Home Blog Page 399

โครงการหลวง ต่อยอดความร่วมมือ ปตท. และ โออาร์ พัฒนา ‘โครงการหลวงเลอตอ’

0

ปลูกกาแฟคุณภาพ สร้างชุมชนเข้มแข็ง เพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานและร่วมลงนามในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในโครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดยมี พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม

การลงนามในความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการสานต่อการดำเนินงานพัฒนาการปลูกกาแฟอะราบิกา โดยนำผลสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง กับกลุ่ม ปตท. ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ขยายผลไปสู่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ทั้งในแง่องค์ความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาระบบการปลูกกาแฟคุณภาพ มีมาตรฐาน พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแหล่งต้นน้ำของประเทศ

นายอรรถพล เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. ได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ในวันนี้จึงเป็นการสานต่อความร่วมมือในปี 2564 – 2568 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดย ปตท. กำหนดแนวทางของโครงการเพื่อพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจ พัฒนาทักษะอาชีพ ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ผ่านกระบวนการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่ง ปตท. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อสร้างการเชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ นอกจากนั้นในด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีแผนในการฟื้นฟูป่า จำนวน 200 ไร่ ควบคู่กับการสร้างรายได้ร่วมกับชุมชน ด้วยการพัฒนารูปแบบเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากวิถีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการปลูกไม้ป่าที่เป็นไม้พื้นถิ่น ควบคู่กับไม้ผลเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ อะโวคาโด พลับ มะคาเดเมีย  และไม้พื้นล่างเพื่อเพิ่มรายได้ระยะสั้น ซึ่งในระยะแรกจะพัฒนาโมเดลการปลูกป่าดังกล่าว โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยของสถาบันฯ เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ จำนวน 30 ไร่ ในบริเวณพื้นที่สำนักงานโครงการหลวงเลอตอ สำหรับเป็นพื้นที่สาธิตในการถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนโดยรอบ และสนับสนุนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบการฟื้นฟูพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน สร้างความยั่งยืนด้านรายได้ ดูแลสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างสมดุล

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงในการพัฒนาความรู้เกษตรกรชาวเขาควบคู่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมจากการผลิตกาแฟให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นการเกื้อกูลสังคมและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน     เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกที่สร้างคุณค่าและสร้างพลังบวกให้กับสังคม มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบทั้งต่อผู้บริโภค เกษตรกร สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกัน สร้างชุมชนน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ โดยที่ผ่านมาได้รับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากโครงการหลวง กว่า 2.5 ล้านกิโลกรัม เพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) สามารถสนับสนุนเกษตรกรชาวเขากว่า 800 ราย ในพื้นที่โครงการหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง และจะมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวเขาและชุมชนผู้ปลูกกาแฟ สามารถผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูป รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการบริหารและจัดการของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตกาแฟ เพื่อส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โออาร์ยังมีแผนที่จะนำเมล็ดกาแฟและผลิตผลอื่น ๆ จากโครงการฯ ไปพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการทำการตลาดของคาเฟ่อเมซอนที่แสดงความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของกาแฟ (Single Origin) เพื่อสร้างให้ชุมชนเป็นที่รู้จัก และเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของชุมชนในภาพรวมต่อไป

ด้านประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง ได้ขอบคุณกลุ่มปตท.ในความร่วมมืออย่างต่อเนื่องมาจนถึงระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการขยายผลการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรชาวเขา และชุมชนผู้ปลูกกาแฟคุณภาพมาตรฐานสากล สู่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ นับจากจุดเริ่มต้นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร ที่บ้านหนองหล่ม ดอยอินทนนท์  ในปี 2517 ได้นำมาสู่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์กาแฟอะราบิกาของมูลนิธิโครงการหลวงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพื้นที่ผลิตกาแฟของเกษตรกรโครงการหลวง    28 แห่ง ในพื้นที่ปลูก 14,900 ไร่ มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 2,300 ราย และมีผลผลิตกว่า 1,000 ตันต่อปี การดำเนินงานแบบครบวงจรทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ภายใต้บันทึกความร่วมมือในระยะที่ 1 และ 2 ได้ก่อเกิดกาแฟคุณภาพพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมต่อการปลูกบนพื้นที่สูง 14 พันธุ์ มีรูปแบบการปลูกและการแปรรูปกาแฟที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามนโยบายอาหารปลอดภัยของประเทศ รวมทั้งเกษตรกรได้รับการพัฒนาศักยภาพ เกิดการรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตกาแฟ ที่นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มศักยภาพยกระดับผลิตภัณฑ์กาแฟ และการขยายตัวของตลาดกาแฟที่ก่อเกิดประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกร และเกิดผลลัพธ์สำคัญที่ตามมาคือ สามารถลดปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอที่มีปัญหาความยากจนและการบุกรุกทำลายป่า ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโครงการหลวง ส่งเสริมให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน นำมาซึ่งความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ธนาคารออมสิน พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน ขยายความช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจร้านอาหาร

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรง ทำให้ต้องยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นขึ้น รัฐบาลและกระทรวงการคลังมอบนโยบายให้ธนาคารออมสิน ขยายความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารจึงปรับเกณฑ์มาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เงินงวดเป็นศูนย์ ตลอด 6 เดือน โดยเปิดให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจที่ได้นำเงินกู้ไปประกอบกิจการร้านอาหาร สามารถขอเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ด้วย จากเดิมที่ให้สิทธิ์เฉพาะธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์

ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจธนาคารออมสิน วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 250 ล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน สามารถขอเข้าร่วมมาตรการฯ เพื่อรับสิทธิ์ยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย มีผลตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม 2564 โดยแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้ ที่สาขาธนาคารออมสิน หรือศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs ที่ได้ติดต่อขอสินเชื่อไว้ หมดเขตแจ้งความประสงค์วันที่ 23 กรกฎาคม 2564

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ธนาคารออมสินได้จัดทำมาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ SMEs โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ไปแล้ว ซึ่งจะหมดเขตให้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เช่นเดียวกัน โดยธนาคารมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แก่ผู้ประกอบการ ให้สามารถประคับประคองธุรกิจจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะคลี่คลาย และกิจการกลับมามีรายได้อีกครั้ง

ออมสิน ปลื้ม คว้ารางวัลองค์กรบริหารจัดการเป็นเลิศ ของเวที APEA 2021

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ธนาคารออมสิน ได้รับรางวัล The Prestigious Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2021 ในสาขา Corporate Excellence องค์กรที่การบริหารจัดการที่เป็นเลิศประเภทธุรกิจการเงิน ภายในงานประกาศผลรางวัล APEA 2021 ซึ่ง Enterprise Asia องค์กรอิสระที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชียจัดขึ้น ในรูปแบบ Virtual Platform

สำหรับรางวัลดังกล่าว เป็นรางวัลระดับภูมิภาคเอเชีย โดยมอบให้กับองค์กรที่มีการบริการจัดการที่เป็นเลิศ มีผลการดำเนินงานโดดเด่น สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างบูรณาการ ซึ่งถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของธนาคารออมสิน กับการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานราก และผู้ประกอบการ SMEs ในการช่วยยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ผ่านมาตรการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดำเนินภารกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ซีพีเอฟ หนุนกระทรวงแรงงาน ช่วยแคมป์คนงานทั่วกรุง มอบไข่ไก่สด 2 แสนฟอง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับมอบไข่ไก่สด จำนวน 200,000 ฟอง จาก นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแรงงานในแคมป์ก่อสร้าง ผ่านสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และนางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหาร ทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ ร่วมด้วย ที่กระทรวงแรงงาน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีมติให้ปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ทั่ว กทม. กว่า 500 แห่ง ซึ่งมีแรงงานอยู่ประมาณ 80,000 คน สิ่งหนึ่งที่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเป็นห่วงและให้ความสำคัญกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน คือ อาหารการกิน จึงกำชับกระทรวงฯ ให้ประสานผู้ประกอบการที่มีกำลัง อาทิ เครือซีพี-ซีพีเอฟ ซึ่งให้ความช่วยเหลือภาครัฐมาโดยตลอด ทั้งนี้ อยากให้กำลังใจผู้ใช้แรงงานทุกคน ทั้งคนไทยและต่างชาติ เราทำทุกอย่างตามแนวทางผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ พร้อมให้คำมั่นว่า ปิดแล้วต้องจบ ซึ่งทุกท่านได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“กระทรวงฯ ขอขอบคุณซีพีเอฟเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือทุกครั้ง ตั้งแต่การมอบอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการฉีดวัคซีนแก่ผู้ประกันตน ม.33 ในศูนย์ฉีดวัคซีน ทั่ว กทม. และยังนำไข่ไก่มามอบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นขวัญกำลังใจแก่พี่น้องผู้ใช้แรงงานอีกครั้ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดสรรอย่างเหมาะสม สู่แคมป์คนงานโดยตรง”

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีและซีพีเอฟ ทราบว่า กระทรวงแรงงานได้เข้าไปช่วยเหลือและดูแลทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ครอบคลุมถึงแรงงานต่างชาติตามมาตรการล็อกดาวน์พื้นที่แคมป์ก่อสร้าง เนื่องจากเป็นจุดที่มีความเสี่ยง บริษัทต้องขอบคุณผู้บริหารแคมป์ก่อสร้างที่ยินดีร่วมมือกับรัฐบาลในการช่วยกันดูแลสังคมและประเทศไทยเพื่อลดการเพร่กระจายโรค

“บริษัทฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งและพร้อมเคียงข้างสังคม โดยนำไข่ไก่สด จำนวน 200,000 ฟอง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง สะดวก และสามารถทานได้ทุกคน มามอบผ่านทางกระทรวงฯ เพื่อแจกจ่ายให้กับแรงงานต่อไป หวังว่ากิจกรรมของเราในครั้งนี้ จะช่วยแบ่งเบาสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว”

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมทานแก่บุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

โออาร์ จับมือ ธ.ก.ส. ให้ส่วนลดเติมน้ำมันกับอาสาสมัครสาธารณสุข

0

นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการ​ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์  เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้วที่อาสาสมัครด้านสาธารณสุขกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ปฏิบัติการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ซึ่งถือเป็นบุคลากรที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉิน ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกำลังหลักสำคัญในการดูแลประชาชนในช่วงเวลาวิกฤติจากการระบาดที่รุนแรงของโรคโควิด-19 โออาร์ ในฐานะผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะธนาคารผู้ให้บริการบัตร Smart Card อสม., สพฉ. และ อสส. จัดโครงการ “เติมเต็มความห่วงใย เพิ่มพลังใจให้เหล่าอาสา”  เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง และเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัครสู้วิกฤติโควิด – 19

ทั้งนี้ จะมอบส่วนลดสำหรับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทที่ พีทีที สเตชั่น ลิตรละ 0.80 บาท เมื่อชำระผ่านบัตร Smart Card อสม. อสส. และ สพฉ. จำกัดวงเงินคนละไม่เกิน 1,000 บาท/บัตร/เดือน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,000,000 สิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – 30 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีการใช้สิทธิ์เต็มจำนวน โดยเงินส่วนลดจะคืนเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ของผู้ถือบัตร Smart Card อสม. อสส. และ สพฉ. ภายใน 45 วัน นับจากวันสิ้นเดือน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 contact center หรือ ธ.ก.ส. Contact Center โทร. 02-555-0555 และ www.baac.or.th

“โออาร์มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเกื้อกูลสังคม และได้ปรับปรุงรูปแบบของสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ด้วยแนวคิด “Living Community” เพื่อให้ พีทีที สเตชั่น เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางที่จะช่วยเติมเต็มความสุข มอบความห่วงใยใส่ใจให้กับทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางและการดำเนินชีวิต รวมไปถึงร่วมพัฒนา เติมเต็มคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้ทุกคน โดยที่ผ่านมา โออาร์ได้ขยายจำนวน พีทีที สเตชั่น เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ ทำให้ในปัจจุบันโออาร์มีสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ โครงการนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่ พีทีที สเตชั่น จะได้ช่วยเติมแรงกาย แรงใจ เพื่อตอบแทนความเสียสละให้กับเหล่าอาสาสมัครสาธารณสุขให้มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เป็นด่านหน้าในการช่วยดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงรุนแรงและต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน”

นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่าด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ยังคงระบาดอยู่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข  อาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.) สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ถือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในภาวะที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนเป็นกำลังหลักสำคัญในการฝ่าวิกฤติการระบาดที่รุนแรงในครั้งนี้ โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ธ.ก.ส. ให้บริการบัตร Smart Card  อสม. อสส. และ สพฉ. สำหรับอาสาสมัครด้านสาธารณสุข จำนวนทั้งสิ้น 1,052,699 ใบ

เปิดตัวแล้ววันนี้ ช่อง Disney+ Hotstar บนเครือข่าย AIS 5G

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า วันนี้ (30 มิ.ย. 64)  Disney+ Hotstar ได้เริ่มให้บริการสตรีมมิ่งบนเครือข่ายที่ดีที่สุด AIS 5G แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่สำคัญของพวกเราชาว AIS ที่จะนำพาคนไทยไปเปิดประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ทั้งภาพยนตร์ ซีรีย์ สารคดี มากมาย ซึ่งมีความพร้อมสนับสนุนและให้บริการลูกค้าในการรับชมคอนเทนต์บน Disney+ Hotstar อย่างเต็มที่ สำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการทั้งในช่วง  Early Bird และแพ็คเกจใหม่ โดยสามารถเข้าใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Disney+ Hotstar หรือเว็บไซต์ Disney+ Hotstar ได้ทันที โดยสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ความบันเทิงหลากหลายที่รองรับ เพื่อให้ประสบการณ์การรับชมของคุณได้รับอรรถรสของเนื้อหาที่ดียิ่งขึ้นด้วย

พร้อมกันนี้ AIS ขอชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์กับงาน “สวัสดี Disney+ Hotstar” เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งสำคัญที่ทุกคนรอคอย กับการแสดงสุดพิเศษจาก AIS Family ทั้ง วี วิโอเลต, บิวกิ้น, แอลลี่ และ เป๊ก ผลิตโชค ที่จะพาทุกคนอินไปกับบทเพลงดิสนี่ย์ที่คุ้นเคยบนฉากหลังของสถานที่สุดประทับใจในกรุงเทพมหานคร ในวันพุธที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 19.30 น. บน Disney+ Hotstar, AIS PLAY, ช่อง Workpoint23  และรับชมได้อีกครั้ง เวลา 23.15 น. ทางช่อง One 31

“เพื่อเป็นการตอกย้ำเป้าหมายการเป็น Digital Life Service Provider จึงทำให้ AIS ยังคงทำงานอย่างหนักภายใต้สถานการณ์และความท้าทายมากมาย เพื่อให้ลูกค้าและคนไทยได้เข้าถึงบริการด้านดิจิทัลใหม่ๆ ทัดเทียมกับเทรนด์ทั่วโลก ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความมุ่งมั่นของ AIS ถูกส่งไปยังลูกค้าสู่ประสบการณ์การรับชมที่เหนือกว่าทั้งคอนเทนต์และคุณภาพของสัญญาณ โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในวันนี้โลกแห่งจินตนาการของ Disney+ Hotstar ที่ AIS เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูให้คนไทยจะทำให้เกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และอินกับทุกคอนเทนต์ที่รับชม จึงอยากเชิญชวนลูกค้าร่วมเดินทางเปิดประสบการณ์โลดแล่นสู่จิตนาการไม่รู้จบกับ Disney+ Hotstar ในราคาพิเศษสตรีมมิ่งบนเครือข่าย AIS 5G ไปด้วยกัน” 

AIS 5G เชิญคนไทยพบกับกองทัพคอนเทนต์ที่จะมาเปิดประสบการณ์ความบันเทิงแบบจัดเต็มด้วยภาพยนตร์กว่า 700 เรื่อง และซีรีย์ยอดฮิตกว่า 14,000 ตอน ทั้งจากต่างประเทศ และของไทย บน Disney+ Hotstar ทั้งจากทั้งดิสนีย์, มาร์เวล, สตาร์ วอร์ส, พิกซาร์, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, FX และ ทเวนตีท์ เซนจูรี สตูดิโอส์ รวมไปถึงคอนเท้นท์สุดพิเศษอย่าง Loki, The Mandalorian, WandaVision และ The Falcon and The Winter Soldier และยังมีภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ อาทิ Avengers: Endgame, Luca, Ford v Ferrari, Terminator: Dark Fate, แฟรนไชส์ the Maze Runner, Frozen 2 และอื่นๆ อีกมากมาย

เพื่อประสบการณ์การรับชม Disney+ Hotstar บนเครือข่าย AIS 5G ที่ยอดเยี่ยม สามารถชมผ่านอุปกรณ์ที่รองรับได้ที่ www.disneyplushotstar.com หรือ ที่แอปพลิเคชัน Disney+ Hotstar สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ แอนดรอยด์ โดยสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ อาทิ Android TVs (OS 7.0 หรือ สูงกว่า), Chromecast [Gen2 ขึ้นไป (Firmware 1.43+)] and Apple tvOS 11+ (Gen 4 ขึ้นไป) ลูกค้า AIS สามารถสมัครรับชมได้ในราคาพิเศษ เพียง 49 บาท/เดือน (จากปกติ 99 บาท/เดือน) หรือเพียง 499 บาท/ปี (จากปกติ 799 บาท/ปี)

เอไอเอส หนุน Phuket Sandbox จัดเต็มเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมแกร่ง Smart City

0
พร้อมผนึก ททท. จัดบริการสื่อสารอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สนับสนุนการภารกิจเปิดประเทศเต็มที่

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS เปิดเผยว่า AIS ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมในการสนับสนุนแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของจังหวัดภูเก็ต หรือ Phuket Sandbox กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มกำลัง ภายใต้ภารกิจ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ด้วยฟันเฟืองของเทคโนโลยีดิจิทัล อันประกอบด้วย เครือข่าย, บริการดิจิทัล และบุคลากรที่พร้อมให้บริการสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยประกาศความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนภารกิจนี้อย่างเต็มที่ ใน  3 ส่วน ประกอบด้วย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS

–          Communication เตรียมระบบสื่อสารให้แก่นักท่องเที่ยว ได้เที่ยวอย่างปลอดภัย โดย ร่วมกับ ททท. และหน่วยงานที่อยู่ในกลุ่มบริการ การท่องเที่ยวภูเก็ต ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสายการบินต่างๆ ในการสนับสนุนซิมการ์ดฟรีให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้ใช้ฟรีแอพพลิเคชั่น หมอพร้อม เพื่ออำนวยความสะดวก และดูแล ติดตาม ความปลอดภัย ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้ท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ

–          Digital Infrastructure นำโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับอุตสาหกรรมบริการการท่องเที่ยวต่างๆ โดย ร่วมกับ DEPA, Tech Start Up, ท่าเรืออ่าวปอ , ผู้ประกอบการเรือยอชต์ ให้บริการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ “Digital Yacht Quarantine” ผ่านเครือข่าย NB-IoT และสายรัดข้อมืออัจฉริยะ ที่เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาติดตามข้อมูลสุขภาพของนักท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลาการกักตัว ซึ่งได้ผลตอบรับจากผู้ประกอบการธุรกิจเรือยอชต์ได้เป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้บริการแล้วโดยไม่พบการติดเชื้อเลย รวมถึงการนำเครือข่าย 5G,4G, Free Wifi  เข้าไปเสริมขีดความสามารถของภาคสาธารณสุขภูเก็ต ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และจุดฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

–          Customer/Tourist Service สร้างความมั่นใจและมอบความพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว โดยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการ โดยบุคลากรด่านหน้าของ AIS Shop ที่ได้รับการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 แล้ว ทั้งที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต และภายในห้างสรรพสินค้า พร้อมจัดเตรียมสถานที่ตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสูงสุด อย่างสอดคล้องไปกับมาตรการของภาครัฐและมาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (SHA) ทั้งนี้รวมไปถึงการมอบสิทธิพิเศษจากร้านค้าท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่นอีกด้วย

การทำงานอย่างหนักของ AIS แสดงให้เห็นได้ถึงความต่อเนื่อง และการให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ตัวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของประเทศให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง เรายังคงมีความเชื่อเสมอว่าการทำงานอย่างสอดประสานจะช่วยให้เราสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ความท้าทายนี้ไปได้ แน่นอนว่า Phuket Sandbox เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ เอกชน และภาครัฐ ที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูประเทศ รวมถึงปลุกจังหวัดภูเก็ตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการททท. กล่าวว่า คาดหวังว่าภายในสิ้นปี 2564 นี้จะเกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน และสร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 8.5 แสนล้านบาท โดยหนึ่งในความสำเร็จของการเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยที่ตั้งใจต้อนรับการเดินทางกลับมาของนักท่องเที่ยว คือการที่ AIS 5G ได้ให้การสนับสนุนภารกิจของชาติในการให้บริการระบบสื่อสาร โครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลและการบริการสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยี่ยมเยือนประเทศไทย ตามมาตรการ Phuket Sandbox ททท. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ดีนี้จะสามารถขยายพื้นที่บริการไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้แก่ สมุย พะงัน เกาะเต่า บุรีรัมย์ ชลบุรี เชียงใหม่ หัวหิน-ชะอำ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 นี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High-season) ของประเทศไทย

ตามติดภารกิจของกรมชลประทาน แก้ปัญหาภัยแล้งที่จ.ลพบุรี

0

ตามติดการแก้ปัญหาภัยแล้งของกรมชลประทาน กับ ปฏิบัติการเติมน้ำให้ลุ่มน้ำบางขามจังหวัดลพบุรี

ลุ่มน้ำบางขาม ที่หล่อเลี้ยงวิถีชุมชนหลายพื้นที่ ครอบคลุม ตำบลมหาสอน, ตำบลบางพึ่ง, ตำบลบ้านชี, ตำบลบางขาม อำเภอบ้านหมี่ และตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี หลังเกิดวิกฤตน้ำแห้งขอด จากปริมาณฝนตกน้อยและฝนทิ้งช่วง กรมชลประทาน จึงเร่งระดมนำเครื่องจักร เครื่องมือ ทำการสูบน้ำอย่างเร่งด่วน

พร้อมแจ้งให้ชาวบ้านรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กำชับให้แก้ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคให้มีเพียงพอ เป็นธรรม รวมถึงการรักษาระบบนิเวศ 

ส่วนภาคเกษตรกรรมให้ขอความร่วมมือชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ

กรมชลประทาน ยืนยันจะผลักดันการส่งน้ำไปสู่พื้นที่ปลายน้ำ รวมระยะทาง 47 กม. เพื่อให้ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่งหลังจากการเติมน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการผลิตประปาของการประปาส่วนภูมิภาคได้แล้ว สำนักงานชลประทานที่ 10 จะเร่งดำเนินการตามแผนระยะยาว โดยจะทำการขุดลอกระยะทาง 14 กิโลเมตร กว้าง 40 เมตร ลึก 3 เมตร พร้อมจัดทำแก้มลิง 3 แห่ง

คาดการดำเนินการตามแผนงานทั้งเร่งด่วนและระยะยาว จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำบางขามได้กว่า 2,000,000 ลูกบาศก์เมตร

‘สุขใจผู้ให้ อิ่มใจผู้รับ’ ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจให้ผู้ฉีดวัคซีน ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ สู้โควิด

0

หลังจากรัฐบาลกำหนดให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงคมนาคม จับมือตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยตั้งเป้าการให้บริการจำนวน 15,000-20,000 คนต่อวัน ขณะที่ ภาคเอกชนพร้อมใจสนับสนุนอาหารและสิ่งของจำเป็นช่วยชาติสู้โควิด อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่เดินหน้ามอบอาหารปลอดภัยแก่บุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” นับตั้งแต่เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนฯ พร้อมทั้งผนึกกำลังกับ ซีพี เมจิ และ ซีพี อินเตอร์เทรด มอบอาหาร นม เครื่องดื่ม และขนม ให้แก่ประชาชนที่รับการฉีดวัคซีน เพื่อแทนคำขอบคุณในความร่วมแรงร่วมใจสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศไทย

จากวันแรก…จนถึงวันนี้ มีเสียงสะท้อนจากผู้รับถึงผู้ให้ ที่บริษัทฯ แบ่งปันความอิ่มอร่อยในครั้งนี้มากมาย เช่น นายพิชัยภัทร์ มหาวีระพงศา กล่าวว่า ในทุกๆ สถานการณ์ที่ยากของคนไทย ผมเห็นซีพีเอฟเสมอ ที่จะมาเป็นกลุ่มแรกๆ ขอบคุณซีพีเอฟที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาโดยตลอด

นางสาวรัตนากร ยะกุล เล่าว่า รู้สึกดีที่เห็นหลายๆ หน่วยงานนำสิ่งของมาแจกแก่ประชาชน และขอบคุณซีพีเอฟ ที่นำอาหารคุณภาพ รสชาติอร่อย มาแบ่งปันให้ผู้ที่มาฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ขณะที่ นายกฤษดา ราชกิจ กล่าวเช่นกันว่า ขอบคุณซีพีเอฟที่มอบอาหารและทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมไทยเสมอมา

นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ต่างๆ ยังมีการแชร์ภาพและแคปชั่นผ่าน แฮชแท็ก #cpfส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19 และ #cpโบโลน่าแบ่งปันด้วยใจ เช่น ผู้ใช้เฟสบุ๊ก Boat Kayaphorn ระบุว่า “มาฉีดวัคซีนละได้ meatzero กลับบ้านด้วย ชอบสายนี้พอดี 5555” หรือ ผู้ใช้เฟสบุ๊ก Rattanaporn Matonde ระบุว่า “วัคซีนวันนี้ได้ไข่กลับไปกินจ้า” และผู้ใช้เฟสบุ๊ก Sarawut Jack Goonnawong เขียนแคปชั่นว่า “มีของให้ทานด้วยนะน้องนาย…เอามาให้ด้วย”

ด้าน ผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรม tanawatkajorn ระบุว่า “เบื้องหลังของแจกในงาน ถ้ารับจริงๆ ได้เยอะกว่านี้อีกครับ #อยากให้มา แบ่งแฮม 2 ถุง ให้ Security. เรากินน้ำมะพร้าว”

เหล่านี้คือเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากประชาชนถึงผู้ให้ ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้เครือซีพีและซีพีเอฟ เดินหน้านำความเชี่ยวชาญด้านอาหาร ให้ประชาชนเข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัย เสริมพลังกายพลังใจ สู้ภัยโควิดไปด้วยกัน ซึ่งการช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนให้มีความเข้มแข็ง ก็จะทำให้บริษัทฯ เข้มแข็งเช่นกัน

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศ จัด “ตู้ CP ปันอิ่ม ปันสุข” เติมเต็มข้าวสาร อาหารแห้ง ให้ประชาชนผู้มารับวัคซีนได้เลือกหยิบนำกลับไปบริโภคในครอบครัว ในศูนย์ฉีดวัคซีน 10 แห่งทั่ว กทม. ด้วย อาทิ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ห้างโลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาพระราม 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมรับประทานแก่บุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรสสำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

CPF จับมือ 42 Bangkok ปั้นโปรแกรมเมอร์ ใช้เทคโนโลยียกระดับภาคเกษตร

0

นายสรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ จำกัด (CPFIT) เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ 42 Bangkok สถาบันสอนเขียนโปรแกรมชั้นนำระดับโลก สร้างโปรแกรมเมอร์ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล นำร่องจัดกิจกรรม “Virtual Hackathon by 42 Bangkok X CPF” สรรหาคนรุ่นใหม่สร้างสรรค์และนำเทคโนโลยีประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง

ความร่วมมือดังกล่าว อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มีเป้าหมายผลิตบุคลากรด้านโปรแกรมเมอร์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านโจทย์ธุรกิจและการปฏิบัติจริง โดยนำร่องจัดกิจกรรม “Virtual Hackathon by 42 Bangkok X CPF” มีซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตร
อุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร และเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก เป็นผู้เสนอโจทย์การแข่งขันรวม 6 โจทย์ เพื่อคัดสรรผู้ที่มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร พัฒนาการเกษตรทันสมัย ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล

การแข่งขันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-27 มิถุนายน ในรูปแบบ Virtual Hackathon มีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 24 ทีม ซึ่งผลการแข่งขัน ทีมป๊อปคอร์น (Popcorn) คว้ารางวัล เดอะ เบสท์ (The Best Award) ภายใต้โจทย์ Excellence Farmer โดยมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นชื่อ Corn – Lab แนวคิด “ให้การปลูกข้าวโพดเป็นเรื่อง สนุก ง่าย และได้คุณภาพ” เพื่อเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวโพด ครอบคลุมตั้งแต่ เริ่มปลูก การแก้ปัญหาในการเพาะปลูก รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายชุมชนผู้ปลูกข้าวโพด นำไปสู่การสร้างห้องเรียนผู้เชี่ยวชาญ และแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทั่วประเทศ มีการนำเทคโนโลยี ML/AI มาใช้ในการการเพาะปลูก ส่งเสริมให้เกษตรกรข้าวโพดของประเทศไทยเป็น “เกษตรกรแม่นยำ”และเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ทีมป๊อปคอร์นยังเป็น 1 ใน 6 ทีมผู้แข่งขันที่ชนะรางวัล เฟิรสท์ ไพรซ์ (First Prize) ซึ่งมอบให้แก่ทีมที่มีผลงานที่ได้คะแนนสูงสุดของทั้ง 6 โจทย์ การแข่งขัน โดยอีก 5 ทีมประกอบด้วย ทีมวัคซีน (Vaccine) ได้คะแนนสูงสุดในหัวข้อ Agricultural GIS Visualization ทีม ฟอเรสท์ ชริมพ์ (Forrest Shrimp) ได้คะแนนสูงสุด ในหัวข้อ Smart Shrimp Farming ทีม เลสท์ โก (Let’s Go) ได้คะแนนสูงสุด หัวข้อ On-shelf Product Availability with Image Processing และทีม ดี-ดาต้า (D-Data) ได้คะแนนสูงสุด หัวข้อ Document Type Classification and Data Extraction for Automated Data Entry และ ทีม ที เอ็ม ดี (TMD) ได้คะแนนสูงสุดหัวข้อ Food Supply Chain Model

นายสรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่ซีพีเอฟซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจเป็นครัวของโลก จะนำเกษตรเทคโนโลยี ยกระดับเกษตรสู่ 4.0 ด้วยซอฟแวร์ สร้างประโยชน์และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร ช่วยพัฒนาประเทศไทย สอดรับตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ที่ซีพีเอฟยึดปฏิบัติมาโดยตลอด คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน และบริษัท

ทั้งนี้ สถาบัน 42 Bangkok เป็น Programming School ระดับโลก ภายใต้ชื่อ 42 ปัจจุบันมีทั้งหมด 33 แห่ง ใน 22 ประเทศ สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย เป็นสถาบันโปรแกรมเมอร์แห่งแรกของไทย อยู่ในความรับผิดชอบของสจล. ดำเนินงานภายใต้แนวคิดคือ ไม่มีอาจารย์ เน้นการเรียนรู้แบบ peer to peer จากโจทย์ธุรกิจจริง ไม่มีปริญญา ไม่มีค่าเทอม โดยในอนาคต ซีพีเอฟ และ สจล.วางแผนขยายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมท้ังประสานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพสู่สังคม