Home Blog Page 431

ซีพีเอฟ เชิญ ‘หมอยง’ เสริมความรู้เรื่องโควิด-19 ให้พนักงาน ตอกย้ำผู้ผลิตอาหารปลอดภัย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด มหาชน หรือ ซีพีเอฟ จัดกิจกรรมเสริมความรู้ให้พนักงาน โดยได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายความรู้ “ไขข้อสงสัยเรื่อง โควิด-19 รู้อย่างเข้าใจ ใช้ชีวิตในวิถีใหม่ห่างไกลโควิด-19” ในรูปแบบ e-learning เพื่อให้ข้อมูลทุกแง่มุมเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นกำเนิด สาเหตุ อาการ แนวทางในการปฏิบัติตนในการป้องกันการแพร่ระบาด มาตรการป้องกันของสถานประกอบการ รวมถึงเพิ่มความเชื่อมั่นเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิด เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและทำงานอย่างปลอดภัย รับกับวิถีนิวนอร์มอล

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ กล่าวว่า ไวรัสโควิด-19 จะถูกทำลายด้วยความร้อน เปลือกของเชื้อไวรัสเป็นไขมัน ทำลายหรือชะล้างได้ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์ สำหรับการปรุงอาหารหรือเนื้อสัตว์ควรผ่านความร้อนเกิน 56 องศาเซลเซียสจะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงทำให้ไวรัสตาย ถ้าอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส ระยะเวลาจะเหลือ 15 นาที หากเกิน 80 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะใช้เวลาเพียง 1 นาทีในการทำลายเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ถ้าใช้ความร้อนจนเดือดในการปรุงอาหารเชื้อไวรัสจะตายทันที รวมถึงอาหารที่อุ่นในไมโครเวฟ หากใช้ความร้อนสูงเกินอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส หลักการทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าไวรัสตาย ก็มั่นใจได้ว่าอาหารนี้ปลอดภัยจากโควิด-19

“เชื้อไวรัสโควิด-19 ติดต่อทางระบบหายใจ ทางปาก และตา ทุกคนต้องมั่นใจว่ามือจะต้องสะอาดก่อนสัมผัส หรือจับต้องใบหน้า ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังจับต้องอาหาร สามารถมั่นใจได้ว่าช่วยป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโรคโควิด-19 รวมถึงเชื้อโรคอื่นๆ ได้ และรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกผ่านความร้อนทุกครั้ง ส่วนการสัมผัสอาหารช่วงการเตรียม การปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารแช่แข็ง ที่อาจกลัวกันว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดคือ ทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสอาหารควรล้างมือให้สะอาดทันที หากปฏิบัติได้เช่นนี้แล้ว สามารถสบายใจได้เลยว่าจะปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 อย่างแน่นอน” ศ.นพ.ยง กล่าว

ทั้งนี้ ศ.นพ.ยง ยืนยันว่า ไวรัสโควิด-19 ไม่พบในไก่และสุกร รวมถึงอาหารทะเล ส่วนอาหารแช่แข็งและอาหารแปรรูป ควรอุ่นหรือปรุงสุกในอุณหภูมิสูง ทั้งนี้ ที่ผ่านมายังไม่เคยพบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดจากการทานอาหาร รวมทั้งอาหารทะเล ขณะที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นความหวังของไทย ซึ่งจะช่วยป้องกันและยุติการแพร่ระบาด ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศดีขึ้น

ด้าน น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการวิชาการสุกร ในฐานะคณะทำงานศูนย์ประสานงานโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของซีพีเอฟ ย้ำว่าบริษัทฯ มีมาตรการด้านการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเข้มข้น เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ทำงานอย่างปลอดภัย ปลอดเชื้อโควิด-19 และสร้างความเชื่อมั่นว่า อาหารที่บริษัทฯ ผลิตสะอาด ปลอดภัยต่อการบริโภค และปราศจากการเจือปนจากไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค

“การเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้แก่พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่บริษัทให้วามสำคัญอย่างยิ่งยวด ด้วยซีพีเอฟ ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดตลอดห่วงโซ่การผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหาร การขนส่ง คู่ค้าและช่องทางจำหน่าย พร้อมเพิ่มมาตรการเสริมควบคู่เพื่อป้องกันในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตและส่งมอบอาหารคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย จนถึงมือผู้บริโภคได้อย่างเพียงพอ” น.สพ.ดำเนินกล่าว

ดีป้า ผนึก เอไอเอส และเครือข่ายพันธมิตรภูเก็ต เปิดโครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ ครั้งแรกในไทย

0

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) พร้อมด้วย AIS, PMH-ผู้ให้บริการ POMO กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย รวมพลังสร้างชาติฟื้นฟูการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต เปิดตัว “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB- IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ” (NB-IoT Wristband Tourist Tracking) เสริมขีดความสามารถด้านสาธารณสุขไทย สร้างความมั่นใจและแรงจูงใจแก่นักท่องเที่ยว กลับมากระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภูเก็ตและภาคใต้อีกครั้ง

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และสร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว และพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2563 ภูเก็ตสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่า 320,000 ล้านบาท

ล่าสุด ดีป้า ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส , บริษัทพีเอ็มเอชโฮลดิ้ง จำกัด (POMO) กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย ร่วมมือจัดทำ โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ -Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ ผ่านเทคโนโลยี NB-IoT (NB-IoT Wristband Tourist Tracking) เครื่องมือมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ (Health Monitoring) ของนักท่องเที่ยวระหว่างกักตัว 14 วัน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและเสริมความปลอดภัยด้านสาธารณสุขแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ทำให้การกักตัวบนเรือยอชต์ของนักท่องเที่ยวและการทำงานของทีมแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการ Digital Yacht Quarantine ถือเป็นตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลจากผู้ให้บริการโครงข่ายและ Startups ไทย เข้ามาเสริมขีดความสามารถด้านการสาธารณสุข การสร้างมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบ New Normal ไปอีกขั้น  พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ สอดรับกับนโยบาย “ภูเก็ตโมเดล (GEMMSS)” ทำให้จังหวัดเป็นต้นแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและการควบคุมโควิด-19 แห่งแรกในประเทศไทย ตามเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะภูเก็ตคือ “เมืองน่าอยู่เพื่อการท่องเที่ยวยังยืน” ช่วยกระตุ้นและจูงใจนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมายังภูเก็ตมากขึ้น ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักและแข็งแกร่งอีกครั้ง

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา เอไอเอส ดำเนิน “โครงการ AIS5G สู้ภัยโควิด” ที่ได้นำศักยภาพของโครงข่ายไปใช้ในพื้นที่กักตัวและโรงพยาบาลสนามหลักหลายแห่ง อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ,ศูนย์ห่วงใยคนสาคร, ฯลฯ ซึ่งล่าสุดกับ “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB- IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ” ที่เป็นรูปแบบการกักตัวนักท่องเที่ยวบนเรือยอชต์กลางทะเลก่อนเดินทางขึ้นบก เราจึงเลือกใช้เครือข่าย Narrow Band IoT ที่รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT บนคลื่น 900 MHz ที่สามารถกระจายสัญญาณออกไปในทะเลได้มากกว่า 10 กม. พร้อมด้วยแพลตฟอร์ม Cloud  มาเป็นเครือข่ายหลักเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ (NB-IoT Wristband Tracking) ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง หรือ POMO ผู้ให้บริการโซลูชั่น Tracking และ Monitoring ที่จะมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ (Health Monitoring) ของนักท่องเที่ยว ทั้งอุณหภูมิร่างกาย, อัตราการเต้นของหัวใจ, สัญญาณชีพจร รวมถึงพิกัดของนักท่องเที่ยว และส่งข้อมูลต่อมายังแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยวได้แบบเรียลไทม์ ในระหว่างกักตัว 14 วันบนเรือก่อนเดินทางขึ้นบกเพื่อท่องเที่ยวต่อไป

โครงการนี้มีขั้นตอนในการให้บริการคือ เมื่อมีนักท่องเที่ยวประสานเดินทางเข้ามาทางเรือ ทางสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย จะเป็นตัวแทนประสานงาน กับหน่วยงานทางการแพทย์เพื่อทำการตรวจโรคในครั้งแรก พร้อมให้นักท่องเที่ยวสวม สายรัดข้อมืออัจฉริยะ หรือ NB-IoT Wristband Tourist Tracking ที่จะส่งตัวเลขสุขภาพของนักท่องเที่ยวแต่ละท่านตลอด 14 วันของการกักตัวเข้ามาที่ Dash Board ณ ที่ทำการ ท่าเทียบเรืออ่าวปอ ซึ่งหลังจากที่กักตัวครบ 14 วัน จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงโควิด-19 มากน้อยเพียงใด เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นฝั่งภูเก็ตต่อไป

ด้านนายฉัตรชัย ตั้งจิตตรง ประธานกรรมการ บริษัท POMO กล่าวว่า บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเป็นสตาร์ทอัพไทยด้าน IoT สำหรับเด็กและนวัตกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่รายแรกที่สามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกได้สำเร็จ โดยความร่วมมือกับเอไอเอส และดีป้า ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโครงการ Digital Yacht Quarantine กักตัวนักท่องเที่ยว 14 วันบนเรือ ที่ท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ครั้งนี้ เราได้ใช้ดีไวซ์ 2 รุ่นคือ Activ 10+ และ Smartwatch Active 30+ ที่เป็นทั้ง Tracker และ Health Device ให้นักท่องเที่ยวใส่ที่ข้อมือติดตัวตลอดเวลา เพื่อติดตามและเฝ้าระวังป้องกันการออกนอกพื้นที่ โดยระบบจะทำงานอย่างแม่นยำด้วยเซนเซอร์อัจฉริยะที่สามารถวัดชีพจร ค่าความดัน และวัดอุณภูมิร่างกายของนักท่องเที่ยว  อีกทั้งยังสามารถแจ้งสัญญาณ SOS ได้ หากนักท่องเที่ยวเกิดเหตุต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะแสดงไปยัง Dashboard บนเว็บไซต์ แบบ Real time เพื่อให้ส่งต่อความช่วยเหลือ หรือ ให้คำแนะนำได้ได้ตลอดเวลา โดยรูปแบบของการให้บริการ Health Monitoring ผ่านนวัตกรรมสายรัดข้อมืออัจฉริยะนี้ เป็นรุ่นเดียวกันกับที่ใช้บนเกาะ Cayman สำหรับ Hotel bubble project ที่ได้ผลอย่างดีอีกด้วย

นางสาวตัญญุตา สิงห์มณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย แปซิฟิค ซุปเปอร์ยอชท์ จำกัด ตัวแทนสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย (TYBA) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อสมาชิกสมาคมฯอย่างหนัก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากเรือยอชต์ต่างชาติ สูญเสียรายได้มากถึง 50- 60%   จึงพยายามหาโซลูชั่นให้คนในธุรกิจเรือยอชต์ได้กลับมามีงานทำ จึงเป็นที่มาของโครงการกักตัวบนเรือยอชต์ ที่ได้ร่วมมือกับเอไอเอส, ดีป้า,PMH-ผู้ให้บริการ POMO กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ ยกระดับ Digital Yacht Quarantine นี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และทุกภาคส่วนมีความสบายใจว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือยอชต์นี้ผ่านการกักตัวที่ได้รับมาตรฐานจากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการ Yacht Quarantine ในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา มีสถิติการติดเชื้อโควิดเป็นศูนย์ และนักท่องเที่ยวรู้สึกมีความสุขกับการกักตัวบนเรือ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในปี 2564 นี้.จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเรือยอชต์ประมาณ 100 ลำ จำนวนนักท่องเที่ยว 300-500 คน

นายธนภัทร ทั่วไตรภพ กรรมการบริหาร บริษัท โฟล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจ บริหารจัดการความปลอดภัยท่าเรือและนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี ภายใต้แพลตฟอร์มชื่อว่า FLOWLOW  เพื่อสร้างมาตรฐานและประสบการณ์ใหม่ที่ดีให้กับนักเดินทางในทุกด้าน อาทิ ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวอันดามัน, คำแนะนำในกรณีฉุกเฉิน, ประกันการเดินทาง และระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ในนาม Flowpay สำหรับโครงการนี้ บริษัทได้ร่วมกับบริษัท พัชทรีทัวร์ กรุ๊ป ผู้ได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ดำเนินการตั้งแต่การให้บริการลงทะเบียน NB-IoT Wristband Tourist Tracking เพื่อให้นักท่องเที่ยวสวมใส่สำหรับกักตัวบนเรือยอชต์ 14 วัน พร้อมจัดทีมแพทย์ขึ้นไปตรวจเชื้อโควิดบนเรือ โดยจะมีการมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพตลอดเวลาและหลังจากที่กักตัวครบ 14 วัน ก็จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงโควิด-19 มากน้อยเพียงใด ก่อนอนุญาตให้เดินทางขึ้นฝั่งภูเก็ต เรียกได้ว่าการร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการท่องเที่ยวในยุคนิวนอร์มัล ที่นอกจากจะยกระดับการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และหมู่เกาะทะเลอันดามันให้มีความทันสมัยและอัจฉริยะมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

CP​ ALL​ ให้ทุนเรียน​สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ปี 64 รวม 840​ ล้านบาท

0

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ ได้เตรียมมอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2564 ให้กับนักเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 6,574 ทุน รวมเป็นเงินกว่า 83 ล้านบาท และ นักศึกษาสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 3,146 ทุน รวมเป็นมูลค่ากว่า 840 ล้านบาท รวมเป็นทุนการศึกษาทั้วหมด 9,720 ทุน เป็นเงินกว่า 923 ล้านบาท

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 

ซีพี ออลล์ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ “คน” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อสังคมขึ้นมา 2 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ปัญญาภิวัฒน์อีกกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาเยาวชนไทยให้มีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อตามความต้องการ เพื่อนำความรู้ความสามารถกลับมาพัฒนาชุมชน สังคม ประเทศชาติ รวมถึงการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต”

“การเรียนรู้ด้านธุรกิจควบคู่กับการเสริมประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติงานจริง คือ จุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การเป็นเจ้าของกิจการเหมาะกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงได้นำหลักสูตรการเรียนการสอนแบบ Work-based Education มาพัฒนาสถาบันการศึกษา เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์นโยบายด้านการจัดการศึกษาของรัฐบาลสร้างเยาวชนสู่มืออาชีพ ได้ผลิตเยาวชนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดี คนเก่ง ของสังคม ไปแล้วกว่า 30,000 คน”

ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรเอกชนที่มีนโยบายส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน ภายใต้ปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” จึงได้สนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย โดยการมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องกว่า 16 ปี เป็นมูลค่ารวมกว่า 5,559 ล้านบาท

ชาวสุพรรณฯ เฮ กรมชลประทานสูบน้ำช่วยชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้

0
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

กรมชลประทาน สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าติดตั้งในเขตพื้นที่ชลประทานจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตลอดจนสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกลอื่นๆ ไว้พร้อมในทุกพื้นที่เพื่อให้การสนับสนุนแก่พี่น้องเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำและประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบัน ตามนโยบายของรัฐบาล โดยสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ได้เข้าไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 12 นิ้ว บริเวณคลองมะขามเฒ่าอู่ทอง ตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ และบริเวณคลองบึงกระเทียม  ตำบลสนามคลี ตำบลสระแก้ว และตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำจากคลองมะขามเฒ่าอู่ทองและคลองบึงกระเทียม เข้าสู่คลองซอยต่างๆ ซึ่งสามารถสูบน้ำได้วันละ 142,500 ลูกบาศก์เมตร มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2,000 ครัวเรือน นอกจากนี้ ยังติดตั้งเครื่องสูบน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 12 นิ้ว บริเวณคลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก 2 ในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำจากคลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก2 ส่งไปยังคลองระบายน้ำ 5 ขาวสามชุก 2 สามารถสูบน้ำได้วันละ 47,500 ลูกบาศก์เมตร มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 600 ครัวเรือน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบไฮดรอลิค ขนาด 24 นิ้ว บริเวณบึงลาดเตียน ตำบลศาลาขาว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำจากบึงลาดเตียน เข้าสู่คลองระบายน้ำสายใหญ่สามชุก 2 สามารถสูบน้ำได้วันละ 158,400 ลูกบาศก์เมตร มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2,000 ครัวเรือน

กรมชลประทาน ได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าประจำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ พร้อมที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อไปที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมชลประทานโทร.1460

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ : ผ่อนรถต่อไม่ไหว ขอคืนได้ไหม

0

เชื่อว่า หลายคนที่มีภาระผ่อนรถอยู่ อาจมีหลายช่วงเวลาที่ประสบปัญหา เช่น ตกงาน จนไปต่อไม่ไหว ไม่สามารถจ่ายค่างวดผ่อนรถต่อไปได้

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ โดยกูรูวางแผนการเงิน คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์ มาให้ข้อแนะนำว่า

ถ้าไปต่อไม่ไหวแน่ๆ แล้ว วิธีที่ดีที่สุด คือต้องหาทางรีบขายต่อรถโดยเร็ว แล้วติดต่อกับไฟแนนซ์เพื่อเปลี่ยนชื่อจากตัวเราไปเป็นคนซื้อต่อ

แต่ถ้าหาคนซื้อไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือ ขอคืนรถกับทางไฟแนนซ์ พร้อมทำหนังสือชัดเจนว่า ภาระหนี้สินเป็นอันจบกัน แต่สำหรับทางเลือกนี้ ผู้เช่าซื้อจะต้องไม่มีการผิดนัดชำระหนี้เด็ดขาด

เพราะหากผู้เช่าซื้อ ผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 ครั้ง และไฟแนนซ์ส่งจดหมายเตือนมาแล้ว แล้วยึดรถเราไปขายต่อแล้วในราคาที่ขาดทุน เราจะต้องรับผิดชอบค่าขาดราคาด้วย

กระทรวงศึกษา-ซีพีเอฟ จับมือเพิ่มทักษะอาชีวศึกษา ผ่านโครงการ CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษา คิกออฟ โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” สร้างประสบการณ์ ทักษะอาชีพให้นักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. สู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นโครงการนำร่องระหว่าง สอศ.และซีพีเอฟ ร่วมกันจัดหลักสูตรการเรียนการสอนอาชีวศึกษา ฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษาสังกัดสอศ.ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) และปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ผลิตบุคลากรคุณภาพตอบสนองความต้องการกำลังคนของตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเติบโตแข็งแกร่ง

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามฯ โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงาน สอศ.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและซีพีเอฟในครั้งนี้ เป็นครั้งประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสำคัญที่บริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำเข้ามาร่วมมือโดยนำความรู้ ความสามารถ และเทคโนโลยีมาสนับสนุน ร่วมมือกันจัดการเรียนการสอน และได้ลงมือทำจริงภายใต้ระบบทวิภาคี

“ขอชื่นชมซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่ทางซีพีเอฟมาช่วยครั้งนี้ เป็นคุณูปการและเป็นต้นแบบที่จะเป็นตัวอย่างของบริษัท ห้างร้าน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะได้เข้ามาร่วมมือกันต่อไปในอนาคต การที่สองหน่วยงานจะได้ผลิตและพัฒนากำลังคนร่วมกัน โดยต่างนำจุดเด่นมาเสริมกัน จะสามารถผลิตทรัพยากรที่มีคุณค่าได้อย่างรวดเร็ว ช่วยยกระดับการศึกษาของไทยแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” เป็นโครงการนำร่องระหว่าง สอศ.และซีพีเอฟที่ร่วมกันจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนอาชีวศึกษา ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ของซีพีเอฟในหลากหลายรูปแบบ เช่น ระบบทวิภาคี โดยนักเรียน นักศึกษา สังกัด สอศ. ระดับชั้น ปวช.ปวส. ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ซึ่งมีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะได้เข้าฝึกการทำงานในส่วนงานต่างๆ และนำผลการทำงานมาคิดเป็นผลการเรียนภาคปฏิบัติหรือชั่วโมงฝึกงานได้ เป็นการฝึกประสบการณ์อาชีพอย่างเป็นระบบ ซึ่งนอกจากจะสร้างทักษะความชำนาญในงานแล้วยังเป็นการเพิ่มทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังก่อเกิดประโยชน์โดยตรงต่อตัวนักเรียนนักศึกษา โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายผลโครงการนี้ไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศด้วย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ CPF Top Dish ส่งเสริมให้นักศึกษาผู้มีความต้องการอยากเป็นเจ้าของร้านอาหารในยุค New Normal ได้สร้างกิจการของตัวเองในรูปแบบ Cloud Kitchen และโครงการฟาร์มในโรงเรียน โรงเรียนในฟาร์ม เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ ส่งผ่านองค์ความรู้การนำเทคโนโลยี smart farming มาใช้ และร่วมกันสร้างเกษตรกรต้นแบบในอนาคตต่อไป

“ขอขอบคุณทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่เปิดโอกาสให้ซีพีเอฟร่วมพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย และเชื่อมั่นว่า โครงการ “CPF Jump Start ก้าวแรกอย่างมืออาชีพ” จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา ของนักเรียน นักศึกษาในสายวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ”

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ.ขอขอบคุณซีพีเอฟที่เห็นความสำคัญของการจัดการอาชีวศึกษาและร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ และเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในหน่วยงานต่างๆของบริษัท รวมทั้งความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน การรับนักเรียน นักศึกษาระบบทวิภาคี และการฝึกงาน ระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรี สายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ สาขาอาหารและโภชนาการ สาขาธุรกิจค้าปลีก สาขาเกษตรกรรม และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ฝีกประสบการณ์อาชีพกับผู้เชี่ยวชาญ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในสถานประกอบการชั้นนำของประเทศ และมีรายได้เสริมในช่วงปิดภาคเรียน มีความพร้อมในการประกอบอาชีพในอนาคต

ซีพี-เมจิ ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาสุขภาพและผลผลิตโคนม เชื่อมโยงสุขภาพผู้บริโภค

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาผู้เลี้ยงโคนมไทย “โครงการส่งเสริมพัฒนาสุขภาพและผลผลิตโคนม เชื่อมโยงสุขภาพผู้บริโภค” พัฒนากระบวนการผลิตน้ำนมคุณภาพดี ปลอดยาปฏิชีวนะตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร มุ่งเป้าผลิตอาหารนมที่มีคุณภาพส่งต่อผู้บริโภค

รศ.น.สพ.ดร.กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร หัวหน้าโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนมในเขตร้อนชื้น คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดพันธกิจสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุนงานวิจัย การเรียนการสอน และบริการวิชาการด้านโคนมและผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมและอาหารสัตว์ เชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการร่วมกับเกษตรกร สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และบริษัทเอกชน ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง สอดคล้องกับเป้าหมายของ ซีพี-เมจิ ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพที่ดี ทั้งสององค์กรจึงทำการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านโคนม

“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา นำองค์ความรู้ด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรมลงสู่ฟาร์มเกษตรกรในรูปแบบ Dairy Veterinary Community Approach เพื่อสร้างต้นแบบจัดการฟาร์มโคนมแบบแม่นยำสูง เพื่อลดต้นทุนและความสูญเสีย ตลอดจนเน้นความปลอดภัยของอาหาร ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อวงการโคนมอย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานข้อมูลวิชาการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมที่ยั่งยืนของประเทศไทยและในภูมิภาค” รศ.น.สพ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำ นมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพ บริษัทฯ มีปณิธานในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภค ตลอดการดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังเป็นผู้รับซื้อน้ำนมดิบรายใหญ่ที่สุดของประเทศ จึงตระหนักดีถึงความสำคัญในการสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมนมและเกษตรกรทุกคน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการสรรสร้างผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของซีพี-เมจิ โดยบริษัทฯ ได้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคนม แบ่งเบาภาระเกษตรกร ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ด้วยการพัฒนาการจัดการด้านการเลี้ยง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยวางเป้าหมายในการพัฒนาศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและเกษตรกรโคนมในเครือข่ายจำนวน 50 ฟาร์ม ภายในปี 2564

“ซีพี-เมจิ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายเดียวกันในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมนมไทยและความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งห่วงโซ่ จึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น และยังร่วมกันตั้งเป้าหมายในการขยายโครงการฯ ไปอีก 150 ฟาร์ม ภายในปี 2566 คาดว่าจะมีประชากรแม่โครีดนมมากกว่า 3,000 ตัว มุ่งเป้าสู่ “การเป็นฟาร์มวัวสุขภาพดี น้ำนมโคยอดเยี่ยม” ด้วยการจัดการข้อมูลการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ นำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างสมดุลย์ของอาหาร การดูแลสุขภาพอย่างตรงจุดสามารถวัดผลได้ และปลอดยาปฏิชีวนะ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้และมาตรฐานของโครงการฯ สู่เครือข่ายเกษตรกรโคนม เป็นการยกระดับคู่ค้าผู้เลี้ยงโคนมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนร่วมกันสร้างผลผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพ ส่งต่อนมโค ที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค สอดคล้องกับนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ ตามปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน คือ สร้างประโยชน์แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กร”

OR จับมือ LINE MAN Wongnai นำร่องเปิดให้บริการ LINE MAN Kitchen ในพีทีที สเตชั่น แห่งแรกในไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ‘OR’ และ นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ร่วมเปิดตัว LINE MAN Kitchen เกษตร-นวมินทร์ @ PTT Station สาขามัยลาภ ซึ่งเป็น Cloud Kitchen ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station แห่งแรกในประเทศไทย โดยมี นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR พร้อมด้วย นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน OR นายเจส แดงบุญเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ LINE MAN Wongnai และนายธิติวุฒิ อุดมชัยพร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ LINE MAN Wongnai ร่วมงาน

นายสุชาติ กล่าวว่า โออาร์ มุ่งเน้นการใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง (Customer Centric) ในการออกแบบธุรกิจด้วยแนวคิด ‘Retailing Beyond Fuel’ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็น Platform ที่แข็งแกร่งด้วยสินค้าและบริการที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์และผลิตภัณฑ์ที่ครบครันและมีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค การร่วมกับ LINE MAN Wongnai เปิดให้บริการ LINE MAN Kitchen เกษตร-นวมินทร์ @ PTT Station สาขามัยลาภ ในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้สถานีบริการน้ำมัน เป็น Platform ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่นอกเหนือไปจากการเติมน้ำมัน พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน โดยตั้งเป้าขยาย LINE MAN Kitchen ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในทำเลที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

“การมี LINE MAN Kitchen อยู่ใน PTT Station จะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคในพื้นที่ใกล้เคียงสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่มี LINE MAN Kitchen ตั้งอยู่ ให้สามารถสั่งอาหารจากร้านอาหารชื่อดังที่อยู่ในระยะทางที่ไกลจากพื้นที่นั้น ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้สามารถสั่งอาหารแบบ Pick-Up หรือรับกลับไปรับประทานที่บ้านได้อีกด้วย สำหรับ LINE MAN Kitchen เกษตร-นวมินทร์ @ PTT Station แห่งนี้ตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขามัยลาภ โดยมีร้านอาหารชื่อดังรวม 10 ร้าน ได้แก่ ราชาคอหมูย่าง โจ๊กสามย่าน ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ดิ เอ็มไพร์, Under 360, Pacamara, NOBRAND, Ekkamai Macchiato, Hinoya Sushi Express Bomberdog และ Zaap Classic นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถสั่งเครื่องดื่มจากร้าน Café Amazon ใน PTT Station สาขามัยลาภ ในออร์เดอร์เดียวกับการสั่งอาหารจากร้านค้าใน LINE MAN Kitchen เกษตร-นวมินทร์ @ PTT Station สาขามัยลาภ ได้อีกด้วย”

ด้านนายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า การร่วมมือกับ OR ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ LINE MAN Kitchen ในกลยุทธ์การขยายสาขา โดย LINE MAN Kitchen สาขาเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขามัยลาภ ถือเป็น Flagship Cloud Kitchen ของ LINE MAN ยึดพื้นที่หัวหาดกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเมื่อรวมกับสองสาขาที่เปิดให้บริการก่อนหน้านี้ในย่านปุณณวิถีและปทุมวัน ทำให้ LINE MAN Kitchen สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ในจุดยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่มีอัตราเติบโตในด้านการใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี่ 

สำหรับ LINE MAN Kitchen ได้คัดเลือกร้านอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งาน LINE MAN จากทั่วกรุงเทพฯ มารวมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าย่านเกษตร-นวมินทร์ได้สั่งอาหารจากร้านโปรดให้ได้อาหารได้รวดเร็วขึ้น ค่าส่งถูกลง รวมถึงสามารถสั่งอาหารได้หลากหลายประเภทในออร์เดอร์เดียว ไม่ว่าจะเป็น อาหารจานเดียว อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น เครื่องดื่ม ของหวาน ฯลฯ ที่ตอบโจทย์มื้ออาหารทุกช่วงเวลาของลูกค้าทุกคนที่ต้องการสั่งอาหารหลายอย่างพร้อมกัน พร้อมโปรโมชั่นเด็ดๆ มากมาย 

ในขณะเดียวกัน LINE MAN Kitchen จะช่วยร้านอาหารขยายฐานลูกค้าข้ามเขตโดยไม่ต้องมีหน้าร้าน ลดต้นทุนเพราะสามารถใช้งานระบบครัวและอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน พร้อมทั้งระบบบริหารจัดการร้านอาหารที่ล้ำหน้า โดย LINE MAN Wongnai มีแผนระยะยาวในการเพิ่มจำนวนร้านอาหารและสาขาของ LINE MAN Kitchen ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง OR ในอนาคต โดยเราตั้งเป้าเพิ่มยอดสั่งจากย่านเกษตร-นวมินทร์ ประมาณ 2 เท่า

กยศ. ชี้แจงให้องค์กรนายจ้างหักเงินเดือน จ่ายคืนหนี้กู้ยืมเรียน

0
ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงกรณีมีผู้แสดงความไม่เห็นที่กยศ.ออกหนังสือแจ้งให้ภาคเอกชนหักเงินเดือนพนักงานที่กู้ยืมเงินและนำส่งเงินชำระคืนกองทุน ว่า “จากการที่กองทุนได้มีหนังสือถึงหน่วยงานองค์กรนายจ้างภาคเอกชนในการหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนกองทุนตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 นั้น การดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เริ่มจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กตามลำดับ ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่กองทุนต้องแจ้งหักเงินเดือนทั้งหมดประมาณ 107,000 แห่ง และมีผู้กู้ยืมที่เป็นพนักงานของหน่วยงานเหล่านี้ที่อยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนทั้งหมด 1,735,000 ราย

ที่ผ่านมา กองทุนได้แจ้งหักเงินเดือนไปยังนายจ้างแล้ว 14,813 แห่ง เป็นจำนวนผู้กู้ยืมทั้งสิ้น 1,268,000 ราย และอยู่ในระหว่างการแจ้งหักเงินเดือนในเดือนมีนาคมอีก 92,935 แห่ง ซึ่งมีผู้กู้ยืมจะอยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนจำนวน 466,000 ราย ทั้งนี้ กองทุนได้จัดประชุมชี้แจงให้นายจ้างได้รับทราบและเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นายจ้างทุกภาคส่วนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สำหรับขั้นตอนการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้ยืมเงิน กยศ. ผ่านองค์กรนายจ้างนั้น กองทุนจะจัดส่งหนังสือแจ้งหักเงินเดือนไปตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์ของผู้กู้ยืมเงินได้รับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน จากนั้นกองทุนจะจัดส่งหนังสือแจ้งให้นายจ้างทราบถึงข้อมูลของผู้กู้ยืมเงินรวมทั้งจำนวนเงินที่ต้องหักนำส่งล่วงหน้าประมาณ 30 วัน นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ต้องหักและนำส่งผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) โดยเข้าใช้งานได้ที่เว็บไซต์ กยศ. www.studentloan.or.th ซึ่งกองทุนจะมีการปรับข้อมูลผู้กู้ยืมให้เป็นปัจจุบันและจะแจ้งข้อมูลที่ต้องหักและนำส่งให้นายจ้างได้ทราบผ่านระบบดังกล่าวในทุกวันที่ 5 ของเดือน

ทั้งนี้ กองทุนขอชี้แจงรายละเอียดการหักเงินเดือนเพื่อความชัดเจน ดังนี้

  1. เมื่อพนักงานได้รับเงินเดือน ลำดับการหักเงินเดือนกองทุนอยู่ในลำดับ 3 โดยลำดับแรกเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลำดับที่ 2 หักกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และประกันสังคม และลำดับที่ 3 หักเงินกองทุน กยศ.
  2. หากนายจ้างไม่ดำเนินการหัก ฯลฯ ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ได้ระบุให้ นายจ้างจะต้องชดใช้เงินที่ต้องนำส่งในส่วนของผู้กู้ยืมเงินตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบและต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่นายจ้างยังไม่ได้นำส่งหรือตามจำนวนที่ยังขาดไปแล้วแต่กรณี แต่ที่ผ่านมาหากหน่วยงานแจ้งเหตุผลข้อขัดข้องหรือความจำเป็นที่ไม่สามารถดำเนินการหักเงินเดือนผู้กู้ยืมได้ผ่านขั้นตอนในระบบให้กองทุนรับทราบก็ไม่ต้องชดใช้เงินให้กับกองทุน และหากไม่สามารถดำเนินการหักเงินเดือนได้ กองทุนยินดีที่จะอนุโลมและผ่อนผันให้ ซึ่งในปัจจุบันกองทุนยังไม่เคยเรียกให้นายจ้างชดใช้เงินหรือเรียกเงินเพิ่มจากนายจ้างแต่อย่างใด
  3. การคำนวณยอดหักเงินเดือน กองทุนจะใช้ยอดหนี้ตามตารางชำระรายปี หารด้วย 12 เดือน หรือจำนวนเดือนที่เหลือก่อนถึงวันครบกำหนดชำระหนี้ (5 กรกฎาคมของทุกปี) และในงวดปีถัดไปจะเริ่มหักเงินเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินที่ไม่สามารถชำระตามอัตราที่แจ้ง สามารถขอปรับลดจำนวนเงินได้โดยแจ้งความประสงค์ขอลดจำนวนการหักเงินเดือนได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” โดยกองทุนอนุโลมให้ชำระขั้นต่ำเพียง 100 บาท แต่ผู้กู้ยืมเงินยังมีหน้าที่ต้องไปชำระเงินในส่วนที่ขาดไปของงวดนั้นให้ครบตามจำนวนที่ต้องชำระก่อนวันครบกำหนดชำระหนี้รายปี เนื่องจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาตั้งต้นมาจากงบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชน และใช้เงินชำระหนี้ของผู้กู้ยืมรุ่นพี่หมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

กองทุนขอเรียนว่า ปัจจุบัน กองทุนไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี 2561 และในปีการศึกษา 2563 มีผู้ขอกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นจาก 28,000 ล้านบาท เป็น 33,000 ล้านบาท สำหรับปีการศึกษา 2564 นี้กองทุนได้เตรียมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน 38,000 ล้านบาท สำหรับนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 624,000 รายไว้เรียบร้อยแล้ว กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนจะเป็นหลักประกันของทุกครอบครัว เพื่อให้บุตรหลานและนักเรียน นักศึกษารุ่นหลังมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคนอย่างแน่นอน โดยไม่มีการจำกัดโควตาการให้กู้ยืมแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากนายจ้างมีข้อสงสัยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” หรือ โทร. 09 4212 6250 – 79 (30 คู่สาย) และสำหรับผู้กู้ยืมที่ชำระเงินผ่านองค์กรนายจ้างที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ไลน์บัญชีทางการ “กยศ.หักเงินเดือน” หรือโทร. 0 2016 4888

10 ปีสิงห์อาสา เริ่มโครงการแรก “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ดูแลต้นน้ำอย่างยั่งยืน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ประกาศเดินหน้าภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ในวาระครบรอบ 10 ปี สิงห์อาสา พร้อมลงมือทำจริงกับ 4 โครงการ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และ ความยั่งยืน” ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง ตะวันออก และใต้ ประสานความร่วมมือเครือข่ายสิงห์อาสาทั้งหมดที่กระจายอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเครือข่ายบริษัทในเครือบุญรอดฯ และเครือข่ายภายนอกทั้งกลุ่มของสถาบันการศึกษา อาสากู้ภัย และส่วนราชการต่างๆ ช่วยผลักดันภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำทั้ง 4 โครงการ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มี.ค.64 ได้เปิดโครงการแรก “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ดูแลรักษาต้นน้ำในเขตภาคเหนือ ที่สถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้- ขุนแม่กวง ต.แม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยจัดกิจกรรมทำแนวกันไฟป่า อบรมให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นในการเตรียมรับมือกับปัญหาไฟป่า รวมถึงการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นในการดูแลป้องกันไฟป่าในพื้นที่ โดยมี คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และคุณอานนท์ กุลนิล นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้-ขุนแม่กวง ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการ

โดยโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” เป็น 1 ใน 4 โครงการ 10 ปี สิงห์อาสา กับภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำ เป็นโครงการที่ดูแลพื้นที่ “ต้นน้ำ” ในเขตภาคเหนือ ปกป้องผืนป่าต้นน้ำ ปิง วัง ยม น่าน รวมถึงผืนป่าในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นสายน้ำหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชาวไทย ให้ได้ใช้อุปโภคบริโภค รวมถึงช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้กับภาคเกษตรกรรม หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยร่วมกับ บริษัท เชียงใหม่ เบเวอเรช จำกัด, บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด, มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคเหนือ 10 สถาบัน พร้อมด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลป่าต้นน้ำ ป้องกันการเกิดไฟป่า โดยจะจัดกิจกรรมทำแนวกันไฟป่า อบรมให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นในการเตรียมรับมือกับปัญหาไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันไฟป่า อาทิ เครื่องมือทำแนวกันไฟ รองเท้าเซฟตี้ ฯลฯ สนับสนุนอาหาร-น้ำดื่มสำหรับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครปฏิบัติงาน รวมถึงการสร้างฝายต้นน้ำ และการปลูกป่า เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป

สำหรับเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคเหนือ 10 สถาบัน ที่เข้าร่วมโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ประกอบด้วย นักศึกษาจาก ม.เชียงใหม่, ม.แม่โจ้, ม.ราชภัฏเชียงใหม่, ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ม.แม่ฟ้าหลวง, ม.ราชภัฏเชียงราย, ม.อาชีวศึกษาเชียงราย, ม.ราชภัฏลำปาง, ม.มหามกุฏราชวิทยาลัย, ม.พะเยา

ทั้งนี้ ภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ในวาระครบรอบ 10 ปีสิงห์อาสา ยังเตรียมดำเนินการอีก 3 โครงการ คือโครงการ “สิงห์อาสา แหล่งน้ำชุมชน” ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ บริษัท ขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท มหาสารคาม เบเวอเรช จำกัด และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคอีสาน 16 สถาบัน บริหารจัดการน้ำในชุมชน ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง เป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน, โครงการ “สิงห์อาสา ฟื้นฟูสายน้ำ” ในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ร่วมกับ บริษัท วังน้อย เบเวอเรช จำกัด, บริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด บริษัท บุญรอดเอเซีย เบเวอเรชจำกัด, บริษัท สิงห์ เบเวอเรช จำกัด, บริษัท สามเสน บริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานกู้ภัย และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคกลาง 10 สถาบัน มุ่งเน้นในการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามลพิษทางน้ำ ร่วมรักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลองก่อนไหลลงสู่ทะเล และโครงการ “สิงห์อาสา ซี ยู สตรอง” ร่วมกับ บริษัท สุราษฎร์ธานี เบเวอเรช จำกัด, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคใต้และตะวันออก 12 สถาบัน สร้างความยั่งยืนให้ทะเลไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละโครงการจะร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่องตามปณิธานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมของ “พระยาภิรมย์ภักดี”