Home Blog Page 434

AIS คว้า 2 รางวัลใหญ่ ตอกย้ำความสำเร็จด้านนวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์ความรู้ในองค์กร

0

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติระดับชาติและระดับโลก “Thailand  Mike Award 2020” และ “Global Mike Award 2020” ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยที่สนับสนุนให้เกิดการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นบทพิสูจน์ว่าเอไอเอสเป็นองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และไม่หยุดยั้งในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารจัดการองค์กร พร้อมสร้างคุณค่าในด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เมื่อเอไอเอสประกาศวิสัยทัศน์สู่การเป็น Digital Life Service Provider สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นปลูกจิตสำนึกถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ทั้งในแง่ของการปรับรูปแบบการทำงานและวิธีคิดของพนักงาน รวมถึงการบริหารจัดการองค์ความรู้ที่จะถ่ายทอดซึ่งกันและกันผ่าน Digital Platform ก่อให้เกิดขีดความสามารถรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองโลกในยุค Digitalization นำไปสู่ผลงานที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในท้ายที่สุด

ตัวอย่างผลงานจากวิสัยทัศน์ดังกล่าว อาทิ การบริหารจัดการองค์ความรู้ หรือ  Knowledge Management ผ่าน Digital Platform ในชื่อ LearnDi ที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้และขับเคลื่อน Innovation Culture ภายในองค์กร, การเปิดเวทีให้พนักงานได้นำเสนอ New Business ที่ใช้เทคโนโลยีมาแก้ Pain point ในลักษณะของ Internal Start Up ในชื่อ โครงการ InnoJUMP ซึ่งสามารถนำไอเดียไปสู่การสร้างธุรกิจได้จริง อาทิ โครงการรถโรงเรียนอัจฉริยะ – School Van Clever, โครงการ Academy For Thais ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย ที่ส่งต่อแนวคิดและองค์ความรู้ไปสู่คนไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงจากกระแส Digital Transformation ผ่านเวทีสัมนาและ Digital Platform รวมถึง “โครงการเรียนรู้จากเคยล้ม” ที่ส่งเสริมให้พนักงานใช้บทเรียนจากความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้นอกจากจะทำให้เกิด Economic Value แล้ว ยังก่อให้เกิดการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรในลักษณะของ Innovation Organization อย่างชัดเจนอีกด้วย

ทิพยประกันภัย ปลื้มผลงาน กำไรปี 63 ทะลุ 2 พันล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำปี สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ว่า บริษัท มีกำไรสุทธิรวม 2,064.87 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.44 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 กำไรสุทธิ 1,863.19 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.11 บาท หรือกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 201.68 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น 10.82%

โดยเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 25,398.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 21,846.25 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,552.28 ล้านบาท คิดเป็น 16.26% ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับทุกประเภทต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน เบี้ยประกันอัคคีภัย เพิ่มขึ้น 6.53% เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง เพิ่มขึ้น 18.34% เบี้ยประกันภัยรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18.42% และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ้น 16.75%

“ปี 2563 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของ บมจ.ทิพยประกันภัย ได้เติบโตอย่างโดดเด่น แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในด้านของรายได้จากการรับประกันภัย ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกประเภท และความสามารถการทำกำไรที่ทะลุ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์” ดร.สมพร กล่าว

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้น ดร.สมพร กล่าวว่า สืบเนื่องจากบริษัทฯ ได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และพัฒนาการให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน

โดยล่าสุด ทิพยประกันภัย ได้มีการออกกรมธรรม์รูปแบบใหม่ “TIP อัพทูไมล์” ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ที่ออกแบบให้สามารถเลือกจ่ายเบี้ยประกันภัยได้ตามความต้องการ หรือระยะไมล์ที่ใช้อย่างแท้จริง และยังมีกรมธรรม์ TIP Personal Cyber ประกันภัยไซเบอร์ส่วนบุคคลที่เอาใจนักช้อปออนไลน์ จากการซื้อของหรือทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมด้วย TIP SME Cyber สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงหรือความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ ยังมีการจับมือกับแอปพลิเคชัน Gojek (โกเจ็ก) เปิดโครงการ “มั่นใจทุกการส่งกับ GoSend” เพื่อให้ทุกการส่งกับ GoSend ทุกชิ้นได้รับความคุ้มครอง

ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2564 นั้น ดร.สมพร กล่าวว่า นโยบายสำคัญที่ต้องเดินหน้าในปีนี้ คือ การปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการดำเนินการยกระดับเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ ภายใต้ชื่อบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการจัดการองค์กร

“ทิพยประกันภัย ยังคงยึดกลยุทธ์เพิ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร รวมถึงสร้างแบรนด์ให้เป็นบริษัทประกันภัยในดวงใจของลูกค้า นึกถึงทิพยประกันภัยเป็นอันดับแรก (Top of Mind) ด้วยการสื่อสารถึงความเป็นตัวตนและบริการที่เป็นเลิศ ผ่านการสื่อสารอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและประชาชนในการใช้บริการของทิพยประกันภัยมากขึ้น”

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ให้ความสำคัญเอาใจใส่กับลูกค้าและช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น อาทิ น้ำท่วม เพลิงไหม้ บริษัทฯ จะส่งทีมงานที่เกี่ยวข้องทั้งในภูมิภาค รวมทั้งส่วนกลาง โดยเฉพาะทีม TIP Smart Assist ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถก้าวผ่านวิกฤตและกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว

ทิพยประกันภัย จับมือ นครหลวง แคปปิตอล และอะมิตี้ อินชัวร์รันซ์ โบรคเกอร์ เปิดโครงการ “ทิพยนคร เงินด่วนมีประกัน”

0

รายงานข่าว​เปิดเผยว่า ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย ดร.เทอดศักดิ์ บุญทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.นครหลวง แคปปิตอล และ คุณจิตรา วุฒิศิริศาสตร์ กรรมการผู้จัดการ บจ.อะมิตี้ อินชัวร์รันซ์ โบรคเกอร์ ผนึกกำลัง เปิดตัวโครงการ “ทิพยนคร เงินด่วนมีประกัน

โครงการนี้เป็นความร่วมมือในการให้หลักประกันที่มั่นคงและความอุ่นใจกับลูกค้าสินเชื่อของนครหลวง แคปปิตอล ผ่านสาขาของ นครหลวง แคปปิตอลกว่า 105 สาขาที่ครอบคลุมทุกจังหวัดในภาคอีสาน เริ่ม 1 เมษายน 2564 นี้

FSMART อวดตัวเลขกำไรสุทธิ 464 ล.​ จ่ายปันผล 0.60 บาท​

0

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ​ FSMART​ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 2563 อีกหุ้นละ 0.30 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสุทธิงวดผลดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ถึง 31 ธันวาคม 2563 เมื่อรวมกับงวดครึ่งแรกของปีที่จ่ายไปแล้วหุ้นละ 0.30 บาท ส่งผลให้ปี 2563 บริษัทจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8.4 % โดยล่าสุดราคาหุ้นของบริษัทซื้อขายที่ระดับ 7.10 บาทต่อหุ้น และถือว่าเป็นการจ่ายปันผลที่สูงกว่านโยบายที่กำหนดไว้ว่าจะจ่ายไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 98% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 21 เมษายน 2564 โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 มีนาคม 2564 และกำหนดจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 เมษายน 2564

สำหรับผลดำเนินงานปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 464.06 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.61 บาท ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้ง 2 ระลอกทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมลดลงส่งกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และนโยบายภาครัฐช่วยเหลือค่าโทร ค่าน้ำ ค่าไฟ ฟรีในไตรมาส 2 แต่กระทบระยะสั้น จึงทำให้มูลค่าเติมเงินรวมของบริษัทลดลง

“ปี 2563 ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ผลการดำเนินงานของบริษัทยังสามารถมีกำไรต่อเนื่อง เพราะตู้บุญเติมมีบริการที่ครบวงจรทั้งเติม-จ่าย-ฝาก-โอน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ โดยปี 2563 มีปริมาณธุรกรรมในธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงินอัตโนมัติ จำนวน 1.5 ล้านรายการต่อวัน ขณะที่กลุ่มธุรกิจให้บริการทางการเงินและสินเชื่อครบวงจร (Banking Agent & Lending Business) ที่เป็นบริการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารยังคงมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนรายการโอนเงินล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือประมาณ 1.9 ล้านรายการต่อเดือน 19 ล้านรายการต่อปี และยังคงเติบโตต่อเนื่อง”

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ทิศทางของ FSMART ปี 2564 บริษัทยังเดินหน้าธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก คือ 1. ธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงินอัตโนมัติ 2. ธุรกิจให้บริการทางการเงินและสินเชื่อครบวงจร 3. ธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้า โดยมีเป้าหมายเพิ่มยอดการใช้บริการผ่าน “ตู้บุญเติม” ให้มีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 20% จากสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงบริษัทมีการเปิดช่องทางและบริการใหม่ ภายใต้งบลงทุน 500 ล้านบาท อีกทั้งเพิ่มตู้รูปแบบใหม่อีก 5,000 ตู้ในปีนี้ เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดและเข้าไปทดแทนตู้ของคู่แข่งที่มีบริการน้อยกว่า และแนวโน้มจำนวนตู้ที่ลดลงในภาพรวมของอุตสาหกรรม ทั้งยังดันแคมเปญ “บุญเติม รีวอร์ด” สร้างการรับรู้ รักษาลูกค้า เพิ่มจำนวนการใช้งาน

ด้านการบริหารจัดการตู้บุญเติม เน้นทำเลคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดเติมเงินและชำระเงิน, ธุรกิจให้บริการทางการเงินและสินเชื่อครบวงจร​ ตั้งเป้าเปิดตัวตู้ Mini ATM ที่สามารถถอนเงินสดจากตู้ได้ อีกทั้งเดินหน้าเพิ่มบริการธุรกิจสินเชื่อด้วยการหาพันธมิตรใหม่และใช้ตู้ Mini ATM ปล่อยสินเชื่อ นอกเหนือจากบริการฝาก โอน จ่าย เปิดบัญชี และบริการพิสูจน์ตัวตนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ที่มีอยู่แล้ว

นอกจากนี้​ บริษัทจะเข้าไปเป็นตัวแทนธนาคารเพิ่มทั้ง Bank และ Non-bank ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทำให้ตู้บุญเติมมีบริการทางการเงินครบวงจรและเป็นธนาคารชุมชนทดแทนสาขาและตู้ ATM ที่ลดลงของธนาคารพาณิชย์ พร้อมทั้งเพิ่มฐานลูกค้าชาวต่างชาติและบริการโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นส่วนผลักดันที่สำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดการทำรายการอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคาดว่าในปีนี้ในส่วนของธุรกิจ Banking Agent & Lending Business จะเติบโตได้ประมาณ 30% จากปีก่อน และจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องจาก Ecosystem ของบริการทางการเงินที่ครบวงจร

สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้า บริษัทเตรียมเปิดตัว “คาเฟ่อัตโนมัติ” ภายใต้แบรนด์ “เต่าบิน” ชูนวัตกรรมเครื่องชงเครื่องดื่มคุณภาพพรีเมี่ยมกว่า 80 เมนู ด้วยเมล็ดกาแฟและวัตถุดิบคุณภาพสูง จุดเด่นคือ สามารถควบคุมรสชาติได้มาตรฐานเดียวกันทุกแก้ว ชงได้ทั้งเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น ในราคาที่คุ้มค่า และบริการ 24 ชม. ในทำเลคุณภาพ คาดว่าจะเปิดตัวเต็มรูปแบบในปีนี้ โดยมีเป้าหมายขยายจุดติดตั้ง 20,000 เครื่อง ภายใน 3 ปี คาดขาย 600,000 แก้วต่อวัน เสริมความแข็งแกร่งการให้บริการของบริษัทให้มากขึ้น และทุกตู้มีบริการของตู้บุญเติม ซึ่งบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

OR เข้า​ลงทุน​ 20% ใน “โอ้กะจู๋” ต่อยอดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า​ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ “OR” เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ระหว่าง บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR กับ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ “โอ้กะจู๋” โดยมี นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน ในฐานะกรรมการ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด และ นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล นายจิรายุทธ ภูวพูนผล และนายวรเดช สุชัยบุญศิริ ผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด พร้อมด้วย นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการการตลาดขายปลีก OR ร่วมลงนาม

นางสาวราชสุดา เปิดเผยว่า OR ตัดสินใจเข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 20 ในบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ “โอ้กะจู๋” ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความสดใหม่ของผักที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ และส่งตรงจากฟาร์มผักขนาดใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่

และตั้งเป้าขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋เพิ่มเติมในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการจำหน่ายอาหารแบบ Grab & Go ผ่านร้าน Café Amazonในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความหลากหลาย และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ รวมถึงมีวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและหันมาเลือกซื้ออาหารที่ปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานหรืออาหารสำเร็จรูปเพื่อนำกลับไปรับประทานที่อื่น แทนที่นั่งรับประทานอาหารในร้านมากขึ้น

นอกจากนี้ การเข้าลงทุนครั้งนี้ ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรผู้ปลูกผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่มีโอกาสเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทางสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ซึ่งมีจำนวนกว่า1,900 สาขาทั่วประเทศ และ ร้าน Café Amazon ซึ่งมีจำนวนสาขาถึงกว่า 3,000สาขา สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจของ OR ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภค พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนและสร้างผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ที่ OR เข้าไปดำเนินธุรกิจ สำหรับ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด เป็นบริษัทที่ OR จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ในประเทศไทยที่มีศักยภาพการเติบโตและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OR

ด้ายนายชลากร เปิดเผยว่า​ เงินทุนที่ได้รับในครั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ อาทิ การนำเทคโนโลยี Smart Farm มาใช้ เพื่อทำให้ได้ผลผลิตที่สม่ำเสมอและมีคุณภาพ รวมถึงการสร้างครัวกลางที่จังหวัดเชียงใหม่ การสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อรองรับการขยายสาขาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของการส่งเสริมและพัฒนาชุมชนนั้น ทางบริษัทฯมีโครงการที่จะทำศูนย์การเรียนรู้การปลูกผักแบบวิถีเกษตรอินทรีย์ ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจ รวมถึงมีแผนการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรโดยเป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่างเกษตรกรที่ไม่มีช่องทางขายกับผู้บริโภคที่ต้องการผักอินทรีย์ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

ทั้งนี้ บริษัทเห็นถึงวิสัยทัศน์ของ OR ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมชุมชน ผ่านการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดการดำเนินธุรกิจของแบรนด์โอ้กะจู๋ ที่ให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม มีการช่วยเหลือเกษตรกรและชุมชนให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีสุขภาพที่ดี โดยเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาสู่เกษตรอินทรีย์อย่างมั่งคงและยั่งยืน

ชป.เดินหน้าแผนพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ครั้งที่ 1/2564 โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยมีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์  ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ประกอบด้วย 1)คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ 2)คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูหนองหาร จังหวัดสกลนคร 3)คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก 4)คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร และ 5)คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา รวมทั้งพิจารณากรอบการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองปี 2564 ด้วย

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในส่วนของกรมชลประทาน มีแผนดำเนินงานพัฒนา อนุรักษ์  ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายโครงการ อาทิ แผนพัฒนา อนุรักษ์  ฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 2 โครงการ ได้แก่ 1) แก้มลิงบ้านตะกุดภิบาล 2) แก้มลิงห้วยถั่วเหนือ , แผนพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 โครงการ ได้แก่ 1) การขุดลอกและปรังปรุงคลองสมอแข 2) การขุดลอกและปรับปรุงคลองวงพาด และ3) การปรับปรุงและขุดลอกคลองระบายน้ำ เป็นต้น ส่วนแผนพัฒนา อนุรักษ์  ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ในพื้นที่อื่นๆ นั้น กรมชลประทานจะเร่งดำเนินการตามมติคณะอนุกรรมการฯเห็นชอบให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ ให้กำหนดวัตถุประสงค์ในการพัฒนาน้ำแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจนและเกิดประโยชน์สูงสุด  พร้อมกำหนดแผนหลัก(Master Plan) ในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนงานการดำเนินโครงการครอบคลุมในทุกด้าน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ ตอบสนองการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์  ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง จะนำเสนอแนวทางการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรค ต่อกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กนช.)พิจารณาในครั้งต่อไป เพื่อร่วมกันหาแนวทางและบูรณาการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ซีพีเอฟ โชว์ผลกำไรสุทธิปี 63 โต 41% จ่ายปันผล 1 บาทต่อหุ้น

0
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยถึงผลดำเนินงานของบริษัทว่า บริษัทมีกำไรสุทธิประจำปี 2563 จำนวน 26,022 ล้านบาท เติบโต 41% จากปีก่อน มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 81,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% ปัจจัยหลักมาจากการที่บริษัทให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานสูงสุดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งการใช้ระบบ AI มาเสริมการทำงานให้มีผลดีที่สุดกว่าในอุตสาหกรรม ทำให้แม้ในภาวะวิกฤตโรคระบาดทั้งโควิด-19 และโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) บริษัทยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่นของซีพีเอฟ เป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่บริษัทได้ค้นคว้าขึ้นมา ทั้งการสร้างสายพันธุ์สัตว์ขึ้นมาใหม่และระบบการเลี้ยง การบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ พร้อมการนำ Bio-Security เข้ามาเสริมการดำเนินการ รวมถึงการมีระบบการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในธุรกิจสุกรและธุรกิจกุ้งครบวงจร

ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก มาจากการให้ความสำคัญในการควบคุมประสิทธิภาพและต้นทุนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งด้านการผลิต การเลี้ยง และช่องทางจำหน่ายสินค้า และราคาสุกรในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในประเทศเวียดนามและประเทศจีน ประกอบกับผลดำเนินงานของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

ท่ามกลางโรคระบาด Covid-19 ที่แพร่ระบาดที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง แต่สินค้าของบริษัทเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพและบริษัทได้มีการปรับรูปแบบช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น พร้อมกับการปรับรูปแบบการทำงานและนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ทำให้ผลการดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานสำหรับปี 2564 นี้ จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่คาดว่าจะดีขึ้นจากภาวะของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการบริโภคในประเทศต่างๆ มากขึ้น และการส่งออกอาหารจากประเทศไทยก็จะดีขึ้นตามด้วยเช่นกัน ประกอบกับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา และการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตและการขายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าปี 2564 นี้ผลการดำเนินงานจะดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการบริษัทซีพีเอฟ มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2564 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2563 ให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท (ได้มีการจ่ายครั้งแรกเป็นเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้วในอัตราหุ้นละ 0.40 บาท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563)

ทิพยประกันภัย ออกกรมธรรม์ ‘ทิพยวัคซีน โควิด-19’ คุ้มครอง 1 ล้าน ฉลองครบรอบ 70 ปี

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทิพยประกันภัย เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเสริมความมั่นใจให้ประชาชนจากการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 บริษัทได้ออกกรมธรรม์ประกันภัย “ทิพยวัคซีน โควิด-19” สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองและดูแลค่ารักษาพยาบาลหากเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน (IPD) หรือเกิดภาวะโคม่า (ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์) ซึ่งมี 2 แผนความคุ้มครอง และเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ทิพยประกันภัย พิเศษสำหรับความคุ้มครอง แผนที่ 1 ราคาเพียง 70 บาท คุ้มครอง 500,000 บาท และ แผนที่ 2 ราคา 120 บาท คุ้มครอง 1,000, 000 บาท

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทิพยประกันภัย

นอกจากนี้สำหรับลูกค้าเดิมที่ถือกรมธรรม์ประกันโควิด-19 หรือ ลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ใหม่ของทิพยประกันภัยก็จะได้รับเพิ่มความคุ้มครองการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เท่ากับทุนประกันภัยตามแผนที่ลูกค้าได้เลือกไว้ สุงสูดถึง 1,000,000 บาท (ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์) ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ถือเป็นความห่วงใยและต้องการที่จะดูแลลูกค้า ประชาชนให้ได้รับความคุ้มครองอย่างดีที่สุดจากทิพยประกันภัย

สำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อกรมธรรม์ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.tipinsure.com หรือโทร 1736 และทิพยประกันภัยทุกสาขาทั่วประเทศ

OR จับมือ GPSC เปิดตัว “G-Box” รองรับ EV Station รับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

0

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล พาวเวอร์ ซีนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวโครงการ G-Box ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) ซึ่ง GPSC ได้พัฒนาขึ้น

G-Box ขนาด 150 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) จะทำหน้าที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลากลางวันของสถานีบริการน้ำมันที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเฉพาะจากรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพของไฟฟ้าในสถานี ส่วนในช่วงเย็นและค่ำ G-Box จะบริหารจัดการจ่ายไฟฟ้าที่เหลือให้กับกิจกรรมอื่น ๆ โดยระบบจะทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าในเวลากลางคืน (Off Peak) เพื่อนำไปใช้ในเวลากลางวันที่มีการใช้ไฟฟ้าในอัตราที่สูง (Peak) ซึ่งจะทำให้สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้

ทั้งนี้ ได้มีการทดลองติดตั้งในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาหนองแขม เพื่อรองรับ EV Station ตอบรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน ให้พร้อมให้บริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุด รวมทั้งยังสามารถนำไฟฟ้าที่กักเก็บจากระบบ G-Box  ไปใช้ในส่วนอื่น ๆ ในสถานีบริการ ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สถานีบริการ อีกทั้งยังแสดงถึงความร่วมมือด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี และความยั่งยืนทางธุรกิจของบริษัทในกลุ่ม ปตท. อีกด้วย

ซีพีเอฟ หนุนรัฐเร่งส่งออก ระบายไข่ส่วนเกิน ช่วยเกษตรกร

0

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากภาวะราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำ เนื่องจากการบริโภคที่ลดลงของประชาชน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ห้างร้านต่างๆ ร้านอาหาร และตลาดบางแห่งต้องปิดทำการ การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาไข่ไก่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกร อยู่ที่ราคาฟองละ 2.50 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ ในไตรมาสที่ 1/2564 (มกราคม-มีนาคม) เฉลี่ยสูงขึ้นมาฟองละ 2.66 บาท และคาดว่าจะมีแนวโน้มต้นทุนที่สูงขึ้น จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง

สมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ

ปัญหาภาวะขาดทุนดังกล่าว ส่งผลกับเกษตรกรในทุกระดับทั้งฟาร์มเล็ก กลาง และผู้ประกอบการรายใหญ่ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) จึงมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำ ด้วยการออกมาตราการเร่งผลักดันไข่ส่วนเกินภายในประเทศ จำนวน 100 ล้านฟอง โดยส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ (ภาคสมัครใจ) ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับจากเดือนมีนาคม-สิงหาคม 2564 โดยใช้งบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร มาสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 50 ล้านบาท และให้เกษตรกรสมทบอีก 100 ล้านฟอง รวมเป็น 200 ล้านฟอง

“ซีพีเอฟในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไข่ไก่ ยินดีให้ความร่วมมือและพร้อมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยการผลักดันการส่งออกในเฟสแรกรวม 60 ล้านฟอง (จำนวน 185 ตู้) บริษัทจะดำเนินการส่งออก 16 ล้านฟอง (จำนวน 50 ตู้) แม้ว่าในการส่งออกจะต้องขาดทุนถึงฟองละ 40-50 สตางค์ ก็ตาม แต่บริษัทก็ยินดี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการผลิต ให้สอดคล้องกับการบริโภคของประชาชน ช่วยให้เกิดเสถียรภาพราคาไข่ไก่ทั้งอุตสาหกรรม ขอเชิญชวนผู้ประกอบการรายอื่นๆ ร่วมกันสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศที่ประสบปัญหาขาดทุน ทำให้มีรายได้ที่ดีขึ้น สามารถต่อยอดอาชีพเดียวที่มี ให้ก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” นายสมคิด กล่าว