Home Blog Page 439

ซีพีเอฟ ยกระดับสูงสุดคุมเข้มการผลิต การันตีบรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัย

0

นายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ประธานคณะทำงานบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปโดยหันมาใส่ใจและเน้นเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร และมั่นใจในอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-To-Eat) มากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการคุมเข้มมาตรการความปลอดภัยในการผลิตอาหารทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานการผลิตระดับโลกทั้ง GMP (Good Manufacturing Practice) และ HACCP (Hazard Analysis Critical Control Point) มาโดยตลอด และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดตลอดกระบวนการผลิต รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติกประเภท Food Grade ที่มีคุณสมบัติป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากภายนอก และยังคุณค่าทางโภชนาการในอาหารตลอดการจัดเก็บ ไม่ทิ้งสารตกค้างเมื่อสัมผัสกับอาหาร

ซีพีเอฟ เลือกใช้พลาสติกประเภทบรรจุภัณฑ์อาหารที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยบริษัทฯ มีการทดสอบบรรจุภัณฑ์ทุกๆ ขั้นตอนของทุกเมนูก่อนจะวางจำหน่ายจริงในตลาด ยิ่งไปกว่านี้ รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ นอกจากนี้ ซีพีเอฟได้ใช้เครื่องจักรในการบรรจุอาหาร เพื่อให้ปลอดเชื้อ และเพิ่มดีกรีความเข้มข้นในการป้องกันการปนเปื้อนบนบรรจุภัณฑ์ตลอดกระบวนการจัดเก็บและขนส่งถึงช่องทางจำหน่าย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผลิตภัณฑ์อาหารซีพี

ในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ซีพีเอฟคำนึงกับมิติของความปลอดภัยอาหาร และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงเลือกใช้พลาสติก Food Grade ที่ปลอดภัยต่อการบริโภค เช่น การใช้พลาสติก PP (Polypropylene) ที่ทนต่อความร้อน สามารถใช้อุ่นร้อนในไมโครเวฟได้ และสำหรับอาหารพร้อมทานแช่แข็ง เกี๊ยวกุ้ง ไส้กรอก และอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานต่างๆ

ในมิติของความยั่งยืน นอกจากคำนึงถึงเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร บริษัทยังให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) หรือ ย่อยสลายได้ (Compostable) ซึ่งปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ ร้อยละ 99.99% เป็นพลาสติกประเภทที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้ โดยซีพีเอฟ นับเป็นบริษัทแรกของไทยที่ใช้ถาดพลาสติกใสชีวภาพ (Polylactic acid หรือ PLA) ซึ่งเป็นพลาสติกที่ทำจากพืชและย่อยสลายได้ทั้งหมด ซึ่งบริษัทใช้ถาด PLA กับสินค้ากลุ่มเนื้อหมูสดและไก่สดแช่เย็นตั้งแต่ปี 2558 และบริษัทฯ ยังเดินหน้าพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เอื้อต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่มาจากพลาสติกที่ใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono Material) ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์หลังใช้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติกเป็นวัสดุชนิดเดียว กับผลิตภัณฑ์เนื้อหมูสดและไก่สดแช่เย็น CP Selection และ ซีพี ไข่ม้วน ออมเล็ต ที่วางจำหน่ายแล้วที่ร้าน เซเว่นอีเลฟเว่น

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟได้เริ่มปรับมาใช้ฟิล์มยืดหุ้มถาดอาหาร ที่เป็นวัสดุ Non-PVC ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการรีไซเคิล เพื่อให้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยด้านอาหารและความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ ในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 ซีพีเอฟยังได้ส่งอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์อย่างปลอดภัยนี้ ให้กับทีมแพทย์ พยาบาล กลุ่มเปราะบาง และแรงงานข้ามชาติ ในจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด ภายใต้ โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ขานรับนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนในกลุ่มเปราะบางได้บริโภคอาหารคุณภาพปลอดภัย ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 อีกด้วย

ชป.เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน ปรับแผนสู้ความเค็มน้ำเจ้าพระยา

0

นายสัญญา  แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังจากการลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ว่า จากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดค่าความเค็มเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยวานนี้(9ก.พ.64) ที่สถานีสูบน้ำประปาสำแล มีค่าความเค็มสูงกว่าเกณฑ์วิกฤติ 0.5 กรัมต่อลิตร รวม 12 ชม. และค่าความเค็มสูงสุดเมื่อเวลา 16.00 น. วัดได้ 1.63 กรัมต่อลิตร เนื่องจากในขณะนี้เป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ประกอบในช่วงวันที่ 13 – 14 ก.พ.64 นี้ จะมีอิทธิพลของลมใต้ทำให้เกิด storm surge ส่งผลให้ระดับน้ำในเเม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าวไทยมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

สัญญา  แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน

กรมชลประทาน จึงได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักฯ ตั้งเเต่วันที่ 10 ก.พ.64 เวลา 11.00 น.จากอัตรา 55 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 80 ลบ.ม.ต่อวินาที จนถึงวันที่ 16 ก.พ.64 เวลา 06.00 น. หลังจากนั้นลดเหลืออัตรา 45 ลบ.ม.ต่อวินาที  พร้อมเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระรามหก ในวันที่ 10 ก.พ.64 เวลา 14.00 น.จากอัตรา 45 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 55 ลบ.ม.ต่อวินาที และตั้งเเต่วันที่ 11 ก.พ.64 เวลา 06.00 น.จะเพิ่มการระบายเป็น 70 ลบ.ม.ต่อวินาที ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 ก.พ.63 เวลา 06.00 น.หลังจากนั้นจะทะยอยลดลงเหลือ 25 ลบ.ม.ต่อวินาที

ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มที่กำหนดไว้  พร้อมขอความร่วมมือประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าทุกแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงสถานีสูบน้ำสำแล ให้งดการรับน้ำหรือสูบน้ำในระยะนี้ เพื่อให้การควบคุมค่าความเค็มเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้มากที่สุด โดยเฉพาะชาวเมืองหลวงและปริมณฑลที่ใช้น้ำจาก กปน. เพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า

ขอหนังสือรับรองชำระเบี้ยประกันภัยง่ายๆ แค่คลิก MTL Click

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ในช่วงของการยื่นหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 ลูกค้าสามารถขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย เพื่อใช้เป็นหลักฐานหักลดหย่อนภาษีของปีภาษี 2563 ได้ที่แอปพลิเคชัน MTL Click ได้ง่ายขึ้น เพียงคลิกเข้าสู่ระบบ และกดตรงแถบ Banner  ขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย หลังจากนั้นสามารถคลิกเลือกกรมธรรม์ที่ต้องการ พร้อมกดดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย และสามารถเลือกส่งอีเมลหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการหักลดหย่อนภาษีฯ ทั้งนี้ กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยที่ซื้อประกันสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป และผู้เอาประกันภัยที่ซื้อประกันชีวิต ประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป จะต้องแจ้งความประสงค์ให้กับบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้บริษัทฯ นำส่งข้อมูลการชำระเบี้ยประกันภัยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากร มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันภัยได้

ทั้งนี้ เนื่องจากกรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันภัย ต้องแจ้งความประสงค์ต่อบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้บริษัทประกันชีวิตนำส่งข้อมูลการชำระเบี้ยประกันภัยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากร ทางบริษัท จึงขอยกเลิกการจัดส่งหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัยรูปแบบกระดาษ ตั้งแต่ปีภาษี 2564 เป็นต้นไป และหากลูกค้าเคยแจ้งความประสงค์ต่อบริษัทฯ แล้ว ไม่ต้องแจ้งความประสงค์อีกในปีภาษีปัจจุบัน โดยสามารถแจ้งความประสงค์หรือตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.muangthai.co.th

ทิศทางการดำเนินงานในปี 2564 นี้ บริษัทมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มทุกเจเนเรชันในแบบที่มีความเฉพาะตัวของบุคคล (Personalization) มากขึ้น โดยจะเน้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นด้วย ซึ่งบริษัทฯ ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน MTL Click เพื่อให้บริการในรูปแบบ Digital Face to Face Services ด้วยการเปิดให้บริการลูกค้าในรูปแบบ Video Call  เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกับบริษัทฯ ได้ทุกที่ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน สามารถพูดคุย หรือรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทำธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์ อาทิ การซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ บริการกู้ตามสิทธิกรมธรรม์ และบริการต่ออายุกรมธรรม์ เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ที่มุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต

11 บริษัทไทยติดอันดับ Gold class ความยั่งยืนสูงสุดของโลก

0

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับในรายงาน “The Sustainability Yearbook 2021” โดย S&P Global มีบริษัทไทย 11 ราย ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน และถูกจัดอันดับความยั่งยืนระดับ Gold class  สูงสุดของโลก เป็นจำนวนสูงสุดจากการประเมินความยั่งยืนของบริษัททั่วโลกใน 40 ประเทศ รวมกว่า 7,000 บริษัท

โดยในจำนวนนี้เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย 10 บริษัท ได้แก่

  • 1. บมจ. บ้านปู (BANPU)
  • 2. บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS)
  • 3. บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC)
  • 4. บมจ. ปตท. (PTT)
  • 5. บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)
  • 6. บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)
  • 7. บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
  • 8. บมจ. ไทยออยล์ (TOP)
  • 9. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE)
  • 10. บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU)

และบริษัทไทย 1 บริษัท ได้แก่

  • ThaiBev

นายภากร กล่าวอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เกิดการพัฒนาที่ยังยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนตามวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” พร้อมส่งเสริมให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญในการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลทั้งธุรกิจและสังคม (Balanced Growth)

โดยในปีนี้มี  29 บริษัทไทย ที่ได้รับการจัดอันดับใน The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งนับเป็นจำนวนมากเป็นลำดับที่เจ็ดของโลกรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และไต้หวัน

ซีพีเอฟ เดินหน้า “โครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย” ปีที่ 10

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหาร กองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย เปิดเผยว่า โครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย เป็นโครงการที่ซีพีเอฟดำเนินการมาต่อเนื่อง โดยมีพนักงานจิตอาสาสายธุรกิจต่างๆ ของซีพีเอฟทั่วประเทศ ช่วยเหลือและดูแลผู้สูงอายุไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีลูกหลานดูแล ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งทุกๆเดือน บริษัทจะนำเงินช่วยเหลือเพื่อใช้ดำรงชีพไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุที่ได้รับการพิจารณาเข้าโครงการ ฯ เดือนละ 2,000 บาท จนกว่าผู้สูงอายุจะถึงแก่กรรมหรือมีลูกหลานมารับไปดูแล รวมทั้งช่วยดูแลสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุไปแล้วรวม 869 ราย และล่าสุด ณ ปี 2563 มีจำนวนผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการฯ อยู่ที่ 345 ราย ซึ่งทุกๆปี จะมีการพิจารณาผู้สูงอายุรายใหม่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมีเกณฑ์พิจารณา คือ อายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่มีลูกหลานดูแล อาศัยอยู่ในรัศมีห่างจากฟาร์ม โรงงานของซีพีเอฟไม่เกิน 5 กิโลเมตร และอาศัยอยู่มาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ไม่ปรากฎว่าเป็นผู้ติดสุรา ยาเสพติด และการพนัน

“ซีพีเอฟตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุในสังคม ที่ต้องได้รับการใส่ใจดูแลอย่างเท่าเทียม โครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมของความกตัญญูรู้คุณ ” นายวุฒิชัย กล่าว

นายวุฒิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงการระบาดรอบล่าสุด ซีพีเอฟ ยึดแนวทางปฎิบัติของบริษัทฯในการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงกรณีที่จิตอาสาซีพีเอฟลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนและนำเงินช่วยเหลือในการดำรงชีพไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุ เข้มงวดเรื่องการเว้นระยะห่างในการสื่อสารกับผู้สูงวัย ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ใส่ถุงมือ และมีเจลล้างมือติดไปทุกครั้งที่ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้สูงวัย

จากการที่ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย โดยมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งสอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ ทางกรมกิจการผู้สูงอายุ ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหน่วยงานที่ขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีหนังสือขอบคุณมายังโครงการฯ และขอบคุณบริษัทที่ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งชื่นชมการดำเนินโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย ของซีพีเอฟ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแล แบ่งปัน ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และร่วมสร้างสังคมแห่งการเอื้ออาทร เพื่อให้สังคมไทยเป็นเมืองน่าอยู่ ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

แบงก์ชาติ จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

0

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จัดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 14 เมษายน 2564 โดยประชาชนที่มีหนี้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคล ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นหนี้ดีที่ยังผ่อนชำระปกติแต่เริ่มขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือหนี้ NPL ทั้งที่ยังไม่มีการฟ้อง อยู่ระหว่างฟ้อง หรือที่มีคำพิพากษาแล้ว สามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมในครั้งนี้เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาที่มีกับเจ้าหนี้ได้  อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัจจุบันยังจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 งานมหกรรมที่จะจัดขึ้นจึงเป็นการไกล่เกลี่ยแบบออนไลน์ (Online mediation)

เป้าหมายสำคัญงานครั้งนี้ คือ การไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในส่วนที่มีคำพิพากษาและถูกบังคับคดีแล้ว ซึ่งไม่สามารถเข้าคลินิกแก้หนี้ได้ และปกติเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้เจ้าหนี้มักจะไม่ยอมเจรจา แต่ผู้ให้บริการทางการเงินจำนวน 21 แห่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องผ่อนปรนเงื่อนไขให้ปฏิบัติได้จริง เพื่อช่วยให้ทุกฝ่ายเดินต่อไปได้ โดยจะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ในชั้นบังคับคดีเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง ข้อเสนอที่ลูกหนี้จะได้รับในงานนี้จะมีความผ่อนปรนตามแนวทางของคลินิกแก้หนี้ ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้จะผ่อนชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยที่ค้างถ้ามีจะยกให้ ถ้าลูกหนี้จ่ายชำระตามแผนได้สำเร็จ และที่สำคัญจะมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวถึง 5 ปี ซึ่งจะทำให้ค่างวดที่ลูกหนี้ต้องจ่ายไม่สูงนักและอยู่ในวิสัยที่ชำระได้ เช่น ถ้าเงินต้น 50,000 บาท ปีที่ 1-3 จ่ายเพียงเดือนละ 1,111 บาท ปีที่ 4-5 เดือนละ 416 บาท

สำหรับลูกหนี้ที่สถานะเป็น NPL ทั้งที่ยังไม่ถูกฟ้องหรือถูกฟ้องแล้ว สามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมไกล่เกลี่ยครั้งนี้สมัครเข้าคลินิกแก้หนี้ได้เลย และเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากศาลรับข้อเสนอของคลินิกแก้หนี้เป็นหนึ่งข้อเสนอที่ใช้ในขั้นตอนไกล่เกลี่ยออนไลน์ของศาล ถือเป็นความคืบหน้าภายหลังที่การลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับ ธปท. นอกจากนี้ คลินิกแก้หนี้ได้ปรับเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการจากเดิมที่จะต้องเป็นหนี้ NPL ก่อน 1 กรกฎาคม 2563 เป็น NPL ก่อน 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อให้ครอบคลุมถึงลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงวิกฤติโควิด19 ด้วย

 นอกจากนี้ ลูกหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่เป็น NPL แต่เริ่มขาดสภาพคล่อง สามารถเข้าร่วมมหกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้ได้ เช่น ขอเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มีระยะเวลาผ่อนนานขึ้นที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่งจะช่วยลดภาระลงได้ และดีกว่าการผ่อนขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ อาจขอให้เจ้าหนี้คงวงเงินบัตรเครดิตบางส่วนเอาไว้ได้อีกด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ระยะยาวดังกล่าวเป็นแนวทางหนึ่งของมาตรการขั้นต่ำในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของ ธปท. ซึ่งจะไม่กระทบประวัติในฐานข้อมูลเครดิตบูโร 

ประชาชนที่มีหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน สามารถเข้าร่วมงานมหกรรมไกล่เกลี่ยออนไลน์ในครั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี  ธปท. และศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) รวมทั้งผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าร่วม ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ศึกษาแนวทางกรอกข้อมูลอย่างละเอียด ตรวจเช็คไม่ให้ผิดพลาด เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว หากต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. โทร 1213 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-16.30 น. กรณีนอกเวลาทำการท่านสามารถฝากชื่อและเบอร์โทรศัพท์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล์มาที่ [email protected] เพื่อที่เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป

FSMART จับมือ SABUY เติมเงินเข้า E-Wallet SABUY MONEY ที่ตู้บุญเติม

0

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART เปิดเผยว่า FSMART ร่วมกับ บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)หรือ “SABUY” เปิดบริการเติมเงินเข้า SABUY Money Wallet ผ่านตู้บุญเติม โดยสามารถใช้บริการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป โดยความร่วมมือครั้งนี้ เชื่อว่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทั้ง 2 บริษัท และเป็นการอำนวยความสะดวก สร้างความหลากหลาย ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ  และในอนาคตอาจเห็นความร่วมมือในการพัฒนาเครือข่ายช่องทางอัตโนมัติและเทคโนโลยีด้านต่างๆเกิดขึ้นได้อีกหลายด้าน

“ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของผู้ประกอบการตู้อัตโนมัติที่ประกาศร่วมเป็นพันธมิตรกันจากที่ผ่านมาธุรกิจนี้ถูกมองว่ามีการแข่งขันสูง แต่ในครั้งนี้การที่บริษัทเข้าไปร่วมเพื่อให้บริการเติมเงินเข้า E-Wallet  กับ สบาย เทคโนโลยี เชื่อว่าเป็นความร่วมมือที่ดีสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเป้าหมายหลัก คือการเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และบริการที่ครบด้านแก่กับลูกค้าทุกระดับ” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

ปีนี้ FSMART มีเป้าหมายชัดเจนในการรุกธุรกิจเป็นตัวแทนธนาคาร Banking Agent แบบครบวงจร ทั้งให้บริการฝากเงิน โอนเงิน เปิดบัญชีธนาคารผ่านบริการแสดงตัวตน และปีนี้เตรียมเปิดให้บริการตู้ถอนเงินสดผ่าน”ตู้บุญเติม” (Mini ATM) โดยวางเป้าหมายให้ “ตู้บุญเติม” เปรียบเสมือนสาขาธนาคารในชุมชน ที่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ครบวงจรภายในตู้เดียว ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการธนาคารได้มากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าปี 2564 จะมีจำนวนธุรกรรม Banking Agent เพิ่มขึ้นกว่า 30% จากปี 2563 ที่ปัจจุบันเป็นตัวแทนให้บริการทางการเงินกับ 6 ธนาคาร และอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม มั่นใจว่าจากบริการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจากความร่วมมือกับสบาย เทคโนโลยี จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายของปีนี้ 

ปัจจุบัน ตู้บุญเติมของ FSMART กระจายในทุกชุมชนทั่วประเทศกว่า 130,000 ตู้ ให้บริการครบวงจรมากที่สุดครอบคลุม 86 บริการ ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด พร้อมลูกค้าที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ล้านคน

นายวิรัช มรกตกาล กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพาณิชย์และการลงทุน บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  SABUY ได้เปิดตัว SABUY Money Wallet (SBM Wallet)  ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดย SBM เป็นบริการ E-Wallet ที่มาเติมเต็มให้กับ Eco-system ของ SABUY ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า เครื่องดื่ม จากเวนดิ้งพลัสและพาร์ทเนอร์ต่างๆ ผ่านตู้เวนดิ้งแมชชีน, หรือการใช้งานร่วมกับระบบ SABUY POS และ Food court system จากทาง SABUY Solution โดย SBM สามารถใช้เป็นบริการ Electronic Payment  CRM  และ Loyalty Program ผ่านทางระบบจาก SABUY Solutions และ SABUY Exchange ได้อีกด้วย  และในอนาคตทาง SBM Wallet มีแผนที่จะเปิดให้บริการเติมเงินผ่านบัตรเครดิต รวมมีแผนงานที่จะขออนุมัติการโอนเงินจาก Wallet ผ่าน Wallet จากธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเราคาดว่า SBMWallet จะเป็นการสร้างประสบการณ์ให้ทางพาร์ทเนอร์และลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายสูงสุด

ในระยะแรก บริษัทเปิดให้บริการผ่าน  E-Wallet Application  สำหรับลูกค้าที่ Download Application SBM Wallet และลงทะเบียนในระบบเรียบร้อย เมื่อชำระซื้อสินค้าและเครื่องดื่มจากตู้เวนดิ้งพลัส ผ่านทาง SBM WalletApplication จะได้ลดทันที 1 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันลูกค้าสามารถเติมเงินเข้า SBM Wallet ผ่านได้ 2 ช่องทาง โดยผ่านทางการเติมเงินจากตู้เติมสบายพลัสที่มีอยู่กว่า 54,000 ตู้ทั่วประเทศ และอีกช่องทางหนึ่งเป็นการเติมผ่านระบบ Bill Payment , ATM และ เคาน์เตอร์ธนาคาร(ใช้ Barcode) ซึ่งทาง SABUY เองมีความตั้งใจที่จะขยายช่องทางการเติมเงินให้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งช่องทางการเติมเงินผ่านทางตู้เติมเงินนับเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอยู่แล้ว

ดังนั้นการเปิดบริการในครั้งนี้ของตู้เติมสบายพลัสและตู้บุญเติมซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดตู้เติมเงิน จึงถือเป็นการเปิดโอกาสทำให้ช่องทางในการเติมเงินเข้า SBM Wallet เพิ่มมากขึ้นอีกกว่า 130,000 จุด ผ่านทางตู้บุญเติม ทำให้หลังจากเปิดบริการเติมเงินเข้า SBM Wallet ผ่านตู้บุญเติมแล้ว จะทำให้ SBM Wallet มีจุดเติมเงินเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 200,000 จุดทั่วประเทศ”

 “การร่วมมือกันในครั้งนี้ของ SABUY และ FSMART ผู้ให้บริการตู้เติมเงินบุญเติม ถือเป็นครั้งแรกของการเปิดการร่วมมือกันในรูปแบบที่แตกต่างออกไป และยังสามารถต่อยอดไปสู่การร่วมมืออื่นๆที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยเราต่างมีเป้าหมายที่ตรงกันในการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยี เพื่อประโชน์สูงสุดของผู้บริโภคได้อีกเช่นเดียวกัน” นายวิรัช กล่าวทิ้งท้าย

รักษาการ อธิบดีชป. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาและท่าจีน

0

นายสัญญา  แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายปกรณ์  สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาด้านอุทกวิทยา  และนายประยูร เย็นใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และค่าความเค็ม รวมทั้งแนวทางการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ ตลอดจนการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน บริเวณประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำสิงหนาท 2 จ.พระนครศรีอยุธยา ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ จ.สุพรรณบุรี ประตูระบายน้ำพระพิมล และประตูระบายน้ำคลองจินดา จ.นครปฐม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากในช่วงวันที่  11 – 14 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ จะเกิดสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้ง  จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำบนพื้นฐานที่มีทรัพยากรน้ำอย่างจำกัด โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ในส่วนของประตูระบายน้ำและอาคารชลประทาน ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน ให้งดรับน้ำเข้าพื้นที่เพื่อเป็นการป้องกันน้ำเค็มเข้าสู่พื้นที่การเกษตรและใช้มวลน้ำ ที่มีในการผลักดันความเค็ม จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด โดยเฉพาะคนเมืองหลวงและปริมณฑลที่ใช้น้ำจากการประปานครหลวง เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า

เปิดรับลงทะเบียน’เราชนะ’ สำหรับปชช.กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ 15-25 ก.พ.นี้

0

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายละเอียดการเปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ สำหรับประชาชนกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้พิการทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนเองหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ เป็นต้น โดยประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 15 – 25 กุมภาพันธ์ 2564 ที่สาขาของธนาคารกรุงไทย หรือจุดบริการเคลื่อนที่รับลงทะเบียนซึ่งกระทรวงการคลังได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการร่วมกับธนาคารกรุงไทยในการให้มีจุดบริการเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่รับลงทะเบียนให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว

สำหรับประชาชนในกลุ่มดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยในเบื้องต้นประชาชนกลุ่มดังกล่าว ต้องนำบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด (Smart Card) ไปใช้ประกอบการลงทะเบียนขอรับสิทธิ์โครงการฯ โดยต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนโดยการเสียบบัตรประจำตัวประชาชน (Dip Chip) ผ่านเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Capture หรือ EDC) พร้อมกำหนดรหัส (PIN Code) ได้ที่สาขาของธนาคารกรุงไทย หรือจุดบริการที่ธนาคารกรุงไทยกำหนด

ทั้งนี้ ประชาชนที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติและได้รับอนุมัติวงเงินสิทธิ์จะได้รับวงเงินสิทธิ์สนับสนุนเป็นรายสัปดาห์ จำนวนไม่เกิน 3,500 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยสามารถใช้จ่ายวงเงินผ่านบัตรประจำตัวประชาชน สำหรับการซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการจากร้านค้าในโครงการธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการฯ และผู้ประกอบการ/ร้านค้า/บริการที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยวงเงินที่ได้รับจากโครงการฯ สามารถสะสมได้ แต่จะสามารถใช้จ่ายได้ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2564

สำหรับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ .com แล้วพบว่า “ไม่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ” สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิ์ผ่านทางเว็บไซต์ www.เราชนะ .com ได้ ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเรื่องเงินได้พึงประเมิน และมีความประสงค์ให้ตรวจสอบข้อมูลเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2563 ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2563 ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 8 มีนาคม 2564 สำหรับผู้ที่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2564 จะต้องยื่นแบบฯ ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลังพบว่ามีประชาชนหรือร้านค้าที่ใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีการประสานขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการทางกฎหมายในประเด็นดังกล่าวแล้ว หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง จะระงับการใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของร้านค้าตลอดจนระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้าทันที รวมถึงระงับการใช้แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ด้วย และจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงขอความร่วมมือประชาชนรักษาสิทธิ์ของตนเอง และขอให้ร้านค้าและประชาชนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการฯ สำหรับประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ สามารถแจ้งเบาะแสรวมถึงส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการฯ ถึง “คณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการฯ” ทางไปรษณีย์มาได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail Account) [email protected]

ซีพี ออลล์ คว้ารางวัลความยั่งยืน Silver Class โดย S&P Global

0
ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ เปิดเผยว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งจัดทำโดย S&P Global ผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงิน และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้เผยแพร่รายชื่อบริษัทชั้นนำด้านความยั่งยืน ปรากฏว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ได้รับรางวัลความยั่งยืนระดับ Silver Class ในกลุ่มอุตสาหกรรม Food & Staples Retailing ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

นอกจากจะเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อแนวทางความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ของซีพี ออลล์ แล้ว ยังแสดงถึงการเตรียมพร้อมรับกระแสความเปลี่ยนแปลง หรือปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ถึง ดังที่ได้รายงานฉบับนี้ได้กล่าวถึงแรงผลักดันในอุตสาหกรรมไว้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามากำหนดรูปแบบธุรกิจ และห่วงโซ่แห่งคุณค่าทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) บริษัทจึงได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ยกระดับรูปแบบการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มุ่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น อาทิ ด้านสุขภาพ และความปลอดภัย เป็นต้น

“ปณิธานร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน คือสิ่งที่ซีพี ออลล์ ยึดมั่นเสมอมา เพื่อถักทอห่วงโซ่คุณค่าโดยปรารถนาให้ทุกกลุ่มมีความสุข ตามค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่ ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ขณะเดียวกัน เพื่อบรรลุพันธกิจ มุ่งสร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยสินค้า และบริการที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม พร้อมทั้งสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน และสังคม เทคโนโลยีต่างๆ ถูกนำมาเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังที่เห็นจากบริการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการเดลิเวอรี่ หรือ ALL Online ซึ่งล้วนแต่ผสานรวมเข้าไว้ด้วยกันภายใต้กรอบ ESG เพื่อความยั่งยืน” นายธานินทร์ กล่าว

สำหรับการประเมินผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน The Sustainability Yearbook 2021 จะใช้แบบประเมินเรียกว่า corporate sustainability assessment หรือ CSA ที่ใช้ในการจัดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวน์โจน หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) โดยในปีนี้มี 7,032 บริษัท จาก 61 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ารับการประเมิน ซึ่งระดับ Silver Class นั้นจะต้องได้คะแนนอย่างน้อย 57 และอยู่ในช่วงร้อยละ 1-5 คะแนนของบริษัทที่มีผลดำเนินการด้านความยั่งยืนสูงสุดของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม