Home Blog Page 436

เมืองไทยประกันชีวิต ให้ลูกค้าตรวจสอบกรมธรรม์ผ่านแอปฯ MTL Click

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า MTL อำนวยความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้นและใส่ใจ ห่วงใยลูกค้าในช่วงโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click เช่น ตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ ผลประโยชน์และความคุ้มครอง ข้อมูลการชำระเบี้ยประกันภัย ตรวจสอบสถานะ การเคลม ตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัว เปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล รวมถึงการทำธุรกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ การยื่นเคลมออนไลน์ การดาวน์โหลดหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย โดยสามารถสอบถามข้อมูลบริการด้านกรมธรรม์กับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญผ่านบริการ Video Call บนแอปพลิเคชันได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ลูกค้ายังสามารถทำธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์ผ่านบริการ Video Call อาทิ การซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ บริการกู้ตามสิทธิกรมธรรม์ บริการต่ออายุกรมธรรม์ การสมัครรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ผ่านบัญชีธนาคารอัตโนมัติ และบริการอื่น ๆ เหมือนยกศูนย์บริการลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตมาไว้บนมือถือ

“การดำเนินธุรกิจในปีนี้แม้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการให้ครบในทุกด้าน เพื่อตอกย้ำนโยบาย MTL Trusted Lifetime Partner สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกเพศทุกวัย พร้อมเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแบบเฉพาะตัว มุ่งมั่นเติบโตและก้าวไปอย่างมั่นคงเคียงข้างไปกับลูกค้า”

ทั้งนี้ ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MTL Click ได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

นายสาระ กล่าวอีกว่า บริษัท มุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจพร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ภายใต้แนวคิด “MTL Trusted Lifetime Partner” ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในแบบที่มีความเฉพาะตัวของบุคคล (Personalization) มากยิ่งขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม Digital และ Non-digital ที่สามารถเข้าถึงความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล และโดดเด่นด้วยภาพลักษณ์องค์กรที่มีความทันสมัย เป็นมืออาชีพ เดินหน้าเติมเต็มการให้บริการที่เหนือระดับ (Beyond Insurance Service) ด้วยรูปแบบการบริการที่หลากหลาย

ทิพยประกันภัย มอบชุด PPE และอุปกรณ์การแพทย์ ให้บุคลากรแพทย์รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รับมือโควิด19

0

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยคุณบุญจิรา  โสตถิทัต   ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป, คุณชณิตพิณณ์ แก้วสวรรค์  ผู้จัดการส่วนสื่อสารการตลาด  ฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR  ทิพยประกันภัย  เป็นตัวแทน มอบชุด PPE (Personal Protective Equipment) พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคล  ได้แก่ หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการติดเชื้อจากการดูแลรักษาผู้ป่วย  โดยมี รศ.นพ.พฤหัส  ต่ออุดม  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  และ  คุณสุกัญญา  คุณกิตติ  หัวหน้างานการพยาบาลคัดกรองและรับผู้ป่วยใน   เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

แฟลช เอ็กซ์เพรส ผนึก บ.โทรคมนาคมแห่งชาติ เปิด “แฟลช เอ็กซ์เพรส Drop Off” ทั่วเหนือ-อีสาน

0

นางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ พาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจ แฟลช ผู้ให้บริการ E – commerce และขนส่งพัสดุสัญชาติไทยแบบครบวงจร เปิดเผยว่า แฟลช เอ็กซ์เพรส ร่วมกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดตัว “แฟลช เอ็กซ์เพรส Drop off” หรือจุดให้บริการรับส่งพัสดุด่วนทั่วประเทศ “ภายใต้โครงการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) & Flash Express ส่งพัสดุด่วนทั่วไทย” ณ ศูนย์บริการลูกค้าบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) โดยเปิดศูนย์บริการรวมจำนวนกว่า 126 แห่งใน 35 จังหวัด แบ่งเป็นในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด จำนวน 75 แห่ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด จำนวน 51 แห่ง พร้อมยังตั้งเป้าขยายจุดบริการไปสู่ลูกค้าทั่วทุกภูมิภาคต่อไปในอนาคตอันใกล้

นางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ พาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจ แฟลช

ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาส และความแข็งแกร่งในเรื่องจุดให้บริการรับ-ส่งพัสดุของแฟลช เอ็กซ์เพรส รวมทั่งเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการอย่างสูงสุด จากการมีสาขามากขึ้น อันจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และลูกค้าผู้ใช้บริการ รวมไปถึงรองรับการเติบโตของตลาด e-Commerce ในประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดขนส่งพัสดุอีกด้วย โดยปัจจุบัน แฟลช เอ็กซ์เพรส นับเป็นผู้เล่น TOP 3 ของตลาด ซึ่งมียอดจัดส่งพัสดุเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 1.3 ล้านชิ้น พร้อมจุดให้บริการรับ-ส่งพัสดุทั่วประเทศกว่า 10,000 แห่ง สำหรับในส่วนรถขนส่งพัสดุประเภทต่างๆ แฟลชมีรถที่วิ่งอยู่ทั่วประเทศกว่า 15,000 คัน บริษัทฯ มีพนักงานมากกว่า 27,000 คน

ในปีนี้ แฟลชคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยจะเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยจากพฤติกรรมของประชาชนที่ยังเน้นซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆมากขึ้น เนื่องจากความกังวลสถานการณ์โควิด-19 และการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ “เป๋าตังค์” ซึ่งภาครัฐสนับสนุนให้คนไทยใช้งานผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการคนละครึ่ง เราชนะ และโครงการต่างๆ ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการภาคขนส่งจึงต้องตื่นตัว และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้า หรือผู้ใช้บริการให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการใช้บริการขนส่งได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม

ด้าน นายเชาว์ พันธ์รุ่งจิตติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 3 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือNT กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจผ่านออนไลน์ หรือตลาด E – commerce มีบทบาทสำคัญในการค้าขายสินค้าทุกประเภท เป็นผลให้ธุรกิจด้านการขนส่งมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย โดยในส่วนของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ นวัตกรรม และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการให้บริการที่หลากหลาย สะดวก รวดเร็ว ให้กับคนไทยในยุคดิจิทัล โดยได้เล็งเห็นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจด้านโทรคมนาคม และด้านโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งจะช่วยเพิ่มทักษะ และขีดความสามารถให้กับบุคลากรของทั้งสององค์กร เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้ลูกค้าของทั้ง 2 ธุรกิจได้รับความสะดวกในการใช้บริการมากยิ่งขึ้นด้วย จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด เปิด “แฟลช เอ็กซ์เพรส Drop off” หรือจุดให้บริการรับส่งพัสดุด่วนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) & Flash Express ส่งพัสดุด่วนทั่วไทย

นายเชาว์ พันธ์รุ่งจิตติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

“แฟลช เอ็กซ์เพรส Drop off จะเป็นจุดให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนทั่วไทยที่ สะดวก รวดเร็ว ในราคาประหยัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และลูกค้าที่ใช้บริการ ทั้งยังจะช่วยรองรับการค้าขายในสังคมออนไลน์ (Social Commerce) ที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในยุคดิจิทัลที่การส่งของจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน โดยเฟสแรกจะเปิดให้บริการครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 126 แห่ง ครอบคลุม 35 จังหวัด”


เอไอเอส ยืนหนึ่งครองคลื่น 26 GHz มากที่สุด ผนึก SNC นำร่องในพื้นที่ EEC

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz  ได้ชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz เป็นเงินจำนวน 5,719,150,000.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เอไอเอสเป็นเพียงรายเดียวที่มีคลื่น 26 GHz ย่านความถี่สูง ในปริมาณแบนด์วิธมากที่สุดถึง 1200 MHz และพร้อมแล้วในการเปิดให้บริการทันที โดยคุณสมบัติของคลื่น 26 GHz ถือได้ว่าตอบโจทย์การดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง อาทิ

  •  เนื่องจากเป็นย่านความถี่สูงและมีปริมาณแบนด์วิธมากที่สุด มีความสามารถในการรองรับการใช้งานได้มหาศาล จึงทำให้ลงเครือข่ายได้อย่างเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ของแต่ละโรงงาน อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องการกวนกันของคลื่นสัญญาณ
  • สามารถออกแบบเครือข่ายได้อย่างสอดรับกับลักษณะธุรกิจที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีความหน่วงที่ต่ำมาก สามารถตอบสนองการทำงานของอุปกรณ์ในสายพานการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีระดับความเร็วของการส่ง Data ไร้สายเสมือนวิ่งอยู่บนสายไฟเบอร์
  • ติดตั้งสถานีฐานได้ง่ายดายและรวดเร็ว เพราะอุปกรณ์มีขนาดเล็ก

ทั้งนี้ ส่งผลให้ เอไอเอส ถือครองคลื่นความถี่ 5G ครบทั้ง 3 ย่าน ได้แก่ คลื่น 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz หากรวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330* MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสเป็นผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz ที่จะสามารถนำไปพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์แก่คนไทยและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวต่อไป

และล่าสุด เอไอเอสได้ร่วมกับ เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) ผู้ผลิตกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศในพื้นที่ EEC นำเทคโนโลยี 5G มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตภายในโรงงาน โดยที่ผ่านมาได้ร่วมทดลองการใช้งานบนคลื่นความถี่ 26 GHz แล้วและประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง พร้อมเป็นต้นแบบของการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็น Digital Industrial  ต่อไป

ดร.สมชัย ไทยสงวนวรกุล ประธาน EEC Industrial Forum กล่าวถึงการผลักดันเทคโนโลยี 5G ในพื้นที่ EEC ว่า “จุดมุ่งหวังหนึ่งของอีอีซี อินดัสเทรียล ฟอรั่ม เราต้องการพัฒนา Recourses ทั้งทรัพยากรบุคคล และทรัพยากรด้านดิจิทัล โดยมีกลุ่มผู้นำจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาร่วมกันเชื่อมประสานพัฒนาความก้าวหน้าที่เป็นจริง สัมผัสจับต้องได้ ผมรู้สึกดีใจที่ในวันนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี 5G เราไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นแกนหลักโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยเทคโนโลยี 5G จะถูกเชื่อมโยงเข้ามาในบทบาทของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อการตอบสนองแบบ Real Time รองรับภาคการผลิต การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม เช่น ยานยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Vehicle) ระบบโรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (High Precision Automatic Industry) การให้บริการด้าน Smart Logistic, IoT และนวัตกรรมต่างๆ การบริหารจัดการคมนาคมต่างๆ ทั้งทางเรือ หรือสนามบิน เป็นต้น เพื่อผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและปรับฐานอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่่ ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เขตพื้นที่ EEC มีศักยภาพสูงด้านการลงทุน ทั้งในไทยและนักลงทุนจากทั่วโลก”

นายสมชาย งามกิจเจริญลาภ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็นซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เรามุ่งมั่นในการปรับระบบการผลิตให้มีความยืดหยุ่นทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปี 2563 ที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต่างได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยี จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเชื่อมต่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ โดยเอไอเอส ถือเป็นพาร์ทเนอร์ชั้นนำของประเทศที่มีความพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ภาคการผลิตได้อย่างลงตัว โดยปัจจุบัน ได้มีการประยุกต์ใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. 5G AGV เป็นการใช้ 5G ควบคุม และสั่งการรถ AGV (Automated Guided Vehicles) ที่ใช้สำหรับการขนส่งชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิตภายในโรงงาน และระหว่างโรงงาน เพื่อให้การขนส่งชิ้นส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตให้โรงงาน 2. 5G Smart Robot เป็นการใช้ 5G ควบคุม สั่งการ ในส่วนของ แขนกลหุ่นยนต์ (Robot) ที่ใช้งานในส่วนสายการผลิตที่เกี่ยวข้องเช่น Press, Brazing, CNC, Heat& Cool และ Assembly line เป็นต้น โดยเทคโนโลยี 5G จะนำมาช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน (Human error) และช่วยสร้างความปลอดภัย, ลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนได้ 3. 5G Active Dashboard การประยุกต์ใช้งาน 5G ในการเชื่อมต่อระหว่าง Server และ Machine เพื่อให้สามารถ Monitoring สายการผลิตต่างๆ นำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้โรงงานเป็น Smart factory อย่างแท้จริง”

CPF หนุนพนักงานร่วมขับเคลื่อน“คอนเน็กซ์ อีดี” ยกระดับการศึกษาของไทย สร้างเด็กดีและเก่ง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มุ่งมั่นร่วมสร้างอนาคตทางการศึกษาของเด็กไทยผ่านโครงการ CONNEXT ED ส่งมอบโอกาสสู่น้องๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเด็กดีและเด็กเก่ง พร้อมส่งเสริมพนักงานจิตอาสาผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) ขององค์กร ทำงานร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครู ยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยอย่างยั่งยืน

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะบริหารโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ของซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในองค์กรนำร่องก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาเป็นพื้นฐานการพัฒนาเด็กและเยาวชน ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่มาตรฐานสากล สร้างเด็กเก่งและเด็กดี และสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs)

“ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร บริษัทฯ นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักเรียนและคุณครู โรงเรียนในโครงการคอนเน็กซ์ อีดี เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การปฏิบัติจริง และเกิดทักษะ ผ่านการดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง อาทิ ด้านเกษตรกรรม การส่งเสริมอาชีพ โดยให้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ตามเป้าหมายการทำงาน คือ การสร้างเด็กดีและเด็กเก่ง การมีส่วนร่วมกับชุมชน และเป็นโครงการที่มีความยั่งยืน” ประธานคณะบริหารโครงการสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี ของ ซีพีเอฟ กล่าว

ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นปีแรกที่ซีพีเอฟร่วมสนับสนุนโรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดี จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลและสนับสนุนของซีพีเอฟ 296 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ สระบุรี พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นผู้นำของพนักงานจิตอาสาผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner :SP) ขององค์กร เพื่อทำงานร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู วางแผนพัฒนาโรงเรียนและการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่น โดยในปี 2564 ซีพีเอฟ ได้เปิดรับสมัคร SP เพิ่มเติม เพื่อร่วมติดตามงานและดูแลโรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดี ที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทฯ

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ได้เปิดตัวแพลทฟอร์ม CONNEXT ED Crowdfunding ซึ่งเป็นระบบบริจาคออนไลน์เพื่อระดมทุนด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนที่ต้องการงบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ โดยระบบได้รวบรวมโครงการตามแผนพัฒนาคุณภาพโรงเรียนที่ผ่านการคัดกรองจากคณะทำงานส่วนกลาง เพื่อให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษา สามารถบริจาคโดยตรงให้กับโครงการพัฒนาการศึกษาด้านต่างๆของโรงเรียนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ connexted.org และผู้บริจาคยังนำใบรับเงินบริจาคไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าอีกด้วย

ในส่วนของซีพีเอฟคัดเลือกโรงเรียนนำร่อง 3 แห่ง เข้าระบบ CONNEXT ED Crowdfunding คือ โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล อ. เมือง จ. นครราชสีมา ดำเนินโครงการเติมพลังสานฝันสู่อาชีพเพื่อการมีงานทำ โรงเรียนหนองนกเขียนสามัคคี อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ดำเนินโครงการห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในฝัน เพื่อให้มีอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยและเพียงพอ เด็กๆ ได้รับโอกาสการเรียนรู้ด้วยการทดลองและปฏิบัติจริง และโรงเรียนบ้านหนองม่วงหวาน อ.ห้วยแถลง จ. นครราชสีมา ดำเนินโครงการผลิตภัณฑ์หม่อนไหมหนองม่วงหวานสู่ตลาดโลก

บริษัทฯ ยังได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากความเชี่ยวชาญในสายธุรกิจต่างๆ เช่น โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน สู่การเรียนรู้และปฏิบัติจริงในระดับโรงเรียน ส่งเสริมให้เด็กมีความรู้นอกห้องเรียน ขณะเดียวกันสามารถเข้าถึงโปรตีนคุณภาพดีจากไข่ไก่อย่างเพียงพอต่อการเติบโตทั้งทางร่างกายและสติปัญญา มีทักษะวิชาชีพติดตัว ปลูกฝังความรับผิดชอบและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ นำมาถอดโมเดลเพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศที่สนใจนำไปใช้ได้

ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีโรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดี ทั่วประเทศ 5,567 แห่ง

“บุญเติม” เปิดตัว “บุญเติม รีวอร์ด” จัดแคมเปญคืนกำไร เอาใจลูกค้าตลอดปี 64

0

“บุญเติม” เปิดศักราชใหม่ ประกาศปรับกลยุทธ์การตลาด จัดแคมเปญตอบแทนลูกค้าคนสำคัญ ชู“บุญเติม รีวอร์ด” โปรแกรมสะสมแต้มรูปแบบใหม่ ยิ่งเติมมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก ลุ้นรับรางวัล 4 ต่อ รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท  เอาใจลูกค้าตลอดปี สร้างตำแหน่งการตลาดที่แข็งแกร่ง มุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มความถี่การใช้บริการ พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ กระตุ้นยอดใช้บริการผ่านตู้บุญเติม 1.3 แสนตู้ทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 มี.ค.-31 ธ.ค.2564

ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ FSMART

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (FSMART) เปิดเผยว่า ปี 2564   “บุญเติม” ได้ปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเปิดตัวโปรแกรมสะสมแต้ม “บุญเติม รีวอร์ด” เพื่อคืนประสบการณ์การใช้บริการเป็น “แต้ม” ให้ลูกค้าเพื่อนำไปแลกของสมนาคุณและแลกลุ้นของรางวัลมากมาย โดย“บุญเติม รีวอร์ด”จะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญเพื่อกระตุ้นการใช้บริการของลูกค้า 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มลูกค้าเดิมที่มีมากกว่า 20 ล้านคน เพื่อสร้างความผูกพันธ์และการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของบริษัท เพื่อกระตุ้นให้เข้ามาใช้บริการตู้บุญเติมอย่างต่อเนื่อง  2. กลุ่มลูกค้าที่เคยใช้บริการตู้บุญเติมเพียง 1 บริการ ให้เพิ่มการใช้มากกว่า 2 บริการ จากจำนวนบริการที่มีในตู้บุญเติมถึง 86 บริการ  3. กลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยใช้จะกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้บริการ เพื่อขยายฐานลูกค้าตู้บุญเติมให้เพิ่มมากขึ้น

“บุญเติม รีวอร์ด เป็นกลยุทธ์ในการสร้างตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งให้กับบริษัทและเป็นการสร้างกิจกรรม ที่คืนกำไรตอบแทนลูกค้า ซึ่งเราให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีมากกว่า 20 ล้านคน ที่มีการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันเราจะส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการที่ครอบคลุมและจำเป็นในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด  เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับตู้บุญเติมยาวนานขึ้น”  นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโปรแกรม “บุญเติม รีวอร์ด” นี้ จะมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ ทุกกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการตู้บุญเติม ทั้งลูกค้าวัยเด็ก วัยทำงานและกลุ่มผู้ใหญ่ โดยรูปแบบจะเป็นการสะสมแต้ม เพื่อแลกรับของสมนาคุณ หรือลุ้นรางวัลในรูปแบบต่าง ๆ  โดยทุกครั้งที่ลูกค้ามาใช้บริการที่ตู้บุญเติม  1 ครั้งจะได้รับ 1 แต้ม และสามารถนำแต้มมาร่วมรายการ “บุญเติม รีวอร์ด” ทุกแต้มมีค่า แลกกิน แลกใช้ได้ตลอดทั้งปี  ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2564 รวมมูลค่ามากกว่า 3 ล้านบาท

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำแต้มมาร่วมลุ้นรับรางวัล 4 ต่อ   ได้แก่

  • ต่อที่ 1 แลกฟรีทั้งปี โดยใช้ 5 แต้ม แลกฟรีของกินของใช้ ที่ร้าน  “พีที แม็กซ์ มาร์ท” ภายในปั๊มน้ำมันพีทีทั่วประเทศ หรือแลกรับค่าเติมเงินโทรศัพท์หรือรับเครดิตสำหรับใช้บริการที่ตู้บุญเติมในครั้งต่อไป มูลค่า 20 บาท
  • ต่อที่ 2 ลุ้นรับโทรศัพท์มือถือทุก 2 เดือน โดยใช้  9 แต้ม แลก 1 สิทธิ์ ลุ้นรางวัลโทรศัพท์มือถือ และค่าเติมเงินโทรศัพท์หรือเครดิตสำหรับใช้บริการที่ตู้บุญเติมมูลค่า 100 บาท โดยจะมีการจับรางวัลทุก 2 เดือน 
  • ต่อที่ 3 ลุ้นรวยล้านสิ้นปี ทุก 4 แต้ม ใช้แลกรับสิทธิ์จับรางวัลใหญ่ในช่วงปลายปี  ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า, โทรศัพท์มือถือ, สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง ,ส่วนลดค่าเติมน้ำมันที่ปั๊มพีที ,เติมเงินโทรศัพท์ เป็นต้น
  • ต่อที่ 4 บุญเติมยังให้มากกว่า ถล่มแจกทองทุกเดือน เดือนละ 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 5,000 บาท  มูลค่ารวมกว่า 5 แสนบาท เมื่อใช้บริการฝาก-โอนเงิน ซื้อแพ็คเสริม และเติม E-Wallet ที่ตู้บุญเติม โดยให้กดรับสิทธิ์    ทุกครั้งหลังทำรายการสำเร็จ 

นอกจากนี้ ตลอดทั้งปี 2564 จะมีการจัดกิจกรรม ‘แต้มบุญเติม ตามใจคุณ’ ฟินทั้งกินทั้งดื่ม โดยลูกค้าสามารถนำแต้มมาแลกฟรีเครื่องดื่มหรืออาหารในร้านที่ร่วมรายการ โดยบุญเติมจะเดินสายไปจัดรายการเอาใจลูกค้าถึงพื้นที่   เริ่มออกเดินทางไปพบลูกค้า ร่วมกับตัวแทนของบริษัทในแต่ละจังหวัด ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป 

“เราเห็นความสำคัญของลูกค้า จึงได้เพิ่มสิทธิพิเศษให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่ ให้ใช้บริการตู้บุญเติมไปนาน ๆ โดยมั่นใจว่าการคืนกำไรให้กับลูกค้าตลอดทั้งปีนี้ จะกระตุ้นยอดการใช้บริการตู้บุญเติมที่กระจายอยู่ทุกชุมชนทั่วประเทศกว่า 130,000 ตู้ ให้เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

ซีพี-เมจิ จับมือ กรมอุทยานฯ ลงนามเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสามหลั่น จ.สระบุรี

0

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) กับ บริษัท ซีพี – เมจิ จำกัด ในโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสามหลั่น จังหวัดสระบุรี ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และสอดรับเป้าหมายเครือซีพีสู่การเป็นองค์กร Zero Carbon

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในวันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2564) มีนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ความร่วมมือฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2564 นี้ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด จะร่วมฟื้นฟูผืนป่าที่เสื่อมโทรมในพื้นที่บ้านบุใหญ่ หมู่ 10 ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จำนวน 50 ไร่ สร้างฝายผสมผสาน 10 แห่ง จัดทำแนวกันไฟและสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟป่า สร้างเครือข่ายชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนกองทุนสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าของกรมฯ และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำนครนายก และลำน้ำที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่มีลำน้ำไหลผ่านในช่วงหน้าแล้ง

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ในการดูแลรักษาผืนป่าของประเทศร่วมกัน เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน ขอขอบคุณ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมสู่ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือในการปฏิบัติงาน รวมทั้งส่งเสริมสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากร ที่ปฏิบัติงานป้องกันดูแลรักษาพื้นที่ป่าด้วยความทุ่มเทและเสียสละ

ด้านนางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี – เมจิ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ตระหนักดีถึงผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของประชากรโลก ทั้งปัญหาภัยแล้ง ปัญหาโลกร้อน และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญในการคืนสมดุลสู่ธรรมชาติ และการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นต้นทุนสำคัญในทุกมิติ ความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในวันนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นมีส่วนร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป็นแนวทางที่ทุกบริษัทในเครือซีพียึดปฏิบัติ

“บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และมีปณิธานในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก ตามเป้าหมาย SDGs” นางสาวสลิลรัตน์ กล่าว

ซีพี-เมจิ ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) และเดินตามเป้าหมายความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Zero Carbon) ในปี พ.ศ. 2573 หรือ ค.ศ. 2030

กรมชลประทาน ตั้งเป้าจ้างแรงงาน 9.4 หมื่นคน ปีนี้

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและโรคระบาดไวรัสโควิด 19ว่ากรมชลประทาน ได้ดำเนินการตามนโยบายการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ในปีงบประมาณ 2564 เพื่อปฏิบัติงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นการทำการเกษตร โดยในปีนี้ มีแผนจ้างแรงงานวงเงินกว่า 5,662 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 94,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3 – 8 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 22,000 – 60,000 บาท/คน ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมกราคม 64) มีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้ว 9,546 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของแผน จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 1,252 คน จังหวัดยโสธร 945 คน และจังหวัดร้อยเอ็ด 612 คน

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ทั้งนี้ ยังเหลือตำแหน่งว่างอีกหลายอัตรากระจายอยู่ตามโครงการชลประทานทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาให้แก่เกษตรกรและพี่น้องประชาชนได้พอสมควร เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460 ชลประทานบริการประชาชน

ซีพีเอฟ ปลื้ม ‘ฟาร์มวังสมบูรณ์’ ได้รับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง รายแรกของไทย

0

กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าด้านปศุสัตว์ (สพส.) กรมปศุสัตว์ พิจารณาให้ “ฟาร์มวังสมบูรณ์” ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) นับเป็นฟาร์มแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้มาตรฐานดังกล่าว ตอกย้ำความมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ไทยสู่สากล และสนับสนุนการบริโภคอย่างยั่งยืนให้กับผู้บริโภคไทย

ตามที่ กรมปศุสัตว์ ได้ประกาศใช้ฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช่ใช้กรง (Cage Free) อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2564 นี้ พร้อมให้บริการตรวจรับรองแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจ ล่าสุด ปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี มอบหมายกลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก ส่วนรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เขต 1 และ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐาน สินค้าปศุสัตว์ เข้าตรวจประเมินฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช่ใช้กรง (Cage Free) ฟาร์มวังสมบูรณ์ อำเภอมวกเหล็ก และรับรองฟาร์มวังสมบูรณ์ ดำเนินตามมาตรฐาน ซึ่งนับเป็นฟาร์มแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งแรกของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี

นายสัตวแพทย์ณัฐ สวาสดิ์รัตน์ สัตวแพทย์ชำนาญการ ผู้แทนจังหวัดสระบุรีและเป็นหัวหน้าทีมตรวจประเมินฟาร์มวังสมบูรณ์ กล่าวว่า จากผลการตรวจประเมิน ฟาร์มวังสมบูรณ์สามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช่ใช้กรง ของกรมปศุสัตว์ จึงนับเป็นฟาร์มไก่ไข่เคจฟรีแห่งแรกของประเทศไทยและจังหวัดสระบุรีที่ได้รับรองมาตรฐานนี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานในการผลิตไข่ไก่จากฟาร์มที่มีสวัสดิภาพสัตว์สูงให้กับเกษตรกรไทยต่อไป

ด้านนายสมคิด สุวรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ฟาร์มวังสมบูรณ์ เป็นฟาร์มต้นแบบที่ซีพีเอฟพัฒนาเพื่อผลิตไข่ไก่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรง (เคจฟรี) ตั้งแต่ปี 2561 โดยประยุกต์ใช้มาตรฐานของสภาพยุโรปมาใช้ แม่ไก่ไข่ถูกเลี้ยงแบบธรรมชาติบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อแม่ไก่ไม่เกิน 9 ตัว อยู่ในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และอัตโนมัติควบคุมการผลิต อุณหภูมิและการระบายอากาศอย่างเหมาะสมตลอดเวลา

โรงเรือนของฟาร์มวังสมบูรณ์มีการจัดสภาพแวดล้อมสอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เช่น มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 15 เซนติเมตร/ตัว มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง แม่ไก่มีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กันเอง ควบคู่กับการควบคุมและป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ติดตั้งระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มตามแนวทาง Biosecurity Hi-tech Farming ส่งผลให้แม่ไก่ไข่อยู่อย่างสุขสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง และอารมณ์ดี ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง เป็นที่ยอมรับของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงอย่าง ร้านชาบูชาบู โมโม พาราไดซ์ ร้านเจ๊ไฝ สตรีทฟู้ดชื่อดัง เป็นต้น

“การที่ฟาร์มวังสมบูรณ์ได้รับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช่ใช้กรง (Cage Free) จากกรมปศุสัตว์ เป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของภาคการผลิตไข่ไก่ของไทยสู่ระดับสากล การช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ซีพีเอฟในการขับเคลื่อนการพัฒนามาตรฐานการผลิตอาหารปลอดภัย และสวัสดิภาพสัตว์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของไทย และสนับสนุนการบริโภคอย่างยั่งยืน” นายสมคิดกล่าว

ปัจจุบัน ฟาร์มวังสมบูรณ์ มี 12 โรงเรือน มีกำลังผลิตไข่ไก่ได้ 10 ล้านฟองต่อปี และพร้อมขยายเป็น 15 ล้านฟองในปีนี้ เพื่อร่วมส่งมอบอาหารคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกฟอง ให้เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสวัสดิภาพสูง ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน./

แฟลช ผนึก บิ๊กซี นำร่องเปิดจุด Drop Off 50 สาขาทั่วประเทศ

0

นางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจแฟลช เปิดเผยว่า บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จับมือกับ บิ๊กซี นำร่องเปิดจุดบริการ Drop Off จำนวน 50 สาขาภายในศูนย์การค้าบิ๊กซี และ ตั้งเป้าขยายการให้บริการทั้งในศูนย์การค้าบิ๊กซี และมินิบิ๊กซี มากกว่า 1000 สาขาทั่วประเทศ​ ทั้งนี้ บริษัทเล็งเห็นว่าบิ๊กซี เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของคนไทย มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ มีศักยภาพและเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นจุด Drop Off อีกแห่งของแฟลช เอ็กซ์เพรส โดยการจับมือเป็นพันธมิตรกับบิ๊กซีครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมงานกับคู่ค้าทางธุรกิจในสายรีเทลครั้งแรกของบริษัท แฟลขเอ็กซ์เพรส

ด้าน​ นางสาวสมหญิง ส่งเสริมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบริการ บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บิ๊กซี คำนึงถึงลูกค้าคือคนสำคัญของเราเสมอ นอกเหนือจากการจับจ่ายใช้สอยซื้อของจำเป็นแล้ว ลูกค้ายังสามารถจัดการกับธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน การร่วมมือกับแฟลช เอ็กซ์เพรส เพื่อเป็นอีกช่องทางที่ทำให้บิ๊กซีได้มีโอกาสดูแลลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายในการส่งพัสดุ Flash ที่บิ๊กซี

ทั้งนี้ บิ๊กซี ตั้งเป้าเปิดจุด Drop Off ทั้งในศูนย์การค้าบิ๊กซี และมินิบิ๊กซี ครอบคลุมทั่วประเทศ จำนวนกว่า 1,000 สาขา ในไตรมาสที่ 4/ 2564

สำหรับการเปิดจุด Drop Off รับส่งพัสดุ Flash ที่บิ๊กซี ลูกค้าจะได้รับส่วนลดท้ายใบเสร็จมูลค่า 10 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการส่งพัสดุ Flash ในครั้งถัดไป ที่จุดให้บริการบิ๊กซี โดยรสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์แฟลช เอ็กซ์เพรส www.flashexpress.co.th และทาง Facebook Fanpage: Flash Express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่จุดบริการลูกค้าบิ๊กซีทุกสาขา Call Center 1756 และ www.bigc.co.th