Home Blog Page 430

รู้เก็บรู้ออม : จากเงินออมเดือนละพัน โตเป็นแสนด้วย RMF

0

มีใครอยากมีเงินใช้สบายๆ หลังเกษียณและยังอยากได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี…แถมได้เริ่มต้นการลงทุนอย่างมีวินัยบ้างงงง!!! วันนี้ “คุณนายพารวย” มีบทความจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง “จากเงินออมเดือนละ 1,000 บาท โตเป็น 100,000 บาท ด้วยกองทุนรวม RMF” ที่เห็นแล้วอยากนำมาเผยแพร่ตอกย้ำ ให้ “แก๊งพารวย” ของ “คุณนาย” ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติกันค่ะ

กุญแจสำคัญของเรื่องนี้ คือ แม้จะมีเงินลงทุนน้อยก็สามารถลงทุนแบบสม่ำเสมอได้ทุกเดือน (DCA) และมีโอกาสสร้างเงินแสนได้ ผ่านการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออมและลงทุนระยะยาว เพื่อนำเงินทุนและดอกผลที่ได้ไว้ใช้ยามเกษียณ!!

โดยเพียงลงทุนแค่เดือนละ 1 พันบาท แต่ถ้ามีมากกว่านี้ก็นำมาลงทุนมากกว่าได้ ซึ่งจะสามารถสร้างฝันให้เป็นจริงได้ทั้งเงินแสนและเงินล้าน!!

ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่ถ้าลงทุนยาวๆสม่ำเสมอ และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย มีผลการดำเนินงานดี และมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเงินลงทุนให้ ก็สามารถลดความเสี่ยงได้ ดังนั้นกองทุน RMF จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว เพราะถูกออกแบบมาให้เป็นแหล่งออมเงินเพื่อให้มีเงินไว้ใช้อย่างเพียงพอในวัยเกษียณ แถมระหว่างทางที่ซื้อก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

แต่ต้องเลือกกองทุน RMF ที่ใช่!! สำหรับเรา โดยต้องดูเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะกองทุน RMF มีเงื่อนไขในการซื้อขายที่มากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป

สำหรับขั้นตอนการเลือกลงทุนในกองทุน RMF ต้องพิจารณานโยบายการลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆว่าสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้หรือไม่-ค่าธรรมเนียมกองทุน-ผลงานของผู้จัดการกองทุน รวมถึงผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละกองทุน เมื่อเทียบกับกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนใกล้เคียงกัน โดยกองทุนรวมที่ดีควรสร้างผลตอบแทนให้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ

ที่สำคัญวิธีการลงทุนในกองทุน RMF ที่ดีและมีประสิทธิภาพ คือการทยอยลงทุนแบบสม่ำเสมอ (DCA) ยิ่งมีเวลาในการสร้างเงินต้นนานเท่าไหร่ เช่น 10 ปีขึ้นไป การลงทุนแบบ DCA ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะข้อดีของการลงทุนแบบ DCA คือ ใช้เงินน้อย ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาว่าจะขึ้นหรือลง เพราะสุดท้ายจะได้ราคาต้นทุนเฉลี่ย และไม่ต้องกลัวว่าจะลืมลงทุน เพราะสามารถใช้วิธีตัดเงินออกจากบัญชีเงินเดือนไปลงทุนโดยอัตโนมัติทุกเดือนได้

จากเงินออมเดือนละพันบาท ก็จะงอกเงยเป็นแสนหรือจากเงินลงทุนเดือนละหมื่นก็จะงอกเงยเป็นล้านได้ ถือเป็นการสร้างวินัยการลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้ได้อย่างน่าประทับใจ!!

สำหรับผู้สนใจลงทุนแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สามารถเรียนรู้พื้นฐานและเทคนิคการลงทุนแบบ DCA และวิธีคัดเลือกกองทุนรวมเพื่อเริ่มลงทุนได้ทันที ผ่าน SET e-Learning หลักสูตร “วางแผนลงทุนสม่ำเสมอด้วยหุ้นและกองทุน”รวมถึงหลักสูตรอื่นๆได้ฟรีที่ https://www.set.or.th/elearning


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

เจ้าสัวธนินท์ เป็นประธานลงนามความร่วมมือ ซีพีเอฟ-ม.สงขลาฯ หนุนวิชาการเกษตรครบวงจร

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เป็นประธานและสักขีพยาน ในพิธีลงนาม “โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร” ระหว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มุ่งสร้างผู้ประกอบการธุรกิจภาคเกษตร (Young Agribusiness Entrepreneurs) โดยมี ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มอ. และ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ กรรมการสภา มอ. นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร และ นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ ร่วมด้วย

ผศ.ดร.นิวัติ กล่าวว่า โครงการความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับการศึกษาของไทยโดยนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจริง ประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ มาถ่ายทอดผ่านการเรียนการสอนและการลงมือปฏิบัติของนักศึกษา มั่นใจว่าทุกคนที่ผ่านโครงการนี้จะมีความพร้อมก้าวสู่ตลาดแรงงาน ตลอดจนสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ประกอบการภาคเกษตรได้

ทั้งนี้ เป็นการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งเรียนรู้หลักช่วยส่งเสริมการสร้างศักยภาพเยาวชน เน้นการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญา ในการสร้างฐานทางเศรษฐกิจ โดยบูรณาการความรู้เชิงปฏิบัติ ซึ่งความร่วมมือกับซีพีเอฟ เป็นก้าวที่สำคัญของมหาวิทยาลัย ในการสร้างบัณฑิตยุคใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของประเทศ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ตอกย้ำจุดที่มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นดำเนินมาตลอดคือ เรื่อง food security job security และ health security ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าและเข้มแข็ง

ด้าน นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเป็นบริษัทผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ที่มีห่วงโซ่การผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ คือตั้งแต่ Feed-Farm-Food ไปจนถึง Retail โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น “ครัวของโลก” และมีความพร้อมที่จะร่วมพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย โดยล่าสุด ได้ร่วมมือกับภาคการศึกษาที่มีความแข็งแกร่งในด้านเกษตรครบวงจรเช่นเดียวกันอย่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งด้านนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเชิงเกษตร ด้านการวิจัยพัฒนาในทุกส่วนงานของธุรกิจเกษตรครบวงจร ทั้ง Feed- Farm และ Food ครอบคลุมทั้งสัตว์บกและสัตวน้ำ ตลอดจนพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไปจนถึงการเพิ่มพูนทักษะการเป็นเจ้าของกิจการด้านการเกษตร หรือ Young Agribusiness Entrepreneurs ทั้งนี้เพื่อมุ่งสร้างเยาวชนภาคเกษตรตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และการบ่มเพาะความพร้อมในการเป็นเจ้าของกิจการภาคเกษตรของเยาวชน

“ซีพีเอฟ เป็น Good Corporate Citizen ดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญา 3 ประโยชน์ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เรานำประสบการณ์จริง ความเชี่ยวชาญจริง มาถ่ายทอดสู่นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในสายทีสนใจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร เพื่อประโยชน์ในการร่วมพัฒนาการศึกษาและสร้างเยาวชนคุณภาพตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเกษตรให้แก่ประเทศของเรา” นายประสิทธิ์กล่าว

โครงการดังกล่าวมีการออกแบบกรอบการทำงานและจัดตั้งคณะทำงาน หรือ Work Stream อย่างเป็นระบบใน 3 ด้าน คือ1.) ด้านการพัฒนาหลักสูตร โดยออกแบบหลักสูตรรูปแบบใหม่ชื่อ Young Agri-business Entrepreneurs ซึ่งนักศึกษาจะได้รับการเรียนรู้จากผู้ชำนาญการในแต่ละด้านของซีพีเอฟ 2.) ด้านการพัฒนาการวิจัย โดยต่อยอดจากการวิจัย จัดทำโครงการต่อเนื่องในด้านอาหารและอาหารสัตว์ เช่น โครงการไก่เบตงครบวงจร แพะเนื้อ แพะนม ข้าวโพด ทุเรียน มังคุด และกาแฟ เป็นต้น และ 3.) ด้านโครงการและกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการ CPF in your Area ที่นำโมเดลธุรกิจห้าดาวให้เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ภายในรั้วมหาวิทยาลัย และ การจัด Alumni Panelist เพื่อนำผู้บริหารซีพีเอฟที่เป็นศิษย์เก่าร่วมให้ความรู้ หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษา ตลอดจน การจัดวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อต่างๆที่เป็นความเชี่ยวชาญของซีพีเอฟ เช่น ด้านเทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยีการเกษตร วิศวกรรม ไอที และ ด้านธุรกิจ

FSMART ลุยธุรกิจคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” หลังบอร์ดไฟเขียวลงทุนเพิ่ม 140 ล.

0
นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 มีมติอนุมัติให้บริษัทเพิ่มเงินลงทุนในบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด (FVD) จากเดิมบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 10% โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 19.34% โดยได้ใส่เงินลงทุนเพิ่มอีก 140 ล้านบาท  ทั้งนี้ FVD เป็นบริษัทที่จะทำธุรกิจคาเฟ่อัตโนมัติภายใต้แบรนด์ “เต่าบิน” ได้เริ่มเปิดตัวและวางจำหน่ายแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค ทำให้บริษัทต้องใส่เงินเพิ่มทุนเพื่อเร่งขยายธุรกิจ โดยจะขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2564

คาเฟ่อัตโนมัติภายใต้แบรนด์ “เต่าบิน” จะเป็น New S-curve หรือธุรกิจที่จะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญ ที่จะสนับสนุนให้บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต รวมทั้งได้ขยายไปยังฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยภายใน 3 ปีนี้ ตั้งเป้าขยายจุดติดตั้งไปตามทำเลคุณภาพที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น ออฟฟิศ สำนักงาน คอนโดมิเนียม ชุมชนที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล รวมทั้งมหาวิทยาลัย ให้ได้ 20,000 จุด และคาเฟ่อัตโนมัติของบริษัทอาจจะเข้ามา Disrupt หรือแทนที่ร้านกาแฟและร้านขายเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ ที่ต้องจ้างพนักงานชง เพราะเราใช้ AI หรือหุ่นยนต์ในการชงทำให้ได้รสชาติคงที่และได้มาตรฐาน โดยใช้เมล็ดกาแฟสดคัดพิเศษและส่วนผสมคุณภาพสูง นอกจากเมนูกาแฟต่าง ๆ ทั้งแก้วร้อนและเย็นแล้ว ยังมีเมนูเครื่องดื่มรวมกันมากกว่า 80 เมนู ที่สามารถขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด

ปัจจุบัน FSMART มี 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงินอัตโนมัติ ธุรกิจทางการเงินและสินเชื่อครบวงจร และธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้า ซึ่งธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้านี้มีโอกาสสร้างรายได้ขึ้นเป็น 10% จากการขยายตู้ครบ 20,000 ตู้ภายใน 3 ปี และตั้งเป้ายอดขายต่อวัน 600,000 แก้ว หรือเฉลี่ยเพียง 30 แก้วต่อวันต่อตู้เท่านั้น ทำให้ FVD จะสร้างรายได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท ถือเป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้เพราะตั้งแต่ต้นปีจากการนำร่องทดลองวางตู้คาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” ในทำเลเป้าหมาย พบว่าทุกจุดติดตั้งสามารถขายได้มากกว่า 30 แก้วต่อวันและบางทำเลมียอดขายขึ้นไปถึง 50-60 แก้ว ขณะที่คาเฟ่อัตโนมัติ ถือเป็นธุรกิจที่ให้มาร์จิ้นหรืออัตรากำไรสูงถึง 60-70%

“การรุกเข้าสู่คาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” นั้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยที่ชื่นชอบในการดื่มกาแฟและเครื่องดื่มต่าง ๆ มีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตลาดที่มีมูลค่าอยู่ราว 200,000 ล้านบาท จึงถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี  โดยการลงทุนในคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน”ครั้งนี้ จะทำให้ FSMART ได้รับประโยชน์ 3 เด้ง คือรายได้ค่าบริหารจัดการคาเฟ่อัตโนมัติทั้งหมด, รับรู้กำไรประจำปีตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น จากธุรกิจใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูง และยังได้ขยายจุดติดตั้งบริการ “ตู้บุญเติม” ที่จะไปควบคู่กับคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน”เพราะจะอยู่ในตู้หรือแพลตฟอร์มเดียวกัน” นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า เงินที่ใช้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นไปตามแผนลงทุนที่บริษัทได้วางไว้ว่าปีนี้จะลงทุน 500 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งจะมาเพิ่มทุนในคาเฟ่อัตโนมัติ  “เต่าบิน” โดยไม่กระทบกับฐานะทางการเงินของบริษัทที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งในด้านความสามารถในการทำกำไรและสภาพคล่อง นอกจากนี้ บริษัทยังคงมีการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง

ขีดเส้นตาย การบินไทย – บางกอกโพสต์ แก้ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบให้จบใน 3 ปี จ่อถูกดีดออกจากตลาดหลักทรัพย์

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แจ้งดำเนินการกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และ บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) หรือ POST กรณีส่วนผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์ เนื่องจากทั้งสองบริษัทจดทะเบียน ได้นำส่งงบการเงินประจำปี 2563 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยส่วนผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์

โดย การบินไทย หรือ THAI มีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ -128,742 ล้านบาท ส่วนบางกอกโพสต์ หรือ POST มีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบที่ -230 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนตามข้อกำหนดตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่องการเพิกถอนหลัทรัพย์จดทะเบียน

เพื่อให้เป็นไปตามความในข้อกำหนดตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการดังนี้

1.ประกาศว่าหลักทรัพย์ POST และ THAI มีเหตุเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนเป็นปีที่ 1 (NC ระยะที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย NC (Non-compliance) และ ยังคงเครื่องหมาย SP (Suspension) ห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไป

2.ให้ POST แจ้งทางเลือกของบริษัทว่า จะทำแผนฟื้นฟูกิจการเสนอผู้ถือหุ้นก่อนดำเนินการ หรือเลือกที่จะยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อเสนอแผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย หรือเลือกที่จะขอเพิกถอนโดยสมัครใจ หรือมีทางเลือกอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นของบริษัท และ ให้ THAI แจ้งว่านอกเหนือจากการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเสนอแผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายแล้ว บริษัทจะมีทางเลือกอื่นใดอีกหรือไม่

พร้อมทั้งให้ทั้ง POST และ THAI กำหนดเวลาดำเนินการตามแนวทางที่เลือกฟื้นฟูกิจการ หรือทางเลือกอื่นใด (ถ้ามี) และเผยแพร่ให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนได้ทราบภายในวันที่ 7 เมษายน 2564

3.เมื่อครบกำหนดเวลาตามข้อ 2 และบริษัทได้แจ้งทางเลือกอย่างครบถ้วนชัดเจนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะอนุญาตให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทได้เป็นเวลา 1 เดือน และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จะห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัท จนกว่าบริษัทจะดำเนินการให้เหตุแห่งการเพิกถอนหมดไป และดำเนินการให้บริษัทมีคุณสมบัติเพื่อกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ

หากไม่แจ้งหรือยืนยันทางเลือกภายในกำหนดเวลาตามข้อ 2 ตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจไม่อนุญาตให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์

4.ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะให้ระยะเวลา POST และ THAI ในการแก้ไขเหตุเพิกถอนให้หมดไปภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ซึ่งกำหนดเป็น 3 ระยะ โดยแต่ละระยะมีเวลา 1 ปี (NC ระยะที่ 1, NC ระยะที่ 2 และ NC ระยะที่ 3) เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว หากบริษัทยังไม่สามารถแก้ไขเหตุเพิกถอนให้หมดไปได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเสนอคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพิจารณาเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์ ขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนโปรดศึกษารายละเอียดงบการเงินฉบับเต็มของ POST และ THAI พร้อมทั้งติดตามการนำเสนอทางเลือกในการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งผลประกอบการปี 2563 ขาดทุน 1.41 แสนล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 1.29 แสนล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 128,742 ล้านบาท จากปี 2562 ที่เป็นบวก 21,827 ล้านบาท

ส่วน บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) หรือ POST แจ้งผลประกอบการปี 2563 ขาดทุน 364 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 56 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 230 ล้านบาท จากปี 2562 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก 295 ล้านบาท

ธุรกิจค้าปลีกเครือซีพี ผนึกกำลังช่วยเกษตรกร รับซื้อผักผลไม้ล้นตลาด

0

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สินค้าประเภทพืช ผัก ผลไม้ ที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ส่งผลกระทบต่อการจัดจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผนึกกำลังธุรกิจค้าปลีกในเครือ ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (โลตัส) ประกาศความร่วมมือรับซื้อผลผลิตของผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร เพื่อนำมาจำหน่ายในช่องทางต่างๆ ทั่วประเทศทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้และช่วยระบายสินค้าเกษตร ไม่ให้เกิดปัญหาการล้นตลาดในประเทศไทย

เครือเจริญโภคภัณฑ์มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนภาคเกษตรและธุรกิจเอสเอ็มอีมาโดยตลอด โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างทักษะ องค์ความรู้ การสร้างอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายและการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มเปราะบางทางสังคม ซึ่งในภาวะที่เกษตรกรกำลังเผชิญปัญหาผลผลิตล้นตลาด ทางธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี จึงได้ร่วมมือกับหอการค้าไทยรับซื้อผลผลิตของผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร เพื่อนำมาจำหน่ายในช่องทางต่างๆ ทั่วประเทศ และส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและยกระดับสินค้าต่อไป

ทั้งนี้ ธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพียินดีให้การสนับสนุนรับซื้อผลผลิตดังกล่าว และได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว เช่น โลตัส รับซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้ จากชมรมผู้ผลิตมะม่วงเชิงธุรกิจ จ.พิจิตรและจ.พิษณุโลก โดยผ่านการแนะนำจากประธานหอการค้าจังหวัดพิจิตรและกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงทับไทร จ.พิจิตร ,ซีพีออลล์ รับซื้อถั่วลายเสือจากวิสาหกิจชุมชนแม่ฮ่องสอน ขายผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และแม็คโคร ติดต่อกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ส่งออกมะม่วง อ.บางแพ จ.ราชบุรี ซึ่งมีเกษตรกรกว่า 60 ราย

ที่ผ่านมาเครือซีพีและบริษัทในเครือได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งหอการค้าไทย ในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรหลากหลายรูปแบบและต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการ Big Brother ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นพี่สอนน้องที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย โดยส่งเสริมองค์ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า และยังมีโครงการ  Business Accelerator ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่ายทั่วประเทศ ได้เข้าสู่กระบวนการประเมินความพร้อมของผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ให้ได้รับทราบจุดแข็งจุดอ่อน เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สู่โอกาสในการเจรจาการค้ากับโมเดิร์นเทรด เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่โมเดิร์นเทรดโลตัส

นายสมพงษ์  รุ่งนิรัติศัย  ประธานคณะผู้บริหาร  ธุรกิจโลตัส  ประเทศไทย กล่าวว่า  ที่ผ่านมาโลตัสมีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีและเกษตรกรมาโดยตลอด  ทั้งในรูปแบบโครงการพัฒนาศักยภาพ  จัดอบรมให้ความรู้และช่วยพัฒนาสินค้าต่อยอดธุรกิจ รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่าย  และร่วมมือกับเครือข่ายหอการค้าต่างจังหวัดในการช่วยเหลือรับซื้อสินค้าเกษตรโดยตรงเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ของโลตัสในแต่ละจังหวัด  เพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและลดปัญหาเรื่องของพ่อค้าคนกลาง โดยปีนี้ โลตัสจะช่วยรับซื้อผักและผลไม้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10,000 ตัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรทั่วประเทศ

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า แม็คโครมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรและเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาแม็คโครได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนในการพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีในแต่ละกลุ่มธุรกิจอยู่เสมอ  ผ่านทางโครงการต่างๆ  เพื่อทำให้สินค้าเกษตร  กลุ่มผู้ผลิตสินค้า และภาคบริการสามารถที่จะดำเนินกิจการไปได้พร้อมๆกัน  นอกจากนี้แม็คโครยังส่งเสริมเกษตรกรด้วยการรับซื้อสินค้าเกษตรโดยตรงที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง  เพื่อช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ  และทำให้เกษตรกรมั่นใจในราคาสินค้าที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในแม็คโครสาขาต่างประเทศด้วย โดยปีนี้ทางแม็คโครตั้งเป้าที่จะรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรเพิ่มมากขึ้นอีก 20% จากที่ผ่านมาได้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่สาขาทั่วประเทศกว่า 1.7 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาทต่อปี   

สำหรับช่องทางจำหน่ายผ่านธุรกิจค้าปลีกของเครือซีพี พบว่า ปัจจุบันโลตัส มีสาขารวม 2,158 สาขา มี 4 รูปแบบ ได้แก่ไฮเปอร์มาร์เก็ต 214 สาขา, ตลาดโลตัส 179 สาขา ,เทสโก้ เอ็กซ์เพรส 1,574 สาขา และให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า 191 สาขา ขณะที่ซีพีออลล์ มีช่องทางผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศรวม 10,268 สาขา แบ่งเป็นร้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 4,556 สาขา ต่างจังหวัด 5,712 สาขา ส่วนแม็คโคร มีสาขาในประเทศไทย 134 สาขา และมีสาขาอยู่ในต่างประเทศจำนวน 7 สาขาคือ เมียนมา  กัมพูชา อินเดีย และจีน

ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ปัจจุบันผักและผลไม้ตามฤดูกาล ได้แก่ มะม่วง ส้ม สับปะรด ลำไย ลองกอง เป็นต้น มีผลผลิตรวมกว่า 2.4 ล้านตัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือซีพีและบริษัทในเครือคือ ซีพีออลล์ แม็คโครและโลตัส ให้การสนับสนุนรับซื้อผลผลิตดังกล่าว เพื่อนำมาจำหน่ายในช่องทางต่างๆ หากมีปริมาณผักและผลไม้จำนวนมากเพียงพอ จะนำไปสู่การทำโรงบรรจุภัณฑ์และยกระดับมาตรฐาน GAP ด้วย โดยธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี เป็นกลุ่มธุรกิจที่ให้ความร่วมมือมาโดยตลอดและให้ความช่วยเหลือเป็นรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือแบงก์ชั้นนำ ยกระดับบริการเปิดใช้ระบบ EDC Pooling

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความวางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ภายใต้นโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการที่หลากหลายผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในแบบที่มีความเฉพาะตัวของบุคคล (Personalization) มากยิ่งขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม Digital และ Non-digital ที่สามารถเข้าถึงความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์

ล่าสุด บริษัทเปิดตัว “นวัตกรรมระบบ EDC Pooling” การให้บริการรูปแบบใหม่แก่ลูกค้าสำหรับการชำระเบี้ยประกันชีวิต โดยจับมือกับธนาคารชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นำร่องให้บริการลูกค้าสามารถชำระเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทฯ ด้วยเครื่องรูดบัตรเครดิต EDC (Electronic Data Capture) เพียงเครื่องเดียว แทนรูปแบบเดิมที่ต้องมีเครื่องรูดบัตร EDC โดยเฉพาะสำหรับบัตรเครดิตของแต่ละสถาบันการเงิน การเปิดให้บริการดังกล่าวของบริษัทฯ ถือเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกใน ประเทศไทยที่เปิดให้บริการ

ทั้งนี้ การให้บริการดังกล่าวนั้น บริษัทฯ มุ่งหวังที่จะอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ใช้บริการ พร้อมทั้งช่วยป้องกันความเสี่ยงในการทำธุรกรรมให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งในระยะแรกเริ่มจะเปิดให้บริการ ณ ศูนย์บริการลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ สำนักงานสาขาภูมิภาคทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สำนักงานสาขาภูมิภาคเชียงใหม่ สำนักงานสาขาภูมิภาคขอนแก่น และสำนักงานสาขาภูมิภาคหาดใหญ่ โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป พร้อมมีแผนที่จะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังศูนย์บริการลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ ภายในไตรมาส 2 ของปี 2564 และคาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะมีพันธมิตรธนาคารเข้าร่วมให้บริการ EDC Pooling เพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การเปิดให้บริการ EDC Pooling ยังเป็นการช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการด้านการชำระเงินของบริษัทฯ ให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายของบริษัทฯ ที่ต้องการลดจำนวนเครื่องรูดบัตร ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกินความจำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ ที่ควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“เรามั่นใจว่าบริการ EDC Pooling ที่เมืองไทยประกันชีวิตได้ร่วมกับธนาคารชั้นนำ จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการชำระเบี้ยประกันภัยได้เป็นอย่างดี และแม้ว่าการดำเนินธุรกิจในปีนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการให้ครบในทุกด้าน เพื่อตอกย้ำนโยบาย MTL Trusted Lifetime Partner รวมถึงเชื่อมต่อกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ (Ecosystem Partner) ดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และในอนาคตเรายังเตรียมขยายบริการดังกล่าวไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ” นายสาระ กล่าว

แบงก์ชาติ มองปรับลดดอกเบี้ยผิดสัญญาเงินกู้-ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยคนปลดหนี้ง่ายขึ้น

0

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดสัญญาเงินกู้และกรณีผิดนัดชำระหนี้จากเดิมร้อยละ 7.5 เหลือ ร้อยละ 5 นั้น คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่เสนอ และจะนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในลำดับต่อไป

การปรับลดลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดสัญญาเงินกู้และกรณีผิดนัดชำระหนี้ในครั้งนี้ สอดคล้องกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และลำดับการตัดชำระหนี้ที่ได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักคิดและแนวปฏิบัติครั้งใหญ่ของระบบการเงินไทยใน 3 เรื่อง คือ

  1. การคำนวณกรณีผิดสัญญาเงินกู้และกรณีผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดเฉพาะงวดที่ผิดนัดจริง ไม่ให้รวมงวดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
  2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่ให้บวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาได้ไม่เกิน 3%
  3. การกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้ให้มีโอกาสตัดเงินต้นได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านประเด็นวินัยทางการเงิน ซึ่งเดิมมีแนวคิดว่าหากกำหนดอัตราเบี้ยปรับไว้สูงประชาชนจะไม่ผิดชำระหนี้ แต่ด้วยสถานการณ์เปลี่ยนไป พิจารณาแล้วเห็นว่าการคิดค่าปรับในอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะเป็นอุปสรรคต่อการชำระหนี้ของประชาชน จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ทำให้ประชาชนมีโอกาสชำระหนี้ได้มากขึ้นและมีโอกาสผิดนัดน้อยลง เป็นการปรับข้อกฎหมายให้ทันสมัยสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายมากขึ้น

จัดระเบียบบัญชีเงินฝากแบบไม่ต้องปวดหัวทีหลัง

0

ที่มา : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เขียนโดย : ปิติพงษ์ รุ่งเรืองวุฒิกุล นักวางแผนการเงิน CFP®

“บ้านที่ดีต้องสร้างจากโครงสร้างรากฐานที่แข็งแรงฉันใด  ความมั่นคงก็สร้างมาจากโครงสร้างการเงินที่ดีฉันนั้น”

ผู้เขียนเชื่อว่า หลายๆท่านคงเคยมีประสบการณ์ชวนปวดหัว  การบริหารจัดการบัญชีธนาคาร  มากันบ้างไม่มากก็น้อย  มาวันนี้ทางผู้เขียนจะขอแบ่งปันเทคนิคในการวางโครงสร้างบัญชีธนาคารให้ไม่ต้องมาปวดหัวภายหลัง  และแถมช่วยให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ไวขึ้นอีกด้วย  โดยที่โครงสร้างและหน้าที่แต่ละบัญชีเป็นดังนี้

บัญชีตัวกลาง    หัวใจของการบริหารเงิน  เพราะมีหน้าที่รับเงินเข้าจากบัญชีรายรับ  แล้วโอนเงินออกไปยังบัญชีสำหรับการลงทุนและบัญชีรายจ่ายต่อไป

บัญชีรายรับ   มีหน้าที่ในการรับเงินรายได้ และโอนต่อไปที่บัญชีตัวกลาง บัญชีประเภทนี้ มักต้องเปิดกับธนาคารที่ผู้จ่ายเงินเลือกมาให้  ส่วนในกรณีที่สามารถเลือกเปิดกับธนาคารใดก็ได้  ให้เลือกเปิดกับธนาคารเดียวกับบัญชีตัวกลาง  โดยบัญชีรายรับสามารถแบ่งเป็น

– บัญชีรายได้ประจำ  ใช้สำหรับรับรายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอ เช่น เงินเดือน ค่าเช่า  รายได้ชนิดนี้จะมีวันที่เงินเข้าแน่นอน ดังนั้นจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้การตั้งโอนล่วงหน้าอัตโนมัติให้เข้าบัญชีตัวกลางเป็นประจำทุกเดือน

– บัญชีรายรับไม่ประจำ  ใช้สำหรับรับรายได้ที่เข้ามาไม่สม่ำเสมอ  เช่น ค่าขายสินค้า  ค่าจ้างงานเป็นครั้งๆ บัญชีนี้จะต่างกับบัญชีรายรับประจำ  เพราะว่าเงินที่เข้าไม่ได้มีวันที่แน่นอน เจ้าของบัญชีควรตรวจสอบบัญชีทุกสิ้นเดือนพร้อมจดบันทึกว่าเป็นรายได้จากที่ไหน  แล้วจึงโอนเข้าบัญชีตัวกลาง เพื่อนำไปลงทุนและใช้จ่ายต่อไป

บัญชีสำหรับการลงทุน    มีหน้าที่ดึงเงินจากบัญชีตัวกลางเพื่อส่งต่อเงินไปลงทุนตามสินทรัพย์ต่างๆที่วางแผนไว้

– บัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน   บัญชีนี้ควรมีเงินไว้ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินจริงๆ โดยเลือกประเภทบัญชีที่สามารถถอนออกมาใช้ได้ทันที และมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนสำหรับกรณีที่บัญชีไม่มีการเคลื่อนไหว

– บัญชีสำหรับลงทุนในกองทุนรวม  มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการจ่ายเงินออกเพื่อนำไปลงทุนในกองทุนรวม  รับเงินขายคืนกองทุนรวมและรับเงินปันผล  โดยที่เปิดเป็นบัญชีเดียวกับธนาคารตัวกลางและให้เปิดบัญชีซื้อขายกองทุนผ่าน บลจ. ที่เป็น Open Architecture (สามารถซื้อ ขายกองทุนได้หลาย บลจ. ผ่านทาง บลจ. เดียที่เปิดบัญชีไว้)  ซึ่งทำให้ใช้สมุดบัญชีเล่มเดียวซื้อขายกองทุนได้หลาย บลจ.

– บัญชีสำหรับลงทุนในหุ้น  มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการจ่ายเงินออกเพื่อนำไปลงทุนในหุ้น  รับเงินจากการขายหุ้น และรับเงินปันผล  โดยให้เปิดเป็นบัญชีเดียวกับธนาคารตัวกลางเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมและตรวจสอบ

บัญชีสำหรับรายจ่ายต่างๆ   

– บัญชีสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว  แนะนำผูกกับบัตร ATM โดยใส่เงินในบัญชีให้เพียงพอใช้จ่ายประมาณ 1-2 เดือน  เพื่อไม่ให้ใช้เงินเกินจากที่วางแผนไว้และเลือกทำบัตร ATM ที่สามารถถอนเงินได้จากตู้ ATM ทั่วโลกสำหรับคนที่ท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นประจำ

– บัญชีสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว  แนะนำเลือกธนาคารเดียวกับบัญชีตัวกลางที่มีบริการถอนเงินจากตู้ATM โดยไม่ต้องใช้บัตร  เมื่อสมาชิกครอบครัวต้องการเบิกเงินสดจากบัญชีนี้  เจ้าของบัญชีสามารถทำธุรกรรมผ่าน App บนมือถือแล้วส่งรหัสให้สมาชิกในครอบครัวไปกดรับเงินที่ตู้ ATM ที่สะดวกได้ทันที  วิธีนี้ช่วยให้สามารถใช้บัญชีเดียวเป็นกองกลางที่สามารถเบิกถอนออกไแได้หลายคนโดยมีเจ้าของบัญชีเป็นผู้บันทึกว่าการถอนแต่ละครั้งมีจุดประสงค์เพื่ออะไร

– บัญชีสำหรับค่าผ่อนชำระหนี้ต่างๆ  ใช้สำหรับชำระหนี้สินเชื่อนะยะยาว โดยให้เลือกเปิดบัญชีที่ผู้ให้สินเชื่อ สามารถทำเรื่องตัดเงินอัตโนมัติ (ATS) ได้เพื่อลดขั้นตอนในการที่ต้องไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร

cr. ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ธอส. ระดมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ออกบูธให้บริการปชช. ใน “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021”

0

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ร่วมออกบูธในงาน “รับสร้างบ้าน Focus 2021” ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2564 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผลิตภัณฑ์หลักที่จะนำไปให้บริการในครั้งนี้ ประกอบด้วย

  1. สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ดอกเบี้ยปีแรก 2.60% ต่อปี ปีที่ 2 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.35% ต่อปี ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-2.80% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.917%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.150% ต่อปี) กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นปีแรกเพียง 3,400 บาท/เดือนเท่านั้น วัตถุประสงค์การให้กู้ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์หลัก อาทิ เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม ซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส. และไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ทั้งนี้ เฉพาะที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เท่านั้น จองสิทธิ์สินเชื่อภายในงาน ยื่นคำขอกู้ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม – 9 เมษายน 2564 ทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 พิเศษ!! ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม และลูกค้าที่มีวงเงินทำนิติกรรมสูงสุด 2 อันดับแรก รับฟรี ชุดเครื่องครัว (8 ชิ้น/ชุด) จาก Index Livingmall ส่วนลูกค้าที่มีวงเงินทำนิติกรรมสูงสุด อันดับที่ 3 และ 4 จะได้รับเครื่องชงกาแฟแบบหยด 1 เครื่อง จาก Vesasu
  2. สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเกล็ดดาว หน่วยละ 5,000 บาท จำนวนรวม 10 ล้านหน่วย(แบ่งเป็น 10 หมวด ๆ ละ 1 ล้านหน่วย) ผลตอบแทนหน้าสลาก 0.4% ต่อปี อายุสลาก 2 ปี ออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือนรวม 24 ครั้ง ได้ลุ้นรางวัลมากมาย แบ่งเป็นรางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลสูงถึง 1,000,000 บาท/หมวด รางวัลที่ 2 รางวัลละ 50,000 บาท 4 รางวัล/หมวด รางวัลที่ 3 รางวัลละ 5,000 บาท 20 รางวัล/หมวด รางวัลที่ 4 รางวัลละ 500 บาท 20 รางวัล/หมวด รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 100 บาท รางวัลเลขสลับเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 50 บาท รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 50 บาท และรางวัลเลขสลับเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 20 บาท และยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยและเงินรางวัล พิเศษสำหรับผู้ที่จองสิทธิ์ภายในงาน และซื้อสลากออมทรัพย์ภายในงานหรือสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในวันที่ 10-19 มีนาคม 2564 จะได้รับตุ๊กตาหมี 1 ตัว/ราย
  3. เงินฝากออมทรัพย์ New Flexi for Welfare and Corporate สำหรับลูกค้าที่มีเงินเดือนประจำ จากหน่วยงานหรือบริษัท หากเปิดบัญชีและมียอดเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.85% ต่อปี พิเศษ!! หากเดือนใดไม่มีการถอนจะได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่ม 0.25% ต่อปี (คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 1.1% ต่อปี) และดอกเบี้ยที่ได้รับ ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จองสิทธิ์ภายในงาน และเปิดบัญชีระหว่างวันที่ 10 – 19 มีนาคม 2564 ได้ที่สาขาของ ธอส. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น พิเศษสำหรับลูกค้า ที่เปิดบัญชีตามระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับตุ๊กตาหมี 1 ตัว/รายทั้งนี้

ภายในงานธนาคารยังมีเจ้าหน้าที่ผู้เชียวชาญทั้งทางด้านสินเชื่อและเงินฝาก พร้อมให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าประชาชนเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของธนาคารทาง www.ghbank.co.th, Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ Application : GHB ALL

กทม. ประดับไฟเขียวพระปรางค์วัดอรุณฯ ร่วมโครงการ Global Greening Programme 2021

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้เข้าร่วมโครงการ Global Greening Programme 2021 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (St. Patrick’s Day) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (St. Patrick’s Day) ในวันพุธที่ 17 มีนาคม 2564 ด้วยการประดับไฟสีเขียว ณ พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สวยงามที่สุดในกรุงเทพมหานคร และยังเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยจะเปิดไฟสีเขียวในช่วงเวลา 19.00 – 22.00 น.

นอกจากวัดอรุณฯ แล้ว ยังมีอาคารอื่นในประเทศไทยที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โรงแรมคอนราด อาคาร 208 วายเลสโร้ด ทาวเวอร์ (ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ฯ) และอาคารออล ซีซั่นส์ เพลส เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชาวต่างชาติและชุมชนชาวต่างประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกรุงเทพมหานครกับประเทศต่าง ๆ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในประเทศไทย อันจะเป็นการยกระดับความร่วมมือเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาเมืองในด้านต่าง ๆ ในอนาคต

โครงการ Global Greening Programme เป็นโครงการของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สาธารณรัฐไอร์แลนด์ให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลก โดยเชิญชวนเมืองต่างๆ ทั่วโลก ร่วมกันประดับไฟสีเขียว ซึ่งเป็นสีประจำชาติของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ตามอาคารและสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ สำหรับอาคารและสถานที่สำคัญ ในต่างประเทศที่จะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ ได้แก่ อาคารซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ (Sydney Opera House) เครือรัฐออสเตรเลีย ลอนดอนอาย (The London Eye) สหราชอาณาจักร หอเอนเมืองปิซา (The Leaning Tower of Pisa) ประเทศอิตาลี น้ำตกไนแองการา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น