Home Blog Page 433

ซีพีเอฟ หนุนชุมชนบ้านซับรวงไทร จ.ชัยภูมิ สร้างความมั่นคงทางอาหาร พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

0

นายปราโมทย์ รู้ทวีผล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ พร้อมทั้งปลูกฝังให้พนักงานคิดสร้างสรรค์โครงการเพื่อตอบแทนสังคมและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่ ซึ่งโครงการ สร้าง สาน สุข วิถีชุมชน ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านซับรวงไทร จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สนับสนุนเกษตรกรและชุมชน หมู่ที่ 4 ต.นาเสียว อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ รวมตัวกันปลูกผักปลอดภัยปราศจากสารเคมี 100 % เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน ผลิตอาหารปลอดภัย สร้างอาชีพ และส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ( Sustainable Development Goals : SDGs) ในประเด็นขจัดความยากจน การมีสุขภาพที่ดี และมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ซีพีเอฟ ร่วมกับเกษตรกร ชุมชนในพื้นที่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยตั้งแต่ปี 2561 ซีพีเอฟสนับสนุนการทำหอกระจายน้ำ หอพักน้ำเพื่อการเกษตร ระบบจ่ายน้ำด้วยท่อ PE เพื่อกระจายน้ำใช้ในการเกษตรได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งหาแนวทางช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยของเกษตรกร ด้วยการทำโครงการ “ปุ๋ยเปลือกไข่ สู่ชุมชน และเกษตรกร” โดยซีพีเอฟสนับสนุนมูลไก่และเปลือกไข่ภายใต้การผลิตร่วมกับชุมชน เพื่อนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใส่ในแปลงเกษตร เป็นการบริหารจัดการของเสียแบบบูรณาการด้วยการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ชุมชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการบริโภคผักปลอดภัยและนำมาสู่การมีสุขภาพที่ดี เกษตรกรที่ปลูกผักมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังจากที่บริษัทฯเข้าไปดูแลเรื่องการจัดการระบบน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร สามารถผลิตผักปลอดภัยตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ

นายชูชีพ ชัยภูมิ ประธานศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านซับรวงไทร กล่าวว่า ปัจจุบัน กลุ่มปลูกผักปลอดภัยบ้านซับรวงไทร มีสมาชิก 44 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 29 ไร่ ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟดูแลระบบการจัดการน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูกมาตั้งแต่ปี 2561 ทำให้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งได้รับการสนับสนุนมูลไก่และเปลือกไข่เพื่อทำปุ๋ย ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย และจากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่าปุ๋ยที่เกิดจากการผสมด้วยมูลไก่และเปลือกไข่ มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง เป็นธาตุอาหารที่ทำให้พืชผักโตเร็ว และผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผักอย่างน้อย 15,000 บาทต่อเดือน เป็นรายได้เสริมจากอาชีพหลัก คือ ทำนา ทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่ราคาผันผวน

“ ขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่เห็นประโยชน์และความสำคัญของการที่คนในชุมชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มปลูกผักบ้านซับรวงไทร พร้อมกับเข้ามาสนับสนุนในทุกๆด้านอย่างเต็มกำลัง อาทิ สนับสนุนอุปกรณ์เก็บน้ำและกระจายน้ำ หาแนวทางเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยของเกษตรกร ร่วมกันก่อตั้งและสร้างตลาดชุมชน ดูแลวางแผนการตลาด ช่องทางการจำหน่าย ทำให้ชุมชนของเราก้าวไกลและก้าวหน้ายิ่งขึ้น ผู้สูงอายุที่ไม่มีกำลังไปทำไร่ทำนา สามารถปลูกผักปลอดภัยไว้บริโภคเองและนำผลผลิตมาจำหน่ายสร้างรายได้ ”

นางเมืองพร ชนะพาล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.นาเสียว อายุ 48 ปี มีอาชีพทำการเกษตร ทำนาข้าว สวนอ้อยและไร่มันสำปะหลัง กล่าวว่า ตนเป็นรุ่นบุกเบิกที่มีการรวมตัวของคนในชุมชนเพื่อปลูกผักปลอดภัย จากนั้นทางซีพีเอฟเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับพักน้ำไว้ใช้เพาะปลูก และยังสนับสนุนมูลไก่ เปลือกไข่ และน้ำหมักเพื่อนำมาทำเป็นปุ๋ยให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนลงได้อย่างมาก ส่วนผลผลิตผักที่ได้ ทางซีพีเอฟเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการตลาด การจำหน่าย แนะนำลูกค้าให้ ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง คนในชุมชนเองก็มีโอกาสได้ทำงานกับซีพีเอฟ ไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างฟื้นที่ไกลๆ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ซึ่งไม่สามารถทำงานหนักได้ สามารถทำหน้าที่ดูแลแปลงผักและมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตผัก

โครงการสร้าง สาน สุข วิถีชุมชน ศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านซับรวงไทร จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดรางวัลสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน ปี 2563 ( CPF CSR Awards 2020) และรางวัลซีพีเพื่อความยั่งยืน ประจำปี 2563 สามารถเป็นต้นแบบและเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนอื่นๆต่อไป เพื่อส่งเสริมการสร้างความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ทำศัลยกรรมแล้วรถเกิดอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์คุ้มครองไหม?

0

เมื่อคุณเป็นคนที่ทำศัลยกรรมแต่ในขณะที่ขับรถดันเกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน ประกันรถยนต์ที่ทำนั้นคุ้มครองไหม? ทิพยประกันภัยจะพาคุณมารู้จักกับ ประกันรถยนต์ชั้น 1 TIP Lady ที่เหนือกว่าด้วยบริการพิเศษสำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองที่ยิ่งกว่าครอบจักรวาล เพราะสามารถเคลมเรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมได้

การผ่าตัด ศัลยกรรม คุ้มครองแบบไหน?

            ประกันรถยนต์ชั้น 1 TIP Lady จะคุ้มครองให้คุณได้รับการรักษาและผ่าตัดศัลยกรรมให้กลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด หากเทียบกับประกันชั้น 1 แบบปกติก็จะให้แค่การผ่าตัดเย็บรักษาแผล แต่หากคุณต้องการให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แน่นอนว่าคุณต้องจ่ายเองอีกครั้งซึ่งนั่นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ หรือแม้แต่ไม่เคยผ่านศัลยกรรมแต่ใบหน้าหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายจนต้องได้รับการผ่าตัดศัลยกรรม ก็ไร้กังวลในเรื่องค่าใช้จ่าย

            เพียงแค่คุณตัดสินใจทำประกันรถยนต์ชั้น 1 TIP Lady ก็หมดห่วง คุณก็จะได้รับการรักษาจนกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด โดยอยู่ในวงเงินความคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท*!! วงเงินนี้รวมไปถึงค่าห้องผ่าตัด ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าอุปกรณ์วางยาสลบ ค่าห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด ค่าเจ้าหน้าที่ในห้องผ่าตัด ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด แพทย์วิสัญญี ก็อยู่ในวงเงินความคุ้มครองนี้ได้ทั้งหมด

อยากจะเคลมทั้งหมด ทำได้ไหม หรือมีเงื่อนไขยังไง?

            เมื่อผู้ขับขี่ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้รับบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน และทำการรักษาด้วยการผ่าตัดในโรงพยาบาลภายใน 180 วันนับจากวันที่เกิดอุบัติเหตุ ก็หมดกังวลได้เลยเพราะทิพยประกันภัยจะจัดการให้ตามจำนวนที่ต้องจ่ายจริง

            หากคุณอ่านมาถึงประโยคนี้ก็อย่าเพิ่งมองข้ามประกันรถยนต์ชั้น 1 TIP Lady ที่พิเศษเหนือกว่าใคร เพียงซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์กับ TIPINSURE.com ก็ได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้ไปได้เลยทันที อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นอื่น ๆ ที่จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าให้คุณอีกด้วย เช็คราคาเลย คลิกที่นี่ หรือ อ่านรายละเอียดความคุ้มครองอื่น ๆ ได้อีกมากมายที่ https://bit.ly/3rnrXD7  

ซีพี มอบหน้ากากอนามัยฟรีแก่มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการและสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย ดร.อธิป อัศวานันท์  ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนภาคกิจกรรมสัมพันธ์และการศึกษา  สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร  และ นางสาวอรดา วงศ์อําไพวิทย์  รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนภาคกิจกรรมสัมพันธ์และการศึกษา  สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร  เป็นผู้แทนมอบหน้ากากอนามัยฟรีจำนวน 36,000 ชิ้น ให้แก่ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เพื่อส่งมอบให้กับผู้พิการที่อยู่ในเครือข่ายทั่วประเทศ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 ระลอกใหม่  ที่ขณะนี้ยังคงพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยมี  ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์  ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ  เป็นผู้แทนในการรับมอบ  

นอกจากนี้ เครือซีพียังได้มอบหน้ากากอนามัย  ให้แก่  สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จำนวน 12,000 ชิ้น    โดยมี นายเอกกมล แพทยานันท์  นายกสมาคมฯ นายต่อพงศ์ เสลานนท์  อุปนายกสมาคมฯ  และ นายชัชชัย วิจิตรจรรยา  คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  ประธานฝ่ายวิสาหกิจและโครงการจัดหารายได้สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย  เป็นผู้แทนในการรับมอบ  

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์  ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ กล่าวว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่นี้  ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบางที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด– 19 ซึ่งขอขอบคุณเครือซีพีที่ให้การสนับสนุนหน้ากากอนามัยเพื่อใช้ในการป้องกันและเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพอนามัยของกลุ่มคนเปราะบาง  โดยทางมูลนิธิฯจะดำเนินการจัดสรรให้กับเครือข่ายของผู้พิการที่อยู่ตามศูนย์ฝึกอาชีพทั่วประเทศ  เพื่อใช้ป้องกันโควิด – 19 ต่อไป

นางสาวอรดา วงศ์อําไพวิทย์  รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนภาคกิจกรรมสัมพันธ์และการศึกษา  สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า  เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความตระหนักและห่วงใยถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน  ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่  โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง  ซึ่งที่ผ่านมาเครือซีพีได้ส่งมอบหน้ากากอนามัยให้แก่กลุ่มผู้เปราะบาง ผ่านทางมูลนิธิและองค์กรต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงและมีโอกาสเทียบเท่ากับบุคคลทั่วไป

ชป.สั่งโครงการชลประทานเฝ้าระวัง รับมือพายุฤดูร้อน

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน โดยมีผลกระทบในช่วงวันที่ 1 – 4 มีนาคม 2564 นั้น ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ดังกล่าว เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมไปถึงให้ติดตามตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หากเกิดฝนตกหนักหรือลมกระโชกแรงจนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทานและทรัพย์สินของทางราชการ จะต้องเข้าไปแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว รวมทั้งกำหนดเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแจ้งเตือนประชาชน ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และเครื่องผลักดันน้ำ เป็นต้น เข้าไปประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันที นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดียิ่งขึ้น

และ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง  ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน วางแผนเก็บกักน้ำไว้ในแหล่งน้ำธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้อสั่งการของ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน โดยเน้นย้ำให้ทุกโครงการเร่งดำเนินการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำให้แล้วเสร็จตามแผน และดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำต่างๆเพื่อเตรียมพร้อมรองรับน้ำฝนในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ พร้อมทั้งขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบัน (1 มี.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ  มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 41,542 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 17,612 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 10,652 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,262    ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,566 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 3,091 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของแผนฯ

CPF โชว์ความสำเร็จ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”​ ปลูกข้าวโพดรักษ์โลก สร้างรายได้ที่มั่นคง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ มุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน โชว์ความสำเร็จ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ช่วยเสริมแกร่งเกษตรกรทำการเกษตรแบบยั่งยืน และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรมีรายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตดีขึ้น พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์

ซีพีเอฟ ได้นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) มาใช้ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและลูกค้าว่า บริษัทฯ จัดหาวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ที่มาจากแหล่งปลูกที่ถูกกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และใช้วิธีการปลูกที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพื่อช่วยสนับสนุนเกษตรกรทำการเกษตรที่ดี ได้มีความรู้ในการเพาะปลูกถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพสูงได้มาตรฐาน พร้อมทั้งสนับสนุนเรื่องการรับซื้อผลผลิต ได้ราคาเป็นธรรม

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชน พัฒนาศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่การปลูกจนถึงการตลาด ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปลูกข้าวโพดให้เกษตรกรในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ สามารถทำการเพาะปลูกอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เสริมแนวทางการทำเกษตรแม่นยำ เพื่อช่วยให้ผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นและแน่นอน ผ่านการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน การใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพดิน การไม่เผาซัง รวมทั้งการเข้าไปรับซื้อผลผลิตใกล้กับแหล่งปลูก ลดภาระเกษตรกร ได้รับราคาขายที่โปร่งใส และเป็นธรรม

“ซีพีเอฟช่วยสนับสนุนเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการปลูก ใช้แนวทางเกษตรแปลงใหญ่ และเปิดจุดรับซื้อช่วยเกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดรับซื้อผลผลิตที่โปร่งใส และเป็นธรรม ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการพัฒนาการปลูกข้าวโพดมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อให้ได้ราคาขายที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง” นายวรพจน์กล่าว

สำหรับผลการดำเนินโครงการฯ​ ในปี 2563 ที่ผ่านมา เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ 9,554 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพด 242,220 ไร่ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ สูงขึ้นร้อยละ 22 จากปีแรกที่เริ่มโครงการ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงขึ้น 29,628 บาท การสนับสนุนการปลูกและการขายผลผลิตของเกษตรกรทั้งต้นทาง จนถึงปลายทาง ตั้งแต่ วิธีการปลูก จนถึง เปิดจุดรับซื้อใกล้กับแหล่งปลูก บนพื้นฐานการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูก พร้อมช่วยเหลือเงินพิเศษสำหรับเกษตรกรใช้รถเก็บเกี่ยวที่เข้าร่วมโครงการฯ และการนำผลผลิตมาขายกับจุดขายของบริษัทฯ

ในปี 2564 โครงการฯจะเน้นพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้สามารถปรับตัวรับกับกระแสโลก โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการไม่บุกรุกป่า ผ่านการส่งเสริมการเพาะปลูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งแต่ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดใช้ปุ๋ยและสารเคมี ส่งเสริมการนำตอซังข้าวโพดใช้ประโยชน์เต็มที่ ตั้งแต่การปรับปรุงคุณภาพดิน และอนุรักษ์สภาพดิน

นอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนการเป็นเกษตรอัจฉริยะ โดยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกที่ยั่งยืน โดยช่วยให้เกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำในการปลูกเพื่อช่วยเกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ยกระดับการเพาะปลูกของตน เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง และร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กลุ่มทรู โชว์แกร่ง รายได้ 1.3 แสนล. เติบโตทั้งมือถือและเน็ตบ้านดิจิทัลยังแข็งแกร่ง

0

นางสาว ยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงผลดำเนินงานของปี 2563 ว่า ปีที่แล้วเป็นปีที่ท้าทาย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่กลุ่มทรูยังเติบโตเหนืออุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในที่มีรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มสูงขึ้น

รวมทั้งธุรกิจบรอดแบนด์ก็มีรายได้เติบโต และฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นสูงกว่าตลาดเช่นกัน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มคุณภาพและระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจรของกลุ่มทรูยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล คลาวด์โซลูชั่นและวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล

พบว่าธุรกิจ Truemove H มีรายได้พิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน เป็น 80,100 ล้านบาทในปี 2563 สวนทางกับอุตสาหกรรมที่รายได้รวมของผู้ให้บริการรายอื่นลดลงร้อยละ 6 จากปีก่อน มีจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 5.41 แสนรายในไตรมาส 4 ขยายฐานผู้ใช้บริการรวมเป็น 30.6 ล้านราย

ส่วน True Online มีรายได้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อน เป็น 27,100 ล้านบาทในปี 2563 พร้อมจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 390,000 รายในปี 2563 ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ล้านราย เป็นผู้นำของตลาด

ขณะที่ True Visions มีรายได้จากการให้บริการ 10,700 ล้านบาทใน มีฐานลูกค้า 3.9 ล้านราย ปี 2563 โดยCOVID-19 ทำให้ทั้งรายได้และต้นทุนที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลง แต่รายได้จากการให้บริการของทรูวิชั่นส์เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 4 โดยเพิ่มขึ้นในอัตรา 4.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

และ True Digital Group เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของกลุ่มทรู ด้วยบริการและแพลตฟอร์มคุณภาพ อย่าง True id ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีฐานผู้ใช้งานสูงถึง 1.12 ล้านรายในปี 2563 สำหรับแพลตฟอร์มบนจอโทรทัศน์ กล่องทรูไอดี ทีวี ได้ไต่ระดับไปอีกขั้น ด้วยยอดขายสูงถึง 2.1 ล้านกล่อง

ทั้งนี้ ถือเป็นความแข็งแกร่งของกลุ่ม True ที่มีความหลากหลายของธุรกิจ และพยายามนำธุรกิจต่างๆ มาเชื่อมต่อเพื่อเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะฝั่ง True Digital Group ที่เป็นศูนย์กลางของบริการต่างๆ และในอนาคตธุรกิจนี้น่าจะเติบโตมากขึ้น

รู้เก็บรู้ออม : อยากเทรด OR ต้องทำไง…ถ้าถือเป็นใบหุ้น!!

0

ครั้งที่แล้ว “คุณนายพารวย” พาเกาะกระแส “หุ้นมหาชน” บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ (OR) ที่มีผู้จองซื้อและได้รับการจัดสรรหุ้น OR เป็น “ผู้ลงทุนหน้าใหม่” ซึ่งไม่เคยมีพอร์ตหรือบัญชีซื้อขายหุ้นมาก่อนมากถึง 1.44 แสนราย จากจำนวนผู้จองซื้อทั้งหมด 4.8 แสนราย

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้ที่ได้รับจัดสรรหุ้นที่ไม่มีพอร์ตซื้อขายหุ้น น่าจะเริ่มทยอย ได้รับ “หนังสือแจ้งผลการฝากหลักทรัพย์” กรณีที่กรอกข้อมูลในใบจองซื้อระบุว่า “เข้าบัญชี 600” หรือได้รับใบหุ้น กรณีที่กรอกข้อมูลในใบจองซื้อระบุว่า “ใบหุ้น” เนื่องจากบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ (TSD) ได้ทยอยส่งออกเอกสารให้ผู้ได้รับการจัดสรรหุ้นทางไปรษณีย์ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

แล้ว “ผู้ถือหุ้น OR” เหล่านี้จะต้องทำอย่างไรหากต้องการขายหุ้น!! เพราะหุ้น OR ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ผู้ที่รับเป็น “ใบหุ้น” หรือฝากเข้า “บัญชี 600” อาจจะยังไม่ได้ซื้อหรือขายหุ้น OR กันเลย

ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำข้อมูลคอนเทนต์ที่สำคัญ และน่าสนใจในหัวข้อ “อยากเทรด OR ต้องทำไง ถ้ารับเป็นใบหุ้น หรืออยู่ในบัญชี 600” เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://www.set.or.th  หน้า FAQs สำหรับผู้ถือหุ้น

แน่นอนสิ่งที่ทุกคนต้องทำก่อนอื่นเลยคือ เปิดพอร์ตบัญชีซื้อขายหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ เมื่อเปิดพอร์ตเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถแจ้งเพื่อนำ “ใบหุ้น” เข้าพอร์ต หลังจากนั้นก็จะเริ่มซื้อขายหุ้นผ่านพอร์ตของเราโดยตรงได้เลย

เช่นเดียวกับผู้ที่ถือฝากหุ้นเข้า “บัญชี 600” หลังเปิดพอร์ตซื้อขายหุ้นแล้ว ก็ให้กรอกแบบฟอร์มคำขอโอน/รับโอนหลักทรัพย์จากบัญชี 600 โดยมี Link ให้โหลดแบบฟอร์มในหน้าเว็บไซต์นี้ได้เลย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เหล่า “ผู้ลงทุนมือใหม่”

นอกจากนี้ ยังมีคำตอบสำหรับคำถามยอดฮิต อีกหลายประเด็นเกี่ยวกับหุ้น OR เช่น หากยังไม่ได้รับใบหุ้นต้องทำอย่างไร?? หรือแจ้งที่อยู่จัดส่งใบหุ้นผิดต้องทำอย่างไร?? และยังมีกรณีเมื่อได้หุ้นจอง OR แล้ว ข้อมูลผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร ลองเข้าไปหาคำตอบกัน!!

ปิดท้าย อย่าลืมว่าเมื่อมีบัญชีซื้อขายหุ้นของตัวเอง และได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนในตลาดหุ้นเต็มตัวแล้วอย่าลืมกลับไปเช็กลิสต์ “มือใหม่อยากลงทุนหุ้นกับ 4 สิ่งที่ต้องมี” ที่ “คุณนายพารวย” ได้แนะนำไปคราวที่แล้วมาทบทวนกัน คือ 1.ต้องมีบัญชีซื้อขายหุ้น 2.มีโปรแกรมหรือ แอปฯซื้อขายหุ้น 3.มีบัญชีรับเงินปันผล ที่สำคัญ 4.ต้องมีความรู้ก่อนเริ่มลงทุน!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : เปิด Timeline มือใหม่อยากลงทุนหุ้น!!

0

กระแสฟีเวอร์ “หุ้นมหาชน” บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) หุ้นค้าปลีกบริษัทลูกของ ปตท.ที่เพิ่งกระจายให้นักลงทุนและเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดหุ้นไทย มีประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมจองซื้อหุ้นตัวนี้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 5.3 แสนรายการ!! หักคนที่จองซ้ำหลายแบงก์แต่มีเลขบัตรประชาชนเดียวกันแล้วเหลือราว 4.8 แสนราย

ยังพบว่าในจำนวนคนที่จองซื้อและได้รับการจัดสรรหุ้นทั้งหมดนี้ เป็น “นักลงทุนหน้าใหม่” หรือเป็นผู้ที่ไม่เคยมีบัญชีพอร์ตซื้อขายหุ้นมาก่อนเลยมากถึง 30% ราว 1.44 แสนราย!! ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีความตื่นตัว และมองหาโอกาสในการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนต่อยอดเงินออม และการเริ่มลงทุนผ่านหุ้นที่ทำธุรกิจใกล้ตัวเป็นที่รู้จักจับต้องได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ!!

กระแสฟีเวอร์หุ้นโออาร์ครั้งนี้ น่าจะกระตุ้นให้อีกหลายคนสนใจและอยากเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แต่อาจไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมหรือยัง หรือต้องทำอย่างไรบ้าง?? “คุณนายพารวย” แนะนำให้เข้าไปในเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com ที่หน้าคลังความรู้ ซึ่งได้ให้เช็กลิสต์ “เปิด Timeline มือใหม่อยากลงทุนหุ้นกับ 4 สิ่งที่ต้องมี” ไว้ ดังนี้ 1.ต้องมีบัญชีซื้อขายหุ้น 2.มีโปรแกรมหรือแอปฯซื้อขายหุ้น 3.มีบัญชีรับเงินปันผล และที่สำคัญ 4.ต้องมีความรู้ก่อนเริ่มลงทุน!!

ที่หน้าเว็บนี้ เราจะสามารถเริ่มต้นลงมือทำทั้ง 4 อย่างได้เลย เพราะเขาได้อธิบายขั้นตอนง่ายๆพร้อมวาง Link ที่จะเชื่อมต่อเข้าไปทำธุรกรรมได้ทันที เริ่มจาก 1.มีบัญชีซื้อขายหุ้น ซึ่งปัจจุบันเปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ได้ง่ายนิดเดียวแค่มีสมาร์ทโฟน หรือกดตาม Link ที่ได้วางไว้ให้ โดยทำ 4 ขั้นตอนง่าย คือ 1.คลิกเข้าไปที่ “เปิดบัญชีเริ่มลงทุน” 2.เลือกเมนู “เปิดบัญชีหุ้น” และเลือกโบรกเกอร์ 3.กรอกข้อมูลตามขั้นตอนของโบรกเกอร์นั้นๆ 4.รอ e-mail ยืนยันอนุมัติเปิดบัญชี…เท่านี้เราก็จะมีบัญชีเพื่อเริ่มซื้อขายหุ้นได้แล้ว

2.มีแอปเทรดหุ้น คือ “แอปพลิเคชันสำหรับซื้อขายหุ้น” หรือ Settrade Streaming ที่จะมาเป็นตัวช่วย ในการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งการติดตามสภาวะตลาด ข้อมูลรายหุ้น และฟังก์ชันต่างๆที่จะช่วยให้เราลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.มีบัญชีรับเงินปันผล โดยสมัคร e-Dividend ซึ่งเป็นบริการของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการรับเงินปันผล หมดกังวลหมดปัญหาเช็คล่าช้าหรือสูญหายไม่ต้องเดินทางนำเช็คไปขึ้นเงิน ทำให้มีเวลาติดตามและศึกษาข้อมูลการลงทุนได้มากขึ้น

4.มีความรู้…สิ่งสำคัญและขาดไม่ได้คือ “ความรู้การลงทุน” แต่ไม่ต้องกังวลเพราะตลาดหลักทรัพย์ฯมีช่องทางติดตามอัปเดตความรู้การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ทั้งบทความ e-Book คลิปความรู้ โปรแกรมคำนวณทางการเงิน แถมยังมีคอร์สออนไลน์ครอบคลุมเนื้อหาการเงินการลงทุนกว่า 40 หลักสูตร ให้ได้เข้าเรียนกันฟรีๆ

“คุณนายพารวย” ได้นำ QR CODE เพื่อทำ 4 ขั้นตอนนี้มาไว้ให้แล้ว อ่านจบแล้ว มัวรออะไรลงมือกันเลยเจ้าค่ะ!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ชป.​หวั่นข้าวชาวนาขาดน้ำยืนต้นตาย​ พบปลูกเกินแผน 3 ล้านไร่

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกษตรกรที่มีการทำนาในช่วงฤดูแล้ง หลังผลสำรวจล่าสุดมีการทำนาปรัง ปี 2563/64 ทั่วประเทศ จำนวน 4.87 ล้านไร่ เกินแผนมากกว่า 2.97 ล้านไร่ หรือ 156.80% จากแผนการเพาะปลูกที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านไร่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีการทำนาเกินแผนแล้ว 2.786  ล้านไร่  จากที่ไม่ได้กำหนดให้มีการทำนาในฤดูแล้งแต่อย่างใด เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่มีน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนการทำนา เกษตรกรต้องใช้น้ำในแหล่งน้ำของตัวเองและแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ จากสถานการณ์น้ำที่จำกัดและการทำนาเกินแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายต่อนาข้าวใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีพื้นที่ทำนา 3.621 ล้านไร่ เฉพาะใน 4 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และนครศรีธรรมราช มีการทำนาปรังถึง 3.075 ล้านไร่  

สำหรับการทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในฤดูแล้ง ปี 2563/64 พบว่ามีการทำนาปรังเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ แม้ภาครัฐจะไม่สนับสนุนน้ำเพื่อทำนาปรัง โดยสัปดาห์ที่ 16 นับจาก พ.ย. 2563 มีการทำนาเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ 15 จำนวน 6,692 ไร่ หรือมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 836,662 ไร่ 

 “กรมชลประทานจึงขอความร่วมมือให้ชาวนาทำนาอย่างประณีต ไม่สูบน้ำเข้าไปเก็บในนาเกินความจำเป็น เพราะน้ำต้นทุนมีน้อย จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีการทำนาเกินแผน เนื่องจากสภาพน้ำต้นทุนมีจำกัด ประตูระบายน้ำและอาคารเชื่อมต่อที่ดูแลโดย อปท. และ อบจ. จะให้เปิดรับได้เฉพาะน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค เป็นครั้งคราว ลดการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ในแม่น้ำ ปิง น่าน เจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2563 – 30 เม.ย.2564”

นายประพิศ กล่าวว่า สำหรับปริมาณน้ำต้นทุน ฤดูแล้งปี 2563/64 ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 พ.ย. 2563 มีปริมาณน้ำต้นทุนเหลือ 25,857 ล้าน ลบ.ม. มีแผนจัดสรรในฤดูแล้ง จำนวน 17,122 ล้าน ลบ.ม. มีเหลือสำรองน้ำสำหรับต้นฤดูฝน 8,735 ล้านลบ.ม. สำหรับน้ำที่จัดสรรในฤดูแล้งนี้ จำนวน 17,122 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นการจัดสรรน้ำเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ เพื่ออุตสาหกรรม 392 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้ไปแล้ว 202 ล้าน ลบ.ม. หรือ 52% ของน้ำที่ได้รับจัดสรร เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 6,508 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้ไปแล้ว 3,840 ล้าน ลบ.ม. หรือ 59%ของน้ำที่ได้รับจัดสรร เพื่ออุปโภคบริโภค 2,572 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้ไปแล้ว 1,516 ล้าน ลบ.ม. หรือ59%ของน้ำที่ได้รับจัดสรร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 7,650 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้ไปแล้ว 4,548 ล้าน ลบ.ม. หรือ 59%ของน้ำที่ได้รับจัดสรร  

ณ วันที่ 23 ก.พ. 2564 คงเหลือปริมาณน้ำใช้การได้รวมในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก มีจำนวน 18,346 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 ถึง 23 ก.พ. 2564 จำนวน 10,106 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 59% ของ แผนฯ คงเหลือ ที่จัดสรรจากแผนฯ 7,016 ล้านลบ.ม. หรือ สัดส่วน 41% ของแผนฯ

ซีพีเอฟ หนุนอาเซียน วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-based รองรับเทรนด์อาหารในอนาคต

0

นางอรอนุช ทัพพสารดำรง รองกรรมการผู้จัดการด้านกฎระเบียบอาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า​ บริษัท​ ​ร่วมกับ โปรเว็ก เอเซีย (ProVeg Asia) สนับสนุนการแข่งขันนวัตกรรมอาหารจากพืชของอาเซียนปี 2564 (Asean Food Innovatioin Challenge 2021) เพื่อสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ให้คิดสร้างสรรค์อาหารในอนาคต โดยเฉพาะอาหารที่มาจากพืช

ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและวิจัยอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” โดยมีเป้าหมายผลิตอาหารปลอดภัยและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนมุ่งมั่นสร้างอาหารทางเลือกและส่งเสริมการเข้าถึงอาหาร โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มุ่งเน้นสุขโภชนาการ สุขภาพและสุขภาวะที่ดี ซึ่งปัจจุบันมากกว่า 30% ของผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกัน ในปี 2563 เด็ก เยาวชนและผู้บริโภค 1.3 ล้านคน ในประเทศไทย ได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงอาหารและเรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร โภชนาการและการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อให้การผลิตและการบริโภคมีส่วนร่วมบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในปีนี้ ซีพีเอฟ ร่วมกับผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลกและระดับภูมิภาคหลายราย ให้การสนับสนุน โปรเว็ก เอเซีย ซึ่งเป็นองค์กรวีแกนที่ไม่แสวงหากำไรและมีเป้าหมายในส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจัดการแข่งขันในระดับภูมิภาค (Food Innovation Challenge) ภายใต้แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่มาจากพืช “Plant-based innovation” มุ่งเน้นส่งเสริมนักศึกษา รวมทั้งนักวิจัยและพัฒนาอาหารรุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจ Startup ในอนาคต โดยมีมหาวิทยาลัย 20 แห่ง จาก 9 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลรวม 5,000 เหรียญสหรัฐ กำหนดส่งผลงานเข้าประกวดได้จนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2564 และจะมีพิธีประกาศรางวัลในเดือนมิถุนายน 2564 นี้

นางอรอนุช กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้กำหนดหัวข้อในการสร้างสรรค์นวัตกรรม คือ การพัฒนาโปรตีนจากพืชที่เป็นอาหารจานหลักในวิถีเอเซีย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองและวางแผนการเปิดตัวสินค้าให้ครบถ้วน ซึ่งบริษัทฯ จะร่วมเป็นโค้ชให้กับนักศึกษาที่เข้ารอบ โดยจะมีการประชุมออนไลน์ร่วมกัน เพื่อติดตามความคืบหน้า ให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมาย โดยแนวคิดที่เสนอในโครงการ อาจมีโอกาสพัฒนานำไปสร้างธุรกิจ Startup ในอนาคต เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างเครือข่ายธุรกิจของคนรุ่นใหม่ เกี่ยวกับโปรตีนทางเลือกในเอเซีย

“ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำ ซีพีเอฟ มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนศักภาพของประเทศตามหลักการ BCG Model: เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อร่วมผลักดันการส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน ในรูปแบบการพัฒนาโปรตีนทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งโปรตีนจากสัตว์ โปรตีนทางเลือก เช่น จากพืช จากแมลง ซึ่งโปรตีนเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญในทุกช่วงวัย”

ทั้งนี้ โปรเว็ก เอเซีย อ้างถึงรายงานของ World Economic Forum ว่าชนชั้นกลางในอาเซียนขยายตัวควบคู่ไปกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของการดูแลสุขภาพ รวมถึงการเพิ่มความต้องการของอาหารโปรตีนจากพืช ซึ่งเอเซีย-แปซิฟิค เป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะมีสัดส่วนการตลาดของอาหารโปรตีนจากพืชใหญ่ที่สุดของโลกในอนาคต การแข่งขันฯ ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนถ่ายนวัตกรรมที่ดีที่สุด ส่งผลดีต่อผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอาหารคุณภาพดีและโปรตีนทางเลือกจากพืชอย่างยั่งยืน