Home Blog Page 397

เสียงสะท้อนจากชุมชนบางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร

0

ซีพีเอฟ …ฟื้นฟูป่าชายเลน สร้างความมั่นคงทางอาหาร

ผืนป่าชายเลน ในพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร บริเวณอ่าวไทย รูปตัว ก. เป็นพื้นที่ที่เคยมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ในวันนี้… ต้นแสมขาว แสมทะเล ขึ้นเป็นแนวหนาแน่นช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง กลายเป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อน เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ และแหล่งรายได้ของชุมชนที่ทำอาชีพประมงพื้นบ้าน แปรรูปอาหารจากทะเล ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนในพื้นที่

กุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์น้ำหลากหลายชนิดที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น หลังจากป่าชายเลนที่นี่กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จากความร่วมมือ 3 ประสาน คือ ชุมชนในพื้นที่ ภาครัฐ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และ ภาคเอกชน คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ระยะที่หนึ่ง (ปี 2557-2561) อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร 604 ไร่ ปลูกป่าใหม่ 104 ไร่

จากผลสำเร็จของโครงการในระยะที่หนึ่ง ซึ่งมีผลเชิงบวก ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บริษัท ฯ สานต่อความร่วมมือสู่ระยะที่สอง (ปี 2562-2566 )ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่จ.สมุทรสาคร 14,000 ไร่ และปลูกป่าใหม่ 266 ไร่

“ธนัชพร บุญเจ๊ก” ชุมชนในพื้นที่บางหญ้าแพรก ที่มีอาชีพประมงชายฝั่งและรับจ้าง เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลนในวันนี้ว่า สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ถ้าไม่มีป่า พื้นที่แถวชายฝั่งทะเลตรงนี้ จะร่นเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเราเสริมต้นไม้หรือปลูกป่าขึ้นมาทดแทน จะได้ช่วยป้องกันคลื่นที่ซัดเข้ามา และเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้น สัตว์น้ำก็จะเข้ามาอยู่ได้ ไม่มีป่าก็ไม่มีสัตว์น้ำอาศัยอยู่ ชาวบ้านก็ไม่รู้จะหากินยังไง มีป่าชายเลน มีสัตว์น้ำ ชาวบ้านที่มีรายได้น้อย จะได้หากินได้บ้าง ต้องขอขอบคุณซีพีเอฟที่มาช่วยให้ป่าชายเลนในพื้นที่ของเรากลับมาอุดมสมบูรณ์ ทำให้คนในชุมชน ได้มีที่ทำมาหากิน ตอนนี้ป่าสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้นด้วย

“สัมพันธ์ ไม้เกตุ” อายุ 65 ปี อาชีพประมง กล่าวว่า ทุกๆวัน มีความสุขกับการออกทะเลหาปลา เพราะได้เงิน มีงานทำ ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ยิ่งตอนนี้ต้นไม้ขึ้นเยอะแยะไปหมด อากาศดี สัตว์น้ำต่างๆ หอย ปลา เข้ามาในพื้นที่เยอะ ออกจับปลากระบอกมีรายได้วันละ300-500 บาท อยากให้ทุกคนช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

“มัทนา สุดสิ้น” วัย 40 ปี อาชีพงมหอย กล่าวว่า เธอและเพื่อนๆ มางมหอยทุกวัน มีทั้งหอยแครง หอยกะปุก หอยเสียบ ขายได้วันละ 300 กว่าบาท ที่นี่มีป่าชายเลนสมบูรณ์ ธรรมชาติก็ดี ตอนนี้มีป่าชายเลนคลุมแวดล้อมทะเล พูดง่ายๆ คือ ธรรมชาติกลับคืนมา จากการปลูกต้นไม้ อยากให้มาช่วยการปลูกเยอะๆ กุ้ง หอย ปู ปลา จะได้กลับเข้ามาในพื้นที่ ชาวประมงจะได้มีแหล่งทำมาหากินและมีรายได้

“ลุงเสียง แซ่เล้า” วัย 82 ปี พื้นเพเป็นคนบางหญ้าแพรก ซึ่งทุกวันนี้ยังใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยการออกจับปลาและงมหอย เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงตัวเอง วันนี้ ลุงเสียงจับปลากระบอกได้ถุงใหญ่และแมงดาทะเลที่เตรียมเอาไปขาย ลุงเสียง เล่าว่า ก่อนที่จะมีโครงการปลูกป่า ป่าที่นี่รกรุงรัง ไม่ดีเลย ตอนนี้มีป่า สดชื่นดี ต้นไม้งอกงาม ได้ประโยชน์ ปลาก็เยอะ ถ้าไม่ซ่อมแซม ก็คงไม่ได้เป็นอย่างนี้ ขอให้มาช่วยปลูกต้นไม้กันเยอะๆ

นอกจากเป้าหมายอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าชายเลน ซีพีเอฟต่อยอดโครงการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร และสนับสนุนการตั้งกองทุนหมุนเวียนโดยมีคณะกรรมการของชุมชนบริหาร เพื่อให้สมาชิกชุมชนมีอาชีพและรายได้ และปันเงินสำหรับการดูแลพื้นที่ป่าชายเลน

ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน 3 เสาหลัก “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดิน น้ำ ป่าคงอยู่” ซึ่งโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอบโจทย์ได้ทั้ง 3 ด้าน คือ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมชุมชนพึ่งพาตนเอง และ ร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ที่สำคัญ สร้างความตระหนักให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมดูแลผืนป่าและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

คลินิกแก้หนี้ ขยายเวลาม.ช่วยเหลือลูกหนี้ ถึงสิ้นปี 64

0

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ ประเมินผลมาตรการช่วยเหลือในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2563 – มิถุนายน 2564) ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ลูกหนี้ของคลินิกแก้หนี้ 99% ยังสามารถชำระค่างวดได้ ส่วนที่พักชำระหนี้โดยสิ้นเชิงมีเพียง 1% นอกจากนี้ เพื่อรองรับผลกระทบจากโควิดระลอกที่ 3 จึงได้ขยายมาตรการช่วยเหลือออกไปจนถึงเดือนธันวาคม 2564 รวมทั้งผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ได้เพิ่มมากขึ้น
.
ผลของมาตรการยา 2 สูตร เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ของโครงการคลินิกแก้หนี้ในช่วงเดือนตุลาคม 2563 ถึงมิถุนายน 2564 สรุปได้ดังนี้

สูตรจ่ายเท่าที่ไหว” ในภาพรวมลูกหนี้ 99% ยังคงชำระค่างวดได้ การผ่อนปรนและจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามความสามารถ ยิ่งชำระมาก จะได้ส่วนลดการได้รับส่วนลดแสดงให้เห็นว่า ดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ ทำให้ลูกหนี้ยังคงพยายามชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง

สูตรจ่ายไม่ไหว” มีลูกหนี้ที่ไม่ชำระค่างวดเลยมีเพียง 192 รายเท่านั้น (คิดเป็นร้อยละ 1)

จุดเด่นของมาตรการยาสองสูตรที่ดำเนินการมาแล้ว ก็คือเป็นมาตรการที่ยึดความต้องการของลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (debtor’s choice) ทำให้สามารถช่วยเหลือและตอบโจทย์ลูกหนี้ได้ตรงกับความต้องการควบคู่กับการใช้แรงจูงใจและกลไกตลาดในการแยกคนสองกลุ่มออกจากกัน ทำให้คลินิกแก้หนี้ลดภาระงานที่จะต้องประเมินลูกหนี้เป็นรายบุคคลไปมาก หากสถาบันการเงินนำกรอบความช่วยเหลือยาสองสูตรไปใช้ จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิดระลอกที่ 3 ที่ยังน่าเป็นห่วง และส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้า คณะกรรมการฯ จึงเห็นชอบให้ขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อไปอีกจนถึง เดือน ธันวาคม 2564 โดยลูกหนี้สามารถชำระหนี้ตามความสามารถหรือจ่ายเท่าที่ไหว ซึ่งจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1-2 % ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ชำระเข้ามาในช่วงเวลามาตรการ แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
(1) รายที่จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 2%
(2) รายที่จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 40 แต่ไม่ถึงร้อยละ 80 จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1%
โดยส่วนลดดอกเบี้ยที่คำนวณได้จะถูกนำไปตัดเงินต้นในเดือนมกราคม 2565 ซึ่งจะทำให้หมดหนี้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ให้มีผลอัตโนมัติกับลูกหนี้ทุกรายและลูกหนี้ใหม่ในโครงการโดยไม่ต้องลงทะเบียนโดยที่ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ต่อเนื่อง สำหรับลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ในช่วงนี้ สามารถขอผ่อนผันการชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขของโครงการ โดยให้ติดต่อโครงการเพื่อสอบถามรายละเอียด ซึ่งผลการพิจารณาผ่อนผันขึ้นกับดุลพินิจของโครงการ

และเห็นชอบให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การสมัครเข้าโครงการ 2 ข้อ คือ 1. เกณฑ์ด้านอายุ จากเดิมไม่เกิน 65 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี (เมื่อรวมระยะเวลาการปรับโครงสร้างหนี้) และ 2. ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิมร้อยละ 4-7 เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 5 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยในโครงการ เพื่อช่วยขยายความช่วยเหลือให้ลูกหนี้และช่วยให้การดำเนินการเร็วขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

ผลการดำเนินงานของโครงการคลินิกแก้หนี้สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2564 มีลูกหนี้เข้าโครงการ รวม 60,578 บัญชี ภาระหนี้เงินต้น 4,670 ล้านบาท โดยเฉลี่ยลูกหนี้ 1 ราย มีเจ้าหนี้ 3 ราย เฉลี่ยเงินต้น 244,444 บาท

รู้เก็บรู้ออม : SET Chatbot ผู้ช่วยนักลงทุน

0

วันนี้ “คุณนายพารวย” พามาทำความรู้จักกับ “SET Chatbot” ผู้ช่วยนักลงทุน ที่ออกมาใหม่ล่าสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ทั้งผู้ลงทุนปัจจุบันและผู้ลงทุนหน้าใหม่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ซึ่ง “คุณนายพารวย” ได้ลองใช้ดูแล้วถึงกับร้องว๊าวววววววเพราะมีฟังก์ชันที่ดีเด็ดดวง และน่าสนใจมากมาย

เพราะสามารถเช็กดูดัชนีตลาด ราคาหุ้น อนุพันธ์ กองทุนรวม และผลิตภัณฑ์ลงทุนอื่นๆ ได้แบบเรียลไทม์ หรือหากต้องการศึกษาหาข้อมูลความรู้ การวางแผนการเงินและการลงทุนสำหรับมือใหม่เริ่มลงทุน ซึ่งมีหลากหลายหัวข้อ ที่ควรรู้และต้องรู้!!

ไม่ว่าจะเป็นวางแผนสร้างเงินล้านแรก เทคนิคเพิ่มพลังเงินออมให้งอกเงยไปสู่เป้าหมาย, วางแผนการเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน, วางแผนเกษียณยังไง ให้มีเงินใช้ไปทั้งชาติ, เทคนิควางแผนภาษีให้มีเงินเหลือเก็บ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ที่สามารถเชื่อมต่อไปโหลดบริการและเครื่องมือแอปพลิเคชันสำหรับวางแผนการเงินและการลงทุน ทั้งโปรแกรมเช็กสุขภาพทางการเงินของเรา ที่มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ จากรายได้–รายจ่าย–หนี้สิน–เงินออมและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเงินของเรา ว่าจะฟิตหรือฟุบ!! พร้อมข้อแนะนำว่าควรปรับเปลี่ยนยังไงบ้างเพื่อให้สุขภาพทางการเงินกลับมาฟิตปั๋งได้

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนมือใหม่ยังสามารถทดลองเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ก่อนลงสนามจริงได้ด้วย โดยเข้าแอปฯ Streaming Click2Win ผ่าน “SET Chatbot” นี้

ทดลองเทรดเก่งแล้ว ก็สามารถเข้าทางลัดไปเปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ กับโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างง่าย สะดวก รวดเร็ว

หรือหากต้องการศึกษาหาข้อมูลน่ารู้ เกี่ยวกับหุ้น IPO ก็สามารถกดเชื่อมเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อรู้ก่อนลงทุน IPO, ประกาศการจองหุ้น IPO หรือวิธีรับหุ้น IPO เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร งานอีเวนต์และกิจกรรมที่น่าสนใจจากตลาดหลักทรัพย์ฯได้อีกด้วย รวมทั้งยังคลายข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและการใช้งานบริการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ที่หัวข้อ “รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นรวมถึงการใช้งานบริการต่างๆของตลาดหลักทรัพย์ฯ”

สามารถเข้าใช้งานโปรแกรม “SET Chatbot” นี้ได้แล้ว ทั้งทาง Facebook Messenger เว็บไซต์ในเครือตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งมีทั้ง www.set.or.th, www.setinvestnow.com, www.settrade.com และ www.tfex.co.th และ Line Official Account ของ SET Thailand

“คุณนายพารวย” เข้าไปใช้แล้วผ่านทาง Line Official Account ของ SET Thailand บอกเลยว่า สะดวกสบาย รวดเร็ว ข้อมูลความรู้แน่น ถือเป็นผู้ช่วยนักลงทุนที่จะช่วยให้โลกการเงินการลงทุนของเราง่ายขึ้น!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

แม็คยีนส์ มอบข้าวกล่องให้ศูนย์อำนวยการตำบลบางพลีใหญ่ ช่วยเหลืออาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่าจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก ในพื้นที่ ซอยกิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ส่งผลทำให้บ้านเรือนประชาชน  ชุมชน เสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุด แม็คยีนส์ โดยบริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขอส่งความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้กับอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทุกท่านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น  โดยตัวแทนของบริษัทได้นำข้าวกล่องอาหาร มามอบให้ศูนย์อำนวยการตำบลบางพลีใหญ่  เพื่อส่งมอบต่อให้อาสาสมัครและประชาชนในพื้นที่ โดยมีนางลาวัลย์ ปุณะศิริ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ เป็นตัวแทนรับมอบ

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้ … ทำอย่างไรไม่ให้เกิด “ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง”

0

การตั้งครรภ์ที่มี ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง (High – Risk Pregnancy) คือ ภาวะใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเสียชีวิตได้ ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือหลังคลอด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์ธิติพันธุ์ น่วมศิริ

นายแพทย์ธิติพันธุ์ น่วมศิริ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) โรงพยาบาล นวเวช ได้ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายและป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะครรภ์เสี่ยงสูง

• ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อนมีปัญหา เช่น ครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด คลอดทารกตัวเล็กหรือใหญ่ ผิดปกติ มีภาวะแท้งบ่อยๆ

• ทารกพิการหรือเสียชีวิตในครรภ์

• มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

• ครรภ์แฝด

• หญิงตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 35 ปี

• หญิงตั้งครรภ์สูงน้อยกว่า 140 ซม.

• หญิงตั้งครรภ์น้ำหนักเกินปกติ

• มีโรคประจำตัว เช่น SLE ต่อมไทรอยด์ โลหิตจาง โรคหัวใจ โรคติดเชื้อ เป็นต้น

• มีเนื้องอกที่มดลูกหรือรังไข่ เลือดออกทางช่องคลอด หรือเคยผ่าตัดทางสูตินรีเวช

• หมู่เลือด Rh negative

• ใช้สารเสพติด ติดสุรา สูบบุหรี่

อันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูง

• โลหิตจาง เพลีย เหนื่อยง่าย

• ทารกโตช้าในครรภ์ เด็กตัวเล็กพัฒนาการไม่สมบูรณ์

• พันธุกรรมหรือโครโมโซมทารกผิดปกติ และมีความพิการแต่กำเนิด

• เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

• ความดันโลหิตสูง

• ครรภ์เป็นพิษ

• คลอดก่อนกำหนด

หากคุณแม่ตั้งครรภ์เข้าข่ายภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ควรเริ่มฝากครรภ์โดยเร็วกับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เพื่อรับคำแนะนำ ปรึกษา และได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ปลอดภัยทั้งแม่และลูก นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยก็นับว่ามีความสำคัญ ได้แก่

• การตรวจสุขภาพ และคัดกรองความเสี่ยงคุณแม่ตั้งครรภ์

• การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยการดื่มน้ำตาลกลูโคส (50-g Glucose Challenge Test) เพื่อเช็คระดับน้ำตาลในเลือดขณะตั้งครรภ์

• เจ็บครรภ์และคลอดก่อนกำหนด ส่วนมากแล้วจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป แต่ปัจจุบันมีวิธีการทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดแต่รักษาได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบ ได้แก่ เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อที่ปากมดลูก หรือในน้ำคร่ำ ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ หรือลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์แฝด เป็นต้น

สามารถวินิจฉัยด้วยการตรวจและรักษาได้ เช่น

o การตรวจอัลตราซาวด์ ประเมินความยาวปากมดลูก

o การตรวจสาร Fetal Fibronectin จากช่องคลอด (สาร Fetal Fibronectin เป็นสารที่พบอยู่ระหว่างถุงน้ำคร่ำ กับเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อเกิดการหดรัดตัวของมดลูกจะทำให้มีสารชนิดนี้ออกมาอยู่ในช่องคลอด)

o การใส่ห่วงพยุงปากมดลูก (Arabin pessary)

o การเย็บปากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด

• การตรวจคัดกรองครรภ์เป็นพิษ โดยการประเมินจากการตรวจอัลตราซาวด์เส้นเลือดมดลูกขณะตั้งครรภ์ รวมถึงการเจาะเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับยา เพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษในช่วงเวลาที่เหมาะสม

• การตรวจหาความผิดปกติและประเมินสุขภาพทารกในครรภ์

o การตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจประเมินและความผิดปกติของทารก เช่น ปากแว่ง/เพดานโหว่ ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ภาวะหัวใจทารกเต้นผิดปกติ ความผิดปกติของสมอง ความผิดปกติของกระดูกแขนขา และความพิการแต่กำเนิดอื่น ๆ เป็นต้น ด้วยอัลตราซาวด์ 2 มิติ และ 4 มิติ

o วินิจฉัยโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคบางชนิดได้ เช่น โรคดาวน์ซินโดรม โรคทารกติดเชื้อในครรภ์ โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ด้วยการเจาะน้ำคร่ำ การตรวจชิ้นเนื้อรก และการเจาะเลือดจากสายสะดือทารก

o การรักษาภาวะแทรกซ้อนของทารกในครรภ์ (Fetal Therapy) คือการรักษาภาวะแทรกซ้อน และความผิดปกติของทารกในครรภ์มารดา ได้บางชนิด เช่น ภาวะหัวใจทารกเต้นผิดจังหวะ ภาวะทารกโลหิตจาง ทารกบวมน้ำ ภายใต้การดูแลรักษาจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ MFM

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ศูนย์สุขภาพผู้หญิง ชั้น 2 โรงพยาบาลนวเวช โทร. 0 2483 9999 หรือ www.navavej.com

ทิพยประกันภัย ส่งทีมช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเหตุไฟไหม้โรงงานกิ่งแก้ว

0

ทิพยประกันภัย ลงพื้นที่ตั้งจุดแจ้งเคลมสำหรับลูกค้า พร้อมส่งทีมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานพลาสติกย่านกิ่งแก้ว

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย เปิดเผยว่า ได้จัดส่งทีมสินไหมทั่วไป ตั้งจุดรับแจ้งเหตุให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์เพลิงไหมโรงงานพลาสติกย่านกิ่งแก้ว พร้อมกันนี้ยังได้ส่งทีม TIP SMART ASSIST ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย อบต.บางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ และช่วยทำความสะอาดบ้านที่ได้รับความเสียหาย

สำหรับลูกค้าที่ต้องการโทรแจ้งเหตุสามารถ โทรสายด่วน 1736 ทิพยประกันภัยขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์ในครั้งนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว

ซีพีเอฟ หนุนผลิตโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ นำเทคโนโลยียกระดับเกษตร สร้างความมั่นคงทางอาหาร

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กิจกรรม “Virtual Hackathon by 42 Bangkok X CPF” จากความร่วมมือของ 42 Bangkok สถาบันสอนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งแรกของไทย ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมกันเปิดเวทีค้นหาโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง 6 โจทย์ที่ซีพีเอฟตั้งไว้ 

เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ ในการยกระดับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร พัฒนาการเกษตรทันสมัย ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยการแข่งขันรูปแบบ Virtual Hackathon ด้วยกิจกรรมระดมสมองและสร้างสรรค์นวัตกรรมตามโจทย์ที่ได้รับ ภายในระยะเวลาจำกัด ซึ่งได้รับความสนใจจากโปรแกรมเมอร์เข้าร่วมการแข่งขัน 24 ทีม ทีมละ 4 คน ร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์ซอฟต์แวร์และเสนอไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรม จนได้ผู้ชนะใน 6 โจทย์ ได้แก่  

1. Excellent Farmer 2.Agriculture GIS Visualization 3.Smart Shrimp Farming 4. On-Shelf product availability with image processing 5. Document type classification and data extraction for automated data entry และ 6. Food Supply Chain (Conceptual) Model  

สำหรับ Excellent Farmer ผู้ช่วยเกษตรกรอัจฉริยะ หรือเกษตรแม่นยำ ผู้ชนะในโจทย์นี้คือ ทีมป๊อปคอร์น และยังเป็น 1 ใน 6 ทีมผู้แข่งขันที่ชนะรางวัล เฟิรสท์ ไพรซ์ (First Prize) สำหรับทีมที่ผลงานได้คะแนนสูงสุดของทั้ง 6 โจทย์การแข่งขันด้วย  

นายภาวิต พิมชนะกุล  หัวหน้าทีมป๊อปคอร์น บอกว่า ความโดดเด่นที่ทำให้ทีมคว้ารางวัลจากโจทย์นี้มาได้ น่าจะเป็นไอเดียของแอพพลิเคชันที่สามารถใช้งานได้ง่าย แก้ปัญหาได้ตรงจุด ได้ประโยชน์ทั้งผู้ใช้งานและเจ้าของซอฟท์แวร์ แนวคิดหลักที่ทีมใช้คือ การส่งต่อความรู้แบบวิทยาศาสตร์ ที่มีทั้งการสังเกต ตั้งสมมติฐาน ทดลอง และสรุปผล โดยผลลัพธ์จากการทดลองแต่ละครั้งจะทำให้ซอฟท์แวร์ฉลาดขึ้น จึงสามารถช่วยให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมจากเกษตรกรรุ่นก่อนที่มีประสบการณ์ได้ หรือเกษตรกรที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว ก็สามารถทดลองเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการเพาะปลูกข้าวโพดได้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแอพฯ “Corn-Lab” ที่หมายถึง Lab (ห้องทดลอง) ที่ออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า collaboration หมายถึงการร่วมมือกัน ภายใต้แนวคิด “ให้การปลูกข้าวโพดเป็นเรื่องสนุก ง่าย และได้คุณภาพ” แอพฯนี้จะเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวโพด ตั้งแต่เริ่มปลูก การแก้ปัญหาการเพาะปลูก รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายชุมชนผู้ปลูกข้าวโพด นำไปสู่การสร้างห้องเรียนผู้เชี่ยวชาญ และแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรทั่วประเทศ มีการนำเทคโนโลยี Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligence (AI) มาใช้ในการเพาะปลูก ส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเป็น “เกษตรกรแม่นยำ” และเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น  

นายกนิษฐ์ ฉัตรเวทิน วิศวกร บจ. ไอชิน ทากาโอกะ เอเชีย ตัวแทนทีม ฟอเรสท์ ชริมพ์ ซึ่งได้คะแนนสูงสุดในโจทย์ Smart Shrimp Farming ฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ พัฒนาระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในโรงเรือนแบบปิด บอกว่า ปัญหาหลักของโจทย์นี้ เป็นเรื่องการใช้พลังงาน สำหรับเครื่องเติมออกซิเจนในน้ำที่ต้องทำงานตลอดเวลา ต่อยอดสู่ฟาร์มจะสมาร์ทได้ต้องควบคุมคุณภาพน้ำ การให้อาหารที่เชื่อมโยงกับเรื่องต้นทุน โดยทีมตกลงที่จะทำ Platform Automation เพื่อเป้าหมาย “ทำสมาร์ทฟาร์มที่ช่วยลดต้นทุน” จากนั้นจึงสรรหาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ แล้วเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกมา งานนี้นอกจากจะได้ฝึกทักษะและท้าทายความสามารถของตนเองและทีม ที่ต้องคิดนวัตกรรมภายในเวลาอันสั้นแล้ว เชื่อว่าวิธีแก้ปัญหาง่ายๆที่ทีมคิดเพื่อตอบโจทย์ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ซีพีเอฟนำไปต่อยอดในธุรกิจต่อไป 

นายชัยพร จรูญวิทย์ ตัวแทนทีมที เอ็ม ดี ได้คะแนนสูงสุดในโจทย์ (Food Supply Chain Model) โมเดลการบริหารจัดการห่วงโซ่อาหาร ใช้เทคโนโลยีเรียลไทม์ และบล็อกเชน (Blockchain) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัท ตรวจสอบย้อนกลับและสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ บอกว่า ทีมเลือกบล็อกเชน มาใช้ใน Food Supply Chain ข้อดีคือช่วยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลได้ตลอดห่วงโซ่การผลิตว่ามีความปลอดภัยอาหารต่อผู้บริโภค ผ่านการระดมไอเดีย ช่วยกันนำเสนอ นำความถนัดของคนในทีมมาใช้ และเชื่อว่าบล็อกเชนสามารถนำไปต่อยอดได้ด้วยการนำ Smart contract ในบล็อกเชนเข้ามาใช้ร่วมกับ AI และเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ช่วยในการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือการวิเคราะห์คำนวณสต๊อก รวมถึงการใช้ QR Code ที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มาของสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การนำบล็อกเชนมาใช้จึงส่งผลดีทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค 

นายณัฐภัทร ศุภรัตน์โสภิณ ่ตัวแทนทีมเลสท์ โก (Let’s Go) ได้คะแนนสูงสุดในโจทย์ “การนับจำนวนสินค้าในชั้นวางสินค้าของร้านค้าปลีก โดยใช้ภาพจากกล้อง ด้วยการใช้กล้องวงจรปิดติดตั้งบนเพดาน เพื่อว่าถ่ายภาพชั้นวางสินค้าจากมุมสูง เพื่อทราบชนิดสินค้า และจำนวนสินค้าที่เหลืออยู่บนชั้นวางสินค้า” บอกว่า ทีมเริ่มจากการระดมความคิดและแบ่งงานตามความถนัดของแต่ละคน จากโจทย์ที่ได้มานั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง หลังจาก Mentor ให้คำแนะนำเพิ่มเติมทำให้เกิดมุมมองเรื่องการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมนั้น นำไปสู่แนวคิดการดึงข้อมูลสร้าง Platform ที่เป็นตัวกลางของเจ้าของร้าน พนักงาน ลูกค้า แม้ว่ามีความยากในการเตรียมข้อมูล เนื่องจากต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานจำนวนมาก แต่เชื่อว่าสามารถทำได้ และต้องเป็นการบ้านต่อเรื่อง Deep Learning ของ AI ซึ่งต้องเขียน Program ต้นแบบให้ AI ไปเรียนรู้ นำภาพมา Pre-Process เพื่อนำไปสอนคน ก่อนส่ง Data ไปให้ AI เพื่อความแม่นยำที่สุดต่อไป 

ด้าน นายสรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ จำกัด (CPFIT) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟ และ 42 Bangkok ในครั้งนี้ มีเป้าหมายผลิตบุคลากรด้านโปรแกรมเมอร์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านโจทย์ธุรกิจและการปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะใหม่ให้กับบุคลากรของบริษัท ตอบโจทย์การทำงานในยุคเทคโนโลยีและดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ร่วมพัฒนาประเทศไทย จากการช่วยกันคิดค้นนวัตกรรม ทำให้เทคโนโลยีและซอฟแวร์มีต้นทุนที่ถูกลง เพื่อให้เกษตรกรในทุกระดับมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีที่ดี ในการช่วยยกระดับเกษตรทันสมัย เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ เวที “Virtual Hackathon by 42 Bangkok X CPF” นอกจากจะช่วยสรรหาโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแล้ว ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ซีพีเอฟ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจเป็นครัวของโลก จะนำเทคโนโลยีนั้นไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมยกระดับเกษตรสู่ 4.0 ด้วยซอฟแวร์ สร้างประโยชน์และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยพัฒนาประเทศไทย สอดรับตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน และบริษัท ที่ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

สิงห์อาสา เดินหน้า ‘ปรุงสุข-ปันอิ่ม’ ช่วยสั่งข้าวกล่องจากร้านอาหาร แจกจ่ายตามชุมชนและแคมป์ก่อสร้าง

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดโครงการช่วยเหลือประชาชนรวมถึงร้านอาหารที่ได้ผลการทบจากโควิด-19 สั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ ส่งมอบให้แก่ชุมชนต่างๆ รวมถึงแคมป์คนงานก่อสร้างที่ปิดจากมาตรการล็อคดาวน์ โดยเริ่มใน 11 เขตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อกระจายรายได้และส่งต่อกำลังใจสู่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

เนื่องจากจากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ขยับตัวสูงเกิน 6 พันคนต่อวัน ส่งผลให้คนไทยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นมรสุมโควิด-19 ไปได้โดยเร็ว โดยสิงห์อาสาจะเคลื่อนขบวนปรุงสุข-ปันอิ่ม เริ่มจากกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่สีแดงเข้มหรือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จึงมีร้านอาหารขนาดเล็ก และสตรีทฟู้ดจำนวนมากต้องขาดรายได้จากกลุ่มลูกค้าที่นั่งทานในร้าน มุ่งเน้นแจกจ่ายสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นชุมชนและแคมป์ที่พักอาศัยของแรงงานก่อสร้างอีก 409 แห่ง ที่ถูกจำกัดพื้นที่ไม่ให้เคลื่อนย้าย ป้องกันการแพร่ระบาด เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โดยสิงห์อาสาจะกระจายซื้อข้าวกล่องพร้อมรับประทานจากร้านอาหารต่างๆ อาทิ ร้านอี่โภชนา, ร้านข้าวมันไก่ เจงกีสข่าน, ร้านอนงค์, ร้านครัวไทย, ร้านไข่บ่อนไก่, ร้านเฮียศิริศักดิ์ ฯลฯ รวมกว่า 30 ร้าน เน้นปรุงเมนูหลักของร้านเพื่อช่วยระบายวัตถุดิบ โดยแจกคู่น้ำดื่มสิงห์ สู่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่นำร่อง 11 เขต อาทิ ปทุมวัน, ดอนเมือง, คลองสาน, ดินแดง, บางแค ฯลฯ ภายในระยะเวลา 10 วัน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก โดยหลังจากนี้สิงห์อาสาจะเคลื่อนขบวนปรุงสุข-ปันอิ่มไปสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่ออยู่เคียงข้างและเติมเต็มกำลังใจให้คนไทยมีพลังเดินหน้าฝ่าวิกฤติโควิด-19 ต่อไป

โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 2 ไตรมาสแรก บริษัท บุญรอดฯ ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ กว่า 9 แสนลิตร รวมทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter), เครื่องวัดความดัน, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งส่งมอบสิ่งจำเป็นทั้งอาหารและน้ำดื่มให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นจำนวนมาก และยังได้มีการระดมทีมบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ใน 10 โรงงานหลักของเครือฯ ช่วยกันจัดทำแปลงเกษตรน้ำใจสร้างฐานทรัพยากรอาหารให้แก่ชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่และประชาชนที่เป็นแรงงานคืนถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย

กรมชลฯ ลงพื้นที่ติดตามการลำเลียงน้ำลงเจ้าพระยา รับมือน้ำทะเลหนุนสูงสัปดาห์หน้า

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระพล ตั๊งสมบุญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาค่าความเค็มที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ณ ห้องประชุมswoc อาคาร 99ปี หม่อมหลวงชูชาติกำภู กรมชลประทาน ผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่11จ.นนทบุรี และการประปานครหลวง โดยมีนายวรวิทย์ บุณยเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นายกวี อารีกุล ผู้ว่าการประปานครหลวง และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดกับทุกภาคส่วนให้ได้มากที่สุด

ปัจจุบัน ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีรวมกันประมาณ 7,577 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 30% ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 881 ล้าน ลบ.ม. เนีองจากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพื้นที่ตอนบนมีฝนตกน้อยไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ปัจจุบัน(5 ก.ค. 64)ที่สถานีสูบน้ำประปาสำแลของการประปานครหลวง(กปน.) มีค่าความเค็มวัดได้สูงสุดถึง 1.40 กรัม/ลิตร (มาตรฐานการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัม/ลิตร)

กรมชลประทาน ได้ร่วมกับกปน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งควบคุมค่าความเค็ม โดยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตรา 120 ลบ.ม./วินาที ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่านสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือ มายังสถานีสูบน้ำสิงหนาท2 ในอัตรา 15 ลบ.ม./วินาที เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 11-14 ก.ค. 64 และประสานไปยังสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ให้ทำการระบายน้ำออกในช่วงน้ำลง เพื่อผลักดันน้ำเค็ม รวมทั้งประสานการประปานครหลวง ปรับเวลาการปฏิบัติการ water hammer ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านท้ายน้ำจะบริหารจัดการน้ำด้วยการปิดเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนและปริมาณน้ำในลำน้ำ เพื่อเจือจางค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อธิบดีกรมชลประทาน ได้ลงพื้นที่ติดตามการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่านคลองจระเข้สามพัน ลงสู่แม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำสองพี่น้องในอัตรา 30 ลบ.ม/วินาที ต่อเนื่องไปยังสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือมายังสถานีสูบน้ำสิงหนาท2 ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการลำเลียงน้ำล่วงหน้ามาแล้วตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันสามารถสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ของวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา

กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำภายใต้ข้อจำกัดอย่างเต็มความสามารถ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดทั้งปี ลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

รู้เก็บรู้ออม : Happy Money App!!

0

วันนี้ “คุณนายพารวย” ชวนมารู้จักเครื่องมือหรือแอปพลิเคชัน Happy Money ที่ช่วยให้การบริหารการเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น เพราะมีฟังก์ชันที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และครบครัน

หลังโหลด Happy Money App เข้าไปใช้งานแล้ว จะพบกับ 3 เมนูหลักขั้นตอนบริหารเงิน คือ 1.บันทึกรับ–จ่ายทุกวัน กับเมนูรายได้–ค่าใช้จ่าย 2.บันทึกฐานะการเงินที่แท้จริง กับเมนูสินทรัพย์–หนี้สิน 3.ข้อแนะนำสุขภาพการเงินกับเมนูวิเคราะห์ผล

โดยเมนูแรก รายได้–ค่าใช้จ่าย คือ การบันทึกรายรับ–รายจ่ายทุกวัน ซึ่งจะมีฟังก์ชัน

ที่ให้เรา “บันทึก ติดตาม และสรุปภาพรวม” การได้มาและใช้ไปของเงินในแต่ละประเภท แต่ละหมวดหมู่ และแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ “รู้นิสัยใช้เงินและวางแผนปรับลดค่าใช้จ่ายได้ตรงจุด” จนสามารถมีเงินพอใช้และเหลือเงินออม

เมนูนี้ให้เราบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันสม่ำเสมอ อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อติดตามนิสัยการใช้เงิน จนสามารถวิเคราะห์ได้ว่ารายได้ที่ได้มา หมดไปกับค่าใช้จ่ายหมวดหมู่ใดมากที่สุด เพื่อให้สามารถวางแผนใช้จ่ายเดือนต่อๆไป เช่น เพิ่มค่าใช้จ่ายการออมและลงทุน ลดค่าใช้จ่ายคงที่ที่จัดการได้ หรือค่าใช้จ่ายผันแปรที่ไม่จำเป็น

เมนูต่อมา คือ สินทรัพย์–หนี้สิน เป็นการบันทึกให้เห็นฐานะการเงินที่แท้จริง โดยเป็นฟังก์ชันที่จะช่วยให้เรา “บันทึก ติดตาม และสรุปภาพรวม” มูลค่าสินทรัพย์และยอดหนี้คงเหลือ “ณ ปัจจุบัน” ของสินทรัพย์และหนี้สินแต่ละประเภท เพื่อให้เรา “รู้ฐานะการเงิน” และสามารถ “วางแผนเพิ่มสินทรัพย์และลดหนี้สิน” เพื่อสร้างความมั่นคงและสะสมความมั่งคั่งให้ชีวิตได้

โดยเราสามารถเพิ่มรายการสินทรัพย์และหนี้สินตามหมวดหมู่ที่ต้องการ และแอปฯจะวิเคราะห์ให้เห็นว่าสินทรัพย์ที่มีและหนี้สินที่กู้มาอยู่ในหมวดหมู่ใดมากที่สุด และมีโปรแกรมให้วางแผนการใช้สินทรัพย์เพื่อไปสร้างรายได้เพิ่ม หรือจัดการภาระหนี้สินให้ลดลง โดยอัปเดตข้อมูลทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของฐานะการเงิน

และสุดท้าย เมนูวิเคราะห์ผล เป็นฟังก์ชันที่จะช่วย “คำนวณและวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน” ในด้านต่างๆของเราแบบอัตโนมัติ โดยใช้ข้อมูลจากเมนูรายได้-ค่าใช้จ่าย และเมนูสินทรัพย์-หนี้สินที่เราได้บันทึกไว้ เพื่อตรวจสอบ “สุขภาพการเงิน” และวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนทางการเงิน ช่วยให้เราวางแผนการเงินให้เหมาะสมต่อไป เช่น สะสมสินทรัพย์ให้มากกว่าหนี้สิน-วางแผนใช้จ่ายให้ไม่เกินรายได้-ออมและลงทุนอย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน-สำรองสินทรัพย์สภาพคล่อง 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูหรือฟังก์ชันเสริมอื่นๆที่จะเป็นแนวทางปฏิบัติให้เราบรรลุเป้าหมายความมั่งคั่งทางการเงินได้เร็วขึ้น เช่น การตั้งเป้าหมายการออม เพื่อติดตามความคืบหน้าของเป้าหมาย พร้อมคำแนะนำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น เมนูตั้งงบก่อนใช้ เป็นการวางแผนใช้จ่ายล่วงหน้าช่วยควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่เผลอใช้จนเกินตัว หรือเมนูแจ้งเตือนรับ-จ่ายเงิน หมดปัญหาจ่ายเงินล่าช้า รวมทั้งเมนูหรือฟังก์ชันที่จะนำไปสู่แหล่งเรียนรู้การเงินการลงทุนที่ครบวงจรจากตลาดหลักทรัพย์ฯอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ครบเครื่อง ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย การบริหารจัดการเงิน และช่วยสร้างเงินออมให้ทุกเป้าหมายของชีวิต ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม Happy Money App ได้ที่ www.set.or.th/happymoney/app.html

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ