Home Blog Page 435

เมืองไทยสไมล์คลับ เอาใจสมาชิกจัดกิจกรรม Muang Thai Smile Health

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดกิจกรรม Muang Thai Smile Health ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษมอบให้สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ โดยให้สมาชิกฯ ใช้คะแนนสะสม Smile Points 1,500 คะแนน แลกรับสิทธิ์โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็ง ซึ่งเป็นการตรวจพิเศษ พร้อมรับบริการ Doctor Health Talk พูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็ง พร้อมทั้งพูดคุยกับวิทยาการทางการแพทย์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ ยังได้ให้สมาชิกฯ ร่วมกิจกรรม Workshop ทำอาหารเพื่อสุขภาพต้านมะเร็ง ซึ่งให้คำแนะนำโดยนักกำหนดอาหาร โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก

“จุดยืนในความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านการประกันชีวิตและสุขภาพของเราไม่ใช่แค่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่เราจะคิดเผื่อไปมากกว่านั้น และสิ่งที่เรานำมามอบให้แก่ลูกค้าไม่ใช่แค่เรื่องของประกัน การเคลม หรือการติดต่อตัวแทนประกันชีวิต แต่เป็นการดูแลลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ที่ถูกออกแบบโดยการคิดเผื่อรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกช่วงชีวิต”

ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความวางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ภายใต้นโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ตลอดจนการสร้างสรรค์กิจกรรม สิทธิประโยชน์และแคมเปญต่างๆ เพื่อให้ตอบรับกับ Lifestyle ของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ผ่าน “เมืองไทยสไมล์คลับ” ที่จะสร้างความสุข และรอยยิ้ม ซึ่งลูกค้าสามารถร่วมกิจกรรมแลกรับส่วนลด แลกรับสินค้า หรือแลกรับบริการผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click ที่เมืองไทยสไมล์คลับจัดเตรียมเป็นพิเศษให้สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ

สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับสามารถติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ได้ที่เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต www.muangthai.co.th หรือที่แอปพลิเคชัน Smile Service และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MTL Click ได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ดาวน์โหลดหรืออัปเดตเวอร์ชันได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ศูนย์บริการลูกค้าทุกสาขาทั่วประเทศ

ซีพีเอฟ จับมือททท.โคราช จัดกิจกรรม ‘เขาใหญ่ม่วนซื่น’ ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

0

นางภาวนา ประจิตต์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และนายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกันเปิดงาน Dining Experience in Khao Yai with Michelin Star Chef ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ “เขาใหญ่ม่วนซื่น” ในรูปแบบ Private Dinner โดยแขกวีไอพีทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ กับอาหารรสเลิศที่ปรุงจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม จากท้องถิ่น ผสมผสานวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม สด สะอาด ปลอดภัย จากร้าน CP Fresh ของ ซีพีเอฟ รังสรรค์เมนูสุดล้ำโดย เชฟหนุ่ม-ธนินทร จันทรวรรณ เชฟมิชลินสตาร์ 4 ปีซ้อน ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก ณ ไร่องุ่นกราน-มอนเต้ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

งานดังกล่าวเป็นการจัดในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomic Tourism) โดยใช้ “อาหาร” เป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดนักท่องเที่ยว มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวไทยให้เดินทางมาท่องเที่ยวเขาใหญ่ได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงเทศกาล โดยมีจุดขายคืออาหารระดับเชฟมิชลิน ภายใต้บรรยากาศเย็นสบายของเขาใหญ่ที่สดชื่นตลอดปี

นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวจะช่วยเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนเขาใหญ่ได้เพิ่มขึ้น นับเป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์แปลกใหม่ที่นักท่องเที่ยวจะประทับใจและกลับมาเยือนเขาใหญ่ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเขาใหญ่และอ.ปากช่องได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“สมาคมฯ ตั้งใจจะจัดกิจกรรมนี้ทุกเดือน โดยหมุนเวียนเปลี่ยนเชฟและสถานที่ เพื่อให้เกิดความหลากหลายและเข้าถึงชุมชนทุกภาคส่วน ความร่วมแรงร่วมใจของทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชน อย่างซีพีเอฟ ทรู ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารปากช่อง และภาคีเครือข่ายในพื้นที่เช่นนี้ จะทำให้เกิดพัฒนาการท่องเที่ยวเขาใหญ่ได้อย่างยั่งยืน” นางสาวพันชนะกล่าว

ขณะที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยระดับโลก ได้เปิดให้บริการ ร้าน CP Fresh ใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่สด สะอาด และปลอดภัยมากมาย ทั้งหมูสด ไก่สด กุ้งสด ผัก ผลไม้ รวมถึงปูและปลา ที่ส่งตรงจากทะเล ตลอดจนอาหารในท้องถิ่นโคราช ซึ่งตอบโจทย์ “เชฟมิชลิน” ที่จะเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงเป็นอาหารจานพิเศษ เสิร์ฟนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนเขาใหญ่ให้ได้ประทับใจในรสชาติและความสวยงามของแต่ละเมนูอย่างครบครัน รวมถึงยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญแก่ร้านอาหารทุกร้านในเขาใหญ่ และนักท่องเที่ยวที่นิยมทำอาหารด้วยตนเองอีกด้วย

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมีความพร้อม โดยได้คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมที่สด สะอาด ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตลอดจนมีวัตถุดิบพื้นถิ่นซึ่งเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของเขาใหญ่ มารวมไว้ที่ร้าน CP Fresh ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomic Tourism) ในเขาใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง และจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนปากช่องและเขาใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

“ทุกเมนูที่รังสรรค์โดยเชฟมิชลินนี้ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และสร้างอาชีพให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี ไม่ว่าเราจะไปดำเนินธุรกิจที่ไหน เราต้องสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับประเทศ สังคม และท้ายที่สุดคือองค์กร” นายสิริพงศ์กล่าว

ด้าน เชฟหนุ่ม-ธนินทร จันทรวรรณ เปิดเผยว่าได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ในงาน Dining Experience in Khao Yai with Michelin Star Chef ครั้งที่ 1 นี้จากแนวคิด “เปิดประตูสู่อีสาน” โดยเลือกวัตถุดิบท้องถิ่นยอดนิยมของภาคอีสาน เช่น ปลาร้า หม่ำเนื้อ ผสมผสานกับวัตถุดิบหลักคุณภาพพรีเมียมจากซีพีเอฟ ทั้งไก่เบญจา หมูชีวา และเป็ด หลอมรวมเข้ากับกลิ่นอายความเป็นอีสานได้อย่างลงตัว อาทิ ไก่เบญจากับหัวปลีเผา สลัดมะเขือเทศย่างกับเป็ดรมควัน และซี่โครงหมูหมักข้าวหมากย่าง แจงลอนปลากราย น้ำพริกพริกไทยสด และอาหารสะท้อนเสน่ห์อีสาน ได้แก่ แกงปลาคังย่างปลาไหล หม่ำเนื้อแตงกวาดอง แจ่วปลาร้าบอง ตำบักส้ม ต้มโฮกฮือ ทานพร้อม ข้าวหุงน้ำมะพร้าวเผา ที่สร้างความประทับใจแก่แขกทุกท่านอย่างยิ่ง

กลุ่มทรู คว้ารางวัลเครือข่ายยอดเยี่ยม กับบรอดแบนด์ดีที่สุดในไทย การันตีโดย nPerf

0

รายงานข่าวจากกลุ่มทรู เปิดเผยว่า สถาบันทดสอบคุณภาพระดับโลก nPerf ได้ประกาศผลการทดสอบสำรวจความเร็วโมบายล์อินเทอร์เน็ตประจำปี 2563 การันตีให้ทรูมูฟ เอชเป็นเครือข่ายยอดเยี่ยม และเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2563 เป็นการครองแชมป์ต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2559-2563

โดยผลการสำรวจได้รวบรวมจากผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน nPerf ทั้งหมดในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2563 จำนวน 2,902,011 ครั้ง ทรูมูฟ เอชได้คะแนนรวมสูงสุด 70,855 คะแนน และมีคะแนนนำใน 4 หมวดการทดสอบที่สำคัญๆ ได้แก่
• ความเร็วดาวน์โหลดที่ดีที่สุด (Best Download Speed) 40.7 Mb/s
• ค่าความหน่วงต่ำหรือ Latency ดีที่สุด (Best Latency) 32.1 ms
• การเบราว์ซิง หรือคุณภาพในการเปิดเว็บที่ดีที่สุด (Best Browsing Performance) ด้วยค่าเฉลี่ยสูงสุดถึง 58.8% โดยพิจารณาจากคุณภาพการเปิด 5 เว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยใช้บ่อยที่สุด
• การสตรีมมิ่ง หรือคุณภาพการสตรีมมิ่งวิดีโอที่ดีที่สุด (Best Streaming Performance) ด้วยค่าเฉลี่ยสูงสุดถึง 77.7% โดยพิจารณาจากคุณภาพการรับชมวิดีโอบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยูทูป

แม้ว่าตลอดปี 2563 คนไทยมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เนื่องมาจากการ Work from Home และเรียนออนไลน์ที่ต้องออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำให้ทีมงานทรูมูฟ เอช ทุ่มเทพัฒนาคุณภาพเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้คนไทยได้ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพตลอดเวลายิ่งขึ้น ตลอดจนการเปิดให้บริการเครือข่ายอัจฉริยะ True 5G ในต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ทรูมูฟ เอชเป็นผู้นำเครือข่ายอัจฉริยะที่ดีกว่า เร็วแรงกว่า และเป็นรายแรก รายเดียวที่ครบสุดทุกย่านความถี่

สำหรับ “ทรูออนไลน์” สามารถคว้า 2 รางวัลจาก nPerf เช่นเดียวกัน ได้แก่ รางวัลอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ที่ดีที่สุดในไทยประจำปี 2563 และรางวัลไฟเบอร์ดีที่สุดในไทยประจำปี 2563

nPerf ได้ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้านของประเทศไทยประจำปี 2563 (Fixed Internet Performances) ซึ่งผลการสำรวจได้รวบรวมจากผู้ใช้งานแอป nPerf ทั้งหมดในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2563 เก็บผลการทดสอบทั้งหมด จำนวน 12,130,702 ครั้ง

ทรูออนไลน์ สามารถทำคะแนนรวมได้สูงสุด 174,771 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต (ISP) รายอื่น มีคะแนนสูงสุดทั้ง
• ความเร็วในการดาวน์โหลด 281.40 Mb/s
• ความเร็วในการอัปโหลด 175.96 Mb/s

นอกจากนี้ ยังได้ทดสอบความเร็วไฟเบอร์ ตลอดปี 2563 (FTTH/Fiber to the home) โดยทดสอบทั้งสิ้น 5,177,367 ครั้ง ทรูออนไลน์ได้คะแนนสูงสุด 199,465 คะแนน
• ความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดที่ 504.66 Mb/s
• ความเร็วอัปโหลดสูงสุดที่ 317.88 Mb/s

ซึ่งรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทรูออนไลน์ในการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดแก่คนไทย ด้วยการสรรหานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอินเทอร์เน็ตบ้านของไทยเทียบเท่ามาตรฐานโลกมาตลอด16 ปี

ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ให้คนไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรฐานความเร็ว 1 Gbps รายแรกในประเทศไทย True Gigatex Fiber ในอัตราค่าบริการที่คุ้มค่าสามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม Band Steering ที่รวมทุกคลื่นความถี่เป็นหนึ่งเดียว (2.4GHz และ 5GHz) ซึ่งจะเลือกสัญญาณ WiFi ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าอัตโนมัติ และอุปกรณ์เสริม True Gigatex Mesh WiFi อุปกรณ์กระจายสัญญาณ WiFi ให้แรงทั่วบ้าน สำหรับบ้านขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องเดินสาย LAN เพื่อสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล และเพิ่มประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ nPerf เป็นสถาบันทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับโลก ได้ทำการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี สามารถทดสอบได้ทั้งอินเทอร์เน็ตบ้าน (Fixed Broadband Internet) และโมบายอินเทอร์เน็ต (Mobile Broadband Internet) ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทเอกชนในประเทศฝรั่งเศส บริการมาตั้งแต่ปี 2003 ก่อนจะพัฒนามาเป็นแอปพลิเคชัน ทั้งบน iOS Android และ Windows ถือเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ใช้มากที่สุดในตลาด ได้รับความไว้ในใจหมู่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Comcast, Vodafone, Connected Nation, Telefonica, Orange, Three, Wireless United เป็นต้น

กรมชลฯ คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำ เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุนปลายสัปดาห์นี้

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า ปัจจุบัน(22 ก.พ. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ  มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 38,940 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 15,398 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 9,998 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 58 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,436 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,740 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 2,935 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 73 ของแผนฯ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำ พร้อมสั่งการไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด ภายใต้เงื่อนไขน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอ ตามที่ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้มอบแนวทางให้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างปราณีต ทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม รวมทั้งได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทาน สำรวจปริมาณการใช้น้ำของเกษตรกร หากเพียงพอแล้วขอให้ปรับลดการส่งน้ำลงหรือส่งน้ำตามรอบเวร เพื่อสงวนน้ำไว้เพื่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาระบบนิเวศ ตลอดจนควบคุมคุณภาพน้ำ รวมไปถึงการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก การจัดทำแผนรับเหตุ การกำหนดพื้นที่เสี่ยง การกำหนดผู้รับผิดชอบ การกำหนดเครื่องจักรเครื่องมือ และเร่งรัดดำเนินการเก็บวัชพืชในลำน้ำให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2564 นี้  เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ

สำหรับสถานการณ์ค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(22 ก.พ. 64) เวลา 07.00 น ที่สถานีสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี วัดค่าความเค็มได้ 0.18 กรัม/ลิตร (มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร)  จากการคาดการณ์ของกรมอุทกศาสตร์ ในช่วงวันที่ 27 ก.พ.64 – 2 มี.ค.64 จะเกิดสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบ กรมชลประทาน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็น 70 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่เวลา 11.00 น.ของวันนี้(22 ก.พ.64)  ไปจนถึงวันที่ 26 ก.พ.64 เวลา 06.00 น. หลังจากนั้นจะลดการระบายลงเหลือ 45 ลบ.ม./วินาที พร้อมกับควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระรามหก เป็น 45 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่ เวลา 11.00 น. ของวันนี้(22 ก.พ. 64)  ไปจนถึงเวลา 06.00 น. ของวันพรุ่งนี้(23 ก.พ. 64) ก่อนจะปรับเพิ่มการระบายเป็น 55 ลบ.ม./วินาที ไปจนถึงวันที่ 27 ก.พ. 64 เวลา 06.00 น. หลังจากนั้นจะปรับลดการระบายลงเหลือ 30 ลบ.ม./วินาที  เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมในการผลิตน้ำประปา ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานลุ่มเจ้าพระยา ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมขอความร่วมมือไปยังประตูระบายน้ำ อาคารชลประทานริมแม่น้ำเจ้าพระยา งดเปิดรับน้ำเข้าพื้นที่ เพื่อให้การผลักดันน้ำเค็มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

บุญรอดบริวเวอรี่ ส่งมอบรองเท้าเซฟตี้ให้อาสาสมัครดับไฟป่าที่จ.เชียงใหม่

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ บริษัทในเครือทั้งหมด ส่งต่อความห่วงใย มอบรองเท้าจากโรงงานในเครือบริษัททั่วประเทศ ส่งต่อสู่แนวหน้าอาสาสมัครเพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่จ.เชียงใหม่ โดยมี นายประโภชน์ เกิดเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่เบเวอเรช จำกัด พร้อมด้วยเครือข่ายสิงห์อาสา เป็นตัวแทนเดินทางไปมอบรองเท้าเซฟตี้ รวมไปถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับใช้การดับไฟป่าให้กับกลุ่มอาสาสมัครค่ายเยาวชนเชียงดาว โดยมี นายนิคม พุทธา ผู้ก่อตั้งค่ายเยาวชนเชียงดาว เป็นตัวแทนรับมอบ ที่ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่แนวหน้าอาสาสมัครชุมชนดับไฟป่าไว้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉินจากไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงหน้าร้อน

จากการที่มีโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ขอรับบริจาครองเท้าสำหรับอาสาสมัครดับไฟป่าที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ทางกลุ่มค่ายเยาวชนเชียงดาว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดูแลเรื่องของการอนุรักษ์ผืนป่า รวบรวมชาวบ้านและอาสาสมัครในพื้นที่เพื่อร่วมกับปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในการขอรับบริจาครองเท้าเซฟตี้ ให้แก่เจ้าหน้าที่และเหล่าอาสาสมัครชาวบ้านในพื้นที่มาช่วยปฏิบัติหน้าที่เพื่อร่วมกันรักษาปกป้องผืนป่าให้รอดพ้นจากไฟป่า ที่มักเกิดขึ้นเนื่องๆในช่วงฤดูร้อนของแต่ละปี โดยในปีไหนที่มีความร้อนแล้งมาก อัตราการเกิดไฟป่าก็จะมีมากขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าถือเป็นด่านหน้าที่มีความเสี่ยงในการทำงานด้านนี้

บริษัท เชียงใหม่เบเวอเรช จำกัด จึงประสานการจัดหาและรวบรวมรองเท้าเซฟตี้ จากโรงงานต่างๆ ที่เป็นบริษัทในเครือ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่กระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำไปส่งต่อและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครชุมชนดับไฟป่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านจากดอยหลวงเชียงดาว ที่จะใส่แต่รองเท้าแตะทำให้เกิดความยากลำบากในการปฏิบัติงานและมีความปลอดภัยไม่เพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ดับไฟ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือให้อาสาสมัครชุมชนเหล่านี้สามารถเดินหน้าปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัวอีกด้วย

นอกเหนือจากรองเท้าเซฟตี้ที่ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครชุมชนไว้ใช้ในการปฏิบัติการดับไฟป่าแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้มอบอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการดับไฟป่าให้แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ที่หน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงดาว เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความอุ่นใจให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนในเรื่องของความปลอดภัยขณะปฏิบัติงานเพื่อให้ภารกิจการดับไฟป่าลุล่วงไปได้ด้วยดีอีกด้วย อาทิ ไม้ตบ ถังน้ำพร้อมสายฉีด ครอบ รวมทั้งยังได้มอบน้ำดื่มสิงห์กว่า 1,000 ลิตร ไว้ให้เจ้าหน้าที่ไว้ใช้ดื่มด้วยเช่นกัน

‘เฉลิมชัย’ สั่งกรมชลประทาน เตรียมจัดการน้ำรับมือหน้าแล้งปี 64

0

ในแต่ละปี กรมชลประทาน หน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเกิดความสมดุลกับทุกภาคส่วน ปีนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชลประทานทุกพื้นที่ จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เคลื่อนขบวนเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง ได้ทันที และกรมชลประทาน ยังได้จัดสรรงบประมาณ 5,662 ล้านบาท จัดจ้างแรงงานเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ จำนวน 94,000 คน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

สำนักข่าวบิ๊กเกรียน มีรายละเอียด แผนงานการเตรียมความพร้อม รับมือภัยแล้ง ปี 2564 ของกรมชลประทาน เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดแล้งนี้ ติดตามได้จากสกู้ปพิเศษ “กรมชลประทานเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งปี 64”

บุญเติม เตือน ใช้แบงก์ปลอมที่ตู้บุญเติม ผิดกม. มีโทษหนักทั้งจำและปรับ

0

“บุญเติม” เตือนนำธนบัตรปลอม ใช้ที่ตู้บุญเติม ผิดกฎหมายอาญา มีโทษหนักทั้งจำและปรับ เผย”ตู้บุญเติม” มีซอฟท์แวร์สแกนและตรวจจับธนบัตรปลอมที่มีความแม่นยำสูง และบันทึกข้อมูลทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถติดตามเอาผิดได้ทุกกรณี

ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้มีการจับกุมแก๊งปลอมธนบัตรที่ตระเวนนำธนบัตรปลอมไปทำธุรกรรม หรือใช้บริการผ่านตู้เติมเงินออนไลน์ต่าง ๆ ว่า บริษัทขอชี้แจงว่า “ตู้บุญเติม” ทุกเครื่อง มีระบบซอฟท์แวร์ในการสแกนและตรวจจับธนบัตรปลอมที่มีความแม่นยำสูง รวมทั้งทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตู้บุญเติม จะมีระบบบันทึกติดตามข้อมูล (tracking system) ไว้ทั้งหมดว่า ผู้ใดเป็นผู้ทำธุรกรรมต้นทาง และผู้ใดคือผู้รับเงินในบัญชีปลายทาง ซึ่งทำให้บริษัทสามารถติดตามระงับธุรกรรมที่ผิดปกติ-ผิดกฎหมายหรือธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ และสามารถติดตามดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ทุกกรณี  

ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหา “ความผิดฐานปลอม/แปลงเงินตรา และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรปลอม” ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตและโทษปรับ

IRCP โชว์ผลดำเนินงานปี 63 กำไรพุ่ง 107.39 %

0
แดน เหตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP

“IRCP” ตอกย้ำการเทิร์นอะราวด์ ผลการดำเนินงานงวดปี 63 พลิกกลับมามีกำไรเพิ่ม 107.39 % เดินหน้าปรับโครงสร้างทุน บอร์ดอนุมัติลดทุน-ลดพาร์ -เพิ่มทุน -ล้างขาดทุนสะสม หวังกลับมาจ่ายปันผลผู้ถือหุ้น ลุยประมูลงานใหม่ ขณะที่ “ประชา-แดน เหตระกูล” ลั่นพร้อมใส่เงินเพิ่มทุนเกินสิทธิ หากมีผู้ถือหุ้นใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน มั่นใจเดินหน้าสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างมั่นคง มุ่งสู่ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารครบวงจร   

นายแดน เหตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP  เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำปี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ว่า  สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ  7.5  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107.39 % เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่ผลดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 101.45 ล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 4 ปี 2563   มีกำไรสุทธิ 20.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 18.37 ล้านบาท  

“ บริษัทมีกำไรสุทธิติดต่อกัน 3 ไตรมาส จากไตรมาส 1 ปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 34.60 ล้านบาท แต่ไตรมาส 2 กลับมามีกำไรสุทธิ 2.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,265% จากไตรมาส 1 และไตรมาส  3 มีกำไรสุทธิ 18.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 518% จากไตรมาส 2 สะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาเทิร์นอะราวด์ อย่างชัดเจน”

สำหรับผลดำเนินงานที่ดีขึ้น มาจากบริษัทย่อยคือบริษัทไอทีกรีน หรือ ITG มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น  โดยมีรายได้ 486.51 ล้านบาท ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนที่ทำได้ดี โดยปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 942.26 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 952.59  ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลง 11.22%  และมั่นใจว่าผลดำเนินงานจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจอุปกรณ์และโปรแกรม ระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ที่มีคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้น(มาร์จิ้น)ดี  โดยมีมาร์จิ้น 15.43 %  เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน   ซึ่งอยู่ที่  15.40 % ซึ่งแนวโน้มของธุรกิจอุปกรณ์และโปรแกรมระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ยังเติบโตได้อีกมากตามธุรกรรมบนโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้ปี 2564 มีรายได้เติบโตขึ้น คาดว่าปี 2564 จะมีรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท

และเพื่อให้บริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 18 ก.พ 2564  มีมติให้บริษัทปรับโครงสร้างทุนครั้งใหญ่ โดย

  1. อนุมัติให้ลดทุนจดทะเบียน โดยลดทุนส่วนที่ยังไม่ได้เรียกชำระจำนวน 66.23 ล้านหุ้น ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนลดจาก 320.54 ล้านหุ้น ราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท  เหลือ  254.30 ล้านหุ้น 
  2. มีมติให้ลดทุนด้วยการลดพาร์จาก 1 บาท เหลือ 0.50 บาท หรือลดไป 127.15 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนลดจาก 254.30 ล้านบาท  เหลือ 127.15 ล้านบาท  โดยมีจำนวนหุ้นหลังลดทุนยังคงอยู่ที่ 254.30 ล้านหุ้น  
  3. บอร์ดมีมติให้นำส่วนเกินมูลค่าหุ้นที่มีอยู่กว่า 117.15 ล้านบาท และสำรองตามกฎหมาย 25.43 ล้านบาท มาล้างขาดทุนสะสม  ซึ่ง ณ สิ้นปี 2563 บริษัทมีผลขาดทุนสะสมอยู่ 297.20 ล้านบาท ภายหลังดำเนินการจะทำให้มีขาดทุนสะสมเหลือเพียง 27.47 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะล้างขาดทุนสะสมได้หมด เพื่อกลับมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้เร็ว ๆ นี้   
  4. คณะกรรมการมีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 254.30 ล้านหุ้น เป็น 435.55 ล้านหุ้น โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 181.25 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) ในสัดส่วน 1.4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุนใหม่ เสนอขายในราคาหุ้นละ 0.80 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนจากการขายหุ้นเพิ่มทุนทั้งสิ้น 145 ล้านบาท โดยจะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 เมษายน 2564  

 “ขอย้ำกับผู้ถือหุ้นว่าไม่ต้องกังวลกับการเพิ่มทุนของบริษัท เพราะการรบกวนผู้ถือหุ้นครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการเงินของบริษัท และเตรียมเงินทุนให้พร้อมในการขยายธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับงานใหม่ ๆเพิ่มขึ้น สร้างการเติบโตอย่างมั่นคง รวมทั้งการกลับมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้เร็วที่สุด” นายแดน กล่าว

นอกจากนี้ นายประชา เหตระกูล และตนเอง ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท  ได้ทำหนังสือแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า มีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามสัดส่วนเต็มจำนวน และพร้อมจองซื้อหุ้นส่วนเกินสิทธิอีก 155.78 ล้านหุ้น หากมีผู้ถือหุ้นอื่นใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ นายประชา เหตระกูล และตนเอง เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน  49.82  % ซึ่งอาจเป็นผลทำให้ นายประชา เหตระกูล และตนเอง ถือหุ้นก้าวข้ามจุดที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทที่ 25 % จึงจะมีการขอผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด  (Tender Offer) ต่อ สำนักงาน ก.ล.ต.

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะขายหุ้นเพิ่มทุนได้ช่วงเดือน ก.ค. 2564 ส่วนเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน นอกจากทำให้โครงสร้างทุนแข็งแกร่งและสัดส่วนหนี้สินต่อทุนมีความเหมาะสมมากขึ้นแล้ว บริษัทจะนำไปขยายกิจการ รองรับการประมูลงานในโครงการ ต่าง ๆ ของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น โดยปีนี้มีแผนเข้าร่วมประมูลงานรัฐมากกว่า 20 โครงการ เพื่อเพิ่มมูลค่างานในมือให้เพิ่มสูงขึ้นสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง  ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่า ปี 2564 รายได้จะโตขึ้นจากปี 2563  เกินกว่า 50 % โดยสิ้นปี 2563 บริษัทมีงานในมือที่เตรียมทยอยรับรู้รายได้ภายในปี 2564 ประมาณ  350 ล้านบาท

เอไอเอส ยันเครือข่ายรองรับลงทะเบียน “ม33 เรารักกัน” ได้ 100%

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร สายงานการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า วันนี้ภาครัฐได้เริ่มเปิดให้ประชาชน ผู้ประกันตนมาตรา 33   ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19  ลงทะเบียนรับสิทธิ์เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 4,000 บาท ผ่านโครงการ “ม.33 เรารักกัน” โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการ ตั้งแต่ช่วงเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา  ซึ่งในภาพรวม พบว่าเครือข่ายของเอไอเอส ทั้งในส่วนของไร้สายและเน็ตบ้านได้เป็นช่องทางให้ประชาชนเชื่อมต่อการลงทะเบียนและส่งต่อการยืนยันสิทธิ์ได้ 100% อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด เช่นเดียวกับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือทั้งหมดของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามพบว่า มีมิจฉาชีพเปิดเว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่น ปลอม โดยใช้ชื่อเดียวกับโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัว และนำไปใช้ในทางทุจริตที่จะส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลได้ในอนาคต  ดังนั้นจึงขอแจ้งเตือนและแนะนำประชาชนให้ตรวจสอบเว็บไซต์โครงการของรัฐบาลก่อนลงทะเบียนให้ดีทุกครั้ง ดังเช่นกรณีโครงการล่าสุด ม33 เรารักกัน  ที่ยังคงมีช่วงเวลาเปิดให้ลงทะเบียนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2564 เวลา 23.00 น. หรือ หากไม่แน่ใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ซีพีเอฟ ผ่านการรับรองม.สุขอนามัยของ IPHA ตอกย้ำความปลอดภัยจากโควิด-19

0

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในด้านอาหารปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่บริษัทได้ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด ป้องกันบุคลากร อาคารสถานที่ ตลอดจนกระบวนการผลิตทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และเมื่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันจัดทำ มาตรฐาน IPHA ขึ้นมา ซีพีเอฟโดย โรงงานอาหารสัตว์บก โรงงานแปรรูปอาหาร และโรงงานอาหารสำเร็จรูป จำนวน 9 โรงงาน จึงเป็นสถานประกอบการกลุ่มแรกที่ได้รับการรับรองดังกล่าว

สิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ

“CPF มีการบริหารจัดการป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มงวด มีการจัดตั้งทีมบริหารจัดการโรคระบาดทั้งในคนและในสัตว์ ภายใต้ศูนย์อำนวยการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ของบริษัท โดยมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในอาหารปลอดภัยของบริษัทตั้งแต่ต้นทางจึงถึงปลายทาง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการ การได้รับการรับรอง IPHA ครั้งนี้จึงช่วยตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง” นายสิริพงศ์กล่าว

มาตรฐาน IPHA เป็นมาตรฐานใหม่ที่ 3 หน่วยงานประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันวางกรอบการพิจารณา เพื่อมอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการสถานที่ กระบวนการผลิต และบุคลากร ตามมาตรการร่วม และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ที่มีการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อป้องกัน COVID-19 อย่างชัดเจน

สำหรับซีพีเอฟ ได้วางมาตรการการทำงานด้านป้องกันโรคระบาดดังกล่าวใน 7 หมวดหมู่ ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านมาตรการป้องกัน ด้านการจัดซื้อ ด้านการสื่อสารพนักงาน ด้านการสื่อสารสาธารณะ ด้านประสานงานภาครัฐ และด้านการเยียวยา โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการป้องกันโรคให้ “พนักงาน” ด้วยตระหนักดีว่าเมื่อพนักงานปลอดภัยก็จะสามารถผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคทุกคนได้อย่างราบรื่น

โดยกำหนดมาตรการสำคัญ เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 3 ประเด็นคือ 1.) ความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่บริษัทต้องสามารถเดินสายพานการผลิตอาหารโดยไม่สะดุด เพื่อป้องกันอาหารขาดแคลน 2.) ระบบซัพพลายเชน และโลจิสติกส์ ที่มีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการจัดการจราจรหากเกิดการล็อคดาวน์ โดยการขนส่งจะต้องสามารถดำเนินการต่อไปได้ ทั้งการขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงานผลิตอาหาร และการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค 3.) มาตรการป้องกันโรคในแต่ละขั้นตอน มีการออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติตัวของพนักงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านจัดซื้อแอลกอฮอล์และหน้ากาก รวมถึงการสั่งการพนักงานบางส่วนให้ Work From Home และกำหนดให้พนักงานที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงให้กักตัวเอง 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เป็นต้น

จากการระบาดรอบแรกจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟยังคงทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังแบ่งปันมาตรการและเทคนิคบริหารจัดการสถานการณ์ไปยัง บริษัทคู่ค้า เกษตรกร และผู้สนใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่จะร่วมกันก้าวข้ามสถานการณ์ไวรัสนี้ไปด้วยกัน