Home Blog Page 437

ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ “SMEs มีที่ มีเงิน” ช่วยผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักหลังจากการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติม เพื่อเยียวยาและเพิ่มสภาพคล่องสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและสาขาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมอบหมายธนาคารออมสิน จัดทำ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท เริ่มเปิดรับลงทะเบียนขอกู้ทางเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะหมด

โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สามารถใช้ที่ดินเปล่า หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นหลักประกันการขอสินเชื่อจากธนาคาร เพื่อนำเงินกู้ไปใช้เสริมสภาพคล่องให้กิจการ หรือเพื่อไถ่ถอนที่ดินซึ่งทำสัญญาขายฝากกับเอกชนไว้ในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2563 โดยธนาคารฯ ให้วงเงินสินเชื่อต่อราย ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินที่ดินราชการ ระยะเวลากู้ 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษตามนโยบายรัฐบาล ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย = 0.10% ต่อปี ปีที่ 2 = 0.99% ต่อปี และปีที่ 3 = 5.99% ต่อปี กรณีบุคคลธรรมดาจำนวนเงินให้กู้ 1-10 ล้านบาท นิติบุคคลจำนวนเงินให้กู้ 1-50 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการขอสินเชื่อได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th สินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน ของธนาคารออมสิน เริ่มเปิดให้กู้ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2563 มีแนวคิดเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนที่ขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจ หรือมีความเสี่ยงสูญเสียที่ดินติดสัญญาขายฝากอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากที่ได้เตรียมวงเงินโครงการเริ่มแรก 5,000 ล้านบาท ต้องขยายเพิ่มเติมเป็น 10,000 ล้านบาท โดยมีผู้ลงทะเบียนขอกู้จนเต็มวงเงินในเวลาอันรวดเร็ว สำหรับวงเงินใหม่ 10,000 ล้านบาทนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล โดยธนาคารจะพิจารณาให้กู้จากคุณภาพของหลักประกัน และคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

“รู้ทันปากท้อง” กับตลาดหลักทรัพย์ : หุ้นคืออะไร

0

คุยกับอาแมน คุณแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมาอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า หุ้นคืออะไร

เพื่อทำความเข้าใจก่อนจะมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

โลตัส จับมือ พม. ช่วยเหลือ SME ทั่วประเทศผ่านโครงการ “ถุงคืนชีพ สร้างอาชีพ”

0

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท โลตัส เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร และ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SME ในปีนี้ บริษัทจึงจัดทำ โครงการ “ถุงคืนชีพ สร้างอาชีพ” ต่อยอดจากการครบรอบ 1 ปีที่งดแจกถุงพลาสติก โดยผนวกโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง “ถุงคืนชีพ” เข้ากับโครงการเพื่อสังคม และนำรายได้ที่ได้รับจากการจำหน่ายถุงคืนชีพมอบให้กับผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบ 77 รายทั่วประเทศ ด้วยการมอบเป็นอุปกรณ์ประกอบอาชีพสำหรับจำหน่ายอาหาร และเงินทุน รวมมูลค่าทุนละ 30,000 บาท หรือรวมทั้งหมด 2,310,000 บาท และร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีการจัดอบรมหลักสูตรต่างๆให้กับผู้ประกอบการ เป็นการมอบทุนตั้งต้น และองค์ความรู้ที่สำคัญ เพื่อใช้สร้างอาชีพให้กับกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบให้มีรายได้ที่ยั่งยืน

ในปีที่ผ่านมาโลตัสได้นำรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายถุงคืนชีพ หรือถุงพลาสติกแบบใช้ซ้ำมอบเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลมะเร็ง 8 แห่งทั่วประเทศ รวมเป็นเงินกว่า 9.2 ล้านบาท 

ที่ผ่านมา โลตัสยังได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร ในช่วงโควิด-19 มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Food Paradise เปิดพื้นที่ภายในศูนย์การค้าฟรีเพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย, โครงการตลาดนัด SME ไทย ถูกใจมหาชน ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์คัดเลือกผู้ประกอบการ SME ผู้ประกอบการ OTOP Select รวมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนกว่า 300 ราย นำสินค้ามาวางจำหน่ายบริเวณด้านหน้าสาขาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, โครงการตลาดสุขใจวัยเก๋า เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุนอกระบบ มาจำหน่ายสินค้าในห้าง โลตัส  และ โครงการศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักร สนับสนุนพื้นที่กว่า 300 ตารางเมตรและสาธารณูปโภคให้เป็นเวลา 3 ปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการจัดฝึกอบรมหลักสูตรวิชาชีพให้แก่ประชาชนที่สนใจ เป็นต้น

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า พม. มีความมุ่งมั่นที่จะมอบของขวัญให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง กล่าวคือ  เด็ก  ผู้ด้อยโอกาส  ผู้พิการ  ผู้สูงอายุ  สตรี  และแม่เลี้ยงเดี่ยว ผนวกกับปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงฯจึงได้มีการเร่งมอบหมายให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ฝึกอาชีพให้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 1,000 รายทั่วประเทศ และคัดคนที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมที่จะประกอบอาชีพจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน มารับทุนสร้างอาชีพจากโลตัส จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในวันนี้ โดยโลตัสจะสนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพพร้อมเงินทุนแก่ประชาชนที่ผ่านการคัดเลือกทั่วประเทศ เพื่อเติมศักยภาพในการประกอบอาชีพเราจะมีการจัดอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อาทิ การเงิน การประกอบอาชีพด้านอาหาร ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน ให้สามารถหารายได้ที่ยั่งยืนต่อไป”

กรมชลฯ สั่งเร่งกำจัดผักตบชวา 7 ล้านตัน ไม่ให้กระทบทางน้ำ

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าได้เรียกประชุมสำนักงานชลประทานที่ 9-13 เพื่อวางแผนเร่งกำจัดวัชพืชและผักตบให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)รวมถึงข้อห่วงใยของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ภายหลังที่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาพบปริมาณผักตบในคลองชลประทานมากถึง 7 ล้านตัน หลังหารือได้ให้ผู้เกี่ยวข้องไปจัดทำแผนการกำจัดวัชพืชในพื้นที่ให้ชัดเจน และให้เร่งดำเนินการตามแผนคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จก่อน มิ.ย. 2564

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

“เมื่อเดือนธันวาคม 2563 สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยาได้รายงานผลสำรวจเพิ่มเติมพบว่ามีปริมาณผักตบชวามากถึง 7 ล้านตัน ในพื้นที่ สชป.9-13 และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล จึงได้สั่งการให้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ ปริมาณที่ต้องจัดเก็บ และช่วงเวลาดำเนินการให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้รายงานผลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง“นายประพิศกล่าว

ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เนื่องจากผักตบชวาเป็นพืชที่เจริญเติบโตง่ายในคลองหรือทางน้ำต่างๆแม้หน่วยงานอื่นจะมีส่วนร่วมดูแล แต่สุดท้ายจะไหลมารวมที่ทางน้ำของกรมชลประทาน และกระจุกตัวที่ประตูระบายน้ำ ซึ่งกรณีนี้ทางสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA เป็นผู้สำรวจปริมาณผักตบชวาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดเก็บได้หมดก่อนฤดูฝนอธิบดีกรมชลประทานได้กำชับให้ สชป.9-13 ไปจัดทำผังโครงการและปริมาณสะสมและดำเนินการเก็บผักตบใน 2 ขั้นตอนคือ 1. การเก็บใหญ่ด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ 2. การเก็บย่อยด้วยเครื่องจักรขนาดเล็ก และให้วางทุ่นยางดักผักตบ (Log Boom) ทั้งด้านหน้าและด้านหลังประตูระบายน้ำ ทั้งนี้ให้มีการวางแผนเก็บย่อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการสะสมของผักตบชวา และแต่ละจุดที่เป็นจุดเก็บให้ทำป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแจ้งการสะสมของผักตบชวา โดยให้ระบุว่าเป็นจุดที่กรมชลประทานรับผิดชอบ พร้อมเบอร์โทรผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานเพื่อให้สามารถเข้าจัดเก็บได้ทันที ซึ่งจากผลสำรวจพบว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปริมาณสะสมของผักตบชวามากที่สุดจำนวน 1 ล้านตัน รองลงมาได้แก่จังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 7 แสนตัน จังหวัดนครปฐมจำนวน 5.1 แสนตัน และจังหวัดฉะเชิงเทราจำนวน 3.6 แสนตัน เป็นต้น

สำหรับทางน้ำในประเทศมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 522,456 กิโลเมตร อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน 49,676 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 9.51 ของทางน้ำทั้งหมด ประกอบด้วยคลองส่งน้ำ 27,450 กิโลเมตร คลองระบายน้ำ 11,190 กิโลเมตร แม่น้ำและคลองธรรมชาติ 11,036 กิโลเมตร

สำหรับศักยภาพเครื่องจักรกลของกรมชลประทาน มีเครื่องจักรสำหรับงานกำจัดวัชพืช จำนวน 190 คันประกอบด้วย รถขุดตีนตะขาบ แบบแขนยาว จำนวน 107 คัน เรือขุดแบบปูตัก จำนวน 31 คัน เรือกำจัดวัชพืช จำนวน 52 คัน สามารถกำจัดวัชพืชได้ประมาณวันละ 55,645 ตันต่อวัน

มูลนิธิเชฟแคร์ส ให้โอกาสเด็กสถานพินิจและเด็กด้อยโอกาส ผ่าน “สานฝันปั้นเชฟ” คืนคนดีสู่สังคม

0

มูลนิธิเชฟแคร์ส เดินหน้าตามเจตนารมณ์สร้างคนคุณภาพกลับสู่สังคม ผ่านโครงการสานฝันปั้นเชฟ ให้ “โอกาส” เด็กจากสถานพินิจและเด็กด้อยโอกาส สู่การเป็นเชฟมืออาชีพ โดยนางมาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พร้อมด้วยนายณัฏฐพล ภวไพบูลย์ (เชฟนิค) และนายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) สมาชิกมูลนิธิเชฟแคร์ส ร่วมกันต้อนรับเยาวชนทั้ง 12 คนในวันเปิดเทอม ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

นางมาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส กล่าวว่า Chef Cares ประสบความสำเร็จจากหัวใจจิตอาสาของเชฟระดับท้อปเชฟทั้ง 73 ท่าน จึงต้องการสานต่อการช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิเชฟแคร์ส โดยคงแนวคิดทางด้านอาหาร ในรูปแบบของการให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความชื่นชอบการทำอาหารเป็นพิเศษ (passion) ให้ได้เข้ามาเรียนรู้จากเชฟระดับชั้นนำของเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และ Role Model สานฝันการเป็นเชฟในอนาคตให้เด็กๆ

มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส

“เป็นความตั้งใจที่จะให้โอกาสกับเด็กด้อยโอกาสกลุ่มนี้ได้มีอาชีพที่ดี โครงการนี้จะให้ทั้งความรู้ และการบ่มเพาะแนวความคิดด้านบวก ให้เขากลับตัวได้ และมีงานทำ น้องๆ จะได้รับแรงบันดาลใจจากท็อปเชฟที่เขาได้ใกล้ชิด และเขาจะเป็นคนคุณภาพกลับคืนสู่สังคมได้ในที่สุด” นางมาริษากล่าว

ด้านนายณัฏฐพล ภวไพบูลย์ หรือ เชฟนิค สมาชิกมูลนิธิเชฟแคร์ส และเจ้าของร้านอาหารวังหิ่งห้อย กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของร้านอาหารที่จะเข้ามาสอนน้องๆด้วย สิ่งสำคัญที่ตั้งใจจะถ่ายทอด นอกเหนือจากเทคนิคพิเศษในการทำอาหารแล้ว คือการส่งเสริมให้พวกเขามีทัศนคติเป็นบวก (Positive thinking)

“ผมตั้งใจจะเปิดโอกาสให้เด็กๆได้พิสูจน์ตนเองอีกครั้ง เชื่อว่าภายหลังการบ่มเพาะผ่านโครงการสานฝันปั้นเชฟ น้องๆเหล่านี้ที่มีประสบการณ์อย่างหนักในชีวิต จะมีความคิดเชิงบวกต่อตนเองและสังคม” เชฟนิคกล่าว

นางสาวดวงพร อุกฤษณ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กล่าวว่า “ยังไม่เคยเห็นโครงการทุนการศึกษาใดที่มีความสมบูรณ์แบบเท่ากับโครงการนี้ ที่จะให้ทั้งความรู้ และความเข้าใจต่อเยาวชน ที่ต้องการ “โอกาส” ในการกลับคืนสู่สังคม ขอขอบคุณมูลนิธิเชฟแคร์สเป็นอย่างมากที่หยิบยื่นโอกาสที่มีค่ายิ่งนี้ให้น้องๆ อย่างเต็มที่ หากน้องคนไหนมีความสามารถ มีความประพฤติดี ก็มีโอกาสที่จะร้องต่อศาลเพื่อให้ปล่อยตัวออกไปใช้ชีวิตในสังคมก่อนครบกำหนดโทษได้”

ทั้งนี้ โครงการสานฝันปั้นเชฟ เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิเชฟแคร์ส เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนได้ฝึกงานจริงกับเชฟมืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของประเทศ ควบคู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองภายใต้การดูแลของนักจิตวิทยา รวมถึงมีโอกาสได้ประกอบอาชีพเชฟตามความฝันของตน

หลักสูตรดังกล่าว มีระยะเวลาศึกษา 5 เดือน แบ่งเป็นการเรียนรู้ในภาคทฤษฎีกับปฏิบัติ เป็นเวลา 2 เดือน และฝึกประสบการณ์วิชาชีพยังร้านอาหารของเชฟระดับแถวหน้าของเมืองไทย (Top Chef ) อีก 3 เดือน

สำหรับเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี้เป็นน้องๆ จากสถานพินิจ 6 คนและเป็นเด็กด้อยโอกาสจากพื้นที่ห่างไกล เช่น ชาวเขา ที่ผ่านการคัดเลือกจากศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารเพื่อการพัฒนา (CCDKM) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อีก 6 คน รวมเป็น 12 คน ทุกคนล้วนมีความชื่นชอบในการทำอาหาร และใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟมืออาชีพ

โครงการ “สานฝันปั้นเชฟ” มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้โอกาสเยาวชนที่เคยหลงผิดได้กลับตัว มีอาชีพสุจริตและสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ โดยมูลนิธิเชฟแคร์สสนับสนุนทุนการศึกษา และใช้สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร และหากเยาวชนรายใดมีความสามารถและมีความประพฤติดีก็จะได้รับโอกาสในการจ้างงานต่อไป

อนึ่ง โครงการเชฟแคร์ส เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เพื่อส่งมอบความห่วงใยแทนคำขอบคุณให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์โควิด-19 ผ่านเมนูอาหารกลางวัน ที่รังสรรค์โดยเชฟยอดฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยหมุนเวียนกันเสิร์ฟเมนูรสชาติดีมีคุณค่าทางโภชนาการ และได้ต่อยอดสู่การจัดตั้ง “มูลนิธิเชฟแคร์ส์” ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมศาสตร์แห่งอาหารไทยที่ปรุงด้วยความพิถีพิถัน ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลก และจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนที่รักการปรุงอาหารได้เรียนรู้และเติบโตเป็นเชฟระดับแนวหน้าเช่นเดียวกับเชฟแคร์ส์ต้นแบบ ด้วยความหลากหลาย ความสร้างสรรค์และงดงาม ที่สุดจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะสนับสนุนวิถีอาหารไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักในฐานะศูนย์รวมศาสตร์ของอาหารที่ดีที่สุดของเอเซีย

‘สิงห์อาสาสู้ไฟป่า’ จับมือสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สร้างอาสาสมัครท้องถิ่นสู้ไฟป่าและหมอกควัน

0

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 64 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผนึกกำลัง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 จ.เชียงใหม่ จัด “โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า” เพื่ออบรมอาสาสมัครจาก 10 หมู่บ้าน ในจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดไฟป่าอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจ วางมาตรการป้องกัน และแนวทางปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่ในกรณีที่เกิดไฟป่า เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการจัดการการแพร่ขยายของไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันในเขตภาคเหนือ โดยมี คุณประโภชน์ เกิดเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่เบเวอเรช จำกัด ผู้แทนสิงห์อาสา และคุณเกรียงศักดิ์ ถนอมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 จ.เชียงใหม่ ร่วมเปิดงาน ที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ปัญหาไฟป่า ยังคงเป็นปัญหาระดับประเทศ นำมาสู่ปัญหาวิกฤตหมอกควันในระดับที่รุนแรง รวมถึงก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ สาเหตุหลักเกิดมาจากการลักลอบเผาป่า ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature – WWF) พบว่า กว่า 75% ของเหตุการณ์ไฟป่า มีสาเหตุจากมนุษย์ เช่น การเผาป่า การรุกป่าทำแปลงเกษตรและปศุสัตว์ การเผาเตรียมพื้นที่เกษตร และการบริหารป้องกันไฟป่าที่ผิดพลาด เป็นต้น ดังนั้น สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้น และการเน้นการแก้ปัญหาเชิงป้องกัน

โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า นับเป็นการร่วมมือของหลายหน่วยงาน เพื่ออบรมอาสาสมัครในพื้นที่ สร้างการตระหนักรู้สาเหตุของการเกิดไฟป่าและหมอกควัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในท้องถิ่นเพื่อป้องกันไฟป่า การให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องไฟป่า การป้องกันไฟป่าด้วยการสร้าวแนวกันไฟธรรมชาติ การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการดับไฟป่า การฝึกปฏิบัติการดับไฟป่า และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้คนในท้องถิ่นเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการปัญหาไฟป่า สามารถดูแลพื้นที่ชุมชนของตนเองได้หากเกิดไฟป่าขึ้น รวมถึงไปให้ความรู้กับคนในหมู่บ้านตนเองเกี่ยวกับปัญหาไฟป่า โดยในครั้งนี้ได้อบรมชาวบ้านจาก 10 หมู่บ้าน จำนวน 50 คน จากต.สุเทพ และ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้แก่ หมู่บ้านเชิงดอย หมู่บ้านน้ำตกห้วยแก้ว หมู่บ้านห้วยทราย หมู่บ้านร่ำเปิง หมู่บ้านโป่งน้อย หมู่บ้านสันลมจอย หมู่บ้านใหม่หลังมอ หมู่บ้านทรายคำ หมู่บ้านแม่เหียะ หมู่บ้านอุโบสถ ซึ่งได้รับผลกระทบจากไฟป่า อีกทั้ง การอบรมในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสิงห์อาสาจ้างงาน สร้างรายได้ ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเบี้ยเลี้ยง น้ำดื่มสิงห์ และข้าวสารตราพันดี ถือเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องเบื้องต้นอีกด้วย

ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2562 สิงห์อาสาได้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ทั้งในเรื่องของน้ำดื่ม ข้าวสารและอุปกรณ์ดับไฟป่ามาอย่างต่อเนื่อง ได้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ากว่า 20 จุด ขึ้นในหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาทั่วประเทศได้ร่วมกันทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า โดยปีนี้เตรียมลงพื้นที่ในจังหวัดที่เกิดไฟป่าบ่อยครั้ง อาทิ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน นครราชสีมา ปราจีนบุรี นครนายก เพื่อส่งมอบอุปกรณ์ดับไฟป่า อุปกรณ์ที่จำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ รวมถึงจัดอบรมแก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างการตระหนักถึงปัญหาไฟป่าและหมอกควันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป

ครม.เห็นชอบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 3 กลุ่มอาชีพ รับค่าจ้าง 415 – 630 บาทต่อวัน

0

นางสาว รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 3 กลุ่มสาขาอาชีพ รวม 13 สาขา ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้ลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมเป็นธรรม และสอดคล้องกับทักษะฝีมือความรู้ความสามารถของตน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.กลุ่มช่างอุตสาหกรรม ค่าจ้างตั้งแต่ 460 – 630 บาทต่อวัน ได้แก่

  • ช่างกลึง
  • ช่างควบคุมเครื่องกลึง CNC
  • ช่างควบคุมเครื่อง Wire Cut
  • ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ

2.กลุ่มช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ค่าจ้างต่อวันตั้งแต่ 440 – 540 บาทต่อวัน ได้แก่

  • ช่างไฟฟ้าภายนอกอาคาร
  • ช่างโทรคมนาคม(ไมโครเวฟและการสื่อสารดาวเทียม)
  • ช่างควบคุมด้วยระบบโปรแกรมเมเปิ้ลลอจิกคอนโทรลเลอร์ (Programmable Logic Controller: PLC)
  • ช่างไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมการจัดประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล และการแสดงสินค้า (MICE : Meeting Incentives Conventions Exhibitions)
  • ช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

3.กลุ่มช่างเครื่องกล ค่าจ้างตั้งแต่ 415 – 430 บาทต่อวัน ได้แก่

  • พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถยกไฟฟ้า
  • พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถยกใช้เครื่องยนต์
  • ช่างตั้งศูนย์และถ่วงล้อรถยนต์
  • ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์

ทั้งนี้ ประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ จะมีผลบังคับใช้ 90 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

โลตัส เปิดตัวแบรนด์ใหม่ Lotus’s ชูประสบการณ์ “Smart” ช้อปปิ้ง

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า โลตัส ได้ทำการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ Lotus’s โดยการรีแบรนด์ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เครือซีพีในนาม บริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด ได้เข้าถือครองกิจการของเทสโก้ โลตัสแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อมีนาคม ปี 63 ที่ผ่านมา นำมาสู่เปลี่ยนชื่อใหม่จากเทสโก้ โลตัส เป็น “โลตัส” (Lotus) ประเดิมเปลี่ยนโฉมที่สองสาขาแรก ก่อนจะทะยอยรีโนเวตในสาขาอื่นๆ ต่อไป ได้แก่

  • โลตัสสาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ ที่ได้รับการปรับพื้นที่ทุกบริเวณของสาขา ทั้งในส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์การค้า เพื่อให้เป็น Mega Food Store ที่มีอาหารครบครัน ทั้งในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ต แผนกอาหารสด อาหารพร้อมทาน และอาหารแห้ง รวมถึงร้านค้าเช่า และศูนย์อาหาร โดยบริการใหม่ๆอีกมากมายเพื่อชิวิตที่สะดวกสบายกว่าเดิม
  • โลตัสสาขาเอกชัย 99 ซึ่งเป็นร้านค้าขนาดเล็ก ได้รับการปรับโฉมเป็นแบรนด์ “Lotus’s go fresh” ที่เน้นการมอบสินค้าอาหารสุดคุณภาพสูงอย่างครบครัน พร้อมสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคนิวนอร์มัลที่ขยับมาซื้ออาหารสดในร้านขนาดเล็กที่ใกล้บ้านมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ โลตัสจะชูประสบการณ์ “Smart” ช้อปปิ้ง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันและในอนาคต นำร่องปรับโฉมและยกระดับประสบการณ์ในสองสาขา ก่อนทยอยปรับเปลี่ยนทุกสาขาและทุกช่องทางบริการลูกค้า พร้อมเตรียมเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นการเร็ว ๆ นี้

แบรนด์ Lotus’s สะท้อนถึงประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ทันสมัยยิ่งขึ้นและสดใสกว่าเดิม เพื่อให้ลูกค้า รู้สึกดีดี ทุกวัน ที่โลตัส โดยเครื่องหมาย ’ ที่ออกแบบเป็นรูป Drop Pin สื่อถึงการปักหมุกให้โลตัสเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ส่วนตัวอักษร S สื่อถึงความ Smart ครอบคลุมทุกด้าน ที่มาจากเอกลักษณ์ที่สร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ 4 ข้อคือ

  • Total smart supply chain and innovative products คัดสรรคุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
  • Seamless omni-channel experience ให้คุณรู้สึกดีดี ได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • Integrated technology and data innovation ความคุ้มค่าที่มากกว่าแค่ราคา และออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
  • Committed sustainability living เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน

ลิ้มชิมรส ‘เป็ดอบชานอ้อยจากฮับซัว’ สุดยอดเมนูร้านลิ้มจิงเฮียงตำนานคู่เยาวราช 80 ปี

0

เมื่อถึงเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะตรุษจีนที่เพิ่งผ่านไป หรือสารทจีน ต้องเห็นภาพชุดไหว้เป็นสิ่งคุ้นตา ทั้งของคาว ของหวาน และผลไม้มาวางเรียงกันมากมาย แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ ‘เป็ด’ ไม่ว่าจะเมนูเป็ดย่าง เป็ดพะโล้ เพราะตามความเชื่อของคนจีน เป็ด หมายถึง ความสามารถที่หลากหลาย จึงเป็นอาหารที่ต้องมีคู่กับเทศกาล 

วันนี้จะพาไปรู้จักกับ “ร้านลิ้มจิงเฮียง (เจ้าเก่า)” อยู่คู่กับถนนเยาวราชมากกว่า 80 ปี ปัจจุบันสืบทอดตำนานกันมาถึงรุ่นที่ 2 โดย “เฮียสุพล หรือ นายสุพล เลิศปัญญาโรจน์” ร้านนี้มีสินค้าของฝากให้เลือกซื้อมากกว่า 100 รายการ ถูกใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่ที่พิเศษสุดคือ “เป็ดอบชานอ้อย ฮับซัว” เมนูดังเลื่องลือกันปากต่อปาก จนต้องตามมาลองถึงที่ 

เฮียสุพล หรือ นายสุพล เลิศปัญญาโรจน์

หนังเป็ดสีน้ำตาล ไม่เหนียว เนื้อสีชมพูนุ่มฉ่ำทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นอกหรือสะโพก ความหวานของเนื้อเป็ดและกลิ่นหอมจากการอบชานอ้อย ทำให้รู้สึกต่างจากเมนูอื่น หากใครไม่ชอบกลิ่นสาบของเป็ด ขอแนะนำเป็ดที่ร้านนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน 

เฮียสุพล เล่าว่า คุณพ่อเป็นคนคิดค้นสูตรเป็ดของร้าน โดยปรับให้เข้ากับรสชาติของคนไทย และที่เลือกเป็ดเป็นวัตถุดิบ เพราะสามารถทานได้หลากหลาย เหมาะกับทุกวัย เคล็ดลับความอร่อยที่ต่างจากเมนูเป็ดอื่นๆ คือ ทางร้านใช้อ้อยสดในการอบ และใช้เวลาตากประมาณ 7-8 ชั่วโมง พอเนื้อเริ่มแห้ง จะนำมาอบต่ออีก 2 ชั่วโมง ทำให้เนื้อเป็ดนุ่มและฉ่ำหวาน 

“วิธีการเลือกวัตถุดิบของทางร้านถือเป็นเรื่องสำคัญ เดิมเราต้องไปเลือกที่ตลาด ได้ของหลากหลาย แต่เมื่อเปลี่ยนมาซื้อกับซีพี ทำให้เรามั่นใจในคุณภาพของวัตถุดิบ ด้วยเรื่องมาตรฐาน การการันตีความสดและสะอาด มารวมกับสูตรอบแบบดั้งเดิม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้วัถตุดิบ ที่สำคัญลูกค้าของเราก็จะได้ทานอาหารที่ปลอดภัยและรสชาติดี” เฮียสุพล กล่าว 

เป็ดอบชานอ้อย ร้านลิ้มจิงเฮียง (เจ้าเก่า) จากฮับซัว แบ่งขายเป็นส่วนต่างๆ ให้เลือกซื้อ เช่น อกเป็ด น่องเป็ด ถ้าอยากได้เป็นตัวทานร่วมกันทั้งครอบครัว ราคาอยู่ที่ตัวละ 400 บาท หากเป็นช่วงเทศกาล อาจจะต้องรีบสั่งจองล่วงหน้า เพราะทางร้านจำกัดจำนวนในการทำต่อวัน แต่ต้องบอกก่อนว่า ที่ร้านไม่มีโต๊ะให้นั่งทาน ลูกค้าต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้น โดยลูกค้าต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์เจล เพื่อป้องกันโควิด-19 

ใครที่อยากลิ้มลองความอร่อยนุ่มฉ่ำของเนื้อเป็ดอบชานอ้อย สูตรจากฮับซัว สังเกตที่ป้าย “ร้านลิ้มจิงเฮียง (เจ้าเก่า)” ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับถนนนามแปลง ส่วนการเดินทางตอนนี้สะดวกมากขึ้น เพียงแค่นั่งรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีวัดมังกร ทางออก 1 เดินตามถนนแปลงนาม จากนั้นเลี้ยวขวา ข้ามถนน ก็จะเห็นป้ายชื่อของร้าน 

เฮียสุพล กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญในการทำเป็ดอบชานอ้อย ฮับซัว จนเป็นที่นิยม คือต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า การเลือกวัตถุดิบที่ดี สด สะอาด ถือเป็นการตอบแทนความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่มีต่อเรา”

ชป.สั่งคุมเข้ม ค่าความเค็มเจ้าพระยากลับมาปกติ

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ปรับแผนการระบายน้ำ และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปัจจุบันสามารถควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 18-19 ก.พ. 64 นี้ ค่าความเค็มจะขึ้นสูงอีกครั้ง กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักเป็น 75 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 16 ก.พ.64 ตั้งแต่เวลา 06.00น. เป็นต้นไป ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนพระรามหกจาก 45 ลบ.ม./วินาที เป็น 60 ลบ.ม./วินาที และตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. 64 สูบผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระยาบรรลือ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ ปตร.สิงหนาท 2 ในอัตรา 18 ลบ.ม./วินาที เพื่อผลักดันค่าความเค็มดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนตลอดช่วงเดือนนี้ พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์น้ำค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(15 ก.พ. 64)เมื่อเวลา 07.00 น. ที่สถานีสูบน้ำประปาสำแล วัดค่าความเค็มได้ 0.14 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัมต่อลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) ที่สถานีปากคลองจินดา แม่น้ำท่าจีน วัดค่าความเค็มได้ 0.46 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) ที่สถานีวัดน้ำปากคลองดำเนินสะดวก แม่น้ำแม่กลอง วัดค่าความเค็มได้ 0.15 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร)

ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,980 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 19,049 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 9,261ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,630 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 3 ,9 3 4 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,709 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 66 ของแผนฯ เนื่องจากปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญ โดยเน้นการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคุมคุณภาพน้ำ ไม้ผลไม้ยืนต้น และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้า