Home Blog Page 396

We Care Network เปิดตัวโครงการ “COVID-19 Home Care” อาสาช่วยผู้ป่วยโควิดรอเตียง

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เครือข่าย “We Care Network” ได้ร่วมกับสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ, กระทรวงสาธารณสุข, ภาคเอกชน, แพทย์-พยาบาลจิตอาสา, ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ และกลุ่มธุรกิจอาหาร เปิดตัวโครงการ “COVID-19 Home Care” ช่วยเหลือบุคลากรทางการเพทย์-ประชาชน” เพื่อเสริมการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ระบาด

นพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการรอเตียง ใช้ระยะเวลามากขึ้น เนื่องจากอัตราการป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยโควิด-19 ถูกแบ่งเกณฑ์ตามอาการ เป็นกลุ่มเขียว เหลือง แดง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว สามารถใช้แนวทางการรักษาแบบกักตัวที่บ้าน (Home isolation) ตามที่ กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขได้ออกไกด์ไลน์ไว้ หากมีขั้นตอนการดูแลที่ได้มาตรฐาน มียาพื้นฐานเบื้องต้น พร้อมกับใช้ระบบเทเลเมดีซีน ที่มีแพทย์ดูแลระยะไกล จะทำให้ลดภาระเตียงในโรงพยาบาลไว้ให้สำหรับผู้ป่วยอาการหนักกว่าได้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการ  “Covid Home Care” ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อที่อยู่ที่บ้านในเบื้องต้น ให้สามารถกักตัวอยู่ที่บ้านได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการกักตัวที่บ้าน (Home isolation) ของกระทรวงสาธารณสุข

นายอารยะ โรจนวณิชชากร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานเครือข่าย We Care Network กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยสามารถเข้าโครงการ “Covid Home Care” ได้ ต้องสมัครผ่านแอปพลิเคชัน Line OA ชื่อ “COVID-19 Home Care” มีหลักเกณฑ์คือ 1.ยืนยันตนเองด้วยการถ่ายรูป 2.ใบรับรองแสดงผลตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19 และ 3.พบเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ผ่านออนไลน์เพื่อประเมินอาการ เมื่อผ่านทั้ง 3 ขั้นตอน ทางเครือข่ายฯ จะส่งชุด COVID-19 Care Box ซึ่งบรรจุสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือทั้งด้านการเจ็บป่วยและความเป็นอยู่ในเบื้องต้น ประกอบด้วย 1.อุปกรณ์เวชภัณฑ์ เช่น ชุดตรวจวินิจฉัยแรพิดเทสต์ เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ ฟ้าทลายโจร เจลแอลกอฮอล์ ฯลฯ 2.ชุดความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองและรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง 3. อาหารแห้งเพื่อยังชีพไม่ต้องออกไปซื้ออาหาร โดยเฟสแรกจะผลิตกล่อง COVID-19 Care Box จำนวน 1,000 กล่อง และในระหว่างกักตัว จะมีแพทย์อาสา ผู้เชี่ยวชาญ ให้บริการปรึกษาพูดคุยทั้งแบบวิดีโอคอล แชท ภาพถ่าย ผ่านช่องทาง Line OA เพื่อสอบถามอาการประจำวันและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อกังวลของผู้ป่วย เพื่อประเมินและคัดกรองผู้ป่วย โดยผู้ป่วยที่มีอาการหนัก จะประสานส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ มีความปลอดภัย ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) กล่าวว่า NT ได้สนับสนุนและร่วมพัฒนา Line OA ชื่อ  “COVID-19 Home Care” เป็นการทำงานร่วมกับสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ (HEC) และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นช่องทางดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่เข้ากระบวนการกักตัวที่บ้าน เพื่อช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ โดยLine OA จะทำหน้าที่เป็นคลิกนิกออนไลน์ มีทีมแพทย์ให้คำปรึกษาและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสังเกตอาการผู้ป่วยว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายลงหรือไม่ และจะมีระบบฉุกเฉินช่วยเหลือคนไข้ที่มีอาการเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นเพื่อประสานส่งโรงพยาบาล โดยในช่วงแรกจะเป็นการทดลองระบบในการทำงาน เพื่อให้เห็นถึงจุดเด่นจุดด้อย เพื่อเราจะนำมาพัฒนาต่อให้ประชาชนสามารถใช้งานสะดวกยิ่งขึ้นหากไม่สามารถติดต่อหรือมีปัญหาในการติดต่อทางไลน์สามารถติดต่อช่องทางอื่นๆเช่น call center ของโครงการ หรือ Facebook Fan page ได้

ทั้งนี้ ระบบ LINE OA จะเริ่มใช้งานได้เต็มรูปแบบในวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 นี้ เป็นเฟสแรก และเมื่อมีผู้เข้าสู่ระบบตามขั้นตอนต่างๆเสร็จสมบูรณ์ จะเริ่มคัดกรอกผู้ป่วยและมีเจ้าหน้าที่จัดส่ง กล่อง COVID-19 Care Box ให้แก่ท่านต่อไป หากหน่วยงาน ภาคเอกชน ประชาชนที่สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผ่านโครงการ “COVID-19 Home Care” ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ : We care network – เครือข่ายเราดูแลกัน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หมอยง มั่นใจฉีดวัคซีนโควิดสลับชนิด มีการศึกษาวิจัยนำสู่การปฏิบัติจริง

0

ศ.นพ.ยง  ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในห้วข้อ “โควิด 19 วัคซีน การศึกษาวิจัยนำไปสู่การปฏิบัติจริง การสลับชนิดของวัคซีน” มีเนื้อหาว่า ทางศูนย์ได้มุ่งมั่นทำการศึกษาวิจัย โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และคณะแพทย์มากกว่า 30 ชีวิตที่ทำอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่อง covid 19 vaccine ที่มีโครงการทำอยู่มากกว่า 5 โครงการ เพื่อนำมาใช้อย่างเร่งด่วนในประเทศไทยให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่การสลับชนิดของวัคซีน เราทำมาโดยตลอดและเห็นว่า การให้วัคซีนเข็มแรกเป็นชนิดเชื้อตาย แล้วตามด้วยไวรัส Vector จะกระตุ้นได้ดีมาก การให้วัคซีนเชื้อตายที่เป็นทั้งตัวไวรัส เปรียบเสมือนการทำให้ร่างกายเราเคยติดเชื้อ และมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาระดับหนึ่ง หรือสร้างความคุ้นเคยกับระบบภูมิต้านทาน เมื่อกระตุ้นด้วยต่างชนิดโดยเฉพาะไวรัสเวกเตอร์ จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า booster effect เหมือนกับคนที่หายแล้วจากโรคโควิด 19 และได้รับวัคซีนเสริมอีก 1 ครั้ง ก็จะมีการกระตุ้นภูมิต้านทานขึ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเราก็ได้ทำการทดลองแล้วการศึกษานี้เราไม่ได้ทำเฉพาะการตรวจวัดภูมิต้านทานเท่านั้น เรายังได้ทำภาวะขัดขวางไวรัส inhibition test ที่สามารถขัดขวางได้ดีมาก เฉลี่ยถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และมีหลายรายถึง 99 เปอร์เซ็นต์

ศ.นพ.ยง  ภู่วรวรรณ

ในทำนองเดียวกันการให้เชื้อตาย 2 เข็ม ยิ่งสอนให้ร่างกายเหมือนกันติดเชื้อจริงแบบเต็มๆ หรือแบบรุนแรง แล้วเมื่อมากระตุ้นด้วยวัคซีนไวรัส Vector จึงมี Booster effect ที่สูงมาก

การศึกษาวิจัยของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เรากำลังทำการศึกษากับสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ delta และระบบภูมิคุ้มกันชนิดที่เรียกว่า T cell หรือ CMIR แน่นอนการศึกษานี้ ฝรั่งไม่ทันแน่นอน เพราะฝรั่งไม่ได้ใช้วัคซีนเชื้อตาย และจีนก็ไม่ได้ใช้วัคซีนไวรัสเวกเตอร์อย่างกว้างขวางในขณะนี้ ข้อมูลขณะนี้ผมมีเป็นจำนวนมาก มากพอที่จะสรุป เพราะทุกท่านให้ความร่วมมือดีมาก รวมทั้งอาสาสมัครที่อยู่ในการศึกษา เป็นจำนวนมาก ผมต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งข้อดีที่ทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุขยอมรับ และนำมาปรับใช้ในเชิงนโยบายจากการศึกษานี้

1 ทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนได้ภูมิต้านทานที่สูงภายในเวลา 6 สัปดาห์ ซึ่งเร็วกว่าการให้วัคซีนไวรัสเวกเตอร์ในประเทศไทยที่จะได้ภูมิต้านทานสูง ต้องใช้เวลา 12 สัปดาห์ เหมาะสมกับการที่โรคกำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเรารอไม่ได้

2 เป็นการปรับใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ขณะนี้ที่จำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุด

3 การกระตุ้นเข็ม 3 ด้วย virus Vector สามารถทำได้ให้เกิดภูมิต้านทานที่สูงมาก โดยไม่ต้องรอวัคซีนชนิดอื่น เพื่อประโยชน์ของบุคลากรทางการแพทย์

ข้อมูลที่ได้ขณะนี้มีเป็นจำนวนมากพอ โดยเฉพาะการฉีดสลับเข็ม ข้อมูลที่ถูกในบันทึกในหมอพร้อมมีมากกว่า 1, 200 ราย โดยที่ไม่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรงแต่อย่างใด

ผมเองท้อใจหลายครั้งที่ไม่อยากจะมาโพสต์ให้ความรู้ และมีการหยุดเป็นครั้งคราว แต่ก็มีผู้ทักท้วงมาเป็นจำนวนมาก ว่าถ้าหยุดก็จะเข้าทางของผู้ไม่หวังดี ผมเองมุ่งทำการศึกษาวิจัยมาเกือบ 40 ปี เพื่อให้ความรู้กับชาวโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย เพราะเผยแพร่ในวารสารนานาชาติมาตลอด สังคมไทยในภาวะวิกฤตแบบนี้ แทนที่จะร่วมมือกัน สามัคคี แต่กลับเป็นพยายามที่จะพูดจาถากถาง ดึงเข้าสู่การเมือง ในบางครั้งมีการกล่าวหาที่เลื่อนลอย และไม่เป็นความจริง มีหลายคนเสนอให้ กฎหมายเข้ามาจัดการ ผมเองไม่เคยไปสนใจอ่านเลยไม่เดือดร้อน แต่ที่เดือดร้อนมากกลับเป็นลูกศิษย์ที่ยังเคารพอาจารย์ ส่วนลูกศิษย์ที่ไม่เคารพก็ไม่เป็นไรผมไม่เคยถือ และขณะนี้ ก็ได้มีการจับแล้ว 1 คน และจะคงมีรายต่อๆไป โดยที่ผมจะยุ่งเกี่ยวให้น้อยที่สุด ขอให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองมีกฎหมายที่ทุกคนต้องเคารพ และจริยธรรม ที่ต้องให้เกียรติกันและกัน

ชวนสำรวจตัวเอง คุณเป็นโรคนิ้วล็อกอยู่หรือเปล่า

0

หลาย ๆ คนคงจะเคยมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้ว เหยียดนิ้ว-งอนิ้วไม่สะดวก หรือรู้สึกว่าการงอนิ้ว เหยียดนิ้ว มีความรู้สึก “กึ๊กๆ” คล้ายสปริง และที่ร้ายสุดคือมีอาการเจ็บมากจนไม่สามารถงอนิ้วได้ ลักษณะอาการดังที่กล่าวมา เราเรียกภาวะนี้ว่าผู้ป่วยเป็น “โรคนิ้วล็อก”  (Trigger Finger) 

ร.ต.อ.นพ.วรพล เจริญพร

ร.ต.อ.นพ.วรพล เจริญพร แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ-ศัลยกรรมทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงสาเหตุ และวิธีรักษาโรคนิ้วล็อก สำหรับใครที่สงสัยว่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ใช่นิ้วล็อกหรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองจากข้อมูลเหล่านี้ดู และคุณหมอก็ยังมีวิธีป้องกันโรคนิ้วล็อกมาฝากด้วย 

สาเหตุ 

โรคนิ้วล็อกเกิดมาจากความขยันในการทำงานบ้าน ทำสวน การเล่นกีฬา หรือเเม้กระทั่งการทำงานของพนักงานออฟฟิศ รวมถึงการเล่นโทรศัพท์มือถือที่ต้องใช้การงอนิ้ว เหยียดนิ้ว เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 

ความรุนเเรงของโรคนิ้วล็อก     

โรคนิ้วล็อกนั้นเกิดจากปลอกหุ้มเอ็นที่ใช้ในการขยับนิ้วมีอาการอักเสบ โดยอาการของนิ้วล็อกมี 4 ระยะ ดังนี้  

            ระยะที่ 1 : เริ่มเเรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณโคนนิ้วนั้น ๆ  

            ระยะที่ 2 : รู้สึกว่าการงอนิ้ว เหยียดนิ้ว สะดุดโดยจะมีลักษณะคล้ายสปริงที่จะดีดอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการปวดอย่างมากขณะขยับนิ้ว  

            ระยะที่ 3 : ไม่สามารถเหยียดนิ้วเองได้ ต้องใช้นิ้วอื่นช่วยยืด 

            ระยะที่ 4 : ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดรุนเเรงจนไม่สามารถทำการงอนิ้วนั้นได้อีกต่อไป 

วิธีการป้องกัน 

• เเช่มือในน้ำอุ่น 

• งอนิ้ว เหยียดนิ้ว ให้สุดเบาๆ 

• ทำการบริหารนิ้วมือเเบบง่าย ๆ ทุกวัน  

• พักการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเมื่อนิ้วมือมีอาการเหนื่อยล้า 

• หลีกเลี่ยงการถือของหนักเเละการกำมือเเน่น ๆ เช่น บิดผ้า การตีเทนนิส การตีกอล์ฟ เป็นต้น 

การตรวจรักษา 

เมื่อมีอาการหรือพบผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรมาพบเเพทย์ เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การรักษาให้เหมาะสม และไม่ให้การดำเนินของโรครุนเเรงจนเกินไป ทำให้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อเเพทย์ได้ทำการวินิจฉัยเเล้วจะเเบ่งการรักษาตามความรุนเเรงของอาการ ดังนี้ 

• การทานยาเเก้อักเสบ 

• การประคบร้อน กายภาพบำบัด หรือการดามนิ้ว 

• การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ปลอกหุ้นเอ็น 

หากผู้ป่วยยังไม่ตอบสนองต่อการรักษา การรักษาลำดับต่อไปคือการผ่าตัด ซึ่งมีทางเลือก ดังนี้ 

• การเจาะรูใช้เข็มเปิดปลอกหุ้นเอ็น คือการผ่าตัดแบบแผลเล็กที่ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก โดยมีแผลเท่ากับขนาดของรูเข็ม และผู้ป่วยฟื้นตัวไว  

• การผ่าตัดเปิดปลอกหุ้นเอ็น เป็นวิธีการมาตรฐานที่เปิดแผลขนาด 3-6 มม. เพื่อเข้าไปทำการตัดพังผืดที่กดหุ้มเส้นเอ็น ผู้ป่วยจะสามารถกลับไปทำงานได้ปกติทันทีหลังผ่าตัด 

โดยการรักษาเเต่ละวิธีการจะมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยที่เเตกต่างกันไป แพทย์เฉพาะทางจะให้คำปรึกษาเเก่ผู้ป่วยโดยเเจ้งรายละเอียด ข้อดี-ข้อเสียของการรักษาเเละร่วมตัดสินใจไปพร้อมกับผู้ป่วย 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคนิ้วล็อก สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ (Musculoskeletal Center) โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02 483 9999 หรือ www.navavej.com

อนุมัติฉีดวัคซีนโควิด 2 เข็มสลับชนิด กับ ไฟเขียวฉีดเข็มกระตุ้นให้บุคลากรแพทย์ด่านหน้า

0

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบ 4 ประเด็นต่อการควบคุมโรคโควิด 19 คือ 

1.การฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster dose) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าโดยห่างจากเข็ม 2 นาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันให้สูงและเร็วที่สุด เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า และธำรงระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนซิโนแวค ครบแล้วนานมากกว่า 3 เดือน จึงควรได้รับการกระตุ้นในเดือนกรกฎาคมได้ทันที อาจเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าหรือไฟเซอร์ 

2.การให้ฉีดวัคซีนโควิดสลับ 2 ชนิด เข็ม 1 เป็นวัคซีนซิโนแวค และเข็ม 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า โดยห่างจากเข็มแรกนาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสให้อยู่ในระดับที่สูงได้เร็วมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้รับวัคซีน

3.แนวทางการใช้ Antigen Test Kit ในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิด 19 โดยใช้ Antigen Test Kit ที่ผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปัจจุบันขึ้นทะเบียนแล้ว 24 ยี่ห้อ โดยอนุญาตให้ตรวจในสถานพยาบาล และหน่วยตรวจที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการตรวจ RT-PCR ที่มีมากกว่า 300 แห่ง ช่วยลดระยะเวลารอคอย และในระยะต่อไปจะอนุญาตให้ประชาชนตรวจเองได้ที่บ้าน โดยจะมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อ จังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร กำกับการดำเนินงานตามแนวทางปฏิบัติ 

4.แนวทางการแยกกักที่บ้าน (Home isolation) และการแยกกักในชุมชน (Community isolation) สำหรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีเงื่อนไขเหมาะสม หรือไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ รวมทั้งการแยกกักในชุมชนในกรณีการติดเชื้อโควิด 19 ในชุมชนเป็นจำนวนมาก โดยมีกระบวนการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากสถานพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโควิด 19 เพื่อความปลอดภัยและเป็นมาตรฐานในการดูแลรักษา เช่น มีเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ เครื่อง Oxymeter วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และยารักษาโรค โดยมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร นำเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป นอกจากนี้ ยังรับทราบแนวทางการจัดทีมดูแลผู้ป่วยโควิด 19 กลุ่มสีเขียวหรือกลุ่มผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน ในพื้นที่ กทม.

นายอนุทิน กล่าววอีกว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นการระบาดที่เกิดจากไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลต้า และมีแนวโน้มแพร่เชื้อไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานประกอบการ โรงงาน ตลาดค้าส่ง หากไม่มีมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่เข้มงวดมีประสิทธิภาพ คาดการณ์ว่าอาจพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 10,000 ราย/วัน หรือสะสมมากกว่า 100,000 รายใน 2 สัปดาห์ ส่งผลทำให้มีการเสียชีวิตเกิน 100 ราย/วัน จำเป็นต้องใช้มาตรการยาแรงจะดำเนินการพร้อมกันในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เช่น ห้ามการรวมกลุ่มคนมากกว่า 5 คน จำกัดการเดินทางข้ามจังหวัด ลดจำนวนขนส่งสาธารณะข้ามจังหวัดระยะไกล ปิดสถานที่เสี่ยง ให้พนักงาน Work from home ให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสสัมผัสโรค ลดการเคลื่อนย้าย และลดกิจกรรมของบุคคลให้มากที่สุด รวมถึงปรับแผนการฉีดวัคซีน ระดมฉีดกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคทั่วประเทศ ตั้งเป้าฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในพื้นที่ระบาดรุนแรง เช่น กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ให้ได้ 1 ล้านคนภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันมากกว่า 80%  เนื่องจากกลุ่มนี้หากติดเชื้อมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 11 กรกฎาคม 2564 ฉีดวัคซีนไปแล้ว 12,569,213 โดส เป็นเข็ม 1 จำนวน 9,301,407 ราย เข็ม 2 จำนวน 3,267,806 ราย

“การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 จะช่วยลดการป่วยที่รุนแรงและเสียชีวิต ช่วยชะลอการระบาดของโรค ช่วยให้โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพยังคงรองรับผู้ป่วยได้ สิ่งสำคัญที่จะต้องปฏิบัติตามคือมาตรการป้องกันส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย งดการคลุกคลีใกล้ชิด และไม่รับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน งดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ตามแนวทางและมาตรการที่ ศบค. กำหนด”

ซีพีเอฟ ดูแลน้องๆ “ศูนย์เรียนรู้ อา โยน อู” ปิดเรียนเพราะโควิด แต่ยังมีไข่ไก่บริโภค

0

ยอดผู้เสียชีวิตและจำนวนผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาสร้างความวิตกกังวลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย  ภาครัฐต้องเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เช่นเดียวกับสถานศึกษา โรงเรียน ที่ยังต้องปิดทำการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ และใช้ระบบออนไลน์แทน 

ที่ ศูนย์การเรียนรู้ อา โยน อู ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  โรงเรียนชายขอบซึ่งมีทั้งเด็กนักเรียนไทยและเด็กชาติพันธุ์  เผชิญกับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทำให้ยังไม่สามารถกลับมาทำการสอนตามปกติได้ ต้องเรียนทางออนไลน์ และนักเรียนที่สามารถเรียนผ่านออนไลน์ได้  ก็มีจำนวนเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เฉพาะเด็กที่ผู้ปกครองมีโทรศัพท์มือถือใช้เท่านั้น     

อย่างไรก็ตาม ที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ …. ยังเดินหน้าโครงการดีๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาสและเด็กชาติพันธุ์  คือ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”  เพื่อสร้างแหล่งผลิตอาหารที่ยั่งยืน โดยมีเยาวชนในศูนย์ฯ ร่วมรับผิดชอบโครงการ และยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะอาชีพเพื่อนำไปใช้ได้ในอนาคต   

นายจ่อซาน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ อา โยน อู เล่าว่า บนพื้นที่ 5 ไร่ของศูนย์ฯ ด้านหน้าถูกแบ่งเป็นส่วนของอาคารเรียน ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน ด้วยการทำสวนผัก ที่เต็มไปด้วยพืชผักสำหรับปรุงเป็นอาหารกลางวันให้กับน้องๆเยาวชนในศูนย์ทั้ง 100 คน และคุณครู 9 คน พื้นที่ตรงนี้ถูกจัดสรรให้เป็นแปลงปลูกพืชหมุนเวียน พืชผักสวนครัว ทั้งผักบุ้ง ข้าวโพดหวาน มะเขือม่วง กระเจี๊ยบ ฟักทอง มะนาว และกล้วยน้ำว้า ถัดไปเป็นสระน้ำสำหรับเก็บน้ำและเลี้ยงปลาให้นักเรียนได้บริโภคด้วย 

ไม่ไกลจากสวนผักเป็นที่ตั้งของโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ผู้อำนวยการบอกว่า โครงการนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีผู้ใหญ่ใจดีอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่มีความมุ่งมั่นเดียวกัน ในการร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และผลักดันให้ชุมชนมีแหล่งผลิตอาหารที่ยั่งยืนเป็นของตนเอง โดยเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่ปี 2559 มีซีพีเอฟดูแลรับผิดชอบด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมทั้งมอบแม่พันธุ์ไก่ไข่ อาหารสัตว์ และอุปกรณ์การเลี้ยงมาตรฐานสำหรับการเลี้ยงไก่รุ่นแรก ทั้งหมดนี้บริษัทให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมกับส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการโรงเรือน ตลอดจนการบริหารสต๊อกและการเงิน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ และมีผลประกอบการที่ดีสำหรับการลงทุนเลี้ยงเองในรุ่นถัดไป          

ที่ศูนย์ฯเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 120 ตัว โดยสามารถบริหารจัดการผลผลิต  ด้วยการนำไข่ไก่ไปเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กๆ ในภาวะปกติ รวมถึงในช่วงโควิดระบาด ที่ต้องหยุดการเรียนการสอนและสอนผ่านออนไลน์แทน ศูนย์ฯนำไข่ไก่ ข้าวสารและน้ำมันพืช แจกให้ผู้ปกครองนำไปปรุงอาหารให้กับนักเรียนได้รับประทานที่บ้าน ขณะเดียวกัน ยังจำหน่ายไข่ไก่ให้ผู้ปกครองในราคา 80-85 บาทต่อแผง 30 ฟอง ราคาถูกกว่าท้องตลาด เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ รวมถึงจำหน่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่อื่นๆ ทำให้สามารถบริหารการผลิตและการตลาดเพื่อให้มีผลกำไรเป็นทุนต่อไปได้    

นางสาว เตนเตน เหว่ คุณครูผู้รับผิดชอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่ของศูนย์ฯ เล่าว่า เป็นโอกาสที่ดีของเยาวชนต่างด้าวในพื้นที่ชายขอบ ที่มีซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท  สนับสนุนโรงเรียนทำโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ช่วยดูแลโภชนาการของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต การได้รับประทานไข่ไก่ที่เป็นโปรตีนคุณภาพดีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับผักปลอดสารต่างๆที่พวกเขาปลูกเอง  ส่งผลดีต่อสุขภาพ ร่างกาย พัฒนาการทางสมอง และจิตใจ จากการได้ดูแลเลี้ยงไก่ และการได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันช่วยเสริมทักษะทางสังคมให้เด็กๆ  

ด้านน้องๆที่รับผิดชอบดูแลเก็บผลผลิตไข่ไก่ ทั้ง ด.ญ. นวยนวยนันดามน, ด.ญ. เอตอดาข่าย และด.ช. กองเหว่หยั่นโก่โก่  ขะมักเขม้น ช่วยเหลือกันให้อาหารไก่ เก็บไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน นำมูลไก่ทำเป็นปุ๋ย เพื่อใส่แปลงผักที่ช่วยกันปลูก พวกเด็กๆสนุกกับการทำงาน ได้มาดูแลไก่ที่พวกเขารัก และยังภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในผลผลิตไข่ไก่ทุกฟองสำหรับทุกคนในโรงเรียนและคนในชุมชน   

ครูปีเตอร์ ครูสอนภาษาไทยของศูนย์ฯ บอกว่า ถึงจะเป็นช่วงที่นักเรียนไม่ได้มาเรียน แต่หลายๆคนยังได้บริโภคไข่ไก่เพื่อเสริมสุขภาพที่ดี  โดยผลผลิตไข่ไก่ในแต่ละวัน  จะถูกจัดสรรครึ่งหนึ่งเพื่อจำหน่ายให้ชุมชนและอีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้  ในแต่ละสัปดาห์คุณครูผู้รับผิดชอบโครงการฯ จะนำผลผลิตไข่ไก่ไปแจกตามบ้านนักเรียน  เท่าที่จะมีโอกาสนำไปให้ได้   ไกลสุดห่างจากศูนย์ฯ ประมาณ  10 กิโลเมตร  ช่วยดูแลสุขภาพเด็กๆในช่วงที่ไม่ได้มาเรียนที่ศูนย์ฯ แต่ก็ยังได้บริโภคไข่ไก่       

ครูปีเตอร์ เล่าอีกว่า   สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้จะมีการปลดแม่ไก่ไข่ เพื่อเตรียมรับไก่ไข่ชุดใหม่  ซึ่งผู้อำนวยการและครูทุกคนเห็นตรงกันว่า ควรต่อยอดความสำเร็จของโครงการนี้ไปยังชุมชน ด้วยการมอบแม่ไก่ไข่ที่ยังคงให้ผลผลิตไข่ไก่อย่างสม่ำเสมออยู่ ให้กับชาวชุมชนที่มีอยู่ประมาณ 50 ครัวเรือน นำไก่ไปเลี้ยงต่อ ครัวเรือนละ 2 ตัว โดยสามารถนำไก่ไปเลี้ยงปล่อยร่วมกับไก่พื้นบ้านที่ทุกบ้านเลี้ยงไว้อยู่แล้ว เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน ช่วยลดรายจ่ายช่วงโควิด-19 และทางศูนย์ฯยังมีแผนที่จะขยายการเลี้ยงไก่ เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น จากการขยายหลักสูตรการเรียนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 8 (Grade 1-8) ในปีนี้ และสอดคล้องกับการบริโภคในชุมชนและตลาดที่ต้องการไข่ไก่คุณภาพ 

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินการต่อเนื่องสู่ปีที่ 32 ส่งมอบโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนไปแล้ว 880 โรงเรียนทั่วประเทศ ตามเป้าหมายส่งเสริมการเข้าถึงอาหาร เป็นแหล่งผลิตอาหารของโรงเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน

AIS เปิดแอปฯ ‘เอไอเอส พารวย’ ช่วยเหลือร้านค้าเล็กฝ่าวิกฤติโควิด

0
เปิดแผน “มาตรการพารอด” ช่วยร้านเล็ก ร่วมพารอดไปด้วยกัน ด้วย แอปฯ “เอไอเอส พารวย” ชวนลูกค้าช็อปแล้วใช้พอยท์เป็นส่วนลดแทนเงินสด

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส เปิดแผน “มาตรการพารอด” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหารรายเล็ก ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด โดย AIS 5G พร้อมเป็นช่องทางให้ร้านค้ารายเล็กเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและรับชำระผ่านแอปพลิเคชั่น “เอไอเอส พารวย” ด้วยพอยท์ของลูกค้า เอไอเอสกว่า 42.7 ล้านราย โดยไม่มีค่าธรรมเนียม พร้อมโปรโมทร้านค้าบน myAIS และ AIS V-AVENUE.CO เข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านครั้งต่อวัน โดยมาตรการนี้จะช่วยทั้งการกระตุ้นการจับจ่ายให้เกิดรายได้กับบรรดาร้านค้ารายเล็ก ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และลดภาระ บรรเทาค่าใช้จ่ายของลูกค้า AIS ผ่านการใช้พอยท์เป็นส่วนลดแทนเงินสดอีกด้วย โดยหลังจากการเปิดบริการอย่างไม่เป็นทางการ (Soft launch) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,000 ร้านค้า เอไอเอสตั้งเป้าร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 100,000 ร้านค้าในปีนี้

“โจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้สามารถเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ สนับสนุน รักษาไว้ได้ทั้งร้านค้ารายเล็ก ที่เป็นเสมือนหนึ่งฟันเฟืองจำนวนมหาศาลที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานราก และ ร่วมลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า AIS ผ่านความแข็งแกร่งของเรา จึงเป็นที่มาของการนำเสนอ “มาตรการ พารอด” เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้ตามความตั้งใจ”

นางบุษยา กล่าวว่า มาตรการพารอด คือการกระตุ้นพลังการใช้จ่ายจากลูกค้า AIS กว่า 42.7 ล้านราย ให้หันมาช่วยกันซื้อสินค้าจากร้านค้ารายย่อยทุกรูปแบบ โดยใช้ AIS Points เป็นส่วนลดแทนเงินสดเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า โดยเชิญชวนให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชั่น “เอไอเอส พารวย” และใช้เป็นช่องทางรับชำระค่าสินค้าและบริการ ในขณะที่ลูกค้า AIS จะใช้ AIS Points เป็นส่วนลดแทนเงินสด ผ่านแอปพลิเคชั่น myAIS นอกจากนี้ร้านค้ายังได้โปรโมทร้านค้าผ่าน myAIS เข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวัน พร้อมฟังก์ชั่น “สิทธิพิเศษใกล้คุณ” ที่ให้ลูกค้าสามารถค้นหาร้านค้าที่อยู่ใกล้ในรัศมี 3 กิโลเมตร นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเหลือเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ให้ลูกค้าสามารถอุดหนุนร้านค้ารายย่อย เช่น ครัวคุณแหม่มเกษะโกมล, น้ำส้มคั้นสดคุณสา, ร้านเครปคาเฟ่บายเครปแป้งอร่อย

ร้านค้า สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับอนุมัติภายใน 5 นาที ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ เพียงใช้เบอร์มือถือเอไอเอส แล้วดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น เอไอเอส พารวย ฟรีได้ที่ App Store และ Google Play แล้วใส่รายละเอียดเพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้นเมื่อเริ่มใช้เป็นช่องทางชำระเงิน โดยทางร้านจะได้รับเงินสดเข้าบัญชีภายในวันรุ่งขึ้นทันที ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.th/เอไอเอสพารวย หรือที่ พารวย คอลเซ็นเตอร์ 1742

ส่วนลูกค้า AIS จะได้รับสิทธิประโยชน์จาก AIS Points ที่มีมูลค่า 1 พอยท์ = 50 สตางค์ เป็นส่วนลดในร้านค้าที่ร่วมโครงการได้ง่ายๆ เช่นกัน โดยสามารถเลือกชำระด้วยพอยท์ได้เต็มจำนวนที่ใช้จ่าย แบบไม่ต้องใช้เงินสด หรือ ใช้ AIS Points คู่กับเงินสด พร้อมทั้งยังสามารถใช้จ่ายได้ตามพอยท์ที่ลูกค้ามีอยู่แบบไม่มีโควต้าจำกัด จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันลูกค้าที่อยู่ในโปรแกรม AIS Points มีถึงกว่า 17 ล้านคน การเพิ่มพอยท์ให้ลูกค้าเอไอเอส และเอไอเอส ไฟเบอร์ นอกเหนือจากการสะสมผ่านยอดค่าใช้บริการทุก 25 บาท ได้รับ 1 พอยท์แล้ว เรายังมีจัดทำแคมเปญอย่างต่อเนื่อง เช่น ลูกค้าที่ล็อคอินผ่านแอป myAIS ครั้งแรกรับ 10 พอยท์, ลูกค้าที่สมัคร e-Bill รับ 60 พอยท์ และลูกค้าที่ร่วมสนุกเล่นเกมผ่านแอป myAIS เป็นต้น นอกจากนี้ยังจับมือกับพันธมิตรหลากหลาย ให้ลูกค้าสามารถโอนคะแนนจากพันธมิตรมาเป็น เอไอเอส พอยท์ได้ เช่น บางจาก ซิติแบงค์ และ เคแบงค์ เป็นต้น

นางบุษยา กล่าวทิ้งท้ายว่า “มาตรการพารอด เป็นส่วนหนึ่งของการคิดเร็ว ทำเร็ว เพราะต้องการเร่งเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ ร้านค้าที่เราคุ้นเคยให้อยู่รอดได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์ ตอบสนองการใช้ชีวิตที่จำเป็นผ่าน AIS Points ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเราในการเป็น Digital Life Service Provider ที่พร้อมนำขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีมาสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยในยามนี้ไม่มากก็น้อย”

0

สมาคมประกันชีวิตไทย เตือนแก๊งชวนยกเลิกกรมธรรม์มีความผิด

นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีบุคคลบางกลุ่มแอบอ้างตนเป็นที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของบริษัทประกันชีวิต โทรศัพท์ไปหาประชาชน เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการถือครองกรมธรรม์ประกันภัย มีการสอบถามและขอข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย โดยอ้างว่าจะทำการเปรียบเทียบและดูผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าให้ และเมื่อผู้เอาประกันภัยหลงเชื่อให้ข้อมูล ผู้แอบอ้างจะทำการเปรียบเทียบข้อมูลและแนะนำให้ผู้เอาประกันภัยยกเลิกหรือหยุดชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ฉบับเดิม เพื่อทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่ ที่ตนเองจะนำเสนอขาย โดยอ้างว่าจะได้รับผลประโยชน์สูงขึ้น

สมาคมฯ ขอชี้แจงว่า บริษัทประกันชีวิตไม่เคยมีนโยบายหรือมอบหมายให้บุคคลกลุ่มใดชักชวนให้ประชาชนยกเลิกหรือเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย เพราะการกระทำดังกล่าว อาจทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียสิทธิ์ของกรมธรรม์และผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ เสียสิทธิเรื่องการลดหย่อนภาษีของผู้มีเงินได้ด้วยเบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เบี้ยประกันสุขภาพ (ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาทและเมื่อรวมกับส่วนเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท) หรือเบี้ยประกันชีวิตของแบบประกันบำนาญ (ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาทหลังจากลดหย่อนส่วนเบี้ยประกันชีวิตครบ 100,000 บาทแรกแล้ว หรือต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี)

และผู้เอาประกันภัยต้องดำเนินการแถลงข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพต่อบริษัทใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยหรือต้องจำยอมจ่ายเบี้ยประกันภัยในระดับที่สูงขึ้น เพราะ ปัญหาสุขภาพที่มากขึ้น และ ระดับอายุที่สูงขึ้น รวมถึงบริษัทประกันภัยมีสิทธิ์ที่จะไม่จ่ายเคลมหรือผลประโยชน์ในกรณีที่เกิดอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย (Waiting period) หรือ ระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง ตั้งแต่ 30-120 วันนับจากวันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ ซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันภัย

อีกทั้ง กรณีถ้าหลงเชื่อทำการยกเลิกกรมธรรม์โดยเฉพาะประเภทสะสมทรัพย์ก่อนครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยอาจเสียสิทธิ์ได้ระดับผลตอบแทนที่มีการันตีผลตอบแทนหรือมีเงินคืนรายปี เพราะอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น้อยกว่าอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในอดีต ที่สำคัญการยกเลิกหรือเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนดสัญญาที่กล่าวข้างต้นนั้นทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับมูลค่าเวนคืนเงินสดซึ่งน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยจ่ายผ่านมาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีแรกๆ ของกรมธรรม์ เพราะบริษัทประกันภัยจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ

ดังนั้น บุคคลบางกลุ่มที่แอบอ้างตนเป็นที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของบริษัทประกันชีวิต รวมถึงตัวแทนหรือนายหน้าของบริษัทประกันภัยใดที่เชิญชวนให้ผู้เอาประกันภัยยกเลิกหรือเวนคืนกรมธรรม์ครบกำหนดสัญญา ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดหลักจรรยาบรรณและศีลธรรมของตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต ผู้กระทำการดังกล่าวจะต้องได้รับบทลงโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต

ทั้งนี้บุคคลที่จะสามารถทำการเสนอขายประกันภัยจะต้องมีใบอนุญาตที่ออกโดยสำนักงาน คปภ. และทุกครั้งที่ทำการเสนอขายไม่ว่าแบบพบหน้าหรือสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ บุคคลคนนั้นจะต้องแสดงใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต แจ้งชื่อบริษัทประกันที่ตนสังกัด พร้อมทั้งแจ้งแหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ว่าได้มาอย่างไร ซึ่งหากพบว่าการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลจะถือว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการออก และเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทประกันชีวิตและการดำเนินการของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต และธนาคาร พ.ศ. 2563 ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

หากผู้เอาประกันภัยพบว่าได้รับการติดต่อจากบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว เบื้องต้นขอให้ผู้เอาประกันภัยสอบถามชื่อ นามสุกล บริษัทที่สังกัด เลขที่ใบอนุญาต และสอบถามถึงแหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าหากบุคคลนั้นไม่แจ้งรายละเอียดทั้งหมดข้างต้น ผู้เอาประกันภัยสามารถนำเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามา ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีได้ หรือแจ้งไปที่สายด่วนประกันภัย 1186 หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยติดต่อที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัย หรือ ติดต่อที่สมาคมประกันชีวิตไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02-679-8080 หรือช่องทาง e–mail : [email protected]

กรมชลประทาน สั่งบุคลากรทำงานที่บ้าน 100% ยกเว้นงานบริการปชช. คุมเข้มโควิดระบาด

0

กรมชลประทาน ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ และศบค. สั่งเข้มคุมการระบาดของโรคโควิด-19 สั่งให้เจ้าหน้าที่ WFH 100% ตามมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ และ ศบค. โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการเป็นสำคัญ เพื่อลดความแออัดในสถานที่ปฏิบัติงาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโคโรน่า 2019 กระจายออกไปเป็นวงกว้าง จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามข้อสั่งการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ศบค. อย่างเคร่งครัด เบื้องต้นให้หน่วยงานในสังกัดปรับแผนการปฏิบัติงาน ของบุคลากรทุกประเภท ยกเว้นงานที่จะต้องบริการประชาชน บริการหน่วยงานภายนอก เป็นปฏิบัติงานที่บ้าน (Work Form Home : WFH) 100 % ตั้งแต่วันที่ 12 – 31 ก.ค. 64 เพื่อลดความแออัดในสถานที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะจังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดสีแดง และสีแดงเข้ม ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ส่วนพื้นที่อื่นๆ ขอให้พิจารณาตามมาตรการที่เข้มงวดของจังหวัดนั้นๆ สำหรับการประชุมหารือ สัมมนา ขอให้ใช้ระบบสารสนเทศหรือระบบออนไลน์เป็นหลัก ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการให้บริการต่อประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งงานส่งน้ำ บำรุงรักษา งานป้องกัน บรรเทาภัย และการรักษาความปลอดภัย เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่มาขอรับบริการ

ออมสิน ปล่อยสินเชื่ออิ่มใจ ช่วยร้านอาหาร/เครื่องดื่ม เงินกู้ 1 แสนบ. ไม่ต้องมีหลักประกัน ปลอดค่างวด 6 เดือน

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้ธนาคารออมสินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการร้านอาหารหรือเครื่องดื่มที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วยการปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติ “สินเชื่ออิ่มใจ” วงเงิน 2,000 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการกู้ได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกันการกู้ และให้ปลอดชำระเงินงวด 6 งวดแรก กำหนดระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี (รวมระยะเวลาปลอดชำระแล้ว) คิดอัตราดอกเบี้ย 3.99% ต่อปี และยกเว้นค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อ

ธนาคาร เตรียมเปิดให้บุคคลที่เป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอกู้ทางเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2564 -วันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าจะครบจำนวนวงเงินโครงการ จากนั้นธนาคารจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนขอกู้ โดยผู้กู้จะต้องแนบรูปถ่ายสถานประกอบการของตนเอง พร้อมเอกสารประกอบอื่น เช่น รูปถ่ายใบเสร็จ/สัญญาเช่า/ใบทะเบียนการค้า หรือเอกสารอื่นใดเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการประกอบกิจการและการเป็นเจ้าของ โดยสามารถตรวจสอบผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นได้หลังจากลงทะเบียนแล้วภายใน 5 วันทำการ หลังจากนั้น ผู้ที่คุณสมบัติผ่านเกณฑ์เบื้องต้น สามารถยื่นขอกู้ได้ที่แอป MyMo ในขั้นตอนถัดไป รวมระยะเวลาอนุมัติ ไม่เกิน 7 วันทำการ

ทั้งนี้ ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มที่สามารถยื่นขอกู้ตามมาตรการสินเชื่ออิ่มใจ จะต้องเป็นสถานประกอบการในพื้นที่ถาวร เช่น ร้านที่เปิดในห้องแถวหรืออาคารพาณิชย์ ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ฟู้ดคอร์ท รวมถึงร้านอาหารที่มีลักษณะเป็น Food Truck, Pop-Up Store, Booth & Kiosk เป็นต้น โดยธนาคารจะพิจารณาวงเงินให้กู้ตามขนาดของธุรกิจ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อไม่ลดการจ้างลูกจ้างเพื่อช่วยกันประคับประคองผู้ที่เดือดร้อนให้สามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

สำหรับผู้ขายอาหารที่เป็นหาบเร่ แผงลอย หรือ รถเข็น สามารถใช้บริการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ผ่านช่องทางแอป MyMo วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 10,000 บาท หรือถ้าเป็นกิจการร้านอาหารขนาดใหญ่ ที่มีความจำเป็นต้องใช้สินเชื่อมากกว่า อาจใช้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อผู้ประกอบการ SMEs ภาคการท่องเที่ยว วงเงินให้กู้รายละ 500,000 บาท ที่ยังเปิดรับคำขอกู้อยู่ขณะนี้ก็ได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่ facebook : GSB Society

แฟลช จับมือตำรวจทางหลวง เสริมสร้างวินัยและความปลอดภัยในการขับขี่

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า แฟลช เอ็กซ์เพรส ร่วมกับ กองบังคับการตำรวจทางหลวง เดินหน้าสานต่อ “โครงการเสริมสร้างวินัย ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน รุ่น2” จัดอบรมออนไลน์ 4 ภูมิภาคทั่วไทย พร้อมส่งพนักงานเข้าร่วมเป็นอาสาจราจรเครือข่ายภาคเอกชนบำเพ็ญประโยชน์เพื่อประชาชน ช่วยป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

จากความสำเร็จของโครงการ “เสริมสร้างวินัย ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” ภายใต้เครือข่ายภาคเอกชนร่วมใจป้องกันภัยทางถนน รุ่นที่ 1 เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดอบรมด้านการส่งเสริมวินัยจราจร แก่พนักงาน และประชาชนทั่วไป โดยตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ภาคเอกชนควรมีต่อสังคมเนื่องจากธุรกิจของแฟลช เอ็กซ์เพรส นั้นในทุกๆ วันพนักงานขนส่งพัสดุ(คูเรียร์)ของบริษัทฯจะต้องใช้รถบนท้องถนนเพื่อรับส่งพัสดุในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยในปี 2564 นี้ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส ยังคงเดินหน้าสานต่อความสำเร็จของโครงการดังกล่าว ต่อเนื่องในรุ่นที่ 2 ประจำปี 2564 พร้อมส่งพนักงานเข้าเป็นตัวแทนฝึกอบรมโครงการ “สร้างเสริมเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อเป็นแนวร่วมในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนร่วมกับกองบังคับการตำรวจทางหลวง” หรือ อาสาจราจร ตามที่ทางกองบังคับการตำรวจทางหลวงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีจิตอาสาประสงค์ร่วมกันสร้างสรรค์ความดีเพื่อสังคม

นางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ พาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจ แฟลช (แฟลช กรุ๊ป) กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายในด้านการสร้างความร่วมมือ ส่งเสริม และร่วมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีการถ่ายทอดนโยบายดังกล่าวให้แก่พนักงานทุกคนอยู่เสมอ สำหรับโครงการฯ ในรุ่น 1 ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีพนักงาน และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับศูนย์กระจายสินค้าของแฟลช ได้เข้ารับการอบรมไปมากกว่า 500 คน รวม 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร, จังหวัดนครสวรรค์, จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดสุราษฏร์ธานีโดยเฉพาะตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับขี่ของพนักงานขนส่งพัสดุในครึ่งปีแรกของปี 2564 มีค่าเฉลี่ยการเกิดอุบัติเหตุไม่ถึง 1% จากจำนวนพนักงานขนส่งพัสดุทั้งหมดซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 เนื่องจากพนักงานเกิดความตระหนักในเรื่องการมีวินัยในการขับขี่รถบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงให้ความคำนึงด้านการใช้ถนนร่วมกับบุคคลอื่นๆ

สำหรับในปี2564 ทางบริษัทฯยังได้สานต่อความร่วมมือกับทางตำรวจทางหลวงจัดอบรมโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบการอบรมออนไลน์ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อCovid-19 ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ยังได้มีพนักงานส่วนหนึ่งของบริษัทฯ ยังได้สมัครเข้าร่วมโครงการ “อาสาจราจร” ของกองบังคับการตำรวจทางหลวง เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุน และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านการจราจรอย่างยั่งยืนต่อไป

พลตำรวจตรี เอกราช ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า ด้วยกองบังคับการตำรวจทางหลวง มีภารกิจหน้าที่ในการอำนวยการจราจร ดูแลความปลอดภัย และป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในเขตทางหลวงทั่วประเทศ เพื่อการดูแลพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชน แฟลช เอ็กซ์เพรส นับเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงที่ให้บริการด้านขนส่งโดยขับขี่รถบนถนนทางหลวงอยู่เสมอ โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาทางตำรวจทางหลวง ได้ร่วมกับบริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส ริเริ่มโครงการ “เสริมสร้างวินัย ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งได้รับการสนับสนุน และตอบรับอยย่างดี ปีนี้ทางตำรวจทางหลวง จึงยังคงสานต่อความร่วมมือต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยใจความสำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การอบรมให้ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปต้องตระหนักถึงความสำคัญในด้านวินัยจราจรการใช้รถร่วมกันบนท้องถนนเพื่อป้องกัน และลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สำหรับโครงการอบรม “เสริมสร้างวินัย ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” รุ่นที่ 2 ประจำปี 2564 จะเริ่มเปิดอบรมในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป โดยครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในรูปแบบการจัดอบรมแบบออนไลน์ทั้งหมด