Home Blog Page 438

ซีพีเอฟ ร่วมกับก.สาธารณสุข ชวนคนใส่ใจสุขภาพ “ก้าวท้าใจ ซีซั่น 3”

0

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “ก้าวท้าใจ Season 3” พิชิต 100 วัน 100 กิโลเมตร ต้านภัยโควิด-19 โดยซีพีเอฟร่วมสนับสนุนต่อเนื่อง เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังสถานประกอบการ ชุมชน และสถานศึกษา พร้อมทั้งสามารถสะสม Health Point หรือแต้มสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นการออกกำลังกายของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ภายในงาน ได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ ได้แก่ โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร และติช่า-กันติชา ชุมมะ และมี นางศุภรา ศรีบูรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ ร่วมด้วย ณ อาคารศูนย์กีฬา กระทรวงสาธารณสุข

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจาก Season ที่ 1 และ 2 เน้นการเดินและวิ่ง พร้อมจัดระบบการออกกำลังกายให้มีความทันสมัย ดูน่าสนใจ ความพิเศษคือ การสะสมแต้มของตัวเอง และนำแต้มที่มีไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ เริ่มสะสมได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป

“ในส่วนของภาคเอกชน เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในทุกปี จึงของเชิญชวนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมครั้งนี้กันเยอะๆ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการ นักศึกษา หรือกลุ่มที่รวมตัวกันเพื่อออกกำลังกาย สามารถสมัครเข้ามาเป็นกลุ่มและสะสมแต้มรวมกันได้” ดร.สาธิต กล่าว

นางศุภรา ศรีบูรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้สนับสนุนโครงการ “ก้าวท้าใจ” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะช่วงในสถานการณ์โควิด-19

“ในปีนี้เรามาร่วมโครงการกับกระทรวงฯ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้พนักงานของซีพีเอฟเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความรู้ในการป้องกัน ซึ่งการออกกำลังกายทำได้ง่ายมาก เดินหรือวิ่ง แค่วันละ 30 นาที เพียงเท่านี้ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง” นางศุภรา กล่าว

ซีพีเอฟ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสังคม ส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกาย และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ที่สำคัญต้องอยู่บนมาตรฐานของความสด สะอาด ปลอดภัย สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

โครงการ “ก้าวท้าใจ Season 3” เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มสะสมระยะทาง ระยะเวลา และบันทึกสะสมแต้มสุขภาพ (Health point) ตั้งแต่เดือนมีนาคม – มิถุนายน 2564 มีเป้าหมาย 100 วัน 100 กิโลเมตร 1 ล้านคน ตั้งเป้าครบ 2 ล้านคนภายในปี 2564 สำหรับผู้ที่สนใจ ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://activefam.anamai.moph.go.th/ หรือสอบถามกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย โทร. 02-590-4413

เอไอเอส จับมือ ปณ.ไทย ให้ฝากทิ้งขยะ E-Waste ฟรี

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  เปิดเผยว่า เอไอเอส ต่อยอดความร่วมมือกับ ไปรษณีย์ไทย หลังจากก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันตั้งจุดรับทิ้ง E-Waste ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ในโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” โดยบริการ “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ไปรษณีย์ไทยจะเข้าไปรับฝากทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถึงที่บ้านเพื่อส่งต่อให้เอไอเอส เพื่อนำไปกำจัด และ Recycle อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากลในรูปแบบของ Zero Landfill

ความร่วมมือคร้้งนี้ ในการรณรงค์ และเป็นช่องทาง “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ผ่านบุรุษไปรษณีย์กว่า 20,000 คนทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์จากที่บ้านได้ง่ายๆ สะดวก และที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสามารถฝากทิ้งได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับขั้นตอนง่ายๆ “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์” กับบุรุษไปรษณีย์ มี 2 ขั้นตอน ดังนี้

1.      เตรียม E-Waste ทั้ง 5 ประเภท ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ต, สายชาร์จ, หูฟัง, พาวเวอร์แบงก์ และแบตเตอรี่มือถือ ให้พร้อม และนำใส่กล่อง พร้อมเขียนหน้ากล่อง “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์”

2.      ฝากทิ้ง กับพี่ไปรษณีย์ ที่มาส่งจดหมาย หรือพัสดุ ที่บ้านได้เลย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ดีเดย์วันแรก 15 กุมภาพันธ์ ต้อนรับเดือนแห่งความรัก ที่จะชวนมารักษ์โลกไปด้วยกัน กับโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” จากเอไอเอส และไปรษณีย์ไทย หรือร่วม share เรื่องราวรักษ์โลกดีๆ ได้ที่ Facebook: AIS Sustainability สามารถรับชม VDO “ฝากทิ้ง” E-waste กับพี่ไปรฯ อุ่นใจถึง AIS” ได้ที่ https://youtu.be/0xa61D4NXvA

ซี.พี.แลนด์ ทุ่มพันล้านเดินหน้าลงทุนโรงแรมใหม่ 10 แห่ง

0

นายสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารโรงแรมในเครือฟอร์จูน บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิดอย่างต่อเนื่องในปีนี้ แต่บริษัทยังลงทุนต่อตามแผนเดิมที่วางไว้

ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มโรงแรมใหม่ประมาณ 5-10 แห่งในเมืองท่องเที่ยวต่างจังหวัด ภายใต้งบประมาณ 500-1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 100 ล้านบาทต่อแห่ง (ไม่รวมที่ดิน) จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการอยู่ทั้งสิ้น 12 แห่ง

โดยเบื้องต้นจะโฟกัสลงทุนบนที่ดินของตัวเองเป็นหลัก อาทิ มุกดาหาร, หนองคาย, ขอนแก่น, นครพนม (แห่งที่ 3) ฯลฯ นอกจากนี้ยังมองหาทำเลลงทุนในภาคใต้เพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วย อาทิ สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่ เป็นต้น

นายสุนทรกล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มโรงแรมฟอร์จูนมีโรงแรม 3 ขนาด ประกอบด้วย โรงแรมขนาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์แกรนด์เมอร์เคียว ฟอร์จูน โรงแรมขนาดกลาง ภายใต้แบรนด์ ฟอร์จูน โฮเทล และขนาดเล็ก ภายใต้แบรนด์ ฟอร์จูน ดีพลัส สำหรับโรงแรมที่จะเปิดใหม่ในปี 2564 นี้ คาดว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง โดยเกือบทั้งหมดจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก (ขนาด 79 ห้องพัก)

“การทำธุรกิจเราต้องมองระยะยาว ซึ่งเราเชื่อว่าสำหรับประเทศไทยแล้ว ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม บริการยังมีศักยภาพสูง แน่นอนว่าเมื่อคนไทยไปต่างประเทศยากขึ้น พวกเขาก็ต้องหันมาเที่ยวภายในประเทศแทน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เรายังคงลงทุนต่อเนื่องที่สำคัญ ฐานลูกค้าหลักของกลุ่ม ซี.พี.แลนด์ที่ผ่านมาก็เป็นคนไทยอยู่แล้ว”นายสุนทรกล่าว

และว่า นอกจากการโฟกัสลงทุนบนที่ดินของตัวเองแล้ว ที่ผ่านมาบริษัทยังส่งทีมพัฒนาธุรกิจไปหาโลเกชั่นใหม่เพิ่มขึ้น โดยโฟกัสโรงแรมที่อยากขาย ซึ่งที่ผ่านมามีเจ้าของโรงแรมจำนวนมากได้นำเสนอขายโรงแรมเข้ามาให้พิจารณาจำนวนมากด้วยเช่นกัน ซึ่งหากมีเงื่อนไขที่ดี บริษัทก็พร้อมใส่เงินซื้อและลงทุนอย่างเต็มที่เช่นกัน

“ตอนนี้โรงแรมที่ประกาศขายมีเยอะมาก โดยเฉพาะในเมืองพัทยา, ภูเก็ต, หาดใหญ่ ฯลฯ เพราะพื้นที่เหล่านี้พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งหากมีโอกาสที่เหมาะสม ทาง ซี.พี.แลนด์ก็พร้อมเข้าไปซื้อและลงทุนเพิ่มทันที เพราะวันนี้กลุ่ม ซี.พี.แลนด์ยังมีกำลังด้านเงินทุนเหมือนเดิม”

นายสุนทร กล่าวว่า สถานการณ์ของโรงแรมในเครือฟอร์จูนทั้ง 12 แห่ง บริษัทยังคงเปิดให้บริการโรงแรมทุกแห่ง ปัจจุบันประสบกับภาวะขาดทุนทั้งหมด แต่ก็มีความจำเป็นต้องเปิดให้บริการ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบต่าง ๆ ภายในโรงแรมทั้งหมด

รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการกลับมาเปิดใหม่เมื่อตลาดเริ่มกลับมาด้วย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นเรื่องใหม่ที่ธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัวและตั้งรับ รวมทั้งมองหาโอกาสใหม่ ๆ

โดยมุ่งสร้างโอกาสจากธุรกิจ food delivery และการขาย street food ของทุกโรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ป ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่สามารถทำได้ทันที อีกทั้งยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคตกับการสั่งอาหารออนไลน์มากยิ่งขึ้น

ตอนนี้ ได้เปิดขายอาหารบริเวณหน้าโรงแรมในเครือฟอร์จูน 8 แห่ง คือ แกรนด์เมอร์เคียว กรุงเทพฯ ฟอร์จูน (พระราม 9), แกรนด์ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช, ฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม, ฟอร์จูน วิวโขง นครพนม, ฟอร์จูน ริเวอร์วิว เชียงของ, ฟอร์จูน โคราช, ฟอร์จูน แสงจันทร์ บีช ระยอง และฟอร์จูน คอร์ทยาร์ด เขาใหญ่ พบว่าได้รับผลตอบรับที่ดี สามารถสร้างรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงบุคลากรของโรงแรมในช่วงภาวะวิกฤตนี้

ซีพีเอฟ-กาตุ่ยวิน ขอบคุณแฟนคลับ ดันไส้กรอกกลิ่นนมฮอกไกโด ติดเทรนด์ทวิตโลก

0

วิน-นายเมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง เข้าพบ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร และนางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะพรีเซนเตอร์ไส้กรอกซีพี กลิ่นนมฮอกไกโด ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเปิดตัว ในรูปแบบ Global LIVE พร้อมทั้งสร้างปรากฎการณ์ ติดเทรนด์ทวิตอันดับ 2 ของโลก ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ติดอันดับ 1 ทั้ง 8 ประเทศ

นางสาวอนรรฆวี เปิดเผยว่า ขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับกิจกรรมไส้กรอกซีพี กลิ่นนมฮอกไกโดเป็นอย่างดี ทำให้มีผู้บริโภคให้ความสนใจงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบ Global LIVE เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หลังจากนี้เราจะมีกิจกรรม Private Birthday Cal ในวันที่ 21 มี.ค. 2564 ซึ่งตรงกับวันเกิดของกาตุ่ยวิน พรีเซนเตอร์ เพื่อให้แฟนคลับและลูกค้าทุกท่านได้ร่วมสนุก

“ซีพีเอฟยังคงจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อส่งมอบความสุขความสนุกให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทั้งอร่อยและปลอดภัยให้กับทุกคน และในสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้ บริษัทยังคงมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะด้านอาหาร ได้เน้นย้ำเรื่องความสด สะอาด และปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ทานอาหารอร่อย สุขภาพดีในทุกๆ วัน ” นางสาวอนรรฆวี กล่าว

ด้าน วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กล่าวว่า ขอขอบคุณแฟนคลับทุกๆ คน ที่เข้ามาร่วมสนุกและให้การสนับสนุนในแคมเปญของทางซีพีเอฟ และผลิตภัณฑ์ไส้กรอกซีพี กลิ่นนมฮอกไกโด

“ตอนนี้มีกิจกรรมพิเศษ เพียงซื้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอกซีพี กลิ่นนมฮอกไกโด ครบ 350 บาท แลกรับมินิสแตนดี้ 10 แบบ ตามสถานที่จำหน่าย อาทิ ซีพี เฟรชมาร์ท เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร เทสโก้โลตัส และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อให้แฟนคลับกาตุ่ยวินได้สะสมกัน รวมทั้งฝากติดตามกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย รับรองว่าทางซีพีเอฟจัดเต็มแน่นอน” นายเมธาวิน กล่าว

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ไส้กรอกซีพี กลิ่นนมฮอกไกโด ในรูปแบบ Global LIVE “อินกับวิน ฟินกับ CP Hokkaido” สร้างปรากฏการณ์สำคัญและความภาคภูมิใจให้แก่สินค้าไทยเป็นครั้งแรก จากยอดทวิตเตอร์ 1 ล้านทวิต ภายใน 2 ชั่วโมง ติดเทรนด์ทวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นครั้งแรกของไส้กรอกซีพีที่ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ติดอันดับ 1 ทั้ง 8 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เมียนมา เวียดนาม อินโดนีเซีย เม็กซิโก ไต้หวัน สิงคโปร์ และประเทศไทย

กิจกรรมครั้งนั้น ลูกค้าและแฟนคลับกาตุ่ยวินร่วมประมูลของที่ระลึก รวมทั้งสิ้นกว่า 200,000 บาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวเปลี่ยนเป็นไส้กรอกซีพี กลิ่นนมฮอกไกโด มอบให้แก่ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น สถานสงเคราะห์เด็กหญิงราชวิถี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด บ้านราชาวดีหญิง และบ้านเฟื่องฟ้า จ.นนทบุรี โดยซีพีเอฟร่วมสมทบการบริจาคด้วยผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และไส้กรอกซีพีสชาติต่างๆ เพื่อเติมความสุขและความอิ่มอร่อยให้กับน้องๆ ผู้ด้อยโอกาส

คปภ. แนะวาเลนไทน์แบบเว้นระยะห่าง ซื้อประกันโควิดป้องกันเสี่ยง

0

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันแห่งความรัก หรือ วันวาเลนไทน์ ซึ่งการแสดงความรัก ความห่วงใยให้กับคนที่ท่านปรารถนาดีนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง แต่ในยุค New Normal อาจจำเป็นต้องแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใยในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพราะต้องระมัดระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย และแม้จะมีการระมัดระวังเพียงใด ความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลาได้ จึงจำเป็นต้องใช้ประกันภัยเข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งทุกท่านอาจมอบความรัก ความห่วงใยในวันแห่งความรักปีนี้ให้กับคนที่ท่านรัก ด้วยการทำประกันภัยโควิด-19 ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทประกันภัยได้พัฒนาความคุ้มครองที่สอดคล้องกับความเสี่ยง โดยนายทะเบียน ได้ออกคำสั่งให้บริษัทประกันภัยสามารถปรับลดอัตราเบี้ยประกันภัยได้ถึง 20 % เพื่อให้เบี้ยประกันภัยสอดรับกับสภาวะการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มากยิ่งขึ้น

ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบความคุ้มครองหลักๆ คือ

  • ความคุ้มครองแบบที่ 1 : การรักษาพยาบาล หากผู้เอาประกันภัยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเจ็บป่วยจากโควิด-19 จนเป็นเหตุให้ต้องได้รับการรักษาพยาบาล บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตามจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้
  • ความคุ้มครองแบบที่ 2 : เงินชดเชยรายวัน หากผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเจ็บป่วยด้วยโควิด-19 และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาล บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยรายวันให้ตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้
  • ความคุ้มครองแบบที่ 3 : ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ค่าใช้จ่ายเพื่อทำความสะอาดสถานที่เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเจ็บป่วยด้วยโควิด-19 จนเป็นเหตุทำให้สถานที่เอาประกันภัยมีความเสี่ยงเป็นแหล่งในการติดเชื้อดังกล่าว บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดสถานที่เอาประกันภัย ได้แก่ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค อุปกรณ์ในการทำความสะอาด รวมถึงการว่าจ้างบริษัทบริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคให้ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริง ทั้งนี้ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ และค่าใช้จ่ายตรวจหาโควิด-19 หากผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเจ็บป่วยด้วยโควิด-19 และทำให้บุคคลในครอบครัวเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าว บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าใช้จ่ายตรวจหาโควิด-19 ให้กับบุคคลในครอบครัวตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงต่อคน ทั้งนี้ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้
  • ความคุ้มครองแบบที่ 4 : กรณีได้รับผลกระทบในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อาทิ ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาล หากผู้เอาประกันภัยได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 และเกิดผลกระทบจากการแพ้วัคซีนดังกล่าว จนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในของโรงพยาบาล บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ และผลประโยชน์การเจ็บป่วยด้วยภาวะหรือโรคร้ายแรง หากผู้เอาประกันภัยได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 และเกิดผลกระทบจากการแพ้วัคซีนดังกล่าว ซึ่งทำให้ผู้เอาประกันภัยเจ็บป่วยด้วยภาวะหรือโรคร้ายแรงตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ได้ระบุไว้ รวมทั้ง ผลประโยชน์เงินชดเชยปลอบขวัญสำหรับผู้ป่วยใน หากผู้เอาประกันภัยได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 จนเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบจากการแพ้วัคซีนดังกล่าวและต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน บริษัทประกันภัยจะจ่ายชดเชยเงินปลอบขวัญให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้

ความคุ้มครองข้างต้นเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ดังนั้นผู้ทำประกันภัยจึงควรศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ และเข้าใจก่อนตัดสินใจทำประกันภัย“สำนักงาน คปภ. ขอส่งความรัก ความห่วงใย เนื่องในวันแห่งความรักปีนี้ ขอให้ทุกท่านปลอดจากโควิด-19 ขอให้เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และถ้าจะให้อุ่นใจมากยิ่งขึ้น ก็ควรทำประกันภัยโควิด-19 หรือมอบกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ให้คนที่คุณรัก เพื่อให้ประกันภัยคุ้มครองคุณและคนที่คุณรัก” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

ที่ผ่านมา คปภ.ได้ส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 และพัฒนาช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความเสี่ยง และขณะนี้ประชาชนให้ความสนใจซื้อกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 จำนวนเกือบ 10 ล้านฉบับ

โออาร์ จับมือ กรมการค้าภายใน เปิดพื้นที่ปันสุข ขายไข่ไก่ธงฟ้าราคาพิเศษ

0

นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เปิดเผยว่า โออาร์ ได้ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิด “พื้นที่ปันสุข” ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 400 แห่งทั่วประเทศ จำหน่ายไข่ไก่ธงฟ้าในราคาพิเศษ ตามโครงการ “ไข่ไก่ธงฟ้าลดราคาเพื่อประชาชน” นำไข่ไก่ไซส์ M น้ำหนักระหว่าง 55-65 กรัม/ฟอง มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ถาดละ 70 บาท (บรรจุถาดละ 30 ฟอง) จำนวนทั้งสิ้น 4,500,000 ฟองหรือ 150,000 ถาด ตั้งแต่วันที่ 10 – 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมโครงการ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center หรือ www.pttor.com

บุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์

ทั้งนี้ โครงการ “พื้นที่ปันสุข” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรวมพลังสร้างรอยยิ้มเกษตรกรไทย ช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ หรือประสบปัญหาในการหาช่องทางจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร โดยปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ประสบปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำ โออาร์ จึงได้ร่วมกับกรมการค้าภายใน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค ให้ได้ซื้อไข่ไก่ไซส์ M ได้ในราคาพิเศษอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งเติบโตต่อไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนในการขยายธุรกิจควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้สังคม

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนยิ่งเร็ว–ยิ่งยาว–ยิ่งดี!!

0

จากการสำรวจผู้อ่านคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุนสู่ความมั่งคั่ง” มีผู้อ่านที่ร่วมตอบแบบสอบถามจาก 27 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 4-15 ธ.ค.63 โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอายุตั้งแต่ 19-63 ปี ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนและเป็นคน Gen X

พบว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่มากกว่า 72% สนใจอยากรู้เรื่อง “ความรู้เบื้องต้นก่อนลงทุน” มากที่สุด และอีก 61% สนใจอยากรู้เรื่องผลิตภัณฑ์และบริการการลงทุน ขณะที่อีก 42% ต้องการบทความที่สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน

ความต้องการอยากรู้ของผู้อ่าน ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการก่อกิดคอลัมน์นี้ขึ้นมาที่มุ่งให้ข้อมูลความรู้ด้านการเงินการออมการลงทุน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้ “คนไทย” อ่านออกเขียนได้ทางการเงิน”!!

และมุ่งหวังส่งเสริมกระตุ้นให้ทุกคน “ลงมือ” วางแผนการเงิน สร้างวินัยการเงิน การใช้จ่าย-การออมและการลงทุน เพื่อนำไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงิน และสู่วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพและเป็นสุข ดังนั้น ผู้อ่านกลุ่มเป้าหมาย ที่เราคาดหวังคือ คนทุกเพศ-ทุกวัย เริ่มตั้งแต่นักเรียน-นักศึกษา ผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาและเข้าสู่วัยทำงาน รวมถึงผู้ที่อยู่ในระบบการทำงานอยู่แล้ว และผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณก็สามารถเรียนรู้และลงมือทำได้ ยิ่งเริ่มเร็ว-ยิ่งยาว-ยิ่งดี!! ตามตำราออมก่อนรวยกว่า

สัปดาห์ที่แล้ว “คุณนายพารวย” ชวนออมเงินด้วยการ “ออมหุ้น” ผ่านการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับคนวัยทำงานโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน การลงทุนแบบ DCA คือการทยอยลงทุนแบบสม่ำเสมอ เช่น ซื้อหุ้น A ทุกวันที่ 1 ของเดือน ด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆกัน ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาว หรือหากราคาหุ้นลงก็จะไม่ขาดทุนหนัก เพราะมีต้นทุนถัวเฉลี่ย ทั้งราคาสูงและต่ำ

DCA ไม่ได้มีเฉพาะการ “ออมหุ้น” เท่านั้น บางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทำโปรแกรม DCA เลือกหุ้นพื้นฐานดี 3-5 ตัว ให้เราเฉลี่ยลงทุนพร้อมกันได้ เช่น ใส่เงินลงทุนทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท เพื่อแบ่งเฉลี่ยซื้อหุ้นทั้ง 3 ตัว และยังมีโปรแกรม” ออมกองทุนรวม” ที่สามารถใส่เงินเพื่อซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมแบบ DCA ได้เงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับออมหุ้นแบบ DCA เริ่มได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ส่วนกองทุนรวมเริ่มได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละ บล.และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)

แต่ก่อนอื่นต้องเปิดบัญชีลงทุนหุ้นหรือลงทุนกองทุนรวมก่อนเลย ซึ่งในเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com/ ได้รวบรวมช่องทางการเปิดบัญชีหุ้น–บัญชีกองทุนรวมผ่านออนไลน์ เพียงสแกน QR CODE ด้านล่างนี้ สมัครเสร็จก็ซื้อขายหุ้นและกองทุนรวมออนไลน์กันได้เลย!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุนน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

12 ก.พ. เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียน “เราชนะ” วันสุดท้าย

0

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการเปิดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะ สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2564 ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ .com ว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 มีประชาชนสนใจลงทะเบียนแล้วมากกว่า 10.73 ล้านคน โดยมีผู้ที่ผ่านการคัดกรองขอคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนยืนยันรับสิทธิ์โครงการฯ แล้วกว่า 6.8 ล้านคน โฆษกกระทรวงการคลังเน้นย้ำว่า ในวันพรุ่งนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2564) จะเป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับลงทะเบียนโครงการฯ สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจให้มาลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ .com

อย่างไรก็ดี สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนแล้ว แต่ได้รับข้อความสั้น (SMS) แจ้งเตือนสถานะ “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” สามารถลงทะเบียนใหม่ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ .com ได้ทันทีหลังจากที่ได้รับ SMS แจ้งเตือนและต้องดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการเปิดรับลงทะเบียนโครงการฯ

สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับวงเงินสิทธิ์เข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐงวดที่ 2 ในวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 โดยสามารถสะสมวงเงินสิทธิ์เพื่อใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ทั้งนี้ กลุ่มผู้ถือบัตรฯ สามารถตรวจสอบวงเงินสิทธิ์คงเหลือ ได้ที่เครื่องกดเงินสดอัตโนมัติ (Cash Machine หรือ ATM) ของธนาคารกรุงไทย, เครื่องรูดบัตร (Electronic Data Capture หรือ EDC) ที่ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น หรือระบบตรวจสอบวงเงินสิทธิ์คงเหลือผ่านระบบอัตโนมัติของธนาคารกรุงไทย โทร 0 2109 2345 กด 3 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทยจะเปิดรับลงทะเบียนสำหรับกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ หรือผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ตั้งแต่วันที่ 15 – 25 กุมภาพันธ์ 2564 โดยประชาชนในกลุ่มดังกล่าวที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ สามารถนำบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด (Smart Card) ไปติดต่อขอลงทะเบียนได้ที่สาขาหรือจุดบริการเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย หากประชาชนท่านใดที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวไม่มีบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด ขอให้ติดต่อขอทำใหม่ได้ที่สำนักงานเทศบาล สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง หน่วยบริการจัดทำบัตรเคลื่อนที่ของกรมการปกครอง หรือสำนักงานหรือที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในระยะเวลาดังกล่าว

AIS ผนึก MSIG ปล่อยประกันรถยุคใหม่ “ประกันขับดี” ใช้อุปกรณ์ติดรถคำนวณเบี้ยประกัน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า AIS โดย AIS Insurance Service ร่วมกับ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MSIG ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เปิดตัว “ประกันขับดี” ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย

โดยเป็นประกันภัยรถยนต์ที่มีการคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ที่แท้จริงโดยใช้นวัตกรรมจาก IoT และเทคโนโลยีการสื่อสารเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. ให้เข้าร่วมโครงการทดสอบที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แผนประกันภัยรถยนต์ที่มีความสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ สอดคล้องกับสถิติการขับขี่ในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ผู้ขับขี่รถที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเลยมีอยู่ถึง 60% กลายเป็นผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเท่าๆ กับคนอื่นๆ

และคำนวณเบี้ยประกันภัยจากตัวแปรต่างๆ ที่ทันสมัยที่สุด โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data โดยมีอุปกรณ์ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (On-Board Diagnostic) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กใช้ติดรถ สามารถเก็บค่าตัวแปรและค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึก และละเอียดกว่า Telematics ที่เก็บเฉพาะค่าระยะทางหรือชั่วโมง

OBD II จะเก็บข้อมูลเพื่อส่งคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องแม่นยำตามการใช้งานจริง ด้วยแนวคิด “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” โดยคำนวณผ่าน 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ซึ่งช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสูงสุดถึง 50% พร้อมบริการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า คปภ. ได้อนุมัติให้ “ประกันขับดี” เข้าร่วมในโครงการทดสอบนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัย หรือ Insurance Regulatory Sandbox โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและ มีศักยภาพ เพื่อเป็นการหลอมรวมและเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีในการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม จึงหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และมีการคิดเบี้ยประกันภัยตามการขับขี่จริง โดยสามารถซื้อง่ายและจ่ายสะดวก สอดรับกับพฤติกรรมการขับขี่ ช่วยให้เกิดวินัยในการขับขี่ที่ดี และมีส่วนลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย

นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ MSIG กล่าวว่า แนวคิดของประกันขับดีเกิดขึ้นในช่วง Lockdown ที่คนไทยทั้งประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานใหม่ จากการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home จึงขับรถน้อยลง ไม่ได้ออกเดินทางไกลข้ามจังหวัด และปัจจุบัน คนขับรถแล้วจอดเพื่อต่อรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมากขึ้น บริษัทจึงอยากจะพัฒนาแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับและหากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย เป็นไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ ตาม concept ที่ว่า “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” เราใช้เวลาพัฒนาประกันขับดีอยู่กว่า 6 เดือนและพบว่าต้องใช้อุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informatics และซิมการ์ดทำงานร่วมกัน ดังนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่สัญญาณที่ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด จะเป็นบริษัทอื่นไม่ได้เลยนอกจาก AIS โดย MSIG Car Informatics จะเก็บพฤติกรรมการใช้รถจาก 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ประกันขับดีจะมีค่าเบี้ยประกันพื้นฐานรายปี โดยประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท ทุกทุนประกันภัยและรถทุกรุ่น หลังจากนั้นจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกคำนวณเป็นรายวัน แต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน แต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ 5 แฟคเตอร์ และเราจะรวบจากเบี้ยรายวันเพื่อคิดค่าเบี้ยประกันเป็นรายเดือน สามารถตรวจสอบเบี้ยได้เลยจากแอปพลิเคชันประกันขับดี การชำระเบี้ยจะตัดจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ตั้งแต่ลงทะเบียน นอกจากนี้ ประกันขับดียังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของประกันภัยรถยนต์ที่ใช้รูปแบบ Parametric ต้องเข้า Insurance Regulatory Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรม ซึ่ง MSIG เห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้บริโภคในอนาคต จึงได้นำเสนอและทางสำนักงาน คปภ. ก็ได้อนุมัติให้เข้าโครงการเรียบร้อยแล้ว”

นายอลิสแตร์ เดวิด จอห์นสตั้น กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจพัฒนาธุรกิจใหม่ เอไอเอส กล่าวเสริมถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “นอกจาก AIS Insurance Service จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง คัดสรรบริการประกันภัยที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าแล้ว เรายังนำจุดแข็งจากการเป็น ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมสูงสุด พร้อมคลื่นความถี่ที่มากที่สุด รวมไปถึง Digital Platform ที่ช่วยพลิกโฉมยกระดับให้บริการประกันภัย และสร้างความแตกต่างไปอีกขั้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยครั้งนี้ได้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของเอไอเอส และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ มีเสถียรภาพ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time อีกทั้งยังได้สนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway ที่ช่วยอำนวยสะดวกและมีความปลอดภัยสูงสุด โดยถือเป็นต้นแบบของ InsurTech ครั้งแรกเพื่อลูกค้า ที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

“ประกันขับดี” พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษาและสมัครแผน “ประกันขับดี” ได้หลากหลายช่องทาง อาทิ“ขับดี Service Center by MSIG” โทร. 065-924-1175 · เว็บไซต์ www.ais.co.th/insurance และแอปพลิเคชัน ประกันขับดี

คลินิกแก้หนี้ ปรับเงื่อนไขเข้าโครงการใหม่ หนี้เสียก่อน 1 ก.พ. 64 สมัครได้

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า คลินิกแก้หนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับเงื่อนไขใหม่ ให้คนเป็นหนี้เสียบัตร ก่อน 1 ก.พ. 64 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ โดยเงื่อนไขและคุณสมบัติ มีดังนี้

  1. อายุไม่เกิน 65 ปี ที่มีรายได้
  2. เป็นหนี้เสียสารพัดบัตร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน
  3. เป็น NPL ก่อน 1 ก.พ. 64
  4. หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ม.ค. 64 มีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป)

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ใช้เอกสารดังนี้

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้สมัคร
  2. เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร
  3. เอกสารแสดงรายได้
    • พนักงานประจำ– สลิปเงินเดือน 3 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
    • อาชีพอิสระ– รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน หรือเอกสารการแสดงการเสียภาษีเงินได้ 50 ทวิ
  4. เอกสารรายงานเครดิตบูโร

นางปนุท ณ เชียงใหม่ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า การปรับเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการ โดยขยายเวลาการเป็นหนี้เสีย จากเดิมวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564   คาดว่าจะช่วยผู้เป็นหนี้กลุ่มดังกล่าวที่ค้างชำระและเป็นหนี้ NPL ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นและทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่พลาดโอกาสหรือยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการเนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” กำหนด รวมทั้งรองรับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่สมัครเข้าโครงการ เพราะนอกจากจะได้รับดอกเบี้ยต่ำเพียง 4-7% ต่อปี และระยะเวลาการผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปีแล้ว  ยังจะได้รับมาตรการพิเศษ “ยาแรง 2 สูตร” ที่ขยายระยะเวลาออกไปถึงเดือน มิถุนายน 2564 ได้แก่ ยาสูตร 1  การเลื่อนกำหนดชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ที่ชำระไม่ไหว  โดยจะไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้และไม่เสียประวัติ และ ยาสูตร 2  ลดดอกเบี้ยลง 1-2% สำหรับผู้ที่สามารถผ่อนชำระต่อเนื่องอีกด้วย

สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการหรือสอบถามรายละเอียดผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com  แอดไลน์ @debtclinicbysam   Facebook คลินิกแก้หนี้ หรือโทรสอบถามที่ Call Center 02-610-2266 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-17.00 น.

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ -14 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทยมีกำหนดจัดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล” ในรูปแบบออนไลน์ (Online mediation) ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี ธปท. และศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เพื่อเป็นช่องทางช่วยประชาชนที่มีหนี้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคลแก้ไขปัญหาหนี้สินแบบครบวงจร   ไม่ว่าจะเป็นหนี้ดีที่ยังผ่อนชำระปกติแต่เริ่มขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือเป็นหนี้เสียแล้ว แต่ยังไม่มีการฟ้องหรืออยู่ระหว่างฟ้องดำเนินคดี หรือที่มีคำพิพากษาแล้ว โดยลูกค้าโครงการคลินิกแก้หนี้สามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมดังกล่าวสมัครเข้า “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” และเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยปัญหาที่มีกับเจ้าหนี้ได้อีกทางหนึ่ง

นางปนุท กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้จำนวนลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน มีแนวโน้มกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้น  “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM”  ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของภาครัฐได้มีส่วนช่วยหาทางออกร่วมกันของเจ้าหนี้-ลูกหนี้  เพื่อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ได้รวดเร็ว และทำให้ลูกหนี้สามารถดำเนินชีวิตหรือธุรกิจต่อไปได้  อันเป็นการช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ  โดยในปี 2563  ที่ผ่านมา  มีผู้สนใจยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 62,000 ราย  มีการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วรวมเป็นภาระหนี้เงินต้นสะสมกว่า 3,200 ล้านบาท โดยมีภาระหนี้เฉลี่ย 300,000 บาทต่อคน  นอกจากนี้ “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM”  ยังเดินสายจัดอบรมและให้ความรู้ทางการเงินแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชน กลุ่มนิสิตนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มีความรู้ด้านการวางแผนการเงินส่วนบุคคลและการออมเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการเสริมสร้างวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงิน