Home Blog Page 398

สิงห์อาสา เกาะติดลงพื้นที่ช่วยเหลือด่วน ส่งน้ำดื่มและอาหาร สนับสนุนจนท.อาสาสมัครดับไฟโรงงานผลิตเม็ดโฟมระเบิดที่บางพลี

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จากเหตุการณ์การระเบิดและไฟไหม้อย่างรุนแรงที่โรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก ในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นการระเบิดของถังบรรจุเคมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ไฟลุกท่วมอย่างแรง และแรงระเบิดทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย และยังคงมีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัยหลายภาคส่วนที่กำลังปฏิบัหน้าที่อย่างหนัก

ล่าสุด สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยในเบื้องต้น ทีมสิงห์อาสาเร่งนำน้ำดื่มสิงห์ จำนวน 100 แพ็ค และอาหารพร้อมรับประทาน (ข้าวรีทอร์ท) ให้แก่ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานอยู่แนวหน้าดับไฟ ซึ่งเป็นอาหารปรุงสุกที่เหมาะกับการพกไปรับประทานขณะปฏิบัติหน้าที่ดับไฟ จำนวน 70 ชุด ได้แก่ เมนูข้าวผัดกะเพราไก่ ข้าวไข่พะโล้ ข้าวแกงเขียวหวานไก่ ข้าวคั่วกลิ้ง โดยนำไปมอบให้กับศูนย์อำนวยการรับเรื่องขอความช่วยเหลือกรณีเกิดอัคคีภัย ที่เขตบางพลีใหญ่

ทั้งนี้ สิงห์อาสาจะเกาะติดสถานการณ์และพร้อมสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะเพิ่มเติมความช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

เอไอเอส ไม่ตัดสัญญาณมือถือ/ขยายเวลาใช้งาน ช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่รอบโรงงานเม็ดโฟมซ.กิ่งแก้ว

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า จากเหตุการณ์ระเบิดและไฟไหม้บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมานั้น เอไอเอส ขอส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง โดยเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ลูกค้าเอไอเอส ที่จำเป็นต้องสื่อสารอย่างเร่งด่วนในสถานการณ์นี้  จึงระงับการตัดสัญญาณลูกค้ารายเดือน รวมถึงลูกค้าเน็ตบ้าน AIS Fibre พร้อมการขยายระยะเวลาการใช้งานของลูกค้าเติมเงินในช่วงนี้ออกไปจนถึงวันจันทร์ที่  12 กรกฎาคม 2564 สำหรับลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรจากที่ตั้งของโรงงาน ประกอบด้วย ราชาเทวะ, ดอกไม้, บางแก้ว, บางพลีใหญ่, หนองบอน, ประเวศ, ลาดกระบัง, หนองปรือ, บางโฉลง, ศีรษะจรเข้น้อย, คลองสามประเวศ และคลองสองต้นนุ่น โดยลูกค้าจะได้รับ SMS แจ้งโดยตรงต่อไป 

นางสายชล กล่าวในตอนท้ายว่า “เราขอร่วมส่งกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับมือกับภาวะวิกฤตนี้อย่างเต็มที่ โดยเอไอเอสจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ความเดือดร้อนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ลูกค้าและประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมส่งมอบความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป”

พรีบิลท์ ลุยซื้อวัคซีนโควิดฉีดให้คนงาน วอนรัฐทบทวนนโยบายปิดแคมป์ก่อสร้าง

0

นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด(มหาชน)  หรือ PRE-BUILT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิดระบาดระลอก 3 ที่มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้ตระหนักถึงความปลอดภัย และให้ความสำคัญสูงสุดในการดูแลและป้องกันพนักงานและคนงานก่อสร้างทุกแคมป์งานก่อสร้างของบริษัทที่มีจำนวนรวมกันกว่า 1,400 คน และคนงานของผู้รับเหมาก่อสร้างอีก 1,500 คน ล่าสุด PRE-BUILT ได้จัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ฯ จำนวน 1,600 โดส และได้รับการจัดสรรวัคซีนจากกรมควบคุมโรคอีกส่วนหนึ่ง เพื่อฉีดให้กับพนักงานและคนงานในแคมป์งานก่อสร้างทั้งคนไทยและคนงานต่างด้าวทั้งหมด รวมทั้งออกมาตรการในการควบคุมการปฎิบัติ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ตามคำแนะนำของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทีมงานทุกคนทำงานด้วยความปลอดภัยและสบายใจ 

วิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด(มหาชน) 

ขณะเดียวกัน ลูกค้าต่างมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่อเข้ามาเยี่ยมชมโครงการ ซึ่งยังคงมีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมโครงการอย่างต่อเนื่อง ทั้ง โครงการพรรณนา บ้านเดี่ยวไฮเอนด์ ย่านพุทธมณฑล สาย 3 และโครงการพิมนารา (PIMNARA) บ้านภายใต้แนวคิด ‘Less For More Living’ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ 2 ของบริษัท ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวราคา 5.99 – 7 ล้านบาท บนทำเลถนนศรีนครินทร์ โดยหลังจากที่เริ่มออกสื่อ ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม คำสั่งประกาศให้ปิดแคมป์โครงการก่อสร้างทุกแห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีอยู่กว่า 400 แห่ง และมีคนงานรวมกันมากกว่า 200,000 คนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในวงกว้าง ทั้งคนงานที่ขาดรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวกระทบต่อกำลังซื้อ และกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งเศรษฐกิจในชุมชนรอบแคมป์คนงานทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล และเศรษฐกิจในภาพใหญ่ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อแผนงานการก่อสร้างของโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างและระยะเวลาที่ต้องล่าช้าออกไปด้วย  ที่สำคัญการหยุดชะงักงานก่อสร้าง ยังอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการทำงานด้วย  เพราะงานก่อสร้างเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องจะหยุดหรือทิ้งไว้นานไม่ได้  เช่น นั่งร้าน หรือระบบเสาค้ำยันที่สร้างไว้ชั่วคราว การทิ้งไว้นานๆ จะเกิดความเสียหาย และมีผลต่อความปลอดภัย

ตนจึงขอเรียกร้องและวิงวอนให้รัฐบาลเร่งกระจายการฉีดวัคซีนให้กับคนงานก่อสร้างอย่างเร่งด่วนที่สุดในระหว่างที่ปิดแคมป์โครงการก่อสร้างนี้ และหากไซส์งานก่อสร้างหรือแคมป์คนงานใด มีการจัดฉีดวัคซีนให้กับคนงานเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดแล้ว และมีมาตรการในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแล้ว ก็ควรจะพิจารณาอนุญาตให้คนงานที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว กลับเข้ามาทำงานก่อสร้างต่อได้  หรือหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในแคมป์คนงานก่อสร้างได้แล้ว ก็ขอให้ ศบค.พิจารณาทบทวนคำสั่ง โดยอนุญาติให้กลับมาเปิดแคมป์คนงานก่อสร้างได้เร็วขึ้น หรือเร็วกว่าคำสั่งปิดที่กำหนด 30 วัน  เช่น ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากไปกว่านี้ และ เพื่อให้คนงานกลับมาทำงานหาเลี้ยงชีพได้เร็วขึ้น ขณะที่โครงการก่อสร้างทั้งของภาครัฐและเอกชนก็จะเสียหายน้อยลง

“ด้วยมาตรการเชิงรุกของบริษัท ทั้งการลงทุนจัดหาจัดซื้อวัคซีนฉีดให้กับผู้ปฎิบัติงานทุกคนที่ปัจจุบันฉีดไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว และกำหนดมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดและเข้มข้น ทั้งในออฟฟิศและแคมป์คนงานก่อสร้าง จนสามารถมั่นใจได้ว่า ควบคุมความปลอดภัยให้กับพนักงานในแคมป์คนงานของบริษัทได้  จึงอยากวิงวอนขอให้ภาครัฐทบทวนคำสั่งและอนุญาตเปิดแคมป์คนงานให้กลับมาทำงานต่อได้  โดยอาจพิจารณาแคมป์คนงานแต่ละแห่งที่มีความพร้อมก่อน เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบและความเสียหาย”

นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการพิมนารา (PIMNARA) บ้านภายใต้แนวคิด ‘Less For More Living’ บ้านโครงการที่2ของบริษัทซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวราคา 5.99 – 7 ล้านบาท บนทำเลถนนศรีนครินทร์ โดยหลังจากที่เริ่มออกสื่อ  ผลปรากฏว่าโครงการพิมนาราได้รับความสนใจอย่างมากจากลูกค้า ทั้งความชื่นชอบใน แบบบ้าน และรูปแบบโครงการที่เป็น JAPANDI STYLE  ไม่ว่าจะเป็น Bath Tub ในห้องน้ำ Master, เฉลียงยกพื้นข้างบ้าน, รวมถึง LDK Function มีลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับโครงการ และลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชมโครงการจำนวนมาก โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดให้ลูกค้าเข้ามาชมโครงการ และเปิดขาย  ได้ภายในเร็วๆ นี้ 

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน

0

ในช่วงนี้ที่โควิด-19 ยังคงระบาดและมีผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน มีข้อมูลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือ ผู้ป่วยโควิดที่เสียชีวิตหลายคนถูกระบุว่ามีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อน

จากความกังวลใจเรื่องนี้ โรงพยาบาลนวเวช จึงได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยเรื่อง เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน โดยเชิญ นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช มาให้คำแนะนำว่าผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด โดยมีผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีความเสี่ยง ผู้ดูแลคนไข้เบาหวาน และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นแบบ Social Distancing ซึ่งข้อมูลที่คุณหมอแนะนำและการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในสัมมนาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจ ใครไม่ได้ไปร่วมงาน ลองอ่านและนำไปปฏิบัติตามก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช

ผู้ป่วยเบาหวานติดโควิด เสี่ยงรุนแรง เสี่ยงเสียชีวิต

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่าแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน แต่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงกว่า ต้องดูแลรักษามากกว่า อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เชื้ออาจลงปอดได้มากกว่า อาจต้องเข้าไอซียูมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน 3-4 เท่า

เหตุผลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดมีอาการรุนแรงก็เพราะคนที่เป็นเบาหวานมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนปกติ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคอ่อนแอลง และเมื่อติดเชื้ออักเสบลุกลาม ร่างกายก็เกิดความเครียดที่จะต้องต่อสู้กับเชื้อโรค โดยหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้ก็เป็นตัวสำคัญในการสร้างน้ำตาลให้สูงขึ้นอีก

นพ.ธวัชชัย อธิบายเพิ่มว่า ในเยื่อบุร่างกายของคนเรามีตัวรับเชื้อโรคที่เรียกว่า AEC2 Receptor อยู่แทบทุกเซลล์ ทั้งหัวใจ หลอดเลือด ตับ ไต ปอด เมื่อเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายจะไปจับกับ AEC2 Receptor แล้วแบ่งตัว กระจาย ลุกลาม คนที่เป็นเบาหวานเมื่อติดเชื้อโควิด ถ้ามีภาวะน้ำตาลสูง เชื้อโควิดก็จะแบ่งตัวได้เร็วขึ้น และมีโอกาสกระจายเข้าสู่ปอดได้เร็วขึ้นด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงมาก

นอกจากเรื่องภูมิต้านทานต่ำแล้ว อายุก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ธวัชชัย ให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในเมืองไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีประมาณ 9% หรือประมาณ 5 ล้านคน แต่ช่วงอายุที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ 60-70 ปี คิดเป็นเกือบ 20% คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การที่มาตรวจพบว่าเป็นเบาหวานตอนอายุ 60 ปีนั้น ความจริงอาจเป็นมาตั้งแต่อายุ 30 ปีก็ได้ ซึ่งการเป็นเบาหวานมานานจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบ หัวใจ อัมพาต ตา ไต เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานซึ่งมีพื้นฐานร่างกายไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งมีโอกาสถูกซ้ำเติมจากโควิดได้ง่ายขึ้น

คุมน้ำตาลให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงจากโควิด

แม้จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าคุมน้ำตาลได้ดี ต่อให้ติดโควิดก็ยังเบาใจได้ เพราะโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจะน้อยลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะดีกว่าคนที่ไม่คุมน้ำตาลไม่ดี

นพ.ธวัชชัย กล่าวถึงตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเราคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหน มีอยู่ 3 ตัว คือ

1. FBS (Fasting Blood Sugar) หรือน้ำตาลก่อนอาหาร ค่าที่ได้ไม่ควรเกิน 130 mg/dL. แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดคือไม่ควรเกิน 110 mg/dL.

2. HbA1C หรือน้ำตาลเฉลี่ย ค่าปกติอยู่ที่ 4-6% ค่านี้สะท้อนถึงการแกว่งของน้ำตาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป้าหมายการรักษาต้องการให้ A1C ไม่เกิน 7% คำนวนเป็นค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 154 mg/dL ถ้ารักษาอย่างเข้มงวดไม่เกิน 6.5% คำนวนค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 140 mg/dL.

3. น้ำตาลหลังอาหาร โดยวัดหลังจากรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 180 mg/dL.ถ้าต้องการตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดต้องคุมไม่ให้เกิน 140 mg/dL.

“น้ำตาลเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ต่างๆ ระดับเซลล์ ผู้ป่วยเบาหวานถ้าไม่อยากเสียชีวิตจากโควิด ต้องคุมน้ำตาลให้ดี กินอย่างไรก็ได้ที่ไม่ทำให้น้ำตาลสูง ให้แกว่งตัวแคบๆ ในช่วง 70-180 mg/dL. เพื่อให้ค่าเฉลี่ยออกมาน้อยกว่า 7% เราไม่ต้องการให้น้ำตาลแกว่งมาก เช่น 50-300 mg/dL. แม้ว่าค่าเฉลี่ย A1C จะออกมา 7% ก็ไม่ดี เพราะน้ำตาลต่ำอันตราย น้ำตาลสูงก็อันตราย คนที่เป็นเบาหวานจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการควบคุมน้ำตาลอยู่ 3 วิธี คือ อาหาร ออกกำลังกาย และยา ต้องทำให้ 3 สิ่งนี้สมดุล เพื่อให้น้ำตาลแกว่งอยู่ในช่วง 70-180 mg/dL.” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ได้ทราบวิธีที่จะช่วยลดอาการรุนแรงของผู้ป่วยเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดไปแล้ว แต่การป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อคือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่ง นพ.ธวัชชัย ได้ทิ้งท้ายว่าถ้าไม่ติดโควิดก็ไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต คำแนะนำในการป้องกันโควิดก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป คือ สวมแมสก์ ล้างมือ เว้นระยะห่าง และฉีดวัคซีนป้องกันให้เร็วที่สุด

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02 483 9999 หรือ www.navavej.com

รู้เก็บรู้ออม : 5 เทคนิคบริหารเงินให้งอกเงย

0

วิกฤติโควิด-19 อาจยังอยู่กับเราอีกนาน…ระหว่างที่ต้องกักตัวนี้ ก็ขอให้พวกเรากักเก็บดูแลเงินในกระเป๋ากันให้ดี และหาทางทำให้งอกเงย วันนี้ “คุณนายพารวย” ที่อยู่ระหว่างการกักใจ แต่ไม่กักเก็บความรู้ ได้เข้าไปเสาะแสวงหาข้อมูล ช่องทางบริหารเงินให้งอกเงยในเว็บไซต์ www.setinvestnow.com ของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบเทคนิคบริหารเงินที่รวบรวม โดย “ณัฐ เลิศมงคล” CFP® นักวางแผนการเงิน จากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

เขาบอกว่า เมื่อพูดถึงการบริหารเงิน ผู้คนมักคิดว่าเป็นเรื่องของคนรวย เป็นเรื่องของพนักงานบริษัท หรือผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การบริหารเงินเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารเงินเช่นกัน พร้อมแนะ 5 เทคนิคบริหารเงินให้งอกเงย ว่าจะช่วยลดหนี้ เพิ่มเงินออม และมีเงินเหลือไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงให้กับชีวิตตัวเองและครอบครัวได้

เทคนิคที่ 1 การจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำ ทุกคนลงมือทำได้ทันที เพียงมีกระดาษหนึ่งแผ่น ปากกาหนึ่งด้าม จากนั้นให้พกกระดาษแผ่นนี้นำติดตัวไปทุกที่ เมื่อมีการใช้จ่ายก็หยิบขึ้นมาจดบันทึก หรือถ้าต้องการความสะดวกกว่านี้ ก็ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันการบันทึกรายรับรายจ่ายลงมือถือ เช่น แอปฯ Happy Money ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ช่วยบันทึกค่าใช้จ่าย บริหารจัดการเงิน สร้างเงินออมให้ทุกเป้าหมายของชีวิต ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน จะสามารถติดตามการใช้เงินได้ตลอด และหากพบว่ามีการใช้เงินไปกับเรื่องใดมากเป็นพิเศษ ก็จะรู้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายได้ทันที

เทคนิคที่ 2 จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทบทวนรายรับรายจ่ายเป็นประจำ เช่น เดือนละหนึ่งครั้ง หากพบว่ารายจ่ายใดมากเกินความจำเป็น ก็ลองตั้งเป้าหมายเพื่อคุมค่าใช้จ่าย โดยแบ่งเงินเป็นหมวดหมู่ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค ค่าสังสรรค์ เพื่อให้คุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และรู้ตัวว่ากำลังจับจ่ายไปกับเรื่องใดมากเกินควร

เทคนิคที่ 3 หาช่องทางเพิ่มหรือชดเชยรายได้ เพราะรายรับส่วนใหญ่มักมีเพียง 1 รายการ คือ เงินเดือน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ถูกลดเงินเดือน ตกงาน หรือเจ็บป่วย ทางออก คือ มองหาช่องทางหารายได้เสริม ที่สำคัญควรป้องกันการสูญเสียรายได้จากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วย ผ่านการทำประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุด้วย

เทคนิคที่ 4 ให้เงินทำงานผ่านการลงทุน อีกหนึ่งช่องทางเพิ่มรายได้ คือ นำเงินออมไปลงทุน ซึ่งมีหลากหลาย เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ โดยก่อนลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และเลือกลงทุนกับสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับสไตล์ เป้าหมายและความเสี่ยงของตัวเอง

เทคนิคที่ 5 จัดระเบียบหนี้สินให้เป็นระบบ ผู้ที่มีหนี้สินและกำลังผ่อนจ่าย ยิ่งต้องจดบันทึกรายรับรายจ่าย จากนั้นก็จัดการลดรายจ่ายแล้วนำเงินไปจ่ายหนี้เพิ่มเพื่อให้หนี้หมดเร็วขึ้น หรือนำไปออมเพื่อใช้เป็นเงินสำรองกรณีฉุกเฉิน เมื่อเวลาผ่านไป หนี้ลดและหมดไป ก็จะได้โฟกัสมาที่การออมและการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงนั่นเอง

ยืนยันว่า 5 เทคนิคง่ายๆนี้ไม่ว่าจะมีรายได้อยู่ในระดับใด หากทำตามทุกขั้นตอนรับรองมีเงินไว้ใช้อย่างเพียงพอไปตลอดชีวิต!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้..ลงทุนสู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สั่งทุกโครงการชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือน้ำหลาก ควบคู่เก็บกักน้ำไว้ใช้ให้ได้มากที่สุด

0
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เริ่มมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในทางภาคเหนือและภาคตะวันออกฉียงเหนือ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นไปด้วย ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม 2564 มีร่องมรสุมพาดผ่านทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและฝนตกหนักบางแห่ง จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้พร้อมเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ และเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำ โดยให้บุคลากรประจำอยู่ในพื้นที่ พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ที่สามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม หากมีฝนตกลงมาบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ ย่อมจะส่งผลดีให้มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆที่เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้มีปริมาณน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคการรักษาระบบนิเวศ และการผลักดันความเค็มเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่การเกษตรได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯให้ได้มากที่สุด โดยการปรับการระบายน้ำอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับฝนที่ตกลงมา เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทาน ตรวจสอบอาคารชลประทานทุกแห่ง ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ รวมทั้งการกำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่ง หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

ซีพีเอฟ ผนึก กระทรวงพาณิชย์ ลดค่าครองชีพสินค้า 50% พร้อมส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ สู้ภัยโควิด

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จับมือ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot12 (Online)” ผ่านซีพีเฟรชมาร์ท นำสินค้าคุณภาพปลอดภัย ร่วมลดค่าครองชีพสูงสุด 50% พร้อมบริการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ รับวิถี New Normal  

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot12 (Online)” เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ ตลอดเดือนกรกฎาคม เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยการลดราคาสินค้าในครั้งนี้ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างท้องถิ่น รวมถึงผู้ผลิตสินค้าจำนวนมาก นำสินค้ามาลดราคา ระหว่างวันที่ 1-31 ก.ค. 2564 นี้ จะเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น โดยมี นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ให้การต้อนรับที่บูธ CPF ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ นำสินค้ามาจำหน่ายซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพมาตรฐานส่งออก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อลดภาระค่าครองชีพ แบ่งเบาภาระคนไทยช่วงวิกฤตโควิด-19 ให้เข้าถึงอาหารคุณภาพดี สด สะอาด อร่อย และปลอดภัยในราคาประหยัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์จาก ซีพีเอฟ ให้เลือกสรรหลายรายการ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ! ลดสูงสุด 50% ในร้าน CP FreshMart ทุกสาขาทั่วประเทศ เพียงสั่งผ่านระบบออนไลน์  

สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่ อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทาน อาทิ ซีฟู้ดลูกชิ้นปลา, เต้าหู้ปลา (คละได้) 2 ชิ้น เพียง 129 บาท จากปกติ 170 บาท, เนื้อปลาแซลมอน, เนื้อปลาแซลมอนแล่ลอกหนัง (คละได้) 2 ชิ้น เพียง 199 บาท จากปกติ 250 บาท, ปลาแพนกาเชียสดอร์รี่แล่ไม่ติดหนัง 2 แถม 1 เพียง 138 บาท จากปกติ 207 บาท, โคบีฟเนื้อออสเตรเลียสันคอสไลซ์ 1 แถม 1 เพียง 159 บาท จากปกติ 318 บาท, ซีพี หมูดำคูโรบูตะไหล่หมูสเต็ก, สะโพกหมูสเต็กหมักพริกไทยดำ 2 ชิ้น เพียง 149 บาท จากปกติ 158 บาท, ซีพี หมูดำคูโรบูตะสันนอก หมูดำสไลซ์, พอร์คช็อพหมูดำหมักพริกไทยดำ 1 แถม 1 เพียง 379 บาท จากปกติ 758 บาท, ซีพี หมูดำคูโรบูตะพอร์คช็อพสเต๊ก, แฮมสเด็ก, คูโรบูตะหมักซอสฮอตแอนด์สไปซี่, พอร์คช็อพ 2 ชิ้น เพียง 179 บาท จากปกติ 198 บาท, เกี๊ยวกุ้งสับ 1 แถม 1 เพียง 59 บาท จากปกติ 118 บาท และเห็ดชิเมจิขาว, เห็ดชิเมจิดำ 2 ชิ้น เพียง 29 บาท จากปกติ  34 บาท เป็นต้น 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้ออาหารทางระบบออนไลน์ ได้ถึง 3 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน CP FreshMart , www.cpfreshmartshop.com และ LINE Official CP Freshmart หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนฮอตไลน์ โทร.1788 โดยร้านจะจัดส่งอาหารให้ฟรีแบบไม่ขั้นต่ำในรัศมี 3 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ก.ค. 2564 

AIS Fibre ยกระดับเน็ตบ้านอีกขั้น กับบทบาทผู้นำตลาดด้วย ‘มาตรฐานการบริการใหม่ ทันใจ 24 ชั่วโมง’

0

 นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS เปิดเผยว่า AIS Fibre เดินหน้าพัฒนาคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของคุณภาพโครงข่ายสัญญาณ การขยายพื้นที่การให้บริการ ตลอดจนการบริการหลังการขาย ที่พร้อมแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ด้วยบุคลากรและทีมช่างที่มีขีดความสามารถ พร้อมให้บริการอยู่ตลอดเวลา ทั้งการติดตั้ง และงานบริการ ด้วยมาตรฐานภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าให้สามารถเชื่อมต่อการใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย ในยุคที่มีข้อจำกัดในการออกจากบ้านท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดในปัจจุบัน

กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS

โดยมุ่งเน้นที่พันธกิจในการสร้าง “มาตรฐานบริการใหม่ทันใจ 24 ชั่วโมง” ที่พร้อมดูแลลูกค้าเน็ตบ้านครบทั้ง 3 มิติ ประกอบด้วย

1.      มาตรฐาน แก้ปัญหาจบภายใน 24 ชม.

ด้วยความสามารถในการดูแลบริการหลังการขาย ด้วยทีมช่างที่พร้อมดูแลแก้ไขปัญหาการใช้งานภายใน 24 ชั่วโมง กรณีลูกค้าพบปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือ การรับความบันเทิงผ่านกล่อง AIS  PLAYBOX 

2.      มาตรฐาน การติดตั้งเร็ว

ลูกค้าที่สมัครบริการเอไอเอส ไฟเบอร์ สามารถเลือกรับบริการติดตั้งเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดย AIS Fibre พร้อมเข้าติดตั้งเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างเร็วที่สุด โดยนับระยะเวลาตั้งแต่เวลาสมัครตามเวลาที่ลูกค้าเลือก และเอกสารการสมัครครบถ้วน

3.      มาตรฐาน ช่างนัดตรงต่อเวลา

สร้างมาตรฐานการนัดหมายของช่าง ที่รักษาเวลา ไปตรงเวลานัด ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง การให้บริการ หรือการเข้าไปดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้งานในทุกกรณี

ทั้งนี้ อาจมีปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเหตุสุดวิสัย อาทิ

·      กรณีเกิดภัยพิบัติ อุทกภัย หรือภัยธรรมชาติ

·      กรณีปัญหาจากการปรับปรุงระบบทางเดินไฟฟ้า หรือการไฟฟ้าปรับปรุงแนวสายไฟ

·      กรณีข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าปฏิบัติการ ภายในหมู่บ้านหรือคอนโด

·      กรณีความเสี่ยงโควิด-19

“เพราะวันนี้เน็ตบ้าน คือ หัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของคนในยุค NOW Normal การยกระดับมาตรฐานบริการทันใจ 24 ชั่วโมง นี่จึงเป็นภารกิจที่ชาว AIS Fibre ทุกคนถือเป็นเป้าหมายและพันธสัญญาเดียวกันว่า เราจะทำทุกวิถีทางที่จะส่งมอบประสบการณ์ และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าของเราได้เชื่อมต่ออย่างราบรื่นที่สุด เพื่อนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกสถานการณ์”  นายกิตติ กล่าว

CPF หนุนฟาร์ม-โรงงานเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร่วมโครงการ LESS ปีที่ 7 หนุนลดก๊าซเรือนกระจก

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเดินหน้าขับเคลื่อนแผนบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการทั่วประเทศ และเข้าร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นปีที่ 7 รวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จากการปลูกต้นไม้และปลูกป่ากว่า 5 หมื่นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ที่ผ่านมา ในปี 2558-2563 มีหน่วยงานของซีพีเอฟที่ได้รับการรับรองโครงการ LESS ด้านป่าไม้และพื้นที่สีเขียวทุกปี รวมระยะเวลา 6 ปี มีปริมาณที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 52,782.764 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบกับการปลูกต้นไม้กว่า 120,000 ต้น (ขึ้นอยู่กับชนิดและความโตของต้นไม้ : ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน))

ซีพีเอฟยังได้จัดอบรมหลักสูตร “การวัดผลการให้บริการระบบนิเวศ และการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกต้นไม้ของ CPF” ให้กับพนักงานของฟาร์มและโรงงาน เป็นหลักสูตรที่ซีพีเอฟพัฒนาร่วมกับอบก. เพื่อให้พนักงานมีทักษะในการวัดผลการให้บริการระบบนิเวศ การวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ และสามารถคำนวณการกักเก็บคาร์บอนจากการปลูกต้นไม้ โดยมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากอบก. และซีพีเอฟ ร่วมถ่ายทอดความรู้ สามารถนำไปปฎิบัติใช้ได้จริง โดยปัจจุบัน อบรมไปแล้ว 15 รุ่น รวมจำนวนพนักงานที่เข้ารับการอบรมแล้ว 750 คน

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงได้ส่งเสริมหน่วยงานต่างๆ ของบริษัท ปลูกต้นไม้ภายในหน่วยงาน โรงงาน ฟาร์ม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” นายวุฒิชัย กล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา มีหน่วยงานของซีพีเอฟที่เข้าร่วมและได้รับรองโครงการ LESS โดยแยกเป็นรายปี ดังนี้ ปี 2558 มีจำนวนหน่วยงานที่ขอรับรองฯ ด้านป่าไม้และพื้นที่สีเขียว 54 หน่วยงาน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 18,017 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปี 2559 ขอรับรอง 44 หน่วยงาน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 9,084 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปี 2560 ขอรับรอง 51 หน่วยงาน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 7,468 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปี 2561 ขอรับรอง 73 หน่วยงาน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 9,218 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปี 2562 ขอรับรอง 25 หน่วยงาน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 3,052.066 ตันคาร์บอน ไดออกไซด์เทียบเท่า และปี 2563 ขอรับรอง 59 หน่วยงาน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 5,943.698 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมระยะเวลา 6 ปี หน่วยงานซีพีเอฟช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 52,782.764 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ทรีนีตี้ แนะจัดพอร์ตหุ้นเดือนก.ค. แบบผสมผสาน เน้นหุ้น Growth

0
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

“ทรีนีตี้” แนะจัดพอร์ตลงทุนหุ้นเดือนก.ค.แบบผสมผสานให้น้ำหนักหุ้น Growth เป็นหลัก เน้นหุ้นส่งออกและหุ้นได้ประโยชน์จากโควิด-19 ทั้งโลจิสติกส์-แพคเกจจิ้ง ผสมด้วยหุ้น Value ในกลุ่มการเงิน ที่ราคาลงมาต่ำจนมี Downside ที่จำกัด พร้อมคัด 15 หุ้นน่าลงทุน

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงต้นไตรมาส 3 ปี 2564 มองว่าดัชนีจะแกว่งตัวในลักษณะ Sideways โดยประเมินกรอบดัชนีที่ระดับ 1,550-1,650 จุด ขณะที่ปัจจัยที่จะเข้ามากระทบการลงทุนในช่วงเดือน ก.ค.ยังคงให้น้ำหนักกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเริ่มมีสัญญาณชี้ให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลก จนอาจนำไปสู่ความกังวลต่อประสิทธิผลของวัคซีนได้ ส่วนการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก คาดว่าจะยังไม่มีข่าวร้ายใดๆ ออกมาในเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้ปัจจัยสภาพคล่องในตลาดมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดีต่อไป

“ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำให้นักลงทุนใช้ระดับดัชนี 1,600 จุดเป็นแกนกลางแบ่งครึ่งในการลงทุน หากดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,600 จุดขึ้นไปให้เน้นทางขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเข้าใกล้แนวต้านที่ 1,650 จุด ในทางกลับกัน หากดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า  1,600 จุดลงมาให้เน้นทางซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเข้าใกล้แนวรับที่ 1,550 จุด”

สำหรับการจัดสรรพอร์ตลงทุนนั้น อยากแนะนำเน้นไปทางหุ้น Growth มากกว่า Value ในเดือนนี้ เพราะมีโอกาสสูงที่จะปรับตัว Outperform จากเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. เป็นหุ้นกลุ่มที่ทนทานและได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังคงรุนแรง 2. เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Bond yield ระยะยาวที่ยังคงทรงตัวต่ำ จากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อผ่อนคลายลง และประเด็น QE Tapering ที่ยังไม่น่าจะถูกส่งสัญญาณออกมาในเดือนนี้ และ 3. เป็นกลุ่มที่มัก Outperform ในช่วงที่ความชัน Yield curve อยู่ในระดับต่ำ

​นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่ม Growth จะมีอัตราการเติบโตของกำไรแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยให้เลือกหุ้นที่ทนทานต่อเหตุการณ์โควิด-19 ในประเทศ ซึ่งมีกลุ่มที่น่าสนใจดังนี้คือ กลุ่มส่งออก ที่ส่วนใหญ่จะมีผลประกอบการไตรมาส 2 อยู่ในเกณฑ์ดี ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท และได้ประโยชน์จากพฤติกรรม WFH ในต่างประเทศ โดยมีหุ้นให้เลือก คือ KCE, TFG, ASIAN, SUN, XO  กลุ่มโลจิสติกส์ แนะนำ LEO เพราะราคาปัจจุบันยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ทางทรีนีตี้ให้ไว้ เลือก WICE ในฐานะเป็นผู้เล่นที่มีสัดส่วนธุรกิจขนส่งทางอากาศและทางทะเลในที่ใกล้เคียงกัน และSONIC ในฐานะที่มี Valuation น่าสนใจที่สุด   กลุ่ม Packaging  เนื่องจากดีมานด์ที่มีต่อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากนัก อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากพฤติกรรม New normal การสั่งสินค้าออนไลน์ และDelivery ต่างๆ รวมไปถึงได้ประโยชน์จากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง เลือก SCGP, SFT, SFLEX, UTP

“นอกจากหุ้นในกลุ่ม Growth แล้ว การผสมผสานพอร์ตในเดือนนี้ด้วยหุ้นกลุ่ม Value เล็กน้อยอาจเป็นเรื่องดี เนื่องจากระหว่างทาง นักลงทุนอาจมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการเปิดเมือง/เปิดประเทศ หากสถานการณ์โควิด-19 มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น มองกลุ่มหุ้น Value ที่ไม่ได้อิงราคาโภคภัณฑ์เช่นกลุ่มสถาบันการเงินเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ จากการที่ Valuation ในปัจจุบันลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้ว” นายณัฐชาต กล่าว

สำหรับหุ้น Value ในกลุ่มการเงินที่แนะนำ คือ 1. KBANK ที่กำลังจะประกาศผลประกอบการ ซึ่งผลดำเนินงานไตรมาส 2 คาดว่าจะออกมาไม่แย่มากนักเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน  2. MTC ซึ่งคาดหวังกำไรไตรมาส 2 ขยายตัวเป็นบวกทั้งเมื่อเปรียบเทียบไตรมาสก่อนหน้า( QoQ ) และเปรียบเทียบงวดเดียวกันของปีก่อน( YoY ) รวมถึงได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับต่ำ และ 3. BAM หลังตัวหุ้นปลอดแรงขายการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน จากการถูกถอดออกจากดัชนี SET50 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว