Home Blog Page 395

เซเว่น อีเลฟเว่น จับมือร้านอาหารดัง รส’นิยม เปิดตลาดข้าวกล่องแช่เย็นเมนูเนื้อเจ้าแรก เอาใจลูกค้าสายเนื้อ

0

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ ร่วมกับร้านรส’นิยม ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยรสจัดจ้านสไตล์สตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงมายาวนาน จัดแคมเปญ “ยกร้านดัง…มาไว้ใกล้คุณ” ภายใต้แนวคิด “สายเนื้อรสจัดจ้าน อร่อยเหมือนทานที่ร้านรส’นิยม” ส่งข้าวกล่องพร้อมรับประทานแช่เย็นเมนูเนื้อจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นเป็นแห่งแรก   

“บริษัทเห็นถึงจุดแข็งของร้านรส’นิยมที่มีความความโดดเด่นในรสชาติและสไตล์ของอาหาร จึงได้ร่วมกันพัฒนาและยกระดับสินค้า โดยคัดเลือกเมนูเนื้อยอดฮิตของรส’นิยม จำนวน 3 เมนู ได้แก่ ข้าวกะเพราเนื้อโคขุนคั่วพริกแห้ง ข้าวแกงเขียวหวานพริกขี้หนูสันคอเนื้อออสเตรเลีย และข้าวพะแนงสันคอเนื้อออสเตรเลีย มาพัฒนาเป็นรูปแบบข้าวกล่องแช่เย็นพร้อมรับประทาน และใช้วัตถุดิบคุณภาพที่คัดสรรเป็นอย่างดี จำหน่ายในราคา 69 บาท เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการรับประทานเนื้อ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้จำนวนมากและสะดวกขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนอกจากจะเลือกซื้อสินค้าดังกล่าวได้ที่ร้านเซเว่นแล้ว ผู้บริโภคยังสามารถสั่งผ่านบริการ 7 Delivery เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนี้ด้วย”  

ทั้งนี้ ข้าวกล่องพร้อมรับประทานแช่เย็น ทั้ง 3 เมนูเนื้อ จะเริ่มจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 5,500 สาขา ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร โดยในอนาคตมีแผนจะขยายพื้นที่ในการจำหน่ายไปทั่วประเทศ 

ด้าน นางสาวอัจฉรา บุรารักษ์  Founder and Creative Director บริษัท ไอเบอร์รี่ โฮมเมด จำกัด กล่าวว่าการประกอบกิจการร้านอาหารในปัจจุบันเป็นเรื่องยาก เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 การจะอยู่รอดให้ได้ต้องมีการปรับตัวเข้าหาลูกค้ามากขึ้น ทำให้เกิดแนวคิดการผลิตอาหารในรูปแบบพร้อมทาน ด้วยการพัฒนาสูตรอาหาร Street Food ยอดฮิต ตามแบบฉบับแบรนด์ รส’นิยม โดยจะทำยังไงให้ผลิตภัณฑ์เราไปอยู่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด จึงได้มีโอกาสร่วมมือกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในการวางจำหน่ายสินค้า ณ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อที่เข้าถึงได้ง่าย ส่งผลดีต่อสินค้าเราทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น

 “จุดเด่นของ แบรนด์ รส’นิยม จะเป็นอาหารรสชาติจัดจ้าน เข้าถึงง่าย เลือกใช้แต่วัตถุดิบคุณภาพ ด้วยตัวเมนูที่เราเลือกมาล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่คนส่วนใหญ่เคยรับประทาน เช่น กะเพรา, พะแนง และแกงเขียวหวาน บวกกับเมนูดังกล่าวถ้าใช้วัตถุดิบหลักเป็นเนื้อจะเข้ากันมาก ซึ่งส่วนที่เลือกใช้ก็เป็นส่วนที่ดีที่สุดเช่นกัน” นางสาวอัจฉรา กล่าว

นอกจากนี้บริษัท ไอเบอร์รี่ โฮมเมด จำกัด ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ร้านอาหารในเครือ ได้แก่ ไอเบอร์รี่, กับข้าว’กับปลา, โรงสีโภชนา, เจริญแกง, เบิร์นบุษบา และ ฟ้าปลาทาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายในการนำผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น 

แบงก์ชาติ จับมือสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ออกมาตรการพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 2 เดือน

0

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ออกมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ

ทั้งนี้ จากการที่ภาครัฐได้ยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด 10 จังหวัด เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยจำกัดการเคลื่อนย้ายและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจและลูกหนี้ที่มีฐานะการเงินเปราะบางมาตั้งแต่การระบาดของโควิด 19 ระลอกก่อน และได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อเยียวยาด้านรายได้อย่างเร่งด่วนให้กับผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด 

ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ตระหนักถึงความเดือดร้อนของลูกหนี้และเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติมให้แก่ลูกจ้างและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ จึงเห็นร่วมกันที่จะออกมาตรการเร่งด่วนด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ SMEs และรายย่อย เป็นระยะเวลา 2 เดือนให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ลูกหนี้ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งในพื้นที่ควบคุมฯ และนอกพื้นที่ควบคุมฯ ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ เริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เมื่อหมดระยะเวลาพักชำระหนี้แล้ว สถาบันการเงินจะไม่เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ในทันที เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักกับลูกหนี้

สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม คือ ลูกหนี้ที่ยังเปิดกิจการได้ แต่รายได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ สถาบันการเงินจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้ 

การให้ความช่วยเหลือตามแนวทางข้างต้น ลูกหนี้สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้เพื่อแสดงความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ หากลูกหนี้สามารถให้ข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนถึงผลกระทบของกิจการหรือการจ้างงาน จะทำให้การพิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยเจ้าหนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยภายใต้มาตรการนี้ เป็นเพียงการเลื่อนการชำระออกไป ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพและสามารถชำระหนี้ได้ จึงควรชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาระหนี้ในอนาคตเพิ่มขึ้นสูงเกินจำเป็น เช่นเดียวกับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินอยู่ก่อนหน้า ที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่า 

การพักชำระหนี้ภายใต้มาตรการนี้ เป็นการให้ความช่วยเหลือขั้นต่ำ สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงได้มากขึ้นตามความเหมาะสม 

ธปท. และทุกสมาคมฯ รวมถึงสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ จะร่วมกันเร่งรัดและผลักดันการให้ความช่วยเหลือจากมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ธปท. ได้ขอให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (nonbank) ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ไปพร้อมกัน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด  ดังนั้น ขอให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหารีบติดต่อผู้ให้บริการทางการเงินที่ใช้บริการอยู่เพื่อรับความช่วยเหลือ และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อผู้ให้บริการทางการเงินโดยตรง หรือศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)  โทร 1213 

AIS ผนึก พฤกษา เติมเต็มวิถีคนรุ่นใหม่ เชื่อมต่อแรงสุดรับ Lifestyle Disruption

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมกับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)  จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดรับครึ่งปีหลัง “โปรแรงขั้นสุด ชีวิตสนุกกว่า” รองรับวิถีชีวิตพลเมืองยุคดิจิทัล โดยมอบสิทธิพิเศษ “อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี, ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 3 ปี, ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ และส่วนลดราคาบ้านเพิ่มเติม รวมมูลค่าทั้งหมดสูงสุด 26 ล้านบาท และยังได้รับสิทธิ์ติดอินเตอร์เน็ตบ้าน ฟรี ผ่านเอไอเอส ไฟเบอร์  และรับบริการ AIS PLAY เติมเต็มความบันเทิงในบ้าน ด้วยซี่รีย์ไทยและต่างประเทศอย่าง Disney+ Hotstar รวมถึงภาพยนตร์จอเงินระดับโลก ผ่านกล่อง AIS PLAYBOX ฟรีนาน 1 ปี

“วันนี้ โครงข่ายสื่อสารคุณภาพทั้งเน็ตบ้านและมือถือ ได้กลายเป็น หัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงทุกรูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุค New Normal ที่การทำงาน หรือ เรียนที่บ้าน  ได้กลายเป็นวิถีปกติไปแล้ว AIS โดย AIS Fibre จึงสร้างมาตรฐานบริการทันใจ 24 ชั่วโมง ทั้งบริการแก้ปัญหา,ติดตั้ง และ นัดหมาย เพื่อตอบความต้องการดังกล่าว ความร่วมมือกับพฤกษา ในฐานะผู้นำอสังหายักษ์ใหญ่ ครั้งนี้ จึงถือเป็นการผสมผสานระหว่าง Digital กับ Lifestyle พร้อมร่วมส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตคุณภาพที่ยกระดับไปอีกขั้นอย่างครบถ้วน”  

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ด้วยแนวคิด Tomorrow. Reimagined.” ที่รองรับความเปลี่ยนแปลงทั้งในวันนี้ และพรุ่งนี้ โดยตอกย้ำความตั้งใจของแบรนด์ “พฤกษาใส่ใจ…เพื่อทั้งชีวิต” พฤกษาจึงได้เตรียมความพร้อมรองรับวิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนไป (Lifestyle Disruption) ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสร้างความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน คงไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับผู้คนทั้งในยุคปัจจุบันและอนาคต และด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีส่วนสำคัญที่เป็นตัวเร่งให้วิถีชีวิตคนเปลี่ยนไป ทั้งการอยู่บ้านมากขึ้น การทำงานในรูปแบบ Work Form Home การทำธุรกรรมการเงิน การหารายได้เสริม รวมไปถึงการเข้าถึงความบันเทิง และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียแทบทุกอย่าง ล้วนจำเป็นต้องอาศัยอินเตอร์เน็ตในการเชื่อมโยงโลกทุกวันนี้

แคมเปญส่งเสริมการตลาด “โปรแรงขั้นสุด ชีวิตสนุกกว่า” จึงออกมาเพื่อตอบโจทย์ และสนับสนุนแนวคิด Tomorrow. Reimagined. ของพฤกษา ที่ร่วมกับเอไอเอส แบรนด์โทรคมนาคมอันดับหนึ่งของเมืองไทยและผู้นำด้าน Digital Life Service Provider โดยลูกค้าที่ใช้สิทธิในแคมเปญโปรโมชั่น “โปรแรงขั้นสุด ชีวิตสนุกกว่า” ซึ้อ 1 ฟรี 6 ได้แก่  1.อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี 2.ฟรีค่าส่วนกลางสูดสุด 3 ปี 3.ฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ 4.พร้อมส่วนลดราคาบ้านเพิ่มเติมอีกรวมมูลค่าทั้งหมดสูงสุด 26 ล้านบาทแล้ว 5.ยังได้รับแพ็กเกจสัญญาณอินเตอร์เน็ตภายในบ้าน ผ่าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ที่รองรับความเร็วสูงสุด 500/200 Mbps  ฟรี 1 ปี 6.พร้อมด้วยบริการ AIS PLAY เติมเต็มความบันเทิงระดับโลก ผ่านกล่อง AIS PLAYBOX เพิ่มเติมฟรี 1 ปี  และด้วยประสิทธิภาพของ “เอไอเอส ไฟเบอร์” (AIS FIBRE) ซึ่งเป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวที่คว้ารางวัลเน็ตบ้านที่ดีที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2020 กับรางวัล 2020 Asia-Pacific Fixed Broadband Service Provider of the Year จึงเป็นเครื่องการันตีว่า “เอไอเอส ไฟเบอร์”  จะช่วยทำให้ชีวิตดิจิทัลของลูกค้าพฤกษา ไม่สะดุดอีกต่อไป   

สิทธิพิเศษดังกล่าวมอบให้กับลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม คุณภาพที่เข้าร่วมแคมเปญมากกว่า 120 โครงการในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2564 และพิเศษสุดเฉพาะลูกค้าที่จองและโอนภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุดอีก 8 แสนบาทด้วย สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโครงการที่เข้าร่วมได้ที่ www.pruksa.com หรือสอบถาม โทร. 1739

‘หมอธีระวัฒน์’ แนะจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้เพียงพอ แก้ปัญหาความสับสนฉีดวีคซีนสลับชนิด

0

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติ​​ใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสเฟสบุ็คมีเนื้อหาถึงปัญหาการสลับชนิดฉีดวัคซีนโควิดว่า “ความสับสนที่เกิดขึ้นจากการไขว้วัคซีนว่า ต้นเหตุน่าจะเกิดขึ้นจากการที่หาวัคซีนไม่ได้ดังนั้น การจะแก้ความสับสนคือ “แก้ที่ต้นเหตุ” หาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีเข้ามาให้เพียงพอสำหรับคนไทย

สำหรับการไขว้วัคซีนเข็มที่หนึ่งและสองหมายความว่าวัคซีนเข็มเดียวแต่ละยี่ห้อก็มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว และเมื่อมาใช้ร่วมกันจะได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกและอีกทั้งมีความสามารถเฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์ที่ต่างจากเดิมออกไปเช่นเดลต้ามากขึ้น

วัคซีนแอสตร้าจะเริ่มสร้างภูมิให้เห็นได้ชัดเจน 14 วันหลังจากฉีดเข็มแรก แต่ในทางกลับกันวัคซีนชิโนแวคจะเริ่มสร้างภูมิเกือบ 30 วันหลังฉีดเข็มที่สอง

ดังนั้นการไขว้ชิโนแวคต่อด้วยแอสตร้า จะไม่เป็นไปตามหลักการไขว้วัคซีนที่ปฏิบัติกันไปแล้วในแอสตร้ากับไฟเซอร์โมเดนา และนอกจากนั้นชิโนแวค ยังไม่มีความชัดเจนในประสิทธิภาพเจาะจงในการกันติดกับเดลต้าดังที่เห็นในชิลีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมาหรือในบราซิลและในอินโดนีเซียเป็นต้นแต่ที่ประเทศจีนที่ได้ผลนั้นแม้จะยืนพื้นด้วยชิโนแวค เป็นเพราะมีการคัดกรองและแยกตัวอย่างดีเยี่ยมและเข้าถึงประชาชนทุกคนพร้อมกันนั้นคือการทำตามวินัยสูงสุด

การไขว้ชิโนแวคกับแอสตร้าอาจจะกลายเป็นเสียวัคซีนเข็มแรกไป และยิ่งไปกว่านั้น ภูมิที่ได้โดยไม่สามารถจับได้แน่นกับเดลต้า อาจจะกลายเป็นทำให้เกิดผลร้ายมากขึ้นโดยการที่ภูมิไปจับไวรัสและนำพาไปหาเซลล์ที่สร้างการอักเสบอย่างรุนแรงต่อ

ชิโนแวคเมื่อใช้ไปสองเข็มและภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ทดแทนได้ด้วยการกระตุ้นเข็มที่สามด้วยแอสตร้า ซึ่งช่วยให้ภูมิสูงขึ้นอย่างมากและขณะเดียวกันมีความสามารถเจาะจงกับเดลต้าได้มากขึ้น ซึ่งในระยะแรกควรใช้ในบุคลากรด่านหน้าที่ต้องรักษาผู้ป่วยและถ้าเกิดติดจะยิ่งแพร่เชื้อให้ผู้ป่วยได้มากขึ้นไปอีก

อนึ่ง ถึงแม้ว่าชิโนแวค ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อจะลดลงเร็วรวมทั้งต่อสายเดลต้าแต่ก็ยังมีความดีงามในการบรรเทาความรุนแรงเมื่อติดเชื้อไปแล้วอย่างแน่นอน”

ซีพี ออลล์ หนุนการศึกษาเด็กไทย ส่งต่อคอมพิวเตอร์หมุนเวียนให้ตามโรงเรียนห่างไกล

0

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมสนับสนุนคอมพิวเตอร์หมุนเวียน พร้อมจัดหาอุปกรณ์ต่อพ่วง และลงโปรแกรมเพื่อใช้งานทางการศึกษา จัดส่งไปยังโรงเรียนต่างๆ ในโครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี  (CONNEXT ED) ภายใต้การดูแลของซีพี ออลล์  โดยเริ่มจากปีการศึกษา 2561-2562 ได้ทยอยส่งมอบคอมพิวเตอร์ไปยังโรงเรียนในภูมิภาคต่างๆ จำนวน 1,200 เครื่อง ให้กับ 52 โรงเรียน  มูลค่ารวมกว่า 2,080,000 บาท และจากการดำเนินงานล่าสุด ปีการศึกษา 2563-2564 ได้ส่งมอบคอมพิวเตอร์ เป็นจำนวนอีก 2,536 เครื่อง ไปยัง 128 โรงเรียน  มูลค่ารวมกว่า 6,600,000 บาท  รวมแล้วซีพี ออลล์ ได้สร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ไปแล้วกว่า 180 โรงเรียน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,700,000 บาท  

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าที่บริหาร ซีพี ออลล์

“ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับการศึกษาไทย เราพบว่าโรงเรียนจำนวนมากขาดปัจจัยด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในจำนวนเพียงพอต่อการใช้งาน อายุการใช้งานเฉลี่ยของคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอยู่ที่ 8 ปี โดยมีอายุการใช้งานสูงสุดถึง 15 ปี เราในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานร่วมสร้างสรรค์ และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน จึงเข้าไปช่วยสนับสนุนปัจจัยเหล่านี้ เพื่อช่วยขยายขอบเขตองค์ความรู้ให้ไร้ขีดจำกัด และผลักดันคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนก้าวทันกันอย่างเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทั้งนี้ การสนับสนุนคอมพิวเตอร์หมุนเวียน พร้อมจัดหาอุปกรณ์ต่อพ่วง และลงโปรแกรมเพื่อใช้งานทางการศึกษา แก่โรงเรียนต่างๆ ในโครงการ CONNEXT ED ภายใต้การดำเนินการของซีพี ออลล์ จะช่วยให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น ด้วยการลดอัตรานักเรียนต่อการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์เหลือ 6 คนต่อ 1 เครื่อง จากเดิม 15 คนต่อ 1 เครื่อง โดยแผนการดำเนินงานต่อไป ซีพีออลล์ จะติดตามผลการออกแบบการเรียนการสอนที่นำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการจากโรงเรียนที่ได้รับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างโอกาสและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเยาวชนมากที่สุด  

ด้าน นายเกษม คำศรี รองผู้อำนวยการพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 2 เล่าว่า โครงการบริจาคคอมพิวเตอร์หมุนเวียนฯ ภายใต้การดูแลของ ซีพี ออลล์ มีความสำคัญกับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเยาวชนในพื้นที่ชนบทหลายๆ แห่งยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี แม้โรงเรียนจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูลด้วยตนเองแล้ว แต่ยังคงมีจำนวนไม่เพียงพอ โรงเรียนบางแห่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียน 15 คน โครงการนี้จึงช่วยให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการใช้คอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น  

ขณะที่ นายยรรยง อรรถีโภค รองผู้อำนวยการพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 อธิบายว่า นักเรียนในพื้นที่ชนบทที่มีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี จึงไม่สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากสื่อการเรียนรู้รูปแบบอื่นได้ การมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนในเครือ CONNEXT ED ทำให้นักเรียนสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างทั่วถึงโดยเฉพาะในอัตรา 1 คน ต่อ 1 เครื่องในโรงเรียนวัดนาคู (จันทศึกษาคาร) จึง ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน และช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี  

ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ เป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 41 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยวางเป้าดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED 5 เฟส จำนวน 638 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากภายในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด   

โออาร์ ส่งกำลังใจ หนุนรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สู้ภัยโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2564 นายณัฐพล ชูจิตารมย์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เป็นตัวแทนบริษัทฯ มอบหน้ากากอนามัย จำนวน 10,000 ชิ้น และกาแฟดริปคาเฟ่ อเมซอน กาแฟแท้คั่วบด รสซิกเนเจอร์ 1,000 ซอง ให้กับนางสาวอุษณีย์ มีลาภา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแผนและการคลัง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในการตรวจคัดกรอง และดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมย์ของโออาร์ที่ให้ความร่วมมือฟื้นฟูทุกภาคส่วน มีมาตรการดูแลสุขอนามัยและยกระดับความปลอดภัยในชีวิตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนทุกพื้นที่ที่โออาร์ดำเนินธุรกิจให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน

ที่ผ่านมา โออาร์ ได้มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ โออาร์ ที่จะดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร และพร้อมดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยให้ร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความเห็นเรื่องหลักเกณฑ์การระดมทุนของเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการระดมทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ) และการจัดตั้งตลาดรองเพื่อซื้อขายหุ้นของเอสเอ็มอี หรือ “เอสเอ็มอีบอร์ด” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการระดมทุนให้กับเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้ตามความเหมาะสมและความต้องการ

ปัจจุบัน พบว่า มีเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในการพัฒนาและเติบโตเป็นกิจการขนาดใหญ่ แต่ยังขาดแคลนเครื่องมือการระดมทุนในวงกว้างและมีข้อจำกัดที่ทำให้ยังไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ MAI ได้ ก.ล.ต. จึงได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์เปิดช่องทางให้เอสเอ็มอีสามารถดำเนินการระดมทุนจากผู้ลงทุนเป็นวงกว้างและนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดรองได้ 

เอสเอ็มอีที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดรองได้ ต้องมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งมีกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย (ตามพรบ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535) โดยจะผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทั้งในตลาดแรกและตลาดรองเพื่อให้เหมาะสมกับเอสเอ็มอีและไม่เป็นภาระกับเอสเอ็มอีมากเกินไป เช่น ไม่ต้องยื่นคำขออนุญาต ไม่กำหนดให้มีที่ปรึกษาทางการเงิน และไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมโดยกิจการยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น 

  (1) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเพื่อเปิดเผยข้อมูลของกิจการและงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีที่สังกัดสำนักงานสอบบัญชีที่ผ่านการตรวจคุณภาพจาก ก.ล.ต.

  (2) กำหนดให้มีการจัดส่งงบการเงินครึ่งปีและงบปีที่ผ่านการสอบทานหรือตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่สังกัดสำนักงานสอบบัญชีที่ผ่านการตรวจคุณภาพจาก ก.ล.ต. และรายงานประจำปี

  (3) มีกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของแต่ละสายงานที่ไม่มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ และต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นกรรมการและผู้บริหาร (fiduciary duty)

  (4) ขายหุ้นผ่านตัวกลางซึ่งมีหน้าที่ในการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และแนะนำการลงทุนที่เหมาะสม (Suitability) 

สำหรับการลงทุนในหุ้นเอสเอ็มอีทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง จะเปิดให้เฉพาะผู้ลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนมีประสบการณ์และมีสินทรัพย์สูงในระดับที่สามารถรับความเสี่ยงได้ เช่น ผู้ลงทุนสถาบัน กิจการเงินร่วมลงทุน (private equity) นิติบุคคลร่วมลงทุน (venture capital) ผู้ลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ (angel investor) กรรมการและพนักงานของเอสเอ็มอี หรือบริษัทในเครือ เป็นต้น เพื่อคงหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน 

ทั้งนี้ การซื้อขายหุ้นเอสเอ็มอีในตลาดรองจะต้องดำเนินการส่งคำสั่งผ่านตัวกลางโดยเป็นระบบการจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบ auction วันละ 1 รอบ และผู้ลงทุนจะต้องมีเงินเต็มจำนวนก่อนการซื้อและผู้ขายจะต้องมีหุ้นเพียงพอในบัญชีก่อนขาย (prepaid market) รวมทั้งมีการกำกับดูแลในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เช่นเดียวกับ SET และ mai เป็นต้น

ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th  และเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th  ผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] หรือ [email protected] จนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2564 

อธิบดีกรมชลฯ สั่งสำรวจความมั่นคงเขื่อนทั่วประเทศ เตรียมรับมือหน้าฝนใหม่

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เร่งสำรวจความพร้อมของเขื่อนทั่วประเทศ เนื่องจาก ช่วงนี้ประเทศไทย มีฝนเพิ่มมากขึ้นแต่ยังต้องเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ตามมาตรการบริหารจัดการน้ำและรับมือน้ำหลากอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เขื่อนขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ 35 แห่ง ตามข้อมูลล่าสุด 4 ก.ค.2564 สามารถรับน้ำได้อีก 42,263 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 56% ของความจุ  โดยปี 2564 มีปริมาณน้ำใช้การได้สูงกว่าปี 2563 ประมาณ 5% หรือสูงกว่าประมาณ 1,725 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 9,875 ล้าน ลบ.ม.หรือสัดส่วน 19% ของความจุ ซึ่งสูงกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีน้ำใช้การได้  84,091 ล้าน ลบ.ม. หรือสัดส่วน 18% ของความจุ  

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

สำหรับปริมาณน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีความจุ 70,926 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำรวมกันทั่วประเทศประมาณ  31,424 ล้าน ลบ.ม. หรือ ประมาณ 44% ของความจุ และเป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 7,882 ล้าน ลบ.ม.หรือ 17% ของความจุ ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีปริมาณน้ำมีในอ่างใหญ่ทั่วประเทศประมาณ 15,201 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 43% ของความจุ และเป็นน้ำใช้การได้ 7,239 ล้าน ลบ.ม.หรือ 15% ของความจุ

ส่วนเขื่อนขนาดกลาง มีปริมาณน้ำกว่า 23,801 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 46% ของความจุ ที่มีประมาณ 5,141 ล้านลบ.ม. และเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,993 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 13% ของความจุ

“กรมชลฯ พร้อมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานน้ำที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ตลอดจนทำการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนและอาคารชลประทาน และเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ไว้พร้อมในจุดเสี่ยงต่างๆ และยังคงเดินหน้าประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด อีกทั้งเร่งเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน รวมถึงวางแนวทางในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับประชาชน เพราะในบางพื้นที่ยังมีน้ำน้อย เกษตรกรจึงยังต้องใช้น้ำกันอย่างประณีต”

นายประพิศ กล่าวว่า ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนขนาดใหญ่ 35 เขื่อนทั่วประเทศ ไม่มีเขื่อนไหนในประเทศไทยที่มีน้ำเกิน 81% ของความจุ โดยเขื่อนที่น้ำไม่เกิน 30% ของความจุ หรือมีปริมาณน้ำน้อย มีจำนวน 11 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง มีปริมาณน้ำ 21% ของความจุ, เขื่อนกิ่วคอหมา มีปริมาณน้ำ 29% ของความจุ, เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 30% ของความจุ, เขื่อนแควน้อย มีปริมาณน้ำ 21% ของความจุ, เขื่อนทับเสลา มีปริมาณน้ำ 14 % ของความจุ, เขื่อนห้วยหลวง มีปริมาณน้ำ 30% ของความจุ, เขื่อนน้ำพุง  มีปริมาณน้ำ 30% ของความจุ, เขื่อนกระเสียว มีปริมาณน้ำ 29% ของความจุ, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 8% ของความจุ, เขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 17% ของความจุ และเขื่อนสียัด มีปริมาณน้ำ 12% ของความจุ 

สำหรับเขื่อนที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 30-50% ของความจุ ถือว่ามีน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ มีจำนวน 11 แห่ง ได้แก่เขื่อนแม่งัด มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ, เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ, เขื่อนน้ำอูน มีปริมาณน้ำ 41% ของความจุ, เขื่อนลำปาว มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ, เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 35% ของความจุ, เขื่อนนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำ 31% ของความจุ, เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำ 40% ของความจุ, เขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำ 31% ของความจุ, เขื่อนบางพระ มีปริมาณน้ำ 37% ของความจุ, เขื่อนปราณบุรี มีปริมาณน้ำ 41% ของความจุ, เขื่อนแม่มอก มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ

ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีหรือมีน้ำปริมาณ 51-80% ของความจุ มีทั้งหมด 13 แห่ง ได้แก่เขื่อนกิ่วลม มีปริมาณน้ำ 51% ของความจุ, เขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำ 63% ของความจุ, เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำ 63% ของความจุ, เขื่อนลำตะคอง มีปริมาณน้ำ 64% ของความจุ, เขื่อนลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำ 54% ของความจุ, เขื่อนปากมูลบน มีปริมาณน้ำ 67% ของความจุ, เขื่อนลำแซะ มีปริมาณน้ำ 54% ของความจุ, เขื่อนลำนางรอง มีปริมาณน้ำ 65% ของความจุ, เขื่อนสิรินธร มีปริมาณน้ำ  60% ของความจุ, เขื่อนหนองปลาไหล มีปริมาณน้ำ 76% ของความจุ ,เขื่อนประแสร์ มีปริมาณน้ำ 63% ของความจุ ,เขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำ 57% ของความจุ และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำ 63% ของความจุ

กรมชลฯ ทำสำเร็จ แบ่งปันน้ำในภาวะวิกฤติ ช่วยแม่น้ำบางขาม จ.ลพบุรี ไม่แห้งขอด

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำบางขามที่รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก มีสภาพแห้งขอด เนื่องจากฝนตกน้อยไม่สม่ำเสมอ กรมชลประทาน ได้เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นการด่วน ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ลงสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ก่อนจะสูบทอยน้ำจากคลองชัยนาท – ป่าสัก เข้าสู่คลองส่งน้ำ 13 ขวา และปากคลอง Waste Way บ้านกล้วย ไปเติมให้แม่น้ำบางขาม โดยการกำหนดรอบเวรการสูบน้ำ เพื่อช่วยเหลือการประปาส่วนภูมิภาคและการประปาท้องถิ่น รวมไปถึงพื้นที่ปลูกข้าวนาปีที่เพาะปลูกไปแล้ว ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ มหาสอน บางพึ่ง บ้านชี และบางขาม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างดี ส่งผลให้ปัจจุบัน (12 ก.ค. 64) น้ำที่สูบทอยเข้ามาเดินทางถึงยังบริเวณตำบลบางขามเรียบร้อยแล้ว

ด้าน นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่10 กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในแม่น้ำบางขามบริเวณตำบลมหาสอน ตำบลบางพึ่ง ตำบลบ้านชี และตำบลบางขาม อำเภอบ้านหมี่ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2564 รวมปริมาณน้ำที่สูบได้กว่า 5 ล้าน ลบ.ม. สามารถช่วยเหลือการผลิตน้ำประปาของประปาหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 และ 2 ตำบลมหาสอน หมู่ที่ 1 และ 2 ตำบลบางพึ่ง อำเภอบ้านหมี่ ให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ รวมไปถึงยังช่วยรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดิน และยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปี กว่า 30,000 ไร่ ให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อีกด้วย

ครม. เคาะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมาตรการโควิดใน 10 จังหวัดควบคุมสูงสุด

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 ก.ค. 64 มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน กลุ่มแรงงาน และผู้ประกอบการอันเนื่องมาจากคำสั่ง ศบค. ฉบับที่ 27 โดยมาตรการเร่งด่วน กรอบวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท จะช่วยเหลือแรงงานและผู้ประกอบการที่อยู่ใน 10 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท

และได้เพิ่มกลุ่มที่จะได้รับความช่วยเหลือแรงงานในระบบประกันสังคมและนอกระบบประกันสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ จากเดิม 4 สาขาอาชีพ เป็น 9 สาขาอาชีพ โดยสาขาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ 5 สาขา ได้แก่ สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า, สาขาการขายส่งและการขายปลีก, สาขาการซ่อมยานยนต์, สาขากิจกรรมการบริหารและสนับสนุนวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมวิชาการ และสาขาข้อมูลข่าวสารและการศึกษา

สำหรับแนวทาช่วยเหลือ คือ ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 สัญชาติไทย จะได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 2,500 บาท เป็นเวลา 1 เดือน ส่วนนายจ้างจะได้รับการช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาทต่อคน

และ ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 สัญชาติไทย ที่ยังคงประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบัน จะได้รับช่วยเหลือ 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน

ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้อยู่ในมาตรา 33, 39 และ 40 สัญชาติไทย ที่ยังคงประกอบอาชีพอยู่ให้เตรียมหลักฐานไปลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 กับสำนักงานประกันสังคมภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อจะได้รับการช่วยเหลือ 5,000 บาท

นอกจากนี้ ยังให้มีการลดค่าน้ำค่าไฟ ดังนี้ 1. ลดค่าไฟ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 10 จังหวัด ระยะเวลา 2 เดือน (ก.ค.-ส.ค.) 2. ลดค่าน้ำ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 10 จังหวัด ระยะเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.)