Home Blog Page 490

โควิดฉุดยอดใช้น้ำมันครึ่งปีแรก ลดฮวบ 13% ไตรมาสสองมีปั๊มน้ำมันปิดตัวเกือบ 200 แห่ง

0

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันครึ่งแรกของปี 2563 (มกราคม – มิถุนายน) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 13.8% โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 7.6% กลุ่มดีเซล ลดลง 4.9% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ลดลง 49.5% น้ำมันเตา ลดลง 21.9% น้ำมันก๊าด ลดลง 16.8% LPG ลดลง 16% และ NGV ลดลง 28.4%

สาเหตุสำคัญมาจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่มี.ค. 63 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2563 ภาครัฐได้ประกาศมาตรการผ่อนคลาย ระยะที่ 4 ทำให้ภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก่อนหน้า เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัว การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 29.7 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 7.6% โดยกลุ่ม แก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้ลดลง เฉลี่ยอยู่ที่ 28.9 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 7.2% และน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 0.8 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 21.1%

ภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ พบว่า แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ลดลงมากที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 29.6% รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 8.0 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 16.8% และแก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.0 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 6.1% ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 13.9 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 1.2%

การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65.6 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 4.9% โดยน้ำมันดีเซล หมุนเร็วธรรมดา (บี7) มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 46.7 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 27.5% น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 11.5 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 ล้านลิตร/วัน ซึ่งสถานการณ์การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็วอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ตามนโยบายภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานของประเทศ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 9.9 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 49.5% เนื่องด้วยยังคงอยู่ในช่วงสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศห้ามอากาศยานทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.63 จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 15.0 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 16% โดยปริมาณการใช้ภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.0 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลง 30.6% รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 6.0 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลง 19.3% ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลง 10.4% และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 ล้านกก./วัน คิดเป็นอัตราลดลง 6.4%

การใช้ NGV เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4.0 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 28.4 เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ จึงทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการรถโดยสารหันไปใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ทดแทน อีกทั้งยังมีนโยบายการปรับราคาขายปลีก NGV สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปเพื่อสะท้อนต้นทุน จึงทำให้ราคา NGV ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วแทน

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีปริมาณรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 918,547 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 9.5% โดยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 893,508 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 4.3% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 40,269 ล้านบาท/เดือน เนื่องจากในเดือน มิ.ย. 63 ยังคงอยู่ในช่วงหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ รวมถึงมาตรการ Lockdown อย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลดลง จึงส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงไปด้วย สำหรับน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG โดยมีปริมาณนำเข้าลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 25,039 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 69.4% คิดเป็นมูลค่านำเข้าเฉลี่ยรวม 1,253 ล้านบาท/เดือน การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยานและก๊าด และ LPG โดยมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 203,647 บาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 18.7% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวมเฉลี่ย 8,891 ล้านบาท/เดือน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวอีกว่า สถานีบริการน้ำมัน เดือน มิ.ย. 63 อยู่ที่ 2.67 หมื่นแห่ง ปั๊ม NGV รวม 446 แห่ง ปั๊ม LPG อยู่ที่ 1,940 แห่ง โดยจำนวนสถานีบริการน้ำมันไตรมาส 2 ปิดตัวลงไป 198 แห่ง และ NGV ปิด 2 แห่งเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และแนวโน้มการปิดตัวครึ่งปีหลัง คาดว่าจะทรงตัวระดับนี้เพราะเริ่มคลายล็อกดาวน์ ทำให้การใช้มีทิศทางเพิ่มขึ้น

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูภาคใต้ ย้ำราคาขายหน้าฟาร์มไม่เกิน 80 บาท มองสถานการณ์ราคาเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

0

พร้อมจับมือพาณิชย์-สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จัด “มหกรรมหมูธงฟ้า” ที่พัทลุง 30 ก.ค. นี้

นายปรีชา กิจถาวร กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และนายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาค ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมใจกันดูแลปกป้องประชาชนไม่ให้เดือดร้อนด้านค่าครองชีพ ด้วยการให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการตรึงราคาขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มซึ่งเป็นต้นทางไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม มาโดยตลอด เพื่อให้ราคาจำหน่ายหมูหน้าเขียงที่ปลายทางอยู่ที่ 150-160 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้บริโภค และที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต่างร่วมกันบริหารจัดการการผลิตตลอดห่วงโซ่เพื่อให้มีปริมาณสุกรเพื่อการบริโภคในประเทศอย่างเพียงพอ

ปรีชา กิจถาวร  นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้

ราคาสุกรในปัจจุบันเป็นไปตามกลไกตลาด จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ส่งผลให้กิจการและกิจกรรมหลายส่วนเริ่มเปิดดำเนินการ การจับจ่ายใช้สอยกลับมาคึกคัก ประกอบกับสถานศึกษาทั่วประเทศเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว ยิ่งทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงทุกคนจะยืนหยัดในการผลิตสุกรให้เพียงพอกับการบริโภค ย้ำว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนสุกรอย่างแน่นอน ที่สำคัญจากโครงการ “เนื้อหมู…สู้โควิด” ของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรที่เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดชลบุรี ด้วยการขายเนื้อหมูกิโลกรัมละ 130 บาท จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงห้างค้าส่ง ค้าปลีก ต่างร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ราคากลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ทั้งนี้ จากปัญหาโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร ที่มีการระบาดอย่างหนักโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านทั้งจีน เวียดนาม เมียนมา ฯลฯ ทำให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศดังกล่าวเสียหายอย่างหนัก ปริมาณสุกรหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อราคาเนื้อสุกรในประเทศเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว เช่น  จีนราคาหมูหน้าเขียงกิโลกรัมละ 350 บาท เวียดนาม 250 บาท และกัมพูชา 200 บาท เป็นต้น โรค ASF ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงเกิดความวิตกกังวล และตัดสินใจเลิกอาชีพเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเกษตรกรในภาคใต้หายออกไปจากระบบถึงร้อยละ 20 ส่งผลให้ปริมาณแม่พันธุ์รวมเหลืออยู่ประมาณ 80,000 ตัว จากเดิมที่มีแม่พันธุ์มากกว่า 100,000 ตัว อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังสามารถป้องกันโรค ASF ไว้ได้ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนี้ และคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ประสบปัญหาขาดแคลนและเดือดร้อนจากภาวะราคาดังเช่นประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ จะร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ จัด “มหกรรมหมูธงฟ้า” ส่งตรงหมูสดจากฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงสู่ผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนนโยบายการช่วยเหลือผู้บริโภค ในวันที่ 30 กรกฎาคม ศกนี้ ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง และจัดพร้อมกันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในวันที่ 7 สิงหาคม โดยพื้นที่ภาคใต้เบื้องต้นจะจัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทยอยจัดจำหน่ายประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อวัน

ชมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันเด็กนักเรียน ที่รร.บ้านแสนสุข จ.สระแก้ว

0

เปิดเทอมใหม่หลังโควิด 19 น้องๆ โรงเรียนบ้านแสนสุข ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กลับมาเรียนและทำกิจกรรมตามวิถีปกติใหม่ (New Normal) โดยที่โรงเรียนยังระมัดระวังการเว้นระยะห่างในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ขณะที่เช้าวันนี้ เด็กๆ ชวนกันไปที่โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ที่พวกเขาช่วยกันเลี้ยง ดูแล และช่วยกันเก็บผลผลิตไข่ไก่เพื่อมาเป็นอาหารกลางวัน

โรงเรียนบ้านแสนสุข เป็นโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน และยังเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการผลผลิตไข่ไก่จากโครงการ ฯ ได้รับการสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงไก่ไข่ จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ส่งเสริมนักเรียนเลี้ยงไก่ไข่เพื่อนำผลผลิตไข่ไก่ส่งเข้าโครงการอาหารกลางวัน และผลผลิตไข่ไก่อีกส่วนหนึ่งจำหน่ายให้กับชุมชน โดยซีพีเอฟสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่และปัจจัยการผลิต ทั้งพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ให้แก่โรงเรียน ผ่านระบบสมาชิกโครงการ รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่สัตวบาลให้ความรู้ คำปรึกษาในการเลี้ยงและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการและการสุขาภิบาล

โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิดซึ่งตรงกับช่วงปิดเทอม โรงเรียนไม่ต้องนำไข่ไก่มาทำอาหารกลางวันให้นักเรียน แต่นักเรียนยังได้รับประทานเมนูที่นำไข่ไก่มาปรุงอาหาร เนื่องจากโรงเรียนทำอาหารเพื่อแจกจ่ายให้แก่เด็กนักเรียนและชุมชนวันเว้นวัน โดยแจกจ่ายให้เด็กนักเรียนกัมพูชา และเด็กนักเรียนไทยซึ่งบางคนมาทานที่โรงเรียน บางคนมารับข้าวห่อกลับไปทานที่บ้าน รวมไปถึงคนในชุมชนที่ยากไร้ คนที่ตกงานจากการถูกเลิกจ้าง ก็สามารถมาทานอาหารที่โรงเรียนทำไว้เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่เดือดร้อน

บรรจรงค์ วรเศรษฐสุขศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแสนสุข เล่าว่า ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ระบาดของโควิด 19 โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ช่วยโรงเรียนและชุมชนได้มากที่สุด เนื่องจากผลผลิตไข่ไก่จากโครงการฯ ซึ่งเก็บผลผลิตได้วันละ 4 แผง (120 ฟอง) จะถูกนำมาจัดสรรเพื่อจำหน่ายให้แก่ชุมชน 3 แผง ในราคาย่อมเยาแผงละ 80 บาท ส่วนอีก 1 แผง เตรียมไว้สำหรับใส่ตู้ปันสุขของชุมชน โดยทุกๆ 5 วัน โรงเรียนจะนำไข่ไก่ใส่ถุง ๆละ 5 ฟอง พร้อมข้าวสาร 1 กิโลกรัม จำนวน 30 ชุด ไปใส่ตู้ปันสุข ซึ่งในช่วงโควิดสามารถนำผลผลิตไข่ไก่และข้าวสารไปใส่ตู้ปันสุขทั้งหมด 7 ครั้ง เป็นการบริหารจัดการผลผลิตไข่ไก่ในโครงการฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงวิกฤติ และยังเป็นการจัดการการสูญเสียอาหาร ที่จะนำไปสู่การบริโภคอย่างยั่งยืน

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันช่วยนักเรียนและชุมชนได้มากที่สุด เห็นได้ชัดเจนในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด โรงเรียนนำเงินสำรองจากการจำหน่ายไข่ไก่มาซื้อวัตถุดิบ เช่น ข้าวสาร เพื่อใส่ในตู้ปันสุขของชุมชนช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน และซื้อเนื้อหมูมาปรุงอาหารเพื่อแจกจ่ายให้แก่เด็กนักเรียนและคนในชุมชนที่เดือดร้อน ” ผอ.โรงเรียนบ้านแสนสุข กล่าว

ด.ญ.ชมพูนุช เพ็งบุญโสม หรือ น้องกล้วยหอม นร.ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รร.บ้านแสนสุข เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาซึ่งมีการระบาดของโควิด19 ทางโรงเรียนได้ช่วยเหลือชุมชนและนักเรียน โดยนำผลผลิตไข่ไก่ขายให้ชุมชนในราคาแผงละ 80 บาท และทำอาหารเพื่อแจกจ่ายให้นักเรียนและชาวบ้าน เช่น ข้าวผัดไข่ ไข่พะโล้ ผัดบวบใส่ไข่ โดยโรงเรียนจะทำอาหารแจกทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ หนูได้ทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และผลผลิตไข่ไก่ที่เหลือ โรงเรียนได้นำไปใส่ในตู้อิ่มสุขตามจุดต่างๆของอำเภอ ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนช่วงโควิดด้วย

โรงเรียนบ้านแสนสุข เป็นโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในถิ่นทุรกันดารติดแนวชายแดนกัมพูชา เปิดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เด็กนักเรียน 70% เป็นชาวกัมพูชา และ 30 % เป็นเด็กนักเรียนไทย โรงเรียนเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ เมื่อปี 2562มีเป้าหมายส่งเสริมเด็กและเยาวชนเข้าถึงอาหารและโภชนาการที่ดี บรรเทาปัญหาทุพโภชนาการ และเด็กๆ สามารถเรียนรู้ทักษะอาชีพเลี้ยงไก่ไข่เพื่อนำไปใช้ได้ปฏิบัติได้จริง รวมทั้งต่อยอดให้โรงเรียนเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน โดยปัจจุบันมีโรงเรียนทั่วประเทศที่
ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแล้วจำนวน 855 โรงเรียน


โออาร์ จับมือไทยพาณิชย์ รุกเปิดร้าน คาเฟ่ อเมซอน ในสาขาธนาคาร

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่าได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่จะเปิดบริการร้านคาเฟ่ อเมซอน ในสาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ มุ่งสร้างระบบนิเวศด้านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Ecosystem) เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้บริการที่สาขาธนาคาร ก่อนต่อยอดสู่การสร้าง Customer Engagement เพื่อให้ลูกค้าเกิดความผูกพันกับองค์กรในระยะยาว

นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางทางการขายของร้านคาเฟ่อเมซอนอีกช่องทางหนึ่ง และยังเป็นการขยายฐานลูกค้าของคาเฟ่ อเมซอน อีกด้วย การเปิดให้บริการร้านคาเฟ่ อเมซอน ในสาขาของธนาคาร ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของร้านกาแฟด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถซื้อเครื่องดื่ม และทำธุรกรรมทางการเงินได้ในที่เดียวแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ คาเฟ่ อเมซอน กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ามี Engagement กับแบรนด์มากขึ้น โดยไม่เพียงแต่สามารถซื้อเพียงเครื่องดื่มและของว่าง หากแต่ยังสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน หรือนั่งทำงานที่ SCB Business Center Co-Working Space ได้อีกด้วย

นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคาร ได้ร่วมมือกับ โออาร์ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศน์ด้านไลฟ์สไตล์ ร่วมกันสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าด้วยบริการร้าน คาเฟ่ อเมซอน ในสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ จับแกนไลฟ์สไตล์พัฒนาพื้นที่สาขาธนาคารต่อยอดให้เป็นมากกว่าการให้บริการทางการเงิน มุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เข้าถึงชีวิตและไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความผูกพันระยะยาวกับองค์กร โดยนำร่องด้วย SCB Business Center สาขาสยามสแควร์ และที่จังหวัดเชียงใหม่ สาขาท่าแพ และสาขาตลาดวโรรส ก่อนขยายสู่สาขาอื่นต่อไป

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เราเห็นภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มี New Normal เกิดขึ้น เราเห็นการเปลี่ยนผ่านของลูกค้าที่หันมาใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะการทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง ธนาคารจึงมีแนวคิดในการนำพื้นที่สาขามาพัฒนาและต่อยอดให้เป็นมากกว่าพื้นที่ในการให้บริการทางการเงิน โดยได้ร่วมมือกับโออาร์ ที่มีความแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ “คาเฟ่ อเมซอน” ทั่วประเทศ มาร่วมกันสร้าง Lifestyle Ecosystem นำเอาแกนของไลฟ์สไตล์มาช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและองค์กร ผ่านการเปิดให้บริการ “คาเฟ่ อเมซอน” ในสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อสร้างประสบการณ์การมาใช้บริการที่สาขาธนาคารในรูปแบบใหม่”

เอไอเอส ยกระดับเกาะสมุยเป็นสมาร์ทซิตี้ ใช้ 5G สร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวและประชาชน

0

นางสาวอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้างานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กรและบริการระหว่างประเทศ เอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทยินดีที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยร่วมมือกับ เทศบาลนครเกาะสมุย และ บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E พัฒนาโซลูชั่นส์ Smart Lighting บนเครือข่าย NB-IoT นวัตกรรมโคมไฟส่องสว่างอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยเมือง นำร่องใช้จริงแล้วในโครงการ “ปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัย การลดและป้องกันอุบัติภัยทางถนน และอนุรักษ์พลังงาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี”

อัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้างานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กรและบริการระหว่างประเทศ เอไอเอส

โดยดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ จำนวน 4,773 โคม ตามท้องถนนทั่วพื้นที่บนเกาะสมุย ยกระดับเกาะสมุยสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ “Samui Smart City” สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังเกาะสมุย ตลอดจนเสริมแกร่งภาคการท่องเที่ยว เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวบนเกาะสมุยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าทดลองทดสอบเทคโนโลยี Smart Pole บนเครือข่าย 5G โดยเสา Smart Pole ประกอบด้วย Smart Lighting ที่สามารถควบคุมการเปิด ปิด หรือหรี่แสง ได้อัตโนมัติ สอดคล้องกับภูมิอากาศ และกล้องวงจรปิด CCTV เชื่อมต่อสัญญาณภาพบนเครือข่าย 5G ไปยังส่วนกลาง ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับ Smart Lighting เป็นนวัตกรรมโคมไฟส่องสว่างอัจฉริยะ ขับเคลื่อนการทำงานและเชื่อมต่อข้อมูลบนเทคโนโลยีเครือข่าย NB-IoT ที่สามารถทำงานได้อย่างไร้ข้อจำกัดด้านระยะทางและสิ่งกีดขวาง ทำให้ระบบมีความมั่นคง จึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมต่อกับ Sensor ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์แสงสว่าง L&E ที่ติดตั้งทั่วพื้นที่เกาะสมุย ให้สามารถควบคุมการเปิด ปิด หรือหรี่แสง ได้อัตโนมัติ สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ และยังสามารถตรวจสอบการส่องสว่างของโคมไฟในแต่ละพื้นที่ได้ผ่านห้องควบคุม Samui Smart City Command Center เสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านแสงสว่างของเทศบาลนครเกาะสมุย ให้สามารถใช้งานทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างดีเยี่ยม ยกระดับเกาะสมุยสู่การเป็น Samui Smart City อย่างเต็มรูปแบบ และถือเป็นการนำเครือข่าย NB-IoT มาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรมในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของภาคเอกชน

รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน : เงินเดือนหมื่นห้า…มีเงินล้านได้ไม่ยาก!!

0

โดย คุณนายพารวย

คราวที่แล้ว เราได้เปิด “เส้นทางสู่การมีเงินล้าน” ของคนธรรมดาที่มีรายรับเพียงค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 300 บาท ว่าต้องใช้จ่าย-เก็บออมและลงทุนอย่างไรเพื่อให้มี “เงินล้าน”

ครั้งนี้ เรามี “แผนพิชิตเงินล้าน” สำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ได้เงินเพียงเดือนละ 15,000 บาท ที่พี่ก้อย…วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กูรูนักวางแผนการเงินตัวจริงเสียงจริง ได้จัดทำไว้ให้ มาเริ่มปฏิบัติภารกิจพิชิตเงินล้านกันเลยดีกว่า

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นักวางแผนการเงิน

เงินเดือน 15,000 บาท เมื่อหักประกันสังคม 750 บาทออกแล้ว จะเหลือ 14,250 บาท ให้กันเงินออมออกไปก่อนเลย เดือนละ 1,000 บาท ตามคำภีร์ “ออมก่อนใช้” เงินที่เหลือ 13,250 บาท ให้วางแผนการใช้จ่ายไม่ให้เกินวงเงินนี้

หากไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ จะมีภาระค่าเช่าบ้าน+น้ำไฟ กำหนดไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท, ค่าเดินทางวันละ 50 บาท = 1,500 บาทต่อเดือน, ค่าอาหารวันละ 200 บาท 30 วัน = 6,000 บาท (เช้า-กลางวัน มื้อละ 50 บาท-เย็นมื้อละ 75 บาท), ค่าเสื้อผ้าโทรศัพท์และอื่นๆ เดือนละ 1,750 บาท

และให้นำเงินออมเดือนละ 1,000 บาทนี้ไปลงทุน ถ้าเริ่มทำงานและลงทุนทุกเดือนสม่ำเสมอตั้งแต่อายุ 20 ถึง 60 ปี หากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนปีละ 3% ภายใน 40 ปี จะมีเงินออม 931,960 บาท แต่ถ้าได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี เงินออมจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,522,077 บาท

และถ้าได้ผลตอบแทน 10% เงินออมจะพอกพูนเป็น 5,842,222 บาท ในเวลา 40 ปีเท่ากัน!!

แต่หากอยู่กับพ่อแม่ ไม่มีค่าเช่าบ้าน-ค่าน้ำไฟ ค่าอาหารเช้า-เย็นฝากท้องไว้ที่บ้าน ให้งบข้าวกลางวันได้วันละ 100 บาท รวม 30 วัน = 3,000 บาท ให้ใช้จ่ายค่าเสื้อผ้า โทรศัพท์ และอื่นๆ ได้เดือนละ 3,250 ถึง 5,250 บาท ก็จะออมได้เดือนละ 3,000 ถึง 5,000 บาท ขึ้นกับจะใช้จ่ายส่วนนี้เท่าไร

ถ้านำเงินออมเดือนละ 3,000 บาทนี้ ไปลงทุนและได้ผลตอบแทนเพียง 3% ต่อปี จะมีเงิน 2,795,879 บาท แต่หากได้ผลตอบแทน 5% เงินออมจะเพิ่มพรวดเป็น 4,566,231 บาท และถ้าได้ผลตอบแทนปีละ 10% เงินออมจะกระโดดขึ้นไปถึง 17,526,665 บาท!!!

แต่หากออมได้เดือนละ 5,000 บาท และลงทุนทุกเดือน 40 ปีเท่ากันที่ผลตอบแทน 3% ต่อปี จะมีเงิน 4,659,798 บาท หากได้ผลตอบแทน 5% จะได้เงินมากถึง 7,610,386บาท และถ้าได้ 10% เงินออมทะยานขึ้นเป็น 29,211,109 บาท โอ้ววววว!!!

นี่ขนาดยังไม่ได้เก็บเพิ่มนะ เพราะในความเป็นจริง เงินเดือนคงไม่อยู่ที่แค่ 15,000 บาท จนอายุ 60 ปี เมื่อมีเงินเดือนเพิ่ม เราต้องออมและลงทุนเพิ่มขึ้น

“พี่ก้อย” เน้นว่า 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เรามีเงินออมเยอะขึ้นอย่างมหาศาลนั่นคือ 1.ระยะเวลา ยิ่งออมยาว–ลงทุนยาว–ยิ่งเพิ่ม 2.จำนวนเงินที่ออม ยิ่งเก็บออมมาก เงินก็จะได้ก้อนใหญ่ 3.อัตราผลตอบแทนจากการนำเงินออมไปลงทุน ยิ่งได้ผลตอบแทนสูงก็ยิ่งได้เงินเยอะขึ้น

ภารกิจพิชิตเงินล้าน…ทำได้ไม่ยาก…ขอแค่ให้รู้จักใช้เงิน มีวินัยในการออม และรู้จักนำเงินออมไปลงทุนเท่านั้นเลย…ออมก่อนรวยกว่า…ไม่รอแล้วนะ!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ

เอไอเอส ครองตำแหน่ง แบรนด์โทรคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก สองปีซ้อน

0

           นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่ง แบรนด์โทรคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก – World’s Strongest Telecoms Brand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (2019 – 2020) จากผลสำรวจและจัดอันดับโดย Brand Finance องค์กรอิสระที่ดำเนินการวัดคุณค่าและความแข็งแกร่งของแบรนด์ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาการวางกลยุทธ์ของแบรนด์ก่อตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงระหว่างการตลาดและการเงิน โดยพิจารณาความแข็งแกร่งในหลายมิติผ่าน Balance Scorecard อาทิ งบการตลาด หุ้นของบริษัท ผลประกอบการ รายได้ และการดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยล่าสุด เอไอเอส มีค่าดัชนีความแข็งแกร่งของแบรนด์หรือ Brand Strength Index (BSI) อยู่ที่ 92.1 คะแนน จาก 100 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2.3% และยังคงเป็นแบรนด์โทรคมนาคมเพียงรายเดียวที่สามารถรักษาระดับ Brand Strength Rating ที่ระดับ AAA+ ถึง 2 ปีซ้อน

           เนื่องจาก บริษัทมีการใช้งบประมาณที่สมเหตุสมผล การบริหารจัดการผลประโยชน์ตอบโจทย์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการบริหารองค์กร รวมไปถึงการสนับสนุนพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ ที่เด่นชัดเป็นรูปธรรม ด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าของแบรนด์ เอไอเอส มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ของโลก ในกลุ่มโทรคมนาคม

          การได้รับรางวัลครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของ เอไอเอส ที่เชื่อว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนตลอดจนประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมที่พัฒนาเครือข่าย สินค้า บริการ และทิศทางการดำเนินการขององค์กรที่มุ่งนำเสนอสิ่งใหม่ๆ และดีที่สุดให้กับคนไทย ไม่ใช่แค่กับผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้ลงทุนหรือ Stakeholders ทุกกลุ่ม เพื่อผลักดัน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และช่วยประเทศพิชิตวิกฤตได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

AIS จับมือ อมตะ ยกระดับนิคมอุตสาหกรรม เป็น Smart City ดึงนักลงทุนมา EEC

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส และอมตะ ได้ร่่วมงานอย่างใกล้ชิดในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญและนำนวัตกรรม IoT เข้าไปสนับสนุนการบริหารงาน การผลิต และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่อมตะซิตี้ ชลบุรี มาตั้งแต่ปี 2559 ล่าสุด ได้ขยายความร่วมมือกับอมตะ คอร์ปอเรชัน เพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบ โดยนำเทคโนโลยี 5G ทั้ง 5G Stand Alone (5G SA) และ 5G Network Slicing รวมถึงโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และ ICT Infrastructure เข้าไปยกระดับการทำงานในอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่มากกว่า 750 แห่ง เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมเวทีโลก ตลอดจนพัฒนาโซลูชั่นส์ที่เอื้อต่อการสร้างเมืองอัจฉริยะที่ทันสมัย ทั้งด้านการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากร การขนส่ง และระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัท จะช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางการผลิตและแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม พร้อมดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC และผลักดันให้พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้กลายเป็นฮับอุตสาหกรรม 4.0 หลักของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

ด้านนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ และ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า ที่ผ่านมา อมตะได้ร่วมกับเอไอเอส จัดตั้งบริษัท อมตะ เน็ทเวอร์ค ดำเนินธุรกิจการวางโครงข่ายใยแก้วนำแสง ที่อมตะซิตี้ ชลบุรี  ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญ สำหรับอมตะในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้ก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะหรือ AMATA Smart City การลงนามขยายความร่วมมือครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งขยายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ใน EEC

พื้นที่ EEC ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการค้า – การลงทุนของภูมิภาคอาเซียนเข้ากับตลาดโลก อมตะจึงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาอมตะซิตี้ ชลบุรี ไปสู่มาตรฐานสากล และก้าวสู่การเป็น Smart City อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งเป็นต้นแบบให้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกให้สนใจมาสร้างฐานการผลิตในพื้นที่ EEC วันนี้ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายความร่วมมือกับเอไอเอส นำเทคโนโลยีอัจฉริยะ 5G และนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และความสามารถในการแข่งขันให้โรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยก้าวทันประเทศชั้นนำอย่าง จีน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ที่ได้นำ 5G มาเพิ่มมูลค่าไปแล้ว

ทั้งนี้ บริษัท อมตะ เน็ทเวอร์ค เป็นบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านหุ้น เป็นเงิน 100 ล้านบาท โดย บริษัท แอดวานซ์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (ABN) ถือหุ้น 60% คิดเป็นเงินลงทุนรวม 60 ล้านบาท และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) (AMATA) ถือหุ้น 40% คิดเป็นเงินลงทุนรวม 40 ล้านบาท

บีทีเอส กางแผนลงทุนแสนล้านปี 2020 ลุยขยายเส้นทางรถไฟฟ้า สร้างงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ

0

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” ว่า ในปี 2020 บริษัทวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มูลค่านับแสนล้านบาท ประกอบด้วย

1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ดำเนินงานโดยบีทีเอสซี มีสถานีรถไฟฟ้าให้บริการประชาชนทั้งสิ้น 52 สถานี จากสถานีเคหะฯ จ.สมุทรปราการ-สถานีคูคต จ.ปทุมธานี และจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีบางหว้า รวมระยะทางให้บริการ 58.32 กม. และปลายปีนี้ จะเปิดเพิ่มถึงสถานีคูคต รวมระยะทาง 68.25 กม. มีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 59 สถานี ส่วนอัตราค่าโดยสาร ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.)

2. โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1 จำนวน 3 สถานี คือ สถานีกรุงธนบุรี สถานีเจริญนคร และสถานีคลองสาน ระยะทาง 1.80 กิโลเมตร ขณะนี้งานโยธาเสร็จแล้ว 96 เปอร์เซ็นต์ งานระบบอาณัติสัญญาณดำเนินการแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ จะเปิดให้บริการภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะรองรับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ฝั่งธนบุรีที่มีการพัฒนาเป็นย่านเศรษฐกิจใหม่

3. โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงินโครงการ 31,680 ล้านบาท ระยะทางประมาณ 34.5 กิโลเมตร รวม 30 สถานี 4.โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 31,680 ล้านบาท ระยะทางประมาณ 30.4 กิโลเมตร รวม 23 สถานี ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการปลายปี 2564 ทั้ง 2 สาย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก โดย บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด เป็นการร่วมกันของ 3 บริษัท บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ลงทุนประมาณกว่า 290,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการบินของประเทศไทย

และยังมีการประมูลก่อสร้างมอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง อีก 2 สาย ได้แก่ 1.โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา มูลค่าโครงการกว่า 21,329 ล้านบาท และโครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่าโครงการกว่า 17,809 ล้านบาท ระยะทาง 96 กม. ดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า BGSR ประกอบด้วย บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ บมจ.ซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และบมจ.ราชกรุ๊ป ทั้งสองโครงการคาดว่าจะลงนามสัญญาได้ในเดือนสิงหาคมนี้

ในส่วนของมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา อยู่ระหว่างติดตั้งด่าน ระบบการจัดเก็บค่าผ่านทาง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี จะเริ่มให้บริการได้ ส่วนมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี คาดว่าจะเปิดให้บริการหลังจากสาย บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา เปิดให้บริการแล้ว 1 ปี

อย่างไรก็ตามบริษัทพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยให้ประเทศพัฒนา การส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศที่เกี่ยวข้องกับระบบราง ซึ่งบริษัทได้ไปลงนามเอ็มโอยูไว้กับกรมการขนส่งทางรางที่พยายามจะใช้วัสดุในประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้บริษัทจะเน้นการสร้างงาน ซึ่งเชื่อว่าโครงการของบีทีเอสจะทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในประเทศ เฉพาะช่วงก่อสร้างโครงการก็เป็นแสนล้านบาท ยังมีช่วงเดินระบบอีก ที่สำคัญพนักงานเกือบ 100% เป็นคนไทย ปัจจุบัน พนักงานของบีทีเอส เฉพาะในส่วนให้บริการรถไฟฟ้าก็มีประมาณเกือบ 3,000 คน ตรงนี้ก็ทำให้เกิดเม็ดเงิน สร้างงาน และจะโตไปเรื่อยๆ และบริษัทฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตของภาครัฐอย่างเต็มที่

เตรียมเดินหน้ามอเตอร์เวย์ 6 สาย วงเงิน 2.9 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ

0

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวในการสัมมนา “ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” ว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงมีโครงการขนาดใหญ่ พร้อมดำเนินการ และอยู่ระหว่างนำเสนอขออนุมัติโครงการ (แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2562-70) รวมวงเงินลงทุน 297,313 ล้านบาท จำนวน 6โครงการ ได้แก่

1.สายนครปฐม-ชะอำ วงเงินลงทุน 79,006 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติโครงการ แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2565-68

2.สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว วงเงินลงทุน 32,187 ล้านบาท ได้แก่ ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย ดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2563-65 และช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2564-66

3.ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน วงเงินลงทุน 28,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2565-68 

4.สายหาดใหญ่-ชายแดนไทย/มาเลเซีย วงเงินลงทุน 42,620 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบการร่วมลงทุนที่เหมาะสม แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2567-70

5.สายวงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันตก วงเงินลงทุน 78,000 ล้านบาท ได้แก่ ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) และช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2566-68 และ

6.สายศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ วงเงินลงทุน 37,500 ล้านบาท อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบพีพีพี แผนดำเนินงานก่อสร้าง ปี 2565-68 

นอกจากนี้ ยังมีงบลงทุนอีกปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการมากกว่า 5,000 โครงการต่อปี โดยจะเป็นการลงทุนด้านการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตั้งแต่โครงการมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท ถึง 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 1 ปี และโครงการที่ทำต่อเนื่องในงบประมาณผูกพันใหม่ ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยใช้เวลาในการก่อสร้างไม่เกิน 3 ปี โดยปีแรกสำนักงบประมาณจะให้งบประมาณ 20% 

สำหรับส่วนการจ้างเหมา ไม่ได้อยู่แค่บริษัทที่เข้ามาจ้างเหมา แต่ห่วงโซ่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง เพราะมีการซื้อวัสดุอุปกรณ์จากผู้ประกอบการด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ  ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบหลายรอบ แค่ช่วงแรกของการทำงานจะหมุนไปไม่ต่ำกว่า 3-4 รอบ หรือคิดเป็น 3 เท่า ของมูลค่าการลงทุนที่ลงทุนไปทั้งหมด