Home Blog Page 440

เมืองไทยสไมล์คลับ จัดกิจกรรมตรุษจีน 2021 มอบความสุขให้สมาชิก

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท จัดกิจกรรม “CHINESE NEW YEAR SET 2021” ส่งมอบความสุขแก่สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ เพื่อเป็นการฉลองปีวัวและต้อนรับเทศกาลตรุษจีน 2021 พร้อมทั้ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านความคุ้มครองสุขภาพ โดยสมาชิกสามารถแลกคะแนนสะสม 1,000  Smile Points รับสิทธิ์จองร้านอาหาร พร้อมเลือก Set อาหารจากร้านอาหารที่ร่วมรายการ ณ ร้านเล่งหงษ์ ร้าน Four Seasons Chinese และร้านแสนยอด (1,000 คะแนน / 1 Set ชุดอาหารมูลค่า 3,200 บาท) โดยสมาชิกฯ แลกสิทธิ์ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน MTL Click และรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 เมษายน 2564 (รหัสใช้จองสิทธิ์และต้องเข้าใช้บริการที่ร้านอาหารภายในวันที่ 30 เมษายน 2564)

ร้านอาหารที่เข้าร่วม (สาขา)ประเภทเมนูให้เลือกจองสิทธิ์คะแนนที่ใช้แลก / สิทธิ์
ร้านเล่งหงษ์ สาขา เลียบด่วน เอกมัย-รามอินทราMenu A Menu B Menu C1,000 Smile Points / set
ร้าน Four Seasons Chinese สาขา เอ็มควอเทียร์ สาขา เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ สาขา เมกาบางนาMenu A Menu B Menu C Menu D สามารถเลือกได้ 4 set
ร้านแสนยอด สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ สาขา เดอะไลท์เฮ้าส์ เจริญนคร สาขา พระราม 3 ซอย 12 (แสนยอด ซีฟู้ด)Menu A

สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับสามารถติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ได้ที่เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต www.muangthai.co.th หรือที่แอปพลิเคชัน Smile Service และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MTL Click ได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ดาวน์โหลดหรืออัปเดตเวอร์ชันได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ศูนย์บริการลูกค้าทุกสาขาทั่วประเทศ

นายสาระ กล่าวว่า ปี 2564 เมืองไทยประกันชีวิต มุ่งมั่นจะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความวางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ภายใต้นโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ตลอดจนการสร้างสรรค์กิจกรรม สิทธิประโยชน์และแคมเปญต่างๆ เพื่อให้ตอบรับกับ Lifestyle ของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ผ่าน “เมืองไทยสไมล์คลับ” ที่จะสร้างความสุขและรอยยิ้ม ซึ่งลูกค้าสามารถร่วมกิจกรรมแลกรับส่วนลด แลกรับสินค้า หรือแลกรับบริการผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click ที่เมืองไทยสไมล์คลับจัดเตรียมเป็นพิเศษให้สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ซึ่งสอดรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ซีพี- ซีพีเอฟ ส่งมอบหน้ากากอนามัยซีพี และอาหารจากใจ ดูแลทีมหมอ และแรงงานต่างชาติ

0

ตลอดเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา บุคลากรทางแพทย์ ประชาชนคนไทย ตลอดจนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องเผชิญกับไวรัสโควิด-19 ที่กลับมาแพร่ระบาดระลอกใหม่ และสถานการณ์ยังคงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผนึกกำลังกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และภาคีพันธมิตร เคียงข้างคนไทยฝ่าวิกฤต ด้วยการส่งมอบหน้ากากอนามัยซีพี กว่า 250,800 ชิ้น และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพพร้อมทาน 129,000 แพ็ค ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” สนับสนุนภารกิจแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข และร่วมดูแลพี่น้องแรงงานต่างชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนสมุทรสาครและประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ด้วยกัน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ “CPF ส่งมอบอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ผ่านการสนับสนุนอาหารคุณภาพปลอดภัยให้คนไทยได้บริโภคอาหารอย่างพอเพียง ตอบรับนโยบายประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือประเทศไทยสามารถยืนหยัดฝ่าวิกฤติโควิดครั้งนี้ไปได้ และเป็นไปตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ (ต่อประเทศ ประชาชน และบริษัท) เพื่อร่วมสนับสนุนประเทศไทยสามารถยืนหยัดสู้วิกฤติครั้งนี้ได้ เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

“การสนับสนุนอาหารคุณภาพปลอดภัย และหน้ากากอนามัยซีพี เป็นการแสดงถึงความห่วงใยของเครือซีพี และซีพีเอฟที่มีต่อทุกคนในสังคมกำลังเผชิญกับวิกฤติ การส่งมอบอาหารพร้อมทานและหน้ากากอนามัย ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทเสียสละทำหน้าที่เฝ้าระวังและควบคุมการระบาดของไวรัส รวมไปถึงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและแรงงานต่างชาติในพื้นที่เสี่ยง และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

ตลอดเดือนมกราคมจนถึงวันนี้ ซีพีเอฟได้ร่วมกับเครือซีพี จัดส่งอาหารพร้อมทานรวมแล้ว 129,000 แพ็ค โดยแบ่งเป็นจัดส่งให้โรงพยาบาล 61,200 แพ็ค แก่ 15 โรงพยาบาล พื้นที่ควบคุมสูงสุด 6 จังหวัด ได้แก่ จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม จ.นครปฐม จ.ราชบุรี จ.สุพรรณบุรี และ จ.กาญจนบุรี และอีก 22,000 แพ็คได้สนับสนุนให้โรงพยาบาลสนาม “ศูนย์ห่วงใยคนสาคร” 9 แห่ง และยังนำผลิตภัณฑ์กุ้งต้ม ซีพี แปซิฟิก 300 กิโลกรัม มอบให้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

พร้อมทั้งเผื่อแผ่ความห่วงใยถึงพี่น้องแรงงานเมียนมาในจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) นำอาหารพร้อมทาน 30,800 แพ็คและไก่ไข่สด 10,000 ฟอง ไปแจกจ่ายให้พี่น้องแรงงานเมียนมาในพื้นที่กักกัน 1,200 ครอบครัว รวมทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารซีพี 3,600 แพ็ค ไข่ไก่สด 36,000 ฟอง รวมทั้งเครื่องดื่ม ข้าวสาร น้ำมันพืช ผ่านทางสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทย โดยร่วมกับทรู คอร์ปอเรชั่นที่ร่วมมอบซิมอินเทอร์เน็ต ขณะที่โอสถสภามอบเครื่องดื่ม เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวเมียนมา 1,200 ครอบครัว รวม 4,000 คนที่อยู่ระหว่างกักตัวอยู่ในชุมชนตลาดกลางกุ้ง

นอกจากอาหารแล้ว ซีพีเอฟ ยังร่วมกับ เครือซีพี ในส่งมอบหน้ากากอนามัยซีพีเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มพี่น้องแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมแล้วทั้งสิ้น 250,800 ชิ้น ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) สถานทูตเมียนมา กัมพูชา เวียดนาม สปป.ลาว กรุงเทพมหานคร รวมทั้งเครือข่ายกลุ่มอาสาดุสิต สมาคมเชียไทย และเร็วๆ นี้ ซีพีและซีพีเอฟ ยังมอบหน้ากากอนามัยซีพี ให้ทีมแพทย์ พยาบาล ผ่านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย

“ในนามรัฐบาล ต้องกล่าวขอบคุณเครือซีพี-ซีพีเอฟ ที่ออกมาให้ความช่วยเหลือสังคมต่อเนื่องจากคราวที่แล้วที่ซีพีเอฟนำอาหารให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศสู้กับวิกฤติโควิด ยังส่งต่อไปถึงครอบครัวของหมอพยาบาลอีกด้วย ครั้งนี้เครือซีพีและซีพีเอฟยังออกมาช่วยดูแลสังคม แบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้ป่วยที่กักตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีระหว่างต้องกักตัวที่โรงพยาบาลสนาม” นายอนุทินกล่าว

ซีพีเอฟได้ริเริ่มและดำเนิน “โครงการ CPF ส่งมอบอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดส่งอาหารคุณภาพ ปลอดภัยมาช่วยแบ่งเบาภาระและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มเปราะบาง และ พี่น้องแรงงานต่างชาติที่เผชิญกับวิกฤติโควิดทั้งระลอกแรก และระลอกใหม่ได้เข้าถึงอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอในช่วงเวลา เพื่อเคียงข้างสังคมไทยฝ่าวิกฤติครั้งนี้ได้ด้วยดี


AIS จับมือ กรมสุขภาพจิต ทำแบบเรียนออนไลน์สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เนื่องในวัน Safer Internet Day ที่รณรงค์ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และคนไทยทุกคน เล็งเห็นถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย และใช้งานอย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อสังคม เอไอเอสในฐานะ Digital Life Service Provider มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและสร้างการตระหนักรู้ในเรื่อง Cyber Wellness เพื่อให้คนไทยเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen) อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงเดินหน้าสานต่อโครงการ “อุ่นใจไซเบอร์” ในการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ผู้มีความเชี่ยวชาญและมีองค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะทางดิจิทัลอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีที่สุดบนเครือข่ายที่ปลอดภัย โดยได้ร่วมลงนามความร่วมมือ กับกรมสุขภาพจิต เพื่อสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มการเรียนรู้รูปแบบใหม่ให้แก่คนไทย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และพัฒนาทักษะทางดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้เยาวชน และคนไทย ใช้ดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน และป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยจะเปิดให้ใช้บริการภายในไตรมาส 2 ของปี 2564 

ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนไทยและทั่วโลก โดยในปัจจุบัน พบว่า ช่องทางออนไลน์และดิจิทัลกลายเป็นช่องทางสื่อสารหลักในชีวิตประจำวันของคนไทย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันบนโลกออนไลน์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก การที่คนไทยมีความรู้ในการใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและจิตของตนเอง ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองรับมือภัยบนโลกออนไลน์ และเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ จะช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพจิตของคนไทยได้ในระยะยาว ดังนั้น ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนา Cyber Wellness ให้แก่คนไทย โดยมี Mental Wellness เป็นส่วนประกอบสำคัญ เพื่อเป้าหมายในการสร้างพลเมืองด้านสุขภาพจิต หรือ Mental Health Citizen ในอนาคตทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ กรมสุขภาพจิตจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ เอไอเอส ในการดูแลสุขภาพจิตที่ดีของคนไทยไปพร้อมๆ กัน

“ความร่วมมือระหว่างเอไอเอส และกรมสุขภาพจิตในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจสำคัญที่จะช่วยสร้างเกราะกำบังที่แข็งแกร่งทั้งในด้านภูมิปัญญา และด้านจิตใจให้กับคนไทย และเพื่อเป็นการสนับสนุนทุกคนใช้งานอินเทอร์อย่างปลอดภัย และมีสภาวะจิตใจที่เข้มแข็งไปด้วยกันในสถานการณ์นี้” นางสายชล กล่าวสรุป

AIS โชว์ผลประกอบการปี 63 กำไรสุทธิ 2.8 หมื่นล้าน ครองอันดับหนึ่งลูกค้ามือถือมากที่สุด

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยถึงผลประกอบการ ปี 2563 ว่า เอไอเอสมีรายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปีก่อน ด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายได้ลดลง 6.5% เทียบกับปีก่อน เป็นผลจากการสูญเสียรายได้ในกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่ยังคงไม่ฟื้นตัว เนื่องจากข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เอไอเอส ยังครองส่วนแบ่งการตลาด อันดับ 1 ทั้งด้านรายได้ และจำนวนผู้ใช้บริการ ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในตลาดอยู่ที่ 41.4 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าระบบรายเดือน จำนวน 10.2 ล้านราย ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 จำนวน 420,900 ราย และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 74,400 ราย ขณะที่ การใช้งาน 4G ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี มีลูกค้าที่ใช้งาน 4G เพิ่มขึ้นเป็น 77% โดยลูกค้าใช้ปริมาณดาต้าเฉลี่ย 18 กิกะไบต์ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 42% เทียบกับปีก่อน ส่วนการใช้งาน 5G นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน มีลูกค้ารวมทั้งสิ้น 239,000 ราย

ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเติบโตเหนืออุตสาหกรรม จำนวนผู้ใช้งานปรับเพิ่มขึ้นในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่ปลี่ยนวิถีชีวิตมา Work from Home และ Learn from Home เป็นจำนวนมาก ตลอดปี 2563 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 29% หรือกว่า 299,300 ราย ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เติบโตเฉลี่ย 10-12% โดยปัจจุบันมีลูกค้า อยู่ที่ 1.3 ล้านราย

สำหรับธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร การทำตลาด Enterprise ยังได้รับความสนใจจากลูกค้า Corporate และ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีความสนใจในกลุ่ม Telecom Services ซึ่งเป็นบริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการติดต่อสื่อสาร และเครือข่ายขององค์กรต่างๆ และบริการ Digital Enabler สำหรับธุรกิจต่างๆ เพื่อนำ Digital Technologies ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจยุคใหม่ เช่น IT, Cloud, IoT, Cyber Security, Digital Marketing รวมถึง เทคโนโลยี 5G ในอนาคต

โดยภาพรวม จากการบริหารต้นทุนที่ดี ทั้งด้านต้นทุนการให้บริการ และค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร ส่งผลให้เอไอเอสมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 76,619 ล้านบาท ลดลง 2.7% ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการลดลงของรายได้ และมีกำไรสุทธิ 28,423 ล้านบาท ลดลง 8.9% เทียบกับปีก่อน โดยเอไอเอสจะจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการครึ่งปีหลังที่ 3.68 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ 75% ของกำไรสุทธิ ในวันที่ 20 เมษายน 2564

นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้เตรียมงบลงทุนในปี 2564 จำนวน 25,000 – 30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลสำหรับประเทศไทยอย่างไม่หยุดยั้ง และพร้อมที่จะเป็นแกนกลาง สนับสนุนทุกภาคส่วน จากความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ใน Digital Ecosystem เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ซีพี ออลล์ จับมือพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เปิดค่าย Creative AI Camp ปี 3

0

นายก่อศักดิ์  ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งไทยและนานาชาติ จัดค่าย Creative AI Camp ปีที่ 3 ขึ้นภายใต้แนวคิด “The Future of AI : The Future of the World”  เพื่อให้เยาวชนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์และมีอิทธิพลต่ออนาคตของโลกอย่างต่อเนื่อง 

ก่อศักดิ์  ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

สำหรับรูปแบบการจัดค่ายในปีนี้ จะยังคงเน้นการจัดการเรียนรู้ต่อเนื่อง 3 เดือนในรูปแบบ Phenomena Work-based Education Learning ผสมผสานการเรียนรู้ผ่าน VDO Conference บนแพลทฟอร์มออนไลน์กับวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงจะได้เรียนรู้ด้าน Innovation กับ Professor Che-Wei LIN (Department of Biomedical Engineering) มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง มหาวิทยาลัยระดับท็อปด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรใหม่ของค่ายในปีนี้  ซึ่ง Professor Che-Wei LIN ยังเป็น Leader ของทีมที่ขับเคลื่อน AI Talent Incubation ของรัฐบาลไต้หวันประกอบกับ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกงเน้นการทำ AI Innovation อย่างง่ายที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เห็นผลได้เร็ว 

นอกเหนือจากนี้น้องๆ จะได้รับความรู้ทางด้าน Robotic AI ระดับโลกจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ Associate Professor Dr. Marcelo H. ANG Jr (Department of Mechanical Engineering : Ag Director, Advanced Robotics Centre) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และความรู้ทางด้าน AI และ Digital Transformation จาก Associate Professor HAN Shenglong (Department of Information Management) มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (PKU),  สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด,  บริษัท แอมเบี้ยน ซอฟท์ จำกัด, บริษัท แอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เดอะซันเพล็กซ์เอ็นจิเนียร์ริ่งแอนด์ซอฟต์แวร์ จำกัด และ นายโสภณะ ประจงแสงศรี ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โซลูชั่น อาคิเทค, นางสาวปาลิตา ลาภานุพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์วิทัศน์  และ นายรัชชยุต ภูวัชร์เตชากร ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทยโดยแต่ละองค์กรจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความรู้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 เดือนแก่เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทุกภูมิภาคทั่วประเทศ 

ขณะเดียวกัน ก็สามารถมาเรียนรู้หรือประชุมงานแบบออฟไลน์ร่วมกับทีมที่ CAI CLUB BY CP ALL ชุมชนและพื้นที่การเรียนรู้ด้าน AI  ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ชั้น 4  และ ชั้น 14A  ถนนสีลม โดยภายใน CAI CLUB BY CP ALL จะมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ มีผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำปรึกษา และมีมาตรการป้องกัน COVID-19 อย่างเข้มข้น 

ทั้งนี้ การผนึกกำลังกับพันธมิตรที่หลากหลายทำให้หัวข้อการเรียนรู้ในปีนี้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม เพราะนอกเหนือจากการเพิ่ม EQ ให้เยาวชนผ่านการบูรณาการวิธีสร้างสรรค์ AI ผ่านปรัชญาการเล่นหมากล้อม (Creative AI Convergence by Go Philosophy) และการเพิ่ม IQ ผ่านความรู้เกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยี ABCD อันประกอบด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์), Blockchain (บล็อกเชน), Cloud และ Digital Data แล้ว ปีนี้ยังได้ผสมผสานทักษะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม (Innovation) อาทิ การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การคิดโดยคำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric) จริยธรรมด้าน AI เพื่อเป็นรากฐานให้เยาวชนพัฒนา AI ไปใช้ได้อย่างสร้างสรรค์ หลากหลายวิธี และตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น  

ด้าน รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล ที่ปรึกษากรรมการจัดค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า ในโลกยุคใหม่มีทักษะที่จำเป็นต่อเยาวชนอยู่ 5 ด้านหลักๆ ได้แก่ 1.ทักษะด้านภาษา 2.ทักษะด้านเทคโนโลยี 3.ทักษะการปรับตัวภายใต้ความเปลี่ยนแปลง 4.ทักษะการตัดสินใจ 5.ทักษะการแก้ปัญหา ค่าย Creative AI Camp ถือเป็นค่ายที่ช่วยส่งเสริมเยาวชนในการพัฒนาทักษะ 5 ด้านดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้เยาวชนจากหลากหลายพื้นฐาน หลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม 

ดร.พงส์ศักดิ์ โหลิมชยโชติกุล ผู้อำนวยการ สำนักปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารโครงการ กล่าวว่า ทุกปีค่ายจะเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รวมกลุ่มกันสร้างสรรค์ไอเดียและชิ้นงานต้นแบบ (Prototype) ด้าน AI ขึ้น โดยโจทย์ในปีนี้จะเป็นการออกแบบชิ้นงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงการออกแบบชิ้นงานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตปกติแห่งอนาคตหรือ Next Normal 

“ด้วยการเรียนรู้ การทำงานแบบหลากหลายวัฒนธรรม หรือ Multi-Culture  การได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่โดดเด่นเรื่องการปั้นคน AI หรือ AI Talent และองค์ความรู้ที่อัดแน่นทั้งพื้นฐานและเชิงลึก เราเชื่อมั่นว่าเยาวชนในค่าย Creative AI Camp ปีที่ 3 นี้ จะเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่สามารถสร้างต้นแบบนวัตกรรม AI ได้อย่างน่าสนใจ และเป็นอีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ด้าน AI ที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้ในอนาคต” ดร.พงส์ศักดิ์ กล่าว 

ได้สิทธิ ‘เราชนะ’ แล้ว ไปยังไงต่อ เปิดวิธีกดยืนยันในแอปฯเป๋าตัง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ได้เริ่มเปิดให้กลุ่มประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิความช่วยเหลือ 7000 บาท เป็นเวลาสองเดือน ตามโครงการ “เราชนะ” โดยลงทะเบียนทางเว็บไซต์เราชนะ ตั้งแต่ 29 ม.ค.เป็นต้นมา และตรวจสอบสิทธิได้เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา รวมทั้งเปิดให้ผํู้ไม่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ สามารถยื่นทบทวนสิทธิได้ตังแต่วันที่ 8 ก.พ. ไปจนถึง 8 มี.ค. 64 ได้นั้น โดยคณสมบัติผู้ได้สิทธิ “เราชนะ” มีดังนี้ คือ 1.ผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป2.ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม 3.ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ4.ไม่เป็นผู้รับบำนาญปกติหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ5.ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 300,000 บาท ปี2562 และ 6.ไม่มีเงินฝากรวมกันทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท

สำหรับผู้ผ่านการคัดครองคุณสมบัติโครงการ “เราชนะ” เมื่อได้สิทธิ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ ต้องกดยืนยันสิทธิในแอพ “เป๋าตัง” โดยระบบจะขึ้นให้ยืนยันสิทธิ์ในวันที่ 18 ก.พ. นี้. เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 06.00น. เป็นต้นไป (สามารถสะสมใช้ได้ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2564) โดยมีวิธีการ ตามนี้

1.เปิดแอปฯ เป๋าตัง ถ้าในมือถือยังไม่ได้ลงแอปฯ เป๋าตัง ก็สามารถสามารถดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ ได้ทั้งระบบ ios และ แอนดรอยด์ โดยค้นหาคำว่า เป๋าตัง ใน App store/Play store

2. กดเข้าเมนู G-wallet

3.กดที่ป้ายโครงการ “เราชนะ” ขั้นตอนนี้ จะปรากฏข้อความใน กดยืนยัน ใช้สิทธิ ในวันที่ 18 ก.พ.

4.อ่านข้อตกลงและเงื่อนไข อ่านเสร็จให้คลิ๊กตรงช่องสี่เหลื่ยม ยอมรับเงื่่อนไข แล้วคลิ๊กตกลง

5.เลือกจังหวัดที่อาศัยอยู่ กดเลือกจังหวัดเสร็จให้กดแถบคำว่า ถัดไป

6.กด ยืนยัน จังหวัดที่อาศัยในปัจจุบัน ถ้าข้อมูลถูกต้องก็กดยืนยัน ถ้าไม่ถูก็กดยกเลิก เพื่อย้อนไปแก้ไข

7. เรียบร้อย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการกดยืนยันใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง เราจะได้รับสิทธิ์เราชนะและพร้อมใช้วงเงินได้


คนแห่ขอทบทวนสิทธิ ‘เราชนะ’ กว่าสองแสนคนในวันแรก

0

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังจากกระทรวงการคลัง ได้เปิดให้มีการทบทวนสิทธิ ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com เป็นวันแรก เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองเข้ามาขอทบทวนสิทธิอีกครั้ง โดยล่าสุด เวลา 17.00 น.มีผู้เข้ามาทบทวนสิทธิแล้วกว่า 279,616 ราย

ส่ำหรับความคืบหน้าการประกาศผลการคัดกรองคุณสมบัติของประชาชนทั่วไปทางเว็บไซต์ www. เราชนะ .com ที่เปิดรับลงทะเบียนระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2564 จากข้อมูลล่าสุด มีประชาชนลงทะเบียนแล้วประมาณ 10 ล้านคน โดยมีประชาชนที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้วมากกว่า 5.77 ล้านคน ทั้งนี้ หากรวมประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลฯ) ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนกดยืนยันรับสิทธิ์โครงการเราชนะแล้วจะมีประชาชนที่ได้รับวงเงินสิทธิ์ทั้งสิ้นมากกว่า 27 ล้านคน

สำหรับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลฯ และกลุ่มประชาชนที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www. เราชนะ .com สามารถเริ่มตรวจสอบการคัดกรองคุณสมบัติได้ทางเว็บไซต์ www. เราชนะ .com ตั้งแต่วันนี้ (8 ก.พ.)เป็นต้นไป ซึ่งจะมีการทยอยประกาศผลการคัดกรองคุณสมบัติตามลำดับ โดยประชาชนทั้ง 2 กลุ่มข้างต้นที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติจะได้รับการโอนวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 2,000 บาท และจะได้รับวงเงินสิทธิ์เป็นรายสัปดาห์ทุกวันพฤหัสบดีจนครบวงเงินสิทธิ์ของโครงการ

ทั้งนี้ ประชาชนที่ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วพบว่า “ไม่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ” สามารถแสดงความประสงค์ขอทบทวนสิทธิ์ได้ทางเว็บไซต์ www. เราชนะ .com ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2564 และสามารถตรวจสอบผลการทบทวนสิทธิ์ได้ทางเว็บไซต์เดียวกัน สำหรับกลุ่มประชาชนที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www. เราชนะ .com แล้ว แต่ได้รับข้อความสั้น (SMS) แจ้งเตือนสถานะ “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดในการกรอกเลขประจำตัวประชาชน เลขรหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) ชื่อ ชื่อกลาง (ถ้ามี) นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด สามารถลงทะเบียนใหม่ทางเว็บไซต์ www. เราชนะ .com ได้ทันทีหลังจากได้รับ SMS แจ้งเตือนจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564ทั้ง

ที่ผ่านมากระทรวงการคลังพบว่ามีประชาชนหรือร้านค้าที่ใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการเราชนะ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีการประสานขอความร่วมมือหน่วยงานเกี่ยวข้องในการติดตามและตรวจสอบประเด็นดังกล่าวด้วยแล้ว หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง จะระงับการใช้แอปพลิเคชันของร้านค้าตลอดจนการจ่ายเงินให้กับร้านค้าทันที และอาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงขอความร่วมมือประชาชนรักษาสิทธิ์ของตนเอง และขอให้ร้านค้าและประชาชนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการเราชนะ สำหรับประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ และการขึ้นราคาสินค้าหรือบริการเกินกว่าปกติสามารถแจ้งเบาะแสรวมถึงส่งหลักฐานการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการทางไปรษณีย์มาได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือทางไปรณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail Account) [email protected] สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3250 3423 3424 3425 3427 3429 3430 3431 และ 3444 (เฉพาะวันและเวลาราชการ)Call Center ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 0 2111 1144

ไทยยูเนี่ยน มอบพัดลม 500 เครื่องให้ศูนย์ห่วงใยคนสาคร

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรสาคร ล่าสุด ได้มอบพัดลมจำนวน 500 เครื่อง และรางปลั๊กไฟจำนวน 250 ชุด เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม ศูนย์ห่วงใยคนสาคร 8 วัฒนาแฟคตอรี่ (2) โดยการบริจาคครั้งนี้นี้ได้รับเกียรติจาก ดร. สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสนาม วัฒนาแฟคตอรี่ (2) ทั้งนี้อุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปใช้ประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ระหว่างการพักฟื้นที่โรงพยาบาลสนาม สำหรับโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ มีเตียงรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1,000 เตียง

จากพันธกิจที่จะให้ความช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ที่ไทยยูเนี่ยนมีการดำเนินธุรกิจอยู่ ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการบริจาคผลิตภัณฑ์จำนวน 36,600 ชิ้น และปลากระพงแล่แช่แข็งจำนวน 630 กิโลกรัม นับตั้งแต่เริ่มมีการกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเมื่อเดือนธันวาคม 2563 เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกกักตัวและสนับสนุนทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสาธารณะสุขจังหวัดสมุทรสาครที่กำลังทำงานเพื่อจัดการกับการระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19

ภาพรวมตลาดหุ้นเดือนม.ค. ปรับตัวดีขึ้น แม้เจอโควิด-19 รอบใหม่

0

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะเผชิญปัจจัยลบจากโควิด-19 รอบใหม่ภายในประเทศ ทำให้ภาครัฐได้ออกมาตรการ partial lockdown และ จำกัดการเดินทางข้ามจังหวัดในบางพื้นที่ อย่างไรก็ดี ผลตอบรับเชิงบวกจากผลการชนะเลือกตั้งทั้งในสภาล่างและสภาบนของพรรคเดโมแครต (Blue Wave) และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น สอดคล้องกับภาพรวมการส่งออกไทยในเดือนธันวาคม 2563 ขยายตัวถึง 4.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนและสูงสุดในรอบ 22 เดือน ทำให้ SET Index ปิดในแดนบวก

โดยสิ้นเดือนม.ค. 64 SET Index ปิดที่ 1,466.98 จุด เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย MSCI ASEAN Index ปรับลดลง 1.9% เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรมเทียบกับสิ้นปี 2563 พบว่าหลายอุตสาหกรรมปรับตัวดีกว่า SET Index อาทิ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย

  • ณ สิ้นเดือนมกราคม 2564 SET Index ปิดที่ 1,466.98 จุด เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย MSCI ASEAN Index ปรับลดลง 1.9%
  • ในเดือนมกราคม 2564 หลายอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า SET Index อาทิ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม
  • นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2564 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ mai เพิ่มขึ้น 6.26% โดย mai Index ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาปิดที่ระดับ 356.33 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 18 เดือน
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมใน SET และ mai ในเดือนมกราคม 2564 อยู่ที่ 100,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยรายเดือนที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นเดือนที่สามติดต่อกัน และเป็นเดือนที่สองที่สภาพคล่องเกิน 1 แสนล้านบาท
  • ด้านผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิเป็นเดือนแรกในรอบ 3 เดือน ด้วยมูลค่า 1.07 หมื่นล้านบาท          ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศและกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิด้วยมูลค่า 1.60 หมื่นล้านบาท และ 942 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ผู้ลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิด้วยมูลค่า 2.76 หมื่นล้านบาท
  • ในเดือนนี้ผู้ลงทุนในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 คิดเป็น 46.61% ของมูลค่าการซื้อขายรวม เพิ่มขึ้นจากจากปีก่อนหน้าที่ 43.66%
  • Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2564 อยู่ที่ระดับ 19.0 เท่า และ 26.0 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.4 เท่า และ 22.7 เท่าตามลำดับ
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมกราคม 2564 อยู่ที่ระดับ 2.69% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.35%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

  • ในเดือนมกราคม 2564 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 573,172 สัญญา ลดลง 24.3% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจาก Single Stock Futures และ SET50 Index Futures  ขณะที่มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นในกลุ่ม Gold Online Futures, 10 Baht Gold Futures, Silver Online Futures และ Agricultural Futures

รู้เก็บรู้ออม : ตอบทุกโจทย์การลงทุน

0

คราวที่แล้ว “คุณนายพารวย” พาไปรู้จัก SET e-Learning หลักสูตรออนไลน์ แหล่งความรู้การเงินการลงทุนแบบดิจิทัล ตามคอนเซปต์ อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ…ก็เรียนรู้การลงทุนได้

มาวันนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการให้ความรู้กับประชาชนในการออมและการลงทุนจึงได้ฤกษ์เปิดตัวเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com เพื่อให้เป็นแหล่งรวมความรู้การลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้และเริ่มลงมือลงทุน!!

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯต้องการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยสนใจการออมการลงทุนและใช้เครื่องมือในตลาดทุนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคตได้อย่างเหมาะสม จึงเดินหน้าขยายฐานผู้ลงทุนคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

และจากข้อมูลในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯพบว่าผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลการลงทุน ได้เข้ามาเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์เฉลี่ยต่อเดือนกว่า 75 ล้านเพจวิว และมีจำนวนผู้ติดตามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียกว่า 2 ล้านคน เติบโตมากกว่า 20% สะท้อนถึงความต้องการเรียนรู้การลงทุนในรูปแบบดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น

ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาเว็บไซต์ http://www.setinvestnow.com  เพื่อรองรับการเข้าถึงผู้ลงทุนได้กว้างขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดย http://www.setinvestnow.com มีความโดดเด่น ด้วยรูปแบบ personalization ที่ให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกเรียนรู้เนื้อหา ผลิตภัณฑ์ และแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับตนเอง

เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ตรงตามไลฟ์สไตล์และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคนด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายรูปแบบ ทั้ง e-Learning, คลิปความรู้, บทความ, หนังสือออนไลน์ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงนักลงทุน ไปสู่ผู้ให้บริการเพื่อเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น กองทุนรวม และอนุพันธ์ได้ในทันทีผ่านหน้าเว็บไซต์นี้ และยังได้จัดทำแคมเปญและกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เรียกว่า เป็นเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ทุกการลงทุน สำหรับผู้ใฝ่รู้-ใฝ่รวย เพื่อความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินโดยแท้ “คุณนายพารวย” ชวนผู้อ่านมาร่วมเปิดโลกสู่ความมั่งคั่งไปพร้อมๆกัน


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ