Home Blog Page 428

กอช. เชิญชวนพระภิกษุสงฆ์ สามเณร สร้างวินัยการออม

0

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ขอเชิญชวนพระภิกษุสงฆ์ สามเณร อายุ 15 – 60 ปี วางแผนออมเงินไว้ใช้หลังอายุ 60 ปี ขั้นต่ำเพียง 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี พร้อมรับเงินสมทบเพิ่มจากรัฐสูงสุด 1,200 บาทต่อปี สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิและสมัครได้ที่แอปพลิเคชัน “กอช.”

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า จากการบรรยายให้ความรู้การวางแผนทางการเงิน การออมเงินให้คณะผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้ง 14 กลุ่ม แผนกสามัญศึกษา จำนวน 407 โรงเรียน ครอบคลุมพระภิกษุสงฆ์และสามเณรทั่วประเทศ ได้การตอบรับและสนใจออมเงินกับ กอช. โดยรับเงินสมทบเพิ่มจากรัฐบาล

ทั้งนี้ กอช. จึงขอเชิญชวนพระภิกษุสงฆ์ สามเณร วางแผนการออมเงินไว้ใช้หลังอายุ 60 ปี และเป็นตัวอย่างในการสร้างวินัยการออมให้กับประชาชนและชุมชนรอบวัด โดยตรวจสอบสิทธิและคุณสมบัติก่อนการสมัครสมาชิกได้ที่แอปพลิเคชัน “กอช.” ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มีสิทธิสมัคร เพียงกรอกข้อมูลการสมัครได้ที่แอปพลิเคชัน “กอช.” หรือ หน่วยรับสมัครสมาชิกใกล้บ้านท่าน อาทิ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ สำนักงานคลังจังหวัด สถาบันการเงินชุมชน ตัวแทน กอช. ประจำหมู่บ้าน ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา รวมทั้งเคาน์เตอร์เซอร์วิส เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ตู้บุญเติม และเครือข่ายรับสมัครทั่วประเทศสำหรับการออมเงินกับ กอช. ผู้ที่มีอายุ 15 – 60 ปี เริ่มต้นออมเงินขั้นต่ำเพียง 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี และรับเงินสมทบจากรัฐเพิ่มสูงสุด 1,200 บาทต่อปี ตามช่วงอายุของสมาชิก (การรับเงินสมทบเป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.บ. กอช.) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000 “คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

รู้เก็บรู้ออม : ห้องเรียนนักลงทุน Live ปี 64

0

ก่อนหน้านี้ “คุณนายพารวย” เคยเปิดวาร์ปพา “มือใหม่” อยากลงทุนหุ้นไปรู้จัก 4 สิ่งที่ต้องมีเพื่อเช็กลิสต์ความพร้อม คือ 1.มีบัญชีหุ้น 2.ลงแอปฯไว้เทรดหุ้น 3.มีบัญชีไว้รับเงินปันผล และ 4.ต้องมีความรู้

“คุณนายพารวย” อยากบอกว่า ข้อ 1-3 นี่ ทุกคนสามารถทำได้ไม่ยาก!! แต่สำหรับข้อ 4 คือการมีความรู้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของ “มือใหม่” ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินให้กับตัวเอง

แต่ยุคสมัยนี้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปนั่งเรียนในห้องเรียนจริงๆ เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดห้องเรียนออนไลน์ให้ความรู้เรื่อง การออม การลงทุน การเงิน การบริหารจัดการภาษี เรียกว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้อง ความมั่งคั่ง และเงินในกระเป๋าของเรา ผ่านเว็บไซต์ setinvestnow.com แถมยังมีกิจกรรมให้ได้เรียนรู้ตลอดทั้งปี

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัด “ห้องเรียนนักลงทุน Live! ปี 64” ให้ความรู้นักลงทุนหน้าใหม่หรือจะหน้าเก่าก็ไม่ว่ากัน นักเรียน นิสิต นักศึกษา พนักงานออฟฟิศเรียนได้หมด

โดยรูปแบบ “ห้องเรียนนักลงทุน Live ปี 64” ครั้งนี้ เป็นสัมมนาออนไลน์ที่ต้องการให้นักลงทุน “มือใหม่” เข้าใจ และใช้เครื่องมือในการลงทุนเป็น กับ “6 เครื่องมือเด็ดสูตรสำเร็จการลงทุน” โดยมีกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเป็นผู้สอน

สามารถติดตาม Live กันได้ทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน เริ่มครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ. และจะทำต่อเนื่องไปถึงเดือน ก.ค.64 ในช่วงเวลา 10.00-11.30 น. ผ่านช่องทาง Facebook และ YouTube “SET Thailand”

แต่หากเข้าเรียนไม่ทัน ตาม Live ไม่ได้ ก็ยังสามารถดูย้อนหลังได้อย่างไม่ตกหล่น โดย Live ที่เพิ่งจัดไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ก.พ. มีหัวข้อที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “วางแผนดี ได้ภาษีคืน ด้วยโปรแกรม Tax Planning” ถือว่าตอบโจทย์ทันสถานการณ์ที่ขณะนี้เป็นช่วงให้ยื่นแบบจ่ายภาษีกันอยู่

สำหรับหัวข้อที่จะจัดในวันที่ 21 มี.ค.นี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “ลงทุนหุ้นออนไลน์ ด้วย SettradeStreaming” พาไปรู้จักเครื่องมือลงทุนใน SettradeStreaming ที่จะเป็นตัวช่วยการลงทุนสำหรับมือใหม่ พร้อมสอน 4 step สู่การเป็นนักลงทุนคุณภาพ จะต้องทำอย่างไรบ้าง เตรียมเปิด Live รอได้เลย!!

ต่อด้วย 25 เม.ย. พบกับหัวข้อ “จับจังหวะลงทุน ด้วย Technical Chart” นักลงทุนสายเทคนิคต้องไม่พลาด ส่วนเดือนถัดๆไปมีทั้งหัวข้อ “กำไรต้องเก็บ ขาดทุนต้องตัด ด้วย Conditional Order” หัวข้อ “ออมสม่ำเสมอในหุ้น ด้วย DCA Order” และปิดท้ายด้วยหัวข้อ “ออมสม่ำเสมอในกองทุนรวม ด้วย Streaming for fund”

ประเมินดูแล้ว พลาดไม่ได้ทุกหัวข้อ อยากสร้างความมั่งคั่ง อยากมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติอย่างเข้าใจ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น อย่าลืมว่า “ความรู้ไม่มี ความมั่งมีไม่บังเกิด” นะจ๊ะ!!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

บอสใหญ่ค่ายสิงห์ ร่วมยินดีโปรอาร์ม เปิดสถาบันกอล์ฟที่โพธาลัย

0

นายสันติ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เดินทางเป็นประธานในพิธีเปิดสถานบันสอนกอล์ฟ กิรเดช เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์ ของ กิรเดช อภิบาลรัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โปรอาร์ม ยอดสวิงชาวไทยคนแรกในพีจีเอทัวร์ ณ โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพในด้านกีฬากอล์ฟด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย โดยในงานมี โปรบุญชู เรืองกิจ โปรกอล์ฟระดับตำนานของไทยและ นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด พร้อมด้วย เหล่านักกอล์ฟมากมายร่วมยินดี

สถาบัน “กิรเดช เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์” เป็นการต่อยอดความสำเร็จของ โปรอาร์ม ยอดสวิงหนุ่มชาวไทยสังกัดของ “สิงห์” และปัจจุบันแข่งขันในศึก พีจีเอ ทัวร์ ที่สหรัฐฯ ภายหลังจากประสบความสำเร็จกับการเปิดสถาบัน “กิรเดช กอล์ฟ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์” ณ สนามไดร์ฟเกียรติธาดา จนเป็นหนึ่งในสถาบันสอนกอล์ฟที่ได้ผลิตนักกอล์ฟเยาวชนขึ้นมามากมายในขณะนี้

นายสันติ ภิรมย์ภักดี ได้กล่าวคำอวยพรและแสดงความยินดีในการตัดริบบิ้นเปิดสถาบันฯ พร้อมกับทดสอบเครื่องซิมูเลเตอร์ของสถาบัน โดยมีโปรกอล์ฟของสถาบันให้คำแนะนำ ด้านโปรอาร์มที่ตอนนี้อยู่ระหว่างแข่งขันรายการพีจีเอ ทัวร์ ที่สหรัฐฯ กล่าวในคลิปวีดีโอ ว่า นักกอล์ฟทุกคนจะได้รู้จักสวิงกอล์ฟจริงๆ ผ่านเครื่องซิมูเลเตอร์ พร้อมกับอุปกรณ์ช่วยเหลือ และเทคโนโลยีอันทันสมัย ด้านการสวิงครบทุกจุด เพื่อให้ได้วงสวิงที่ถูกต้อง

สถาบัน กิรเดช เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์ เป็นสถาบันสอนกอล์ฟยุคใหม่ที่พร้อมมอบประสบการณ์กอล์ฟอันเหนือระดับให้กับผู้เรียนในการสร้างพื้นฐานกอล์ฟให้ถูกต้องอย่างมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีการสอนที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ตอบโจทย์การเรียนรู้ทักษะวงสวิงของนักกอล์ฟทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับฝีมือในห้องเรียนทั้งแบบIndoor และ Outdoor ที่มาพร้อมเทคโนโลยีกอล์ฟที่ใช้ในการสอนที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน( Indoor Golf Simulator, Trackman, Sam Puttlab) ซึ่งจะได้เรียนรู้ทักษะกีฬากอล์ฟแบบครบวงจรที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าการสร้างวินัยและสมาธิที่ดีให้กับบุตรหลาน การสร้างสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้นให้กับตัวเอง การเล่นกอล์ฟเพื่อเข้าสังคมใสวัยทำงาน รวมถึงการต่อยอดกีฬากอล์ฟไปสู่เส้นทางอาชีพ สถาบันแห่งนี้พร้อมตอบโจทย์ความต้องการในทุกรูปแบบ

พิเศษในช่วงโปรโมชั่นเปิดกิจกรรมรับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อซื้อแพ็คเกจ เบสิค โดยแบ่งออกเป็น จูเนียร์ โปร และ ซีเนียร์ โปร แบ่งออกเป็น 10, 20 และ 40 เซคชั่น เริ่มตั้งแต่ เบสิคแพ็คเกจ, โปร แพ็คเกจ (บริการแทร็คแมน) และ คอมโบ แพ็คเกจ (แซม พัตต์แล็บ + แทร็คแมน) ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่ 090-996-2295

โครงการชลประทานพื้นที่ตอนบน พร้อมรับมือและเฝ้าระวังพายุฤดูร้อน 21 – 22 มี.ค.

0
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน ฉบับที่ 2 (46/2564) ลงวันที่ 19 มีนาคม 2564 เรื่อง “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 21 – 22 มีนาคม 2564)” เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ส่งผลให้ประเทศไทยมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ นั้น

กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ โดยให้บุคลากรประจำอยู่ในพื้นที่ เพื่อสามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที พร้อมกับให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ในแต่ละช่วงเวลา

ทั้งนี้ หากเกิดฝนตกลงมาในพื้นที่ด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ จะส่งผลดีในการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างฯต่างๆให้มากขึ้น รวมทั้งปริมาณน้ำท่าในสายหลักต่างๆเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมด้วย นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ตอนบน ให้ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบอาคารชลประทานทุกแห่งให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งการแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่งทราบอย่างทั่วถึง รวมไปถึงการจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือไว้ในพื้นที่ต่างๆ ที่พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทานได้ตลอดเวลา

ซีพีเอฟ ร่วมรณรงค์ “วันป่าไม้โลก” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต ขับเคลื่อน“ครัวโลกที่ยั่งยืน”

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี เป็น”วันป่าไม้โลก” ซีพีเอฟ มุ่งมั่นมีส่วนร่วมและปลูกฝังพนักงานในองค์กรร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ของอาหารทั้งของมนุษย์และสัตว์ และเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ โดยส่งเสริมการดำเนินโครงการปลูกป่าทั้งในประเทศไทยและกิจการในต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย ตุรกี สำหรับในไทย ซีพีเอฟร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าบกและป่าชายเลน ซี่งในระยะที่หนึ่ง(ปี 2559-2563) ของการดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ภายใต้โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี สามารถอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า 5,971 ไร่ และโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ระยะที่หนึ่ง (ปี 2557-2561) อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า 2,388 ไร่ รวมทั้งดำเนินโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ปลูกฝังพนักงานปลูกต้นไม้ในสถานประกอบการของบริษัททุกแห่งทั่วประเทศ 1,720 ไร่

นอกจากนี้ ปลายปี 2563 บริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในโครงการปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)” เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู ป่าบกและป่าชายเลน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,000 ไร่ มุ่งสู่การมีส่วนร่วมปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อความมั่นคงทางอาหารและสร้างสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

บริษัทมุ่งมั่นมีส่วนร่วมเพิ่มพื้นที่ป่าตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินรับรอง ส่งเสริมให้คู่ค้าใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนส่งเสริมและให้ความรู้แก่เกษตรกรในการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพจากกระบวนการในห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟตั้งแต่ต้นทาง ณ พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร มีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย SDGs

ซีพีเอฟ ยังได้สนับสนุนแนวทางฟาร์มสีเขียว (Green Farm) พัฒนาฟาร์มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน สร้างธุรกิจฟาร์มสุกรรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจัดทำเป็นสวนป่านิเวศในฟาร์มสุกร เช่น โครงการสวนป่าชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร โดยนำของเสียที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงสุกรและมูลสุกรไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า เช่น น้ำปุ๋ยจากมูลสุกรที่ผ่านการบำบัดในกระบวนการผลิต นำไปรดต้นไม้ ใส่ปุ๋ยมูลสุกรให้ต้นไม้ เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาโครงการฯ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ป่านิเวศชุมชน และโครงการหนองหว้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีพื้นที่ว่างของชุมชนที่ต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการปลูกป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2559 และสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ป่านิเวศในชุมชน

นายวุฒิชัย กล่าวอีกว่า ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม บรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยกำหนดกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจตามวิสัยทัศน์ครัวของโลก ที่มีเป้าหมายสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์สู่ความยั่งยืนด้านดินน้ำป่าคงอยู่ ซีพีเอฟ ได้บูรณาการเป้าหมาย SDGs มาใช้กับการดำเนินงาน ซึ่งสอดรับกับ SDGs ข้อ 2 คือ ยุติความหิวโหย ข้อ 6 การจัดให้มีน้ำสะอาดและสุขอนามัยส่วนบุคคล ข้อ 7 การเข้าถึงพลังงานสะอาด ข้อ 12 การบริโภคด้วยความรับผิดชอบ ข้อ 13 การปกป้องโลกจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ข้อ 14 การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ข้อ 15 การปกป้องและฟื้นฟู ระบบนิเวศ และข้อ 17 สร้างความแข็งแกร่งของการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลก

กรมชลฯ พัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ 11 แห่ง รับมือทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม

0
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังจากการเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ให้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ได้ในช่วงฤดูแล้ง พร้อมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติให้เป็นไปตามกรอบแนวทางการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 11 แห่ง ได้แก่ 1.แนวทางการพัฒนาหนองช้างใหญ่ จ.อุบลราชธานี 2.แนวทางการพัฒนากว๊านพะเยา จ.พะเยา 3.แนวทางการพัฒนาหนองเล็งทราย จ.พะเยา 4.แนวทางการพัฒนาบึงราชนก จ.พิษณุโลก 5.แนวทางการพัฒนาบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 6.แนวทางการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จ.พิจิตร 7.แนวทางการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร 8.แนวทางการพัฒนาเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย 9.แนวทางการพัฒนาแก่งน้ำต้อน จ.ขอนแก่น 10.แนวทางการพัฒนาแก่งละว้า จ.ขอนแก่น และ 11.แนวทางการพัฒนาบึงละหาน จ.ชัยภูมิ

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดทำข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำ Masterplan การดำเนินงาน ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ปริมาณงานที่ต้องดำเนินการ ระยะเวลาการดำเนินการ การขออนุญาตใช้พื้นที่ รวมถึงพิจารณากิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถทราบถึงภาพรวมและองค์ประกอบของโครงการ ส่งผลให้การวางแผนงานเป็นไปอย่างมีระบบและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างสูงสุด

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ : สูงวัยปลูกผักอะไรดี

0

คุยกับอายักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร แนะนำว่า คนสูงวัย ควรจะปลูกผักแบบไหนดี

แนะนำให้ปลูกผักที่มีอายุยาว ปลูกทีเดียวทานได้ทั้งปี ไม่ต้องมาปลูกใหม่บ่อยๆให้เหนื่อย ซึ่งเหมาะกับคนวัยนี้ เช่น ผักบุ้งนา ผักหวาน บวบ

ซีพี ออลล์ เปิดแผนยุทธศาสตร์ยกระดับองค์กรสู่ความยั่งยืน 2021

0
ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์

เดินหน้านโยบาย ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ ประกาศเป้าหมายดำเนินงานความยั่งยืนภายใต้ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) ในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในยามวิกฤต ดูแลรอยยิ้มและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยใช้แนวนโยบาย คิดต่าง สร้างโอกาส และแบ่งปัน

จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อระบบสังคมและเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตหรือแม้แต่พฤติกรรมผู้บริโภค ซีพี ออลล์ เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ต้องปรับการดำเนินงาน คิดต่าง สร้างโอกาส และแบ่งปัน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” และชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงการให้บริการความสะดวกแก่ลูกค้า สังคม ชุมชนและประเทศชาติเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการดูแลพนักงานที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร ภายใต้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) เพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนองค์กรเพื่อความยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG ประกอบด้วย

E หรือ Environmental ซีพี ออลล์ ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้ ซีพี ออลล์ มิอาจนิ่งนอนใจต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และรับผิดชอบต่อการดำเนินธุรกิจด้วยหัวใจที่เอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อมจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรียนรู้การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อช่วยกันลดโลกร้อนด้วยสองมือ

 ซีพี ออลล์ จึงได้กำหนดแนวทางในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในนโยบาย 7 GO Green ประกอบด้วย

  • Green Store : การบริหารจัดการร้านอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ภายใต้กลยุทธ์ “ร้านเพื่อสิ่งแวดล้อม”  อาทิ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพคอยล์เย็น, เครื่องปรับอากาศ, หลอดไฟประหยัดพลังงาน เป็นต้น โดยในปี 2564 นี้ ซีพี ออลล์ ตั้งเป้าในการลดการใช้พลังงานภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เฉลี่ยต่อปี 42.8 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 20,792 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีแผนการขยายการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าปีละ 200 สาขา ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา
  • Green Logistic :  ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินงานด้านการขนส่งและการกระจายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานผ่านโครงการต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและออกแบบศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ กลยุทธ์ “โลจิสติกส์เพื่อสิ่งแวดล้อม” โดยปี 2564 นี้ ซีพี ออลล์ ตั้งเป้าในการใช้พลังงานทดแทนในการดำเนินการศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ จำนวน 8.7 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (หน่วยไฟฟ้า) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จำนวน 4,260 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการร่วมกับคู่ค้าในการทดลองใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV truck) ในการขนส่งสินค้าอีกด้วย
  • Green Packaging :  โครงการด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม มุ่งหวังในการลดปริมาณขยะพลาสติก ผ่านแนวคิด “ลด ละ เลิก” โดยพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ และการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงทุกกระบวนการในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการหาวัสดุที่มาจากแหล่งทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ และต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) หรือนำมาใช้ใหม่ (Recyclable) หรือสามารถย่อยสลายได้ (Compostable) โดยในปี 2564 นี้ ซีพี ออลล์ ได้ตั้งเป้าถึงผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับคือการ สนับสนุนการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ จำนวน 512 ตัน, ลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกจำนวน 10,831 ตัน, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งจำนวน 90,091 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจำนวน 1,318 ตัน
  • Green Living  : ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินงานตามนโยบายรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้โครงการ “รวมพลังคนไทย เลิกใช้ถุงพลากสติก” เพื่อสร้างวัฒนธรรมและพฤติกรรมในการ ไม่รับถุงพลาสติก  ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ ได้สานต่อโครงการ “ลดและทดแทน” เพื่อส่งเสริมลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง ได้แก่ ช้อน ส้อม หลอด และแก้ว รวมทั้งโครงการทดแทนการใช้พลาสติกด้วยวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

S หรือ Social การสร้างคุณค่าทางสังคมและการสนันสนุนในระบบเศรษฐกิจ  ด้วยการพัฒนาทักษะ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs), ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร รวมถึงกลุ่มเประบาง ซึ่งปัจจุบันซีพี ออลล์ ได้มีการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรได้มีรายได้รวมกว่า 28,000 ราย, วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย รวมกว่า 32,000 ราย และจำนวนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ รวมกว่า 2,900 ราย

สำหรับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต ซีพี ออลล์ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน โดยเชื่อมั่นว่าการมอบโอกาสทางการศึกษาสามารถเปิดประตูสู่โอกาสทางอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยในปี 2564 นี้ ซีพี ออลล์ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์และเครือข่ายรวม จำนวน 6,574 ทุน รวมเป็นเงินกว่า 83 ล้านบาท และเตรียมมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 3,146 ทุน รวมเป็นมูลค่ากว่า  840 ล้านบาท  รวมปีการศึกษา 2564 ซีพี ออลล์ ได้มอบทุนการศึกษาเรียนปัญญาภิวัฒน์ฯ รวม 9,720 ทุน เป็นเงินกว่า 923 ล้านบาท

นอกจากนี้  ซีพี ออลล์ ยังเป็นหนึ่งในพันธมิตรก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี  (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 41 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยซีพี ออลล์ วางเป้าดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED 5 เฟส จำนวน 638 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆอย่างใกล้ชิด 

G หรือ Governance and Economic หมายถึงหลักการบริหารงานภายใต้กรอบธรรมภิบาล ซีพี ออลล์ มีความเชื่อมั่นว่าแนวปฎิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นองค์กรที่บริหารงานด้วยความโปร่งใส สามารถช่วยสร้างพื้นฐานความยั่งยืนขององค์กรให้สามารถเติบโตและเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถการแข่งขันขององค์กรได้  ซีพี ออลล์ จึงได้ดำเนินงานโดยการจัดตั้งคณะกรรมการบริษัทจัดโครงสร้างการบริหารงานด้านการกำกับดูแลพร้อมทั้งมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืนและบรรษัทภิบาล ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการต่อต้านคอร์รัปชั่น  นโยบายความยั่งยืนและแนวทางปฎิบัติรวมถึงจริยธรรมธุรกิจ ต่อต้านการทุจริต เคารพและปฎิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล การพัฒนาผู้นำและพนักงานทุกคนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมด้านความยั่งยืน ส่งเสริมให้มีนวัตกรรมและการสร้างคุณค่าด้านสินค้า บริการ และธุรกิจใหม่ ภายใต้จริยธรรมธุรกิจและหลักธรรมภิบาล

นอกจากนี้เรายังคงสร้างความร่วมมือ และส่งเสริมพัฒนาความยั่งยืนกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรให้เติบโตไปด้วยกัน เป็นไปตามปณิธาน ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้กับทุกคนนายธานินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

เจียไต๋ ชวนสร้างสวนสวยด้วยเมล็ดพันธุ์ซอง Easy ในงานบ้านและสวนแฟร์ Select 2021

0

บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย เชิญชวนขาช้อปที่หลงรักในการปลูกผักทำสวน มาเดินเลือกซื้อสินค้าเกษตรและผลิตผตสดใหม่ในงานบ้านและสวนแฟร์ Select 2021 ภายใต้ธีม “Open Culture วัฒนธรรมแห่งการเปิดรับและแบ่งปันดีไซน์ที่ดีสู่สังคม”

เติมเต็มสวนสวยด้วยเมล็ดพันธุ์จากเจียไต๋โฮมการ์เด้น ในรูปแบบซองใหม่ “ซอง Easy” ปลูกง่ายสไตล์คุณ พร้อมด้วยสินค้าเกษตรคุณภาพมากมาย อาทิ พีทมอส วัสดุเพาะกล้า และผลิตผลสดจากเจียไต๋ฟาร์ม เช่น เมล่อนหอมหวาน แตงโมหวานกรอบ และข้าวโพดหวานที่รับรองว่าใครได้ลองก็ต้องติดใจ พิเศษด้วยโปรโมชั่นซื้อเมล็ดพันธุ์ 5 ซองแถม 1 ซอง แล้วพบกันที่บูธเจียไต๋ A21-22 โซนตกแต่งสวน ในงานบ้านและสวนแฟร์ Select 2021 ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ถึง 21 มีนาคม 2564 เวลา 09.30 – 21.00 น. ศูนย์ประชุมนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

“รร.รัฐการุณวิทยา”เครือข่ายการศึกษา CONNEXT ED โมเดลโรงเรือนจำลองฟาร์มไก่พันธุ์ไข่ของซีพีเอฟ

0

โรงเรียนรัฐการุณวิทยา ตำบลทองหลาง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่มีจำนวนนักเรียน 231 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเข้าร่วมโครงการคอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) โครงการที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของไทย โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในองค์กรเครือข่ายความร่วมมือ ฯ

ซีพีเอฟ สนับสนุนโรงเรียน ดำเนิน “โครงการโรงเรือนจำลองฟาร์มไก่พันธุ์ไข่” ตามความต้องการของโรงเรียนที่สอดรับกับสภาพแวดล้อม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน พัฒนาทักษะอาชีพ และส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำกรณีศึกษาจากโรงเรียน ภายใต้ ”โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นโครงการที่ซีพีเอฟร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมดำเนินโครงการมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปี

จากจุดเริ่มต้นของความตั้งใจให้นักเรียนได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการจากไข่ไก่ ช่วยลดจำนวนนักเรียนที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการลงได้เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเข้าร่วมโครงการ นักเรียนได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่ไข่อย่างถูกวิธี นำมาสู่การนำความรู้ไปบูรณาการการเรียนการสอนวิชาเกษตร อาทิ นำมูลไก่ไปทำปุ๋ย การปลูกผักสวนครัวโดยใช้ปุ๋ยที่เด็กนักเรียนช่วยกันผลิตเอง นำผักที่ปลูกกลับมาทำอาหารกลางวัน รวมไปถึงได้เรียนรู้การทำบัญชีผลผลิตไข่ไก่ที่เก็บได้ในแต่ละวัน “คุณครูไพทูรย์ พืชทองหลาง คุณครูผู้รับผิดชอบโครงการ ฯ เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการฯ

นายปริญญา โพธินา ผู้อำนวยการโรงเรียนรัฐการุณวิทยา กล่าวว่า สิ่งที่ทางโรงเรียนและนักเรียนได้รับ คือ ครูผู้สอน และนักเรียน ได้รับความรู้ที่ถูกต้องในการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ จากสัตวบาลและทีมงานผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ เด็กนักเรียนได้เรียนรู้และรับผิดชอบลงบันทึกจำนวนผลผลิตไข่ไก่ในแต่ละวัน การใช้เทคโนโลยีในการดำเนินงานพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ นำผลผลิตจากไข่ไก่เพิ่มรายได้ให้กับโรงเรียน และสามารถเป็นต้นแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านโครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่ให้แก่สถานศึกษาที่สนใจ และชุมชนใกล้เคียงเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ ด้วยอาชีพของผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่และชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย การได้รับความรู้จากการเลี้ยงไข่ไก่จะสามารถกลับไปช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับทางครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง และยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมชุมชนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย สามารถซื้อไข่ไก่ซึ่งเป็นผลผลิตของโรงเรียนเพื่อนำไปบริโภคในครัวเรือนในราคาย่อมเยา

ปัจจุบัน โรงเรียนรัฐการุณวิทยา เลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่สามแล้ว หลังจากที่โรงเรียนเริ่มโครงการเลี้ยงไก่ไข่เมื่อปี 2561 และโรงเรียนรับสมัครนักเรียนชั้นป.4 – ป.6 หมุนเวียนกัน ร่วมรับผิดชอบดูแลโรงเรือนวันละ 6 คน เพื่อให้อาหารไก่ ให้น้ำ ทำความสะอาดโรงเรือน เก็บไข่ไก่ คัดแยกขนาดของไข่ ฯลฯ เป็นกิจวัตรประจำวัน

ผลผลิตไข่ไก่ที่ได้นำไปประกอบอาหารกลางวันให้กับนักเรียนทั้งโรงเรียน ส่วนไข่ไก่ที่เหลือจากการบริโภคจัดจำหน่ายให้กับผู้ปกครองนักเรียนในราคาย่อมเยา ทำให้ชุมชนได้มีไข่ไก่คุณภาพดีบริโภค ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ โรงเรียนจะลงไก่พันธุ์ไข่ จำนวน 150 ตัว เพิ่มขึ้นจากรุ่นหนึ่ง และรุ่นสอง ที่เลี้ยงไว้จำนวน 100 ตัว

“เด็กชายกฤษณะ สุขแสงรัตน์” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งช่วยดูแลโครงการเลี้ยงไก่ไข่ เล่าว่า “ผมตั้งใจมาเป็นจิตอาสาช่วยดูแลโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ อยากได้ความรู้เพื่อกลับไปใช้ที่บ้าน ทำให้มีช่องทางสำหรับหารายได้ให้ครอบครัวเพิ่มมากขึ้น” ด้าน “เด็กหญิงพรประภา หลาบกลาง “นร.ชั้น ป.6 เล่าถึงความรู้สึกในการมีส่วนร่วมในโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯว่า หน้าที่ที่ชอบคือ คัดไข่ไก่ เพราะผลผลิตไข่ไก่ที่เหลือจากการส่งเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียน จะมีการคัดแยกเพื่อจำหน่ายให้ชุมชน ผู้ปกครองนักเรียนในราคาย่อมเยาตามขนาดของไข่ ขณะที่ “เด็กหญิงพีรดา หมั่นกิจ” นร.ร่วมชั้นเรียนป. 6 บอกว่า จะนำความรู้การเลี้ยงไก่ไข่ ไปปรับวิธีการเลี้ยงไก่ของที่บ้านให้เป็นระบบมากขึ้น

โครงการ CONNEXT ED โดยมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ร่วมพัฒนาโรงเรียนในความดูแล 5,567 แห่ง ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ โดยซีพีเอฟเป็นหนึ่งในองค์กรเครือข่ายความร่วมมือ ที่ร่วมดูแลโรงเรียน 296 แห่ง เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน นำไปสู่การสร้างเด็กดี เด็กเก่ง เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไป