Home Blog Page 432

ครั้งแรกของโลก เอไอเอส พัฒนาแพลตฟอร์มจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย

0

นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ร่วมกับสถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ใช้เวลา 2 ปี ในการพัฒนาชุดข้อมูล (Dataset) จำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย (Speech Emotion Recognition หรือ THAI SER) ได้เป็นครั้งแรกของโลก ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ (Deep Learning) มาประยุกต์ใช้ในการประมวลผลสัญญาณเสียง ช่วยให้เข้าใจคุณลักษณะของเสียง ขึ้นแท่นเป็น SER ที่พัฒนาจาก Dataset ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยอันดับ1 และ2 เป็นภาษาอังกฤษ ที่พัฒนามาจากชุด Dataset เสียงจาก Podcast และ YouTube  ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

“ในปัจจุบัน เทคโนโลยี AI ด้านภาษา ถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในเรื่องการสร้างความเข้าใจลูกค้าในมุมมองด้านอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินสภาวะทางอารมณ์ของลูกค้า เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานบริการได้ดียิ่งขึ้น โดยพิจารณาจาก Customer insight ด้านอารมณ์ของลูกค้า ที่มาจากการให้บริการในด้านต่างๆ

ความร่วมมือระหว่างเอไอเอส และสถาบันฯ  ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อร่าง ecosystem ในแวดวง Deep Tech ในประเทศไทย ให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ทัดเทียมกับนานาชาติ มีบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เข้ามาร่วมทำงานสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันในเวทีโลก

ทั้งนี้ ชุดข้อมูล THAI SER สามารถจำแนกอารมณ์จากเสียงได้ 5 อารมณ์ ได้แก่ โกรธ / เศร้า / สุข /หงุดหงิด และปกติ โดยมีความแม่นยำอยู่ที่ 70% และมีความพร้อมที่จะใช้งานสูงถึง 80% ส่วนที่เหลืออีก 20% เพื่อให้แบบจำลองพื้นฐาน มีผลการวิเคราะห์ที่ความแม่นยำสุงสูงขึ้น และพร้อมใช้งานในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงขององค์กรต่างๆ ที่จะต้องพัฒนาตามแต่ละบริบทต่อไป ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี ชุดข้อมูลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย หรือ THAI SER ไปใช้งานจริง ได้แก่

  1. การวิเคราะห์อารมณ์ของลูกค้า จาก ‘เสียงพูด’
  2. การจัดลำดับการให้บริการลูกค้า จาก ‘อารมณ์’ ของลูกค้า
  3. มอบหมายสายลูกค้าให้กับ CSR ตามความสามารถในการรับมืออารมณ์ต่าง ๆ
  4. ฝึกสอน และเตรียมความพร้อมให้กับ CSR ในการปฏิบัติงานจริง
  5. ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าใจสถานการณ์ และเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย

โดยชุดข้อมูลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย หรือ THAI SER พร้อมแล้วที่จะให้นักพัฒนา, กลุ่ม Startup, ผู้ประกอบการ SME, ผู้ให้บริการ และองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และนำแพลตฟอร์มนี้ไปต่อยอดในการออกแบบแอปพลิเคชันหรือโซลูชั่นต่างๆ ที่รองรับ AI ภาษาไทยมากขึ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยเข้าไปที่เว็บไซต์https://airesearch.in.th ได้แล้วตั้งแต่วันนี้

ทิพยประกันภัย ห่วงใยสวัสดิภาพเด็ก มอบหมวกนิรภัยให้นักเรียน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บมจ.ทิพยประกันภัย โดยนายโกสนธ์ พิศภา ผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมรถยนต์ พร้อมทีมงาน TIP ZONE และทีม TIP SMART ASSIST ร่วมกับนางสาวภาวนา ใจเสงี่ยม ผู้อำนวยการ และนางสาวอรชา มุ้ยเสมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ เขตยานนาวา จัดโครงการ “ทิพยประกันภัย ห่วงใยสวัสดิภาพนักเรียน

โดยได้มีการมอบหมวกนิรภัย จำนวน 500 ใบให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดช่องนนทรี ซึ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างวินัยในการจราจรและสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับเยาวชน โดยมี นายฐิรวิชญ์ กิตติคุณปกรณ์ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดช่องนนทรี รับมอบ ณ โรงเรียนวัดช่องนนทรี สำนักงานเขตยานนาวา

“ประจักษ์เป็ดย่าง” ร้านดังย่านบางรัก สูตรเด็ดความอร่อยกว่า 100 ปี

0

ย่านบางรัก เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ถนนสายแรกของเมืองไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาล 4 นับเป็นย่านที่มีการสัญจรไปมาของผู้คนหนาแน่น มีสถานที่สวยๆ ที่ซ่อนอยู่ตามซอกซอย ให้เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารมากมายเรียงรายอยู่ริมถนน ถือเป็นจุดเด่นของย่านนี้อีกด้วย 

“ร้านประจักษ์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ ประจักษ์เป็ดย่าง เป็นร้านอาหารเก่าแก่ตำนานโอชา 112 ปี ย่านบางรัก ปัจจุบันส่งต่อกิจการมาถึงรุ่นที่ 4 วันนี้ “เฮียสงวน” หรือ ร.อ.สงวน มหาสิริมงคล เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 มาเปิดใจถึงที่มาของร้านและเคล็ดลับความอร่อย ที่ได้ลองแล้วต้องติดใจ 

“เฮียสงวน” หรือ ร.อ.สงวน มหาสิริมงคล เจ้าของร้านรุ่นที่ 3

เนื้อเป็ดชิ้นหนานุ่ม ติดกับหนังเป็ดกรอบ มีกลิ่นของเครื่องเทศโชยเข้าจมูก ส่วนหมูกรอบ เป็นอีกหนึ่งความอร่อย เนื้อหมูชิ้นหนา ชั้นเนื้อสลับกันมัน ทั้ง 2 เมนู ทานคู่กับน้ำราดสูตรพิเศษของร้าน ทำให้เนื้อเป็ดและหมูกรอบมีความฉ่ำยิ่งขึ้น ถือเป็นความอร่อยเฉพาะของทางร้าน  

เฮียสงวนเล่าถึงที่มาของร้านว่า แรกเริ่มคุณตาเดินทางจากเมืองจีนมาเปิดแผงลอยอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ลงเงินร่วมกับพี่น้องเซ้งตึกนี้ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 เปิดเป็นภัตตาคารขายอาหารจีนชุด มีเมนูต่างๆ รวมถึงบะหมี่เกี๊ยวเป็ด ด้วยยุคสมัยสังคมขยาย จึงปรับรูปแบบเป็นอาหารจานเดียว ขายบะหมี่ ราดหน้า ข้าวผัด 

“เดิมคุณตาเคยทำงานในร้านอาหารที่กวางเจาและฮ่องกง จึงมีสูตรการย่างเป็ดติดตัวมา ช่วงแรกรสชาติเป็นแบบจีนแท้ พอคุณพ่อมารับช่วงต่อได้ปรับสูตรให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น เสริมเครื่องเทศไทย อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม ใบมะกรูด แต่ก็ยังคงสูตรหลักที่มีเต้าเจี้ยวไว้เหมือนเดิม” เฮียสงวน กล่าว 

เฮียสงวน เล่าต่อว่า สิ่งสำคัญของร้านคือ ต้องเลือกวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นความสด สะอาด จึงเลือกเป็ดและหมูของซีพีเอฟ เพราะได้มาตรฐาน คุณภาพดี ปลอดภัยจากสารต่างๆ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ก่อนหน้านี้เคยลองซื้อของเจ้าอื่นๆ เมื่อมาเปรียบเทียบแล้ว คุณภาพต่างกันมาก ทั้งความหนาและความฉ่ำของเนื้อ ซีพีเอฟตอบโจทย์ได้ทั้งหมด 

ร้านประจักษ์เป็ดย่าง มีเมนูอาหารหลากหลายให้เลือกทาน แต่ที่พลาดไม่ได้คือ ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เป็ดย่าง บะหมี่เกี๊ยวหมู บะหมี่หมูแดง และข้าวเฉโป (ประกอบด้วย เป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ขาหมู และกุนเชียง) ซึ่งราคาไม่แรงอย่างที่คิด เริ่มต้นที่ 40-120 บาท รับรองว่าทานคุ้มอิ่มครบทุกเมนูแน่นอน การันตีด้วยรางวัลกรุงเทพเมืองอาหารปลอดภัย Trip Advisor และ True ชวนชิม เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00 – 22.00 น. 

การเดินทางมาร้านประจักษ์เป็ดย่างสะดวกและมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งรถสาธารณะ รถไฟฟ้าบีทีเอส (สายสีลม) ลงสถานีสะพานตากสิน เดินประมาณ 300 เมตร ร้านจะตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรบินสัน สาขาบางรัก รถเมล์สาย 1, 15, 35, 75, 77, 163, 504 และเรือด่วนเจ้าพระยาทุกสาย ลงที่ท่าสาทร (สะพานตากสิน) หรือเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดรถได้ที่โรบินสันฯ หรืออยากทานที่บ้านง่ายๆ เพียงสั่งผ่านแอปพลิเคชัน Grab LINE MAN และ Robinhood นอกจากนี้ ร้านยังมีบริการ Drive Thru โดยสั่งอาหารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ Facebook : Ped Prachak เว็บไซต์ www.prachakrestaurant.com และ โทร. 02-234-3755, 083-910-1444 สามารถขับรถและแวะจอดรับสินค้าที่หน้าร้านได้เลย 

ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ร้านประจักษ์มีมาตรการตรวจวัดอุณหภูมิและเจลแอลกอฮอล์ พร้อมกับเข้มงวดพนักงานต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัยของทุกคน 

เฮียสงวน กล่าวถึงหัวใจของการดำเนินธุรกิจที่ร้านประจักษ์เป็ดย่างยึดถือและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 4 กว่า 100 ปี ว่า สิ่งแรกที่ต้องเน้นคือ ความสะอาด วัตถุดิบมีคุณภาพตั้งแต่นำเข้ามาจนถึงมือลูกค้า ลูกค้าต้องได้รับของที่ดี การที่เราเลือกผลิตภัณฑ์จากซีพีเอฟ เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐาน สด สะอาด ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ราคาต้องเหมาะสมเข้าถึงทุกกลุ่มคน สุดท้ายคือการบริการด้วยความใส่ใจและตั้งใจ เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ

เมืองไทยประกันชีวิต จัดพิธีสักการะเจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้ากวนอู ฉลองเชิดมังกรชมพู

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยนายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ นางยุพา ล่ำซำ นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี  โมกขะเวส รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายภูมิชาย ล่ำซำ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมจัดพิธีสักการะองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม และเทพเจ้ากวนอู เชิดมังกรชมพู เฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2564 เพื่อแสดงความเคารพกราบสักการะองค์เทพและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลตลอดปี โดยมี นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป และกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมด้วย ณ สวนสุขภาพเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก

ทั้งนี้ ภายในงาน เริ่มลำดับพิธีด้วยคณะผู้บริหารอัญเชิญเทพฯ มา ณ ปรำพิธี ถวายเครื่องสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม และเทพเจ้ากวนอู ตามด้วยคณะผู้บริหาร ผู้มีเกียรติร่วมงาน และพนักงาน ร่วมสักการะองค์เทพ และการแสดงเชิดมังกรชมพู ปิดท้ายด้วยคณะผู้บริหาร ผู้มีเกียรติ และพนักงานร่วมพิธีลอดใต้ท้องมังกรชมพู

CPF ร่วมกับมูลนิธิ LPN ยื่นมือช่วยแรงงานต่างชาติ ฝ่าวิกฤติโควิดต่อเนื่อง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)  ส่งมอบความช่วยเหลือแก่แรงงานข้ามชาติให้สามารถดำรงชีวิตสู้วิกฤตโควิดได้ โดยส่งมอบไข่ไก่สด 30,000 ฟอง จากโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” สำหรับนำไปจัดทำถุงยังชีพเพิ่มเติม ช่วยเหลือพี่น้องแรงงานต่างชาติได้มีอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอและสามารถผ่านวิกฤต โดยมีนายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิ LPN เป็นผู้รับมอบจาก นายศรกฤษณ์ วัตตศิริ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ที่สำนักงานมูลนิธิฯ ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี   

นายสมพงค์ กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่จะคลี่คลายขึ้นแล้ว แต่ยังมีกลุ่มคนประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความยากลำบากต้องการความช่วยเหลือ เพราะขาดแคลนรายได้ ยังไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากสถานประกอบการหลายแห่งที่ชะลอการจ้างงาน ตลอดจนหยุดหรือปิดกิจการ มูลนิธิ LPN จึงยังดำเนินการโครงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พี่น้องแรงงานต่างชาติต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือที่ดีจากพันธมิตรต่างๆ อย่าง ซีพีเอฟ ในการสนับสนุนอาหารและไข่ไก่สด เพื่อให้มูลนิธิฯ จัดทำเป็นถุงยังชีพสำหรับนำไปแจกจ่ายให้พี่น้องแรงงานต่างชาติในพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้ง ผู้ที่อยู่ในจังหวัดตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ และตาก เพื่อให้กลุ่มคนเปราะบางในสังคมไทยได้รับการดูแลอย่างเสมอภาคและทั่วถีงมากที่สุด  สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง และปลอดภัย   

โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ที่ซีพีเอฟดำเนินตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี เพื่อช่วยเหลือสังคมให้ผ่านพ้นความยากลำบาก โดยนำความเชี่ยวชาญของการเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำ ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และ NGO ส่งมอบอาหารปลอดภัยอย่างเพียงพอให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มคนเปราะบางในสังคมไทยตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน  

นับตั้งแต่มีการระบาดระลอกใหม่ ซีพีเอฟ ได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิ LPN ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรที่ดีและมีศักยภาพในการเข้าถึงพี่น้องแรงงานต่างชาติในพื้นที่ต่างๆ  โดยมอบ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานของซีพีเอฟ จำนวน 30,800 แพ็ค และไข่ไก่สด รวมทั้งสิ้น 40,000 ฟอง ไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องแรงงานข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง  

ทั้งนี้ CPF และเครือซีพี ได้ส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนอาหารทีมแพทย์ พยาบาล กลุ่มแรงงานต่างชาติและกลุ่มเปราะบางแล้วหลายครั้ง อาทิ มอบอาหารพร้อมทานให้ทีมแพทย์ใน 15 โรงพยาบาลใน 6 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด โรงพยาบาลสนาม “ศูนย์ห่วงใยคนสาคร”   มอบอาหาร และหน้ากากอนามัยซีพี ให้แรงงานต่างชาติและคนกลุ่มเปราะบาง ผ่านกรุงเทพมหานคร ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. รวมถึงสถานทูตเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม เป็นต้น

มูลนิธิเชฟแคร์ส จับมือกรมพินิจฯ – มสธ.- PIM ร่วม “สานฝันปั้นเชฟ” สร้างคนดีคืนสังคม

0
มาริ ษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส

นางมาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส เปิดเผยว่า มูลนิธิได้ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารเพื่อการพัฒนา (CCDKM) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ดำเนินโครงการสานฝันปั้นเชฟ (Chef Cares Dream Academy) มอบ “โอกาส” ให้เยาวชนที่เคยหลงผิดและเยาวชนด้อยโอกาส รวม 12 คน ได้เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนได้ฝึกงานจริงกับเชฟมืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของประเทศ ควบคู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองภายใต้การดูแลของนักจิตวิทยา เพื่อประกอบอาชีพเชฟตามความฝันของตน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ มูลนิธิเชฟแคร์ส

โครงการนี้เป็นการต่อยอดเรื่องการทำอาหารให้กับเด็กๆที่มีความฝันอยากเป็นเชฟแต่ขาดโอกาสทางการศึกษา มูลนิธิเชฟแคร์สซึ่งดำเนินกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร จึงต้องการสานฝันให้เด็กๆ ได้มีโอกาสที่ดี มีอาชีพที่มั่นคง

“เป็นความตั้งใจที่จะให้โอกาสกับเด็กด้อยโอกาสกลุ่มนี้ได้มีอาชีพที่ดี โดยโครงการจะให้ทั้งความรู้และการบ่มเพาะแนวคิดด้านบวกให้เขากลับตัวได้และมีงานทำ น้องๆทุกคนจะได้รับแรงบันดาลใจจากท็อปเชฟที่เขาได้ใกล้ชิด และจะเป็นคนคุณภาพกลับคืนสู่สังคมได้ในที่สุด” นางมาริษากล่าว

ทั้งนี้ มูลนิธิเชฟแคร์ส เป็นผู้ให้ทุนการศึกษา โดยมีสมาชิกเชฟแคร์ส อาทิ นายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) นายณัฏฐพล ภวไพบูลย์ (เชฟนิค) เชฟแอนดี้ ยัง (เชฟแอนดี้) ซึ่งล้วนเป็นเชฟระดับแนวหน้าของประเทศ หมุนเวียนกันเข้าร่วมเป็นอาจารย์พิเศษ สอนเทคนิคการปรุงอาหารและการดำเนินชีวิตเพื่อเป็น Role Model ให้เด็กๆ อันจะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจและมีความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพเชฟได้ในอนาคต ตลอดจนรับเด็กเข้าฝึกงานจริงในร้านอาหารของเชฟแต่ละท่าน ขณะเดียวกันมูลนิธิฯยังได้รับเกียรติจาก ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ Co-Founder Robb Report Thailand นักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เข้ามาเป็นจิตอาสาร่วมพัฒนาและสานฝันให้เยาวชนทุกคนได้บ่มเพาะทัศนคติเชิงบวกและความภาคภูมิใจในตนเอง พร้อมๆกับการพัฒนาศักยภาพของตน

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรมได้คัดเลือกเยาวชนที่มีความประพฤติดี ใกล้พ้นโทษ และรักการปรุงอาหาร จำนวน 6 คน จากศูนย์ฝึกและอบรมฯบ้านกรุณา, บ้านปรานี และบ้านอุเบกขา ให้เข้าร่วมโครงการสานฝันปั้นเชฟ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่ดีมาก ในการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นเชฟหรือผู้ประกอบการอาหารในอนาคตหลังจากได้รับการปล่อยตัว สิ่งนี้จะช่วยให้เขาไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ นับเป็นโครงการที่จะสามารถปั้นคนดีมีคุณภาพให้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

ด้าน รศ.ดร.กมลรัฐ อินทรทัศน์ ผู้อำนวยการศูนย์ CCDKM กล่าวว่า เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจาก CCDKM จำนวน 6 คน เป็นเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลที่รักการทำอาหาร ทุกคนเขียนบรรยายถึงความฝันในการเป็นเชฟอย่างน่าประทับใจ และโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่เด็กทุกคนได้รับจาก มูลนิธิเชฟแคร์สในครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น และมีอนาคตที่สวยงาม

รศ.ดร.เปรมฤทัย แย้มบรรจง รองคณบดี คณะการจัดการธุรกิจอาหาร และรักษาการรองผู้อำนวยการ PIM FOOD ACADEMY กล่าวว่า สถาบันออกแบบหลักสูตรเป็นพิเศษสำหรับน้องๆในโครงการ โดยมีระยะเวลาศึกษา 5 เดือน แบ่งเป็นการเรียนรู้ในภาคทฤษฎีกับปฏิบัติ เป็นเวลา 2 เดือน ณ สถาบันสอนอาหารและการจัดการธุรกิจอาหาร (PIM Food Academy) และอีก 3 เดือน จะเป็นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ ร้านอาหารของเชฟระดับแถวหน้าของเมืองไทย (Top Chef ) โดยที่เยาวชนทุกคนมีโอกาสได้รับการจ้างงาน ทั้งจากร้านอาหารของ Top Chef และ/หรือ ธุรกิจอาหารของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตลอดจนสามารถเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารของตนเองได้ในอนาคต

ทั้งนี้ PIM Food Academy เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดียวกันกับโครงการสานฝันปั้นเชฟของมูลนิธิเชฟแคร์ส ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย

เชฟแคร์ส เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เพื่อส่งมอบความห่วงใยแทนคำขอบคุณให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์โควิด-19 ผ่านเมนูอาหารกลางวัน ที่รังสรรค์โดยเชฟยอดฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยหมุนเวียนกันเสิร์ฟเมนูรสชาติดีมีคุณค่าทางโภชนาการ และได้ต่อยอดสู่การจัดตั้ง “มูลนิธิเชฟแคร์ส์” ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมศาสตร์แห่งอาหารไทยที่ปรุงด้วยความพิถีพิถัน ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลก และจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนที่รักการปรุงอาหารได้เรียนรู้และเติบโตเป็นเชฟระดับแนวหน้าเช่นเดียวกับเชฟแคร์ส์ต้นแบบ โดย เชฟแคร์ส ยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ที่จะต่อยอดการทำความดีเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยการเตรียมรังสรรค์เมนู “อาหารสุขภาพ” ในรูปแบบอาหารนานาชาติ โดยปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพที่มีรสชาติอร่อยล้ำจากฝีมือสุดยอดเชฟชั้นนำของเมืองไทย สำหรับจัดจำหน่ายแก่ผู้รักสุขภาพ โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปสร้างประโยชน์เพื่อสังคมต่อไปไม่สิ้นสุด

เตือนภัย ระวังช่อง AIS PLAY ปลอมบนยูทูป

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการ แอปพลิเคชั่น AIS PLAY และ กล่อง AIS PLAY BOX วีดีโอแพลตฟอร์ม ที่เป็นช่องทางรับชมคอนเทนต์ความบันเทิง เช่นรายการแข่งขันฟุตบอลแมตช์สำคัญต่างๆ แจ้งเตือนว่า พบมีกลุ่มมิจฉาชีพสร้างช่อง AIS PLAY ปลอมบนแอปพลิเคชั่นยูทูป (YouTube) ขึ้น ในชื่อ AIS PLAY TV  ซึ่งหากประชาชนเข้าใจผิดกดใช้งานเข้าไปชมคอนเทนต์ อาจเสี่ยงทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพ หรือ มีส่วนกับการเผยแพร่คอนเทนต์ผิดลิขสิทธิ์ได้

ทางเอไอเอส จึงขอให้ระมัดระวังและตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนกดเข้าชมทุกครั้ง  โดยช่อง ที่ถูกต้องบน YouTube จะใช้ชื่อ AIS PLAY ไม่ใช่ AIS PLAY TV ทั้งนี้ขอแนะนำให้ดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น AIS PLAY ที่ถูกต้อง ทั้งบน play store และ apple store เพื่อการรับชมคอนเทนต์คุณภาพ มีลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องและหลากหลาย

สิงห์อาสา ประกาศภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผนึกกำลังเครือข่ายทั่วประเทศ

0
ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

นาย ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า “สิงห์อาสา” โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ประกาศเดินหน้าภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในวาระครบรอบ 10 ปีสิงห์อาสา ประสานความร่วมมือเครือข่ายสิงห์อาสาทั้งหมดที่กระจายอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงมือทำจริง 4 โครงการ ทั้งต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และ ความยั่งยืน โดยครอบคลุมภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และใต้ เริ่มต้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ระดมพลังเครือข่ายปกป้องผืนป่าต้นน้ำ

“ทุกวันนี้ปัญหาทรัพยากรน้ำไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของโลกที่ทุกคนต้องช่วยกัน สำหรับในประเทศไทยแล้วปัญหา ”น้ำ” ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก ทั้งน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตร น้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ด้วยเหตุนี้ในโอกาส 10 ปีสิงห์อาสา เรามีความตั้งใจที่จะรวมพลังเครือข่ายทั้งหมดที่เรามี ทั้งเครือข่ายบริษัทในเครือบุญรอดฯ และเครือข่ายภายนอกทั้งกลุ่มของสถาบันการศึกษา อาสากู้ภัย และส่วนราชการต่างๆ ช่วยผลักดันภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำผ่าน 4 โครงการ โดยทั้งหมดจะลงมือทำในปีนี้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งการดูแลป่าต้นน้ำในเขตจังหวัดภาคเหนือ การดูแลแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคในจังหวัดภาคอีสาน การดูแลสายน้ำในจังหวัดภาคกลาง และการลดปัญหาขยะลงสู่ทะเลในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้เพื่อสร้างความยั่งยืน ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะทำคู่ขนานกันกับภารกิจหลักที่กลุ่มสิงห์อาสาดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติเร่งด่วนต่างๆ รวมทั้งโครงการสร้างงานสร้างอาชีพบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหา Covid-19 ตามที่บริษัทฯได้ประกาศไว้”

นายปิติ กล่าวว่า โครงการ 10 ปี สิงห์อาสา กับการดูแลทรัพยากรน้ำ จะเริ่มด้วยการดูแลพื้นที่ “ต้นน้ำ” ในเขตภาคเหนือ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” โดยร่วมกับ บริษัท เชียงใหม่ เบเวอเรช จำกัด, บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคเหนือ 10 สถาบัน พร้อมด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลป่าต้นน้ำ ป้องกันการเกิดไฟป่า โดยจะจัดกิจกรรมทำแนวกันไฟป่า อบรมให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นในการเตรียมรับมือกับปัญหาไฟป่า และสร้างฝายต้นน้ำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำใช้ตลอดปี

ต่อด้วยโครงการ “สิงห์อาสา แหล่งน้ำชุมชน” ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยร่วมกับ บริษัท ขอนแก่น บริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท มหาสารคาม เบเวอเรช จำกัด และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคอีสาน 16 สถาบัน ร่วมบริหารจัดการน้ำในชุมชนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงใช้ในการเกษตร ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง สร้างธนาคารน้ำสิงห์แก้ปัญหาเรื่องน้ำบริโภค และนำองค์ความรู้เรื่องการขุดบ่อน้ำชุมชน สร้างธนาคารน้ำใต้ดินมาถ่ายทอดให้ประชาชน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้อย่างยั่งยืน

ด้านการดูแล “สายน้ำ” ในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ร่วมกับ บริษัท วังน้อย เบเวอเรช จำกัด, บริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด บริษัท บุญรอดเอเซีย เบเวอเรชจำกัด, บริษัท สิงห์ เบเวอเรช จำกัด, บริษัท สามเสน บริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานกู้ภัย และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคกลาง 10 สถาบัน ทำโครงการ “สิงห์อาสา ฟื้นฟูสายน้ำ” แก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยน้ำเสียและทิ้งขยะลงในแหล่งน้ำ ทำให้ไม่สามารถนำน้ำมาใช้อุปโภคได้ และส่งผลกระทบต่อปัญหาน้ำท่วม เป็นโครงการที่มุ่งเน้นในการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ โดยจะมีกิจกรรมเก็บขยะร่วมกับคนในท้องถิ่น รักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลองก่อนไหลลงสู่ทะเล

และปิดท้ายด้วยโครงการ “สิงห์อาสา ซี ยู สตรอง” สร้างความยั่งยืนให้ทะเลไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ร่วมกับ บริษัท สุราษฎร์ธานี เบเวอเรช จำกัด,  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคใต้และตะวันออก 12 สถาบัน ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยจะมีกิจกรรมเก็บขยะ สร้างแนวปะการังเทียม ปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนในท้องถิ่นตนเองเพื่อการพัฒนาทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สิงห์อาสา เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของพนักงานบุญรอดฯ เมื่อปี 2554 ในช่วงเกิดมหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศไทยในรอบ 70 ปี จากปณิธานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมของ “พระยาภิรมย์ภักดี” จนปัจจุบันขยายสู่กลุ่มนิสิตนักศึกษาทั้งคนไทยและต่างชาติ เครือข่ายสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงมูลนิธิอาสา หน่วยงานราชการต่างๆ โดยถือเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ที่พร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง

FSMART พบนักลงทุน เผยแผนทุ่มงบ 500 ล้าน พร้อมดันตู้บุญเติมเป็นธนาคารชุมชน

0
ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และ ธีมนัส เกียรติเดชปัญญา (ซ้าย) ผู้อำนวยการสายการเงินและบัญชี บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ผู้บริหารบมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) โดยนายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ และนายธีมนัส เกียรติเดชปัญญา ผู้อำนวยการสายการเงินและบัญชี เข้าร่วมงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day) เพื่อนำเสนอข้อมูลงบการเงินปี 2563 และแผนการดำเนินงานปี 2564

ทั้งนี้ FSMART ได้วางเป้าหมายยอดใช้งานบริการทางการเงินเพิ่ม 30% จากปีก่อน โดยมีแผนเปิดตัวตู้ถอนเงิน Mini ATM ผลักดันตู้บุญเติมให้มีบริการทางการเงินครบวงจร ฝาก-โอน-ถอน-เปิดบัญชี และการให้สินเชื่อ พร้อมเพิ่มพันธมิตรตัวแทนธนาคารทั้ง Bank และ Non-bank รวมถึงมุ่งขยายฐานลูกค้าคนไทยและต่างด้าว

นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดช่องทางและบริการใหม่ รวมทั้งติดตั้งตู้รูปแบบใหม่อีก 5,000 ตู้ ภายใต้งบลงทุน 500 ล้านบาท และยังเดินหน้าขยายตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ทุกรูปแบบรวม 10,000 จุด มุ่งเน้นขยายคาเฟ่อัตโนมัติที่สามารถชงกาแฟและเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นได้มากกว่า 80 เมนู ในทำเลคุณภาพที่หลากหลาย รวมทั้งจัดกิจกรรมทางการตลาดผ่านแคมเปญ “บุญเติม รีวอร์ด” ต่อเนื่องทั้งปี  ตั้งเป้ายอดเติมบริการรวมปีนี้เติบโต 20%

คัดมาให้ 13 หุ้น PE ต่ำ น่าลงทุน ปลอดภัย รับ Bond yield พุ่ง

0
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

“ทรีนีตี้” แจกคัมภีร์ลงทุนหุ้นเดือน มี.ค.คัด 7 กลุ่ม 13 หุ้นปลอดภัยรับ Bond yield ขาขึ้น แนะกลยุทธ์ขึ้นขาย-ลงซื้อตามกรอบ ประเมินแนวต้านสำคัญที่ 1,540 จุด ส่วนแนวรับแรกมองที่ 1,480 จุด และแนวรับสำคัญมองที่ 1,450 จุด ครึ่งเดือนหลังถึงเวลาพิจารณาหุ้นขนาดใหญ่ หลังประมาณการ EPS  ทรงตัวได้ และแรงขายปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติเตรียมจบลง

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยทิศทางการลงทุนเดือน มี.ค.ว่า มองว่าตลาดหุ้นไทยจะผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเติบโตเช่น สหรัฐฯ และเอเชียเหนือ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ Sensitive ต่อการปรับเปลี่ยนของ Bond yield  

 “ดัชนีที่แนวรับ 1,450 – 1,480 จุด จะเป็นบริเวณดัชนีที่สามารถเข้าซื้อเพื่อรองรับกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ภายนอกได้ โดยเฉพาะประเด็นการปรับตัวสูงขึ้นของ Bond yield ทั่วโลก ในขณะเดียวกัน ประเมินแนวต้านสำคัญของดัชนีในเดือนนี้ที่ 1,540 จุด ซึ่งจะเป็นระดับที่ทำให้ค่า Earning yield gap     ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงสู่ระดับ -1SD สะท้อนถึงความตึงตัวในมิติ Valuation หากเห็นระดับดังกล่าว แนะนำเน้นขายทำกำไรออกมาก่อน”

สำหรับธีมการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์  Bond yield พุ่งแรง และคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้น แนะนำลงทุนใน ธีม Reflation / Recovery / Reopening โดยจะต้องเป็นหุ้นที่ยังคงซื้อขายด้วย Valuation (PE) ในระดับต่ำด้วย เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีค่า Earning yield gap ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย จึงสามารถทนทานต่อความเสี่ยงที่ Bond yield อาจปรับสูงขึ้นอีก

ทั้งนี้หุ้นที่น่าสนใจใน 7 กลุ่ม 13 หุ้น มีดังนี้

  • 1.กลุ่ม Hard commodities หุ้นที่เลือกคือ  PTTGC, TOP, SPRC, ESSO
  • 2.กลุ่ม Soft commodities หุ้นที่เลือกคือ STA 
  • 3.กลุ่มธนาคารหุ้นที่เลือกคือ KBANK, BBL  
  • 4.กลุ่มอาหารหุ้นที่เลือกคือ  CPF, TU 
  • 5.กลุ่มอสังหาฯ หุ้นที่เลือกคือ AP, ORI  
  • 6.กลุ่มเดินเรือ หุ้นที่เลือกคือ RCL
  • 7.กลุ่มสินค้า Consumer หุ้นที่เลือกคือ STGT

“Bond yield ที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น เรายังคงมุมมองเป็นกลางและไม่ได้เป็นกังวลมากนัก เนื่องจากความผันผวนที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบหลายช่วงในอดีต ส่วนคาดการณ์เงินเฟ้อสหรัฐ ฯ        ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวลต่อการเข้มงวดนโยบายการเงินของ Fed เช่นกัน จึงมองเหตุการณ์ปัจจุบันยังคงห่างไกลกับสภาวะ Bond shock ในอดีต ที่มักมาพร้อมกับการปรับฐานของตลาดหุ้นครั้งใหญ่ ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในหุ้นยังคงเป็นสิ่งที่ดำเนินต่อไปได้ ตราบใดที่ Bond yield สหรัฐฯ รุ่น 10  ปียังปรับขึ้นไม่ถึงระดับ 2.0% และคาดการณ์เงินเฟ้อ 10 ปี ของสหรัฐฯ  ยังไม่แตะระดับ 2.5%”

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.นี้ น่าจะเริ่มเป็นช่วงเวลาที่ดีของหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากปรับตัว Underperform หุ้นขนาดกลาง-เล็ก มาตลอดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติน่าจะเริ่มหมดลง หลังผ่านพ้นการปรับตะกร้าของดัชนี FTSE ที่มีการลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ ประกอบกับในแง่ของปัจจัยพื้นฐานเริ่มเห็นประมาณการกำไรของหุ้นใหญ่ทรงตัวได้แล้ว จึงเป็นที่มาที่หุ้นแนะนำส่วนใหญ่ประจำเดือนนี้ค่อนข้างโน้มเอียงไปยังหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า