ https://www.setinvestnow.com หน้าคลังความรู้ มีบทความเรื่อง “มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ต้องไม่พลาดใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งได้แนะนำหลักการในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ที่จะทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือน ได้ประหยัดภาษีไปพร้อมๆ กับการลงทุนระยะยาวและการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ

นั่นคือ 3 ขั้นตอนวางแผนภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน ได้แก่ 1.ประเมินเงินได้เพื่อคำนวณภาษี 2.ศึกษาสิทธิลดหย่อนภาษี และ 3.วางแผนการออมและลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี

ขั้นตอนที่ 1 ประเมินเงินได้เพื่อคำนวณภาษี โดยเริ่มต้นง่ายๆ ตั้งแต่ต้นปีด้วยการนำเงินเดือนของปีที่ผ่านมาและโบนัสที่ได้รับมาคำนวณดูว่า รายได้เราทั้งปีเป็นเท่าไหร่ จากนั้นคาดการณ์รายได้ที่น่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อประเมินเงินได้และคำนวณว่าจะต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไหร่

ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐานของชีวิต เพื่อลดภาระส่วนตัว เรื่องบ้าน เรื่องเกี่ยวกับบุตรและพ่อแม่ เป็นต้น (2) สิทธิลดหย่อนเพื่อการออมและลงทุน เพื่อช่วยวางแผนภาษีและวางแผนเกษียณไปด้วยในตัว โดยเป็นการออมและลงทุนในกองทุนประกันสังคม กองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม SSF, RMF และประกันชีวิต (3) สิทธิลดหย่อนเพื่อการบริจาคหรือการศึกษา เพื่อแบ่งปันคืนสู่สังคม หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

นอกจากสิทธิลดหย่อนภาษี 3 ส่วนนี้แล้ว ในแต่ละปียังอาจมีสิทธิลดหย่อนอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการออมการลงทุน หรือเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงนั้นๆ เช่น โครงการ “ช็อปดีมีคืน” หรือ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ของรัฐบาล ที่สามารถนำเงินค่าซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามข้อกำหนดของรัฐบาล ฉะนั้นต้องหมั่นติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ไม่พลาดโอกาสใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่

ขั้นตอนที่ 3 วางแผนการออมและลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราได้อยู่แล้ว และใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมจากการออมและลงทุนในกองทุนรวม SSF กองทุนรวม RMF และประกันชีวิต โดยคำนวณว่าจะใช้สิทธิเป็นจำนวนเงินอย่างละเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับฐานะการเงินของเรา ไม่ควรออมและลงทุนมากเกินไป จนลืมสำรองเงินสดไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน หลังวางแผนเรียบร้อยแล้ว ก็ควรสร้างวินัยทางการเงินด้วยการ “ทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

ในบทความนี้ ตอกย้ำว่า การวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีพร้อมๆไปกับการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินเป็นสิ่งที่ทำควบคู่กันได้ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพียงแค่ต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน และอย่าลืมอัปเดตสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างสม่ำเสมอ การวางแผนทางการเงินง่ายๆแค่นี้ ก็ช่วยให้เราได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างสูงสุดแล้ว!!

สุดท้ายนี้ สนใจเรียนรู้เทคนิควางแผนภาษี ผ่าน e-Learning หลักสูตร “วางแผนภาษี สไตล์มนุษย์เงินออม” เพิ่มเติมได้ที่ https://www.setinvestnow.com โลดดดดดด!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เอไอเอส นับถอยหลังเตรียมเปิดช่อง Disney+ Hotstar 30 มิ.ย.นี้

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า หลังจาก AIS ประกาศตัวว่าได้เป็นผู้ให้บริการของ Disney+ Hotstar อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวราคาสุดพิเศษสำหรับลูกค้า AIS กว่า 42.7 ล้านเลขหมาย ในช่วง Early Bird ไปแล้วนั้น ล่าสุด AIS ขอชวนคนไทยเตรียมนับถอยหลังสู่การเปิดประตูโลกจินตนาการบนเครือข่ายที่ดีที่สุด เพื่อรับชมคอนเทนต์ภาพยนตร์กว่า 700 เรื่อง และซีรีย์ยอดฮิตกว่า 14,000 ตอน ทั้งจากต่างประเทศ และของไทย พร้อมกันทั่วประเทศ 30 มิถุนายน นี้ 

และจากกระแสความนิยมของคนไทยที่มีต่อการมาของ Disney+ Hotstar รวมถึงผลตอบรับอย่างล้นหลามในการเปิดตัวเป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการ  เอไอเอสจึงขอมอบแพ็กเกจพิเศษของ AIS 5G เพียงเดือนละ 49 บาท นาน 12 รอบบิล (จากราคาปกติเดือนละ 99 บาท) พร้อมรับสิทธิ์ชมเพิ่มอีก 1 เดือน จาก AIS สมัครได้ที่โทร *111 และแพ็กเกจรายปี 499 บาท (จากราคาปกติปีละ 799 บาท) ในวันพุธที่ 30 มิถุนายน เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนลูกค้า ร่วมนับถอยหลังสู่การรับชม Disney+ Hotstar ในประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Disney+ Hotstar ผ่าน Apple App store หรือ Google Play Store และรับชมผ่านเว็บไซต์ Disneyplushotstar.com ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน เป็นต้นไป บนอุปกรณ์หลากหลายที่รองรับทั้ง คอมพิวเตอร์, แล็ปท็อป เบราว์เซอร์, สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต รวมถึงอุปกรณ์ความบันเทิงในบ้านอีกด้วย

ในส่วนของการรับชมครั้งแรกเพียงแค่ใส่หมายเลขโทรศัพท์ที่ทำการสมัครแพ็กเกจเพื่อเข้าสู่ระบบ จากนั้นกดรับ OTP และนำรหัส OTP ที่ได้รับผ่าน sms มายืนยันการรับชมได้เลย เตรียมพร้อมรับประสบการณ์ความบันเทิงจาก AIS 5G และ Disney+ Hotstar ได้ในวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ais.th/disney

เปิดตัวโครงการ AOM YOUNG สร้างวินัยการออมการลงทุนให้นศ.ที่กู้ยืมกยศ.

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บลจ.กรุงไทย เปิดตัวโครงการ “AOM YOUNG” ส่งเสริมวินัยการออมการลงทุนด้วยกองทุนรวมแก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. ทั่วประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีทางการเงิน รวมทั้งสามารถชำระเงินคืนกองทุนได้เมื่อครบกำหนด เปิดรับนักศึกษาร่วมโครงการ 28 มิถุนายน 2564

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “AOM YOUNG” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ กยศ. และ บลจ.กรุงไทย เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. มีการวางแผนเพื่อการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านกองทุนรวม เพื่อเสริมสร้างวินัยและความมั่นคงทางการเงิน โดยโครงการนี้ยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือในการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินงานร่วมกับ กยศ. อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการรณรงค์ให้เกิดวินัยการออมผ่านโครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษามีความเข้าใจการลงทุนและรู้จักทางเลือกการออมที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี มีเงินออมตั้งต้นพร้อมสำหรับเป้าหมายในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกคน

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม ได้รับความรู้ผ่านหลักสูตร e-Learning แล้วกว่า 560,000 ราย โครงการนี้จึงจะมาช่วยต่อยอดให้ผู้กู้ยืมที่มีความรู้ทางการเงินมีช่องทางในการออมเงินสม่ำเสมอได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกองทุนเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติจริง จึงพร้อมสนับสนุนให้ผู้กู้ยืมได้เรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวมในรูปแบบการออมสม่ำเสมอขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน โดยเริ่มจาก KTAM เป็นที่แรก ซึ่งนอกจากผู้กู้ยืมจะมีเงินเก็บและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นแล้ว ยังนับเป็นจำนวนชั่วโมงจิตสาธารณะได้อีกด้วย โดยกองทุนมุ่งหวังว่า โครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยให้นักศึกษามีเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้การเริ่มต้นออมเพื่อเป้าหมาย ในระยะยาวเป็นจริงได้ ตลอดจนสามารถนำเงินที่ออมได้มาชำระคืนเงินกู้ยืมให้กองทุนเมื่อถึงกำหนดต่อไป

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า KTAM มีความยินดีในการร่วมส่งเสริมวินัยการออมผ่านกองทุนรวมให้แก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. โดยจะส่งเสริมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ KTAM ยังได้คัดเลือกกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำถึงปานกลางให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการออมและเริ่มต้นลงทุนของนักศึกษา โดยมีกองทุนให้เลือกหลากหลายประเภทตามความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1) กองทุนตลาดเงิน: KTSS 2) กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: KT-STPLUS ซึ่งนักศึกษาเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำได้เพียงเดือนละ 100 บาท ผ่านทาง บลจ.กรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ทั้งนี้ KTAM เชื่อมั่นว่าโครงการ “AOM YOUNG” จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการออมตั้งแต่อายุยังน้อยได้มากขึ้นนักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. ทุกสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สามารถเริ่มต้นออมสม่ำเสมอผ่านโครงการ “AOM YOUNG” ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.setinvestnow.com, www.studentloan.or.th และ www.ktam.co.th

เตือนคนซื้อประกันโควิด ตั้งใจติดเชื้อหวังเคลมเงิน เข้าข่ายฉ้อฉล มีสิทธิชวดเงินประกัน

0
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน คปภ. เคยออกข่าวเตือนประชาชนมิให้หลงเชื่อกรณีมีการชักจูงให้ผู้เอาประกันภัยโควิด-19 บางรายเอาตัวไปเสี่ยงให้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อจะได้เคลมเงินประกัน เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต และเป็นเหตุให้ไม่ได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 เนื่องจากอาจเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งอาจถูกดำเนินคดีกรณีเข้าข่ายเป็นการฉ้อฉลประกันภัยอีกด้วยนั้น

ปัจจุบันมีการส่งข่าวกระจายตามช่องทางออนไลน์กลุ่มต่าง ๆ ว่ามีการปรากฏพฤติการณ์ดังกล่าวอีกในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกสาม ซึ่งหากเป็นจริง และแม้จะปรากฏว่ามีผู้ที่มีพฤติการณ์เช่นนี้เป็นจำนวนน้อยก็ตาม ก็ย่อมเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน และกระทบต่อการใช้สิทธิโดยชอบของประชาชนผู้เอาประกันภัยโควิด-19 ที่สุจริต ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกรณีประกันโควิด-19 ของสำนักงาน คปภ. ยังไม่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน คปภ. จะติดตามอย่างใกล้ชิด และแนะนำให้บริษัทประกันภัยมีกระบวนการกลั่นกรองในการจ่ายเคลมให้รอบคอบ ถ้าตรวจพบกรณีการเคลมผิดปกติ ให้รีบแจ้งสำนักงาน คปภ. เพื่อจะดำเนินการสืบสวนสอบสวน ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้บริษัทประกันภัยระมัดระวังการรับทำประกันภัยโควิด-19 ในแบบเจอจ่ายจบ รวมทั้งอาจมีการกำหนดจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ต่อราย โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการรับประกันภัยด้วย โดยจะได้เชิญทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยร่วมหารือโดยเร็วต่อไป

“กรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ถูกพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อหวังเป็นหลักประกันให้กับประชาชนในการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยไม่ได้ตั้งใจ และกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้เอาประกันภัยที่สุจริตเท่านั้น หากผู้ที่ทำประกันภัยไว้หลายฉบับและจงใจเอาตัวไปเสี่ยงให้ติดเชื้อ เพื่อหวังเงินเอาประกัน อาจเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือเป็นการฉ้อฉลประกันภัยได้ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อสายด่วน คปภ. 1186″

TIP โชว์แกร่ง คว้าอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A- ของ AM Best ทำผลงานดีต่อเนื่อง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด(มหาชน) ยังคงความแข็งแกร่ง ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน Financial Strength Rating ระดับ A- (Excellent) ประจำปี 2021 จาก AM Best Company สถาบันการจัดอันดับทางการเงินชั้นนำของโลก และได้รับการยกระดับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือ (Revise Outlook) จากระดับ “Negative” เป็น “Stable” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในภาพรวมในการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่สามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย

ทั้งนี้ การปรับระดับมุมมอง (outlook) มาจากผลการดำเนินงานของบริษัทที่โดดเด่นยั่งยืน และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งด้านรับประกันภัยและด้านการลงทุน ประกอบกับบริษัทมีความมั่นคงแข็งแกร่งทางการเงินเป็นอย่างสูง และมีการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และความพร้อมของบริษัทฯ ในการที่จะดูแลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุดในทุกๆด้านตลอดไป

กรมชลประทานวอนช่วยกันประหยัดน้ำ เหตุน้ำต้นทุนน้อยและฝนทิ้งช่วง

0

กรมชลประทาน ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาใช้น้ำอย่างประหยัด หลังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อย ในขณะที่ต้องระบายน้ำไปไล่ความเค็ม ช่วยเหลือการผลิตน้ำประปาในหลายพื้นที่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ย้ำจะบริหารจัดการน้ำให้ดีที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ณ วันที่ 1 พ.ค. 64 ซี่งเป็นวันเริ่มต้นฤดูการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีน้ำใช้การได้ประมาณ 2,265 ล้าน ลบ.ม. โดยมีการจัดสรรน้ำในทุกกิจกรรมตามแผนที่วางไว้มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้(27 มิ.ย. 64) คงเหลือน้ำใช้การได้เพียง 1,137 ล้าน ลบ.ม. และนับตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝนเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา การกระจายของฝนอยู่ในเกณฑ์น้อย ส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนต่างๆน้อยตามไปด้วย โดยตั้งแต่ 1 พ.ค. – 26 มิ.ย. 64 มีน้ำไหลเข้า 4 เขื่อนหลักรวมกันเพียง 785 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้อย ในขณะที่มีการระบายน้ำไปใช้แล้วรวมกันกว่า 1,715 ล้าน ลบ.ม. และกรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนว่าในช่วงกลางเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนจะลดลงและเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ประกอบกับมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีไปแล้วกว่า 4.70 ล้านไร่ และมีพื้นที่หลายแห่งเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการผลิตประปา รวมไปถึงสถานการณ์น้ำเค็มรุกล้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ส่งผลกระทบต่อน้ำดิบผลิตประปาของการประปานครหลวง(กปน.) ทำให้ต้องระบายน้ำเพิ่มจากแผนที่วางไว้ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้

จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทาน ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกรในหลายพื้นที่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภายใต้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมทั้งได้ประสานขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชี้แจงประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำภายใต้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ตามข้อสั่งการของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อฝ่าวิกฤตภัยแล้งนี้ไปด้วยกัน หากหน่วยงานใดหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

“ปลูกแตงร้าน” ควบคู่ทำนา สร้างรายได้ครึ่งแสน ต้องเตรียมอะไรบ้าง

0

การหารายได้ทดแทนหลังฤดูทำนา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องขบคิดว่าจะทำอาชีพเสริมอะไรดี ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียนที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ขายง่าย ตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี ทั้งยังใช้พื้นที่ทำนาเดิมให้เป็นประโยชน์ ถือเป็นอีกช่องทางที่ดีที่จะช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งแตงร้านก็เป็นหนึ่งในพืชตระกูลแตงที่ตลาดนิยม ทั้งยังมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น จึงเหมาะสำหรับเกษตรกรที่จะเลือกปลูกเป็นอาชีพเสริมได้อย่างดี

ลุงสากล ศรีดี เกษตรกร

ลุงกล สากล ศรีดี เกษตรกรในตำบลมาบแก อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่เลือกปลูก “แตงร้าน” ลุงกลบอกว่า ข้อดีของแตงร้าน คือ เป็นพืชอายุสั้น ให้ผลิตผลเร็วเพียง 35-38 วันเท่านั้น แถมยังเก็บขายได้นาน 25 – 30 มีด (เก็บเกี่ยวได้ 25-30 ครั้ง) แต่ละรอบการปลูกก็ให้ผลิตผลสูงถึง 5-6 ตันต่อไร่

ลุงกลยังเผยว่าการปลูกแตงร้านนั้นใช้ต้นทุนไม่มาก มีพื้นที่น้อยก็ทำได้ และที่สำคัญคือปลูกไม่ยาก แม้แต่เกษตรกรมือใหม่อย่างลูกสาวลุงเองซึ่งไม่เคยทำเกษตรมาก่อนก็ทำได้ ตอนนี้ลูกสาวลุงกลทั้งปลูกเก่ง ขายคล่อง หาตลาดได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง ซึ่งการหาตลาดเองนั้นทำให้ขายผลิตผลได้ราคาดีมากขึ้นกว่าการขายผ่านพ่อค้าคนกลางที่มารับจากแปลงถึง 2 – 3 บาทต่อกิโลกรัม

“เดิมทีผมทำนาอย่างเดียว แต่ก็สนใจอยากหาพืชชนิดอื่นมาปลูกด้วย ก็คิดจะปลูกแตงร้าน เพื่อนๆ เกษตรกรก็แนะนำแตงร้านสายพันธุ์เขียวอมตะ 2 เพราะมีจุดเด่นที่ทรงกระบอกสวย สีเขียวสม่ำเสมอ เนื้อหนา เขาว่ามีตลาดรองรับแน่ๆ ปลูกไปสักพักก็เริ่มติดใจ เพราะแตงร้านเขียวอมตะ 2 ขายคล่องได้เงินไว แถมกำไรดีต่อเนื่องเพราะเก็บได้ถึงราว 30 มีด เมื่อมีลู่ทางจึงให้ลูกสาวออกจากโรงงานมาลุยทำแตงร้านเต็มตัว ก็ให้เขาปลูกเอง ดูแลเอง และออกลุยหาตลาดเอง เราใช้พื้นที่ปลูกแตงร้านแค่ 2 ไร่ ก็สามารถทำกำไรได้มากถึง 5 – 7 หมื่นบาทต่อรอบการปลูกเลยทีเดียว”

เรามาแกะรอยความสำเร็จของเกษตรกรมือใหม่กันว่าการจะปลูกแตงร้านเขียวอมตะ 2 นั้นต้องเตรียมอะไรบ้าง

1. การเตรียมแปลงปลูกแตงร้าน เริ่มจากการไถดะและตากหน้าดินประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วจึงยกร่อง โดยมีระยะห่างระหว่างแปลง 1.5 เมตร ยกร่องสูง 30 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้การระบายน้ำดี เพราะแตงร้านไม่ชอบน้ำท่วมขัง

การเตรียมแปลง

2.  การเตรียมระบบน้ำ การปลูกแตงร้านเหมาะกับการใช้ระบบน้ำหยด เพราะแตงร้านต้องการน้ำสม่ำเสมอแต่ไม่ท่วมขัง โดยวางสายน้ำหยดให้มีจุดให้น้ำห่างกันทุก 10 เซนติเมตร

ข้อดีของระบบนี้ คือ ช่วยคุมปริมาณการให้น้ำได้อย่างพอดีและทั่วถึง ลดโอกาสการเกิดวัชพืชและศัตรูพืช

3. การเตรียมคลุมดิน ควรคลุมหน้าแปลงด้วยพลาสติก โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 30 เซนติเมตร สาเหตุที่ต้องคลุมดินก็เพื่อรักษาความชื้นในดิน ป้องกันวัชพืช และป้องกันการพังทลายของหน้าดินจากปัจจัยภายนอก เช่น ฝน ลม สัตว์ หรือมนุษย์

การเตรียมคลุมดิน

4.                  การเตรียมค้าง การทำค้างมีข้อดี คือ ช่วยประหยัดพื้นที่ ลดการเกิดโรคจากเชื้อรา ช่วยให้เก็บเกี่ยวผลิตผลง่าย โดยแตงร้านที่ได้จะมีทรงตรงสวย สามารถทำค้างได้ทั้งแบบ “เสาหลัก” ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำ หรือ “กระโจม” ที่มีความแข็งแรงคงทนมากขึ้น อย่างไรก็ดี การปักค้างทั้ง 2 แบบควรทำให้เสร็จหลังหยอดเมล็ดไม่เกิน 7 วันเพื่อให้พอดีกับต้นแตงร้านที่จะเลื้อยขึ้นมา

สำหรับค้างแบบที่ลุงกลเลือกใช้เป็นแบบเสาหลัก โดยให้ค้างมีความสูงราว 2.5 เมตร ระยะห่างระหว่างเสาอยู่ที่ 1.5 เมตร เมื่อปักค้างให้มั่นคงแล้วจึงขึงตาข่ายต่อสูงประมาณ 2 เมตร ด้วยเชือกปอสีขาว เบอร์ 8 ร้อยตาข่ายบน เพราะเป็นเชือกที่เหนียวและทนมาก ใช้ได้งานได้นาน 2-3 รอบปลูก

การทำค้าง

5.  การจัดเถาและแต่งแขนง หมั่นดูแลแปลงปลูกแตงร้านให้สม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มปริมาณผลิตผล โดยเฉพาะการจัดเถาและแต่งแขนง ช่วงแรกควรมัดยอดเถาแตงร้านกับค้างเพื่อให้ต้นแตงร้านเลื้อยขึ้นค้างได้ ออกดอกออกผลดี และช่วงระยะ 15-20 วันควรตัดแขนงข้อที่ 1-3 ทิ้ง จะช่วยให้พุ่มโปร่ง แสงแดดส่องถึง ลดโรคและแมลง การเก็บเกี่ยวง่าย และเพื่อผลิตผลแตงร้านที่มีขนาดและน้ำหนักที่สมบูรณ์ ทรงสวย 

นอกจากนี้ การคัดเลือกสายพันธุ์แตงร้านที่ดีและเป็นที่ต้องการของตลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การเพาะปลูกประสบความสำเร็จ นับได้ว่า ลุงกลและลูกสาวเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจและตัวอย่างดีๆ ของเกษตรกรที่ไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสาะแสวงหาโอกาสทางการค้าขาย จนเกิดเป็นอาชีพใหม่ของลูกสาวที่สร้างรายได้อย่างงดงามจากการปลูกแตงร้านเขียวอมตะ 2 และส่งมอบสู่มือผู้บริโภคให้ได้รับประทานแตงร้านรสชาติอร่อยและเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับผู้ที่สนใจเคล็ดลับการเพาะปลูกแตงร้านเขียวอมตะ 2 ของลุงกลและลูกสาว สามารถรับชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ YouTube: Chia Tai Group Official https://youtu.be/GJIyyapym-s และสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์แตงร้านเขียวอมตะ 2 ได้ที่ร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั่วประเทศไทย พร้อมติดตามข้อมูลสาระการเกษตรเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ www.facebook.com/chiataiseed เว็บไซต์เจียไต๋ www.chiataigroup.com และช่องทางใหม่ที่พร้อมอัปเดตข่าวสารส่งตรงให้ถึงมือคุณ เพียงเพิ่มเพื่อนทาง Line: @CHIATAISEED

มาตรวจเบาหวานกันเถอะ

0

โรคเบาหวานหมายถึงโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล 

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้ คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็คเบาหวาน

ใครควรตรวจเบาหวาน

          จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่

• ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป

• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

–        มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง

–        มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

–        เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่

–        ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL <35 มก/ดล. และ/หรือ Triglyceride >250 มก/ดล. หรือรับประทานยารักษา

–        ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

–        กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง

–        ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe

     obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)

–        เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อัฟริกันอเมริกัน ละติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น

–        ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย

บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน “ทุกอายุ”

• ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน)

–            HbA1c = 5.7-6.4%,

–            ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง)

ควรได้รับการตรวจเบาหวาน “ทุกปี

• ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)

• ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV)

ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2

• ไม่มีใครทราบ “จุดเริ่มต้น” (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่

• ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน

• ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้

• ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้

มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน และป้องกันเบาหวานไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่โรงพยาบาลนวเวช โทร.02 483 9999 www.navavej.com

เชฟแคร์ส เปิดตัวเมนูใหม่ “หมี่ซั่วหมู ซอสปักกิ่ง”

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เชฟแคร์ส โปรเจกต์ จำกัด ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ เชฟแคร์ส เรดดี้มีล เปิดตัวเมนูใหม่ “หมี่ซั่วหมู ซอสปักกิ่ง” โดยเชฟป้อม ธนรักษ์ ชูโต จากร้าน Chef Pom Chinese Cuisine By TODD ประยุกต์ตำหรับเมนูหรูในภัตตาคาร สู่อาหารพร้อมรับประทาน เอาใจคนรักสุขภาพ สายบุญ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัว 4 เมนูเพื่อสุขภาพสุดพิเศษ จนเกิดกระแสตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง

เมนูใหม่นี้ เชฟป้อมเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ “หมูชีวา” เนื้อหมูออร์แกนิคเนื้อนุ่มพิเศษ มีโอเมก้า 3 สูงมากกว่าเนื้อหมูปกติ 2.5 เท่า ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ100% และได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงจาก NSF องค์กรชั้นนำด้านการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในระดับนานาชาติ โดยเชฟป้อมนำหมูชีวามาตุ๋นกับเห็ดหอม พร้อมซอสสไตล์ปักกิ่งสูตรลับของเชฟ เสิร์จคู่กับผักกวางตุ้งมากวิตามิน และเส้นหมี่ซั่วฮ่องกงที่คลุกเคล้าด้วยน้ำมันงาหอมกรุ่น ทำให้ได้เมนูสุดยอดแห่งความอร่อย อุดมด้วยโปรตีน และวิตามิน B1,B2 เพียบพร้อมด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน พร้อมเสิร์ฟให้ทุกคนได้ลิ้มลองแล้วที่ 7-Eleven และ Makro ในราคาเพียง 69.- บาท โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100% จะถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคมเป็นสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิเชฟแคร์สต่อไป #เชฟแคร์ส #แคร์ทุกคำแคร์ทุกคน

ทั้งนี้ เชฟแคร์ส เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคุณ มาริษา เจียรวนนท์ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 โดยเชิญชวนเชฟจิตอาสาซึ่งล้วนเป็นเชฟระดับมือรางวัล มาร่วมปรุงอาหารจากวัตถุดิบชั้นเลิศส่งมอบเป็นกำลังใจและแทนคำขอบคุณให้แก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ กระทั่งพัฒนาสู่ “มูลนิธิเชฟแคร์ส” เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมผ่านเชฟและการปรุงอาหาร อาทิ โครงการสานฝันปั้นเชฟ ให้เด็กด้อยโอกาสจากสถานพินิจและพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรู้การเป็นเชฟมืออาชีพ

“เชฟแคร์ส เรดดี้มีล” ส่งมอบความอร่อยจากเมนูเชฟ สู่อาหารพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ และได้ร่วมทำบุญไปพร้อมๆ กัน โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้ง 100% มอบให้มูลนิธิเชฟแคร์สดำเนินโครงการเพื่อสังคมต่อไป ก่อนหน้านี้ เชฟแคร์ส เรดดี้มีล ทั้ง 4 เมนู จาก 4 เชฟดังรางวัลระดับโลกได้แก่ 1.หมูครีมซอสและมักกะโรนี โดยเชฟแฮง ซาเวลเบิร์ก 2.สปาเกตตี้ซอสเขียวหวานและอกไก่ โดยเชฟนิค ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ 3.แกงป่าปลาข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยเชฟชุมพล แจ้งไพร และ 4.ไก่ทิกก้ามาซาล่ากับข้าวหุงขมิ้น โดยเชฟดีปังเคอร์ โคสลา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูไก่ทิกก้ามาซาล่ากับข้าวหุงขมิ้น มีการรีวิวความอร่อยจากผู้บริโภคมากมาย และเกิดกระแสตามล่าเมนูเด็ดเมนูนี้ขึ้นในโลกโซเชียล