Home Blog Page 426

พรีบิลท์ ปลื้ม โครงการ “พรรณา” ย่านพุทธมณฑล ทำยอดขายทะลุเป้า เตรียมเปิดบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองอยู่จริง

0
วิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด(มหาชน)

นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด(มหาชน) หรือ PRE-BUILT เปิดเผยว่า โครงการพรรณนา พุทธมณฑลสาย 3 ภายใต้การพัฒนาของ บริษัทพรีบิลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัทลูกของ พรีบิลท์ ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ระดับราคา 15-20 ล้านบาท ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฟสแรก สามารถขายได้แล้วกว่า 90% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวม 1,250 ล้านบาท

ปัจจุบันมีลูกค้าโอนบ้านและย้ายเข้ามาอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง การประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายของโครงการพรรณา มาจากประสบการณ์ของบริษัทแม่ คือ พรีบิลท์ ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจก่อสร้างระดับไฮเอนด์มายาวนานและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำต่างๆ จำนวนมาก ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเลือกสิ่งที่ดีและมีคุณค่าที่สุดให้กับลูกค้า ทำให้บริษัทพรีบิล์ ดีเวลลอปเม้นท์ สามารถสร้างโครงการที่มีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน มีความคุ้มค่าและแตกต่างจากโครงการอื่นๆ ในย่านเดียวกัน ทั้งทำเลที่ตั้ง การดีไซน์ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว เรียบหรู โปร่งโล่งสบาย มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่สวยงามคงทน สามารถส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้อย่างทรงคุณค่า ในราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่า จึงทำให้ลูกค้าที่ได้เข้ามาชมโครงการส่วนใหญ่ตัดสินใจจองซื้อ

สถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มระบาดมาตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2563 ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจมากมาย รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่โครงการบ้านเดี่ยว “พรรณนา” ที่บริษัทเริ่มก่อสร้างและเปิดขายอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ได้รับผลกระทบ แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างน่าพอใจจากลูกค้าที่เข้ามาชมบ้านตัวอย่าง โดยมีการตัดสินใจจองซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ยอดขายทะลุได้เกินเป้าหมายมากกว่า 90% ในเฟสแรก บริษัทปรับแผนการก่อสร้างให้เร็วขึ้น เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองเข้ามาอยู่จริงได้ 1 วัน ซึ่งเรามั่นใจว่าลูกค้าจะประทับใจและทำให้มีการตัดสินใจในการซื้อบ้านเพิ่มขึ้น

ด้านนายมานะ ศิริประเสริฐศักดิ์ ผู้อำนวยการการตลาดและการขาย บริษัทพรีบิลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บ้านของโครงการพรรณนาเป็นงานออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Timeless’ หรือความงามอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความต้องการบ้านขนาดใหญ่ ที่มีดีไซน์ที่โปร่งโล่งสบาย มีรูปแบบการใช้งานที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัวทุกห้อง ห้องเอนกประสงค์ ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ พร้อมที่จอดรถในร่ม 3 คัน

นอกจากนี้ พรีบิลท์ฯ ยังให้ความสำคัญเรื่องความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน เห็นได้จากทั้งโครงการมีจำนวนบ้านเพียง 98 ยูนิตเท่านั้น และการวางตำแหน่งและจำนวนบ้านที่ไม่หนาแน่น โดยในหนึ่งซอยมีเพียง 4 -6 ยูนิต รวมถึงบ้านเลขที่ของโครงการเป็นเลขมงคล คือ บ้านเลขที่เริ่มต้นด้วย 888 ขณะที่เรื่องของสะดวกสบายด้านอื่นๆ นั้น โครงการเรามีพื้นที่ส่วนกลางและคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ coworking space, fitness แยกส่วน, สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือขนาดใหญ่ half Olympic, แบ่ง kid zone เป็นสัดส่วน, life park สวนสีเขียวที่คัดสรรพันธุ์ไม้อย่างพิถีพิถันกับลำธารหินและบ่อน้ำให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติที่สำคัญบริษัทยังมีบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบด้วยความใส่ใจและคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย ความรวดเร็วเป็นหลัก โดยมีพันธมิตรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญการดูแลบริหารจัดการหมู่บ้าน บริษัท ควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (QPM) เข้ามาช่วยดูแลในส่วนบริการหลังการขาย และ บริษัท ไอเอสเอส ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด (ISS) ดูแลระบบรักษาความปลอดภัยโครงการตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีรสนิยมได้ครบในทุกมิติและจะได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างมากจากบริการดังกล่าว

IRCP ดึง “ประชา เหตระกูล – กังวาล กุศลธรรมรัตน์” ร่วมบอร์ด เสริมแกร่ง เดินหน้าลุยธุรกิจ

0
แดน เหตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์นชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) (IRCP)

นายแดน เหตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์นชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) (IRCP) เปิดเผยว่า  คณะกรรมการของบริษัท มีมติให้เพิ่มจำนวนกรรมการจาก 7 คน เป็น 9 คน โดยได้อนุมัติให้แต่งตั้ง นายประชา เหตระกูล และนายกังวาล กุศลธรรมรัตน์ เข้ามาเป็นกรรมการ ซึ่งบุคคลทั้ง 2 ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความสามารถ มีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ซึ่งจะเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งและเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้ อีกทั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรุกธุรกิจให้กลับมาเทิร์นอะราวด์และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยจะเสนอให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 9 เมษายน นี้  

“คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่าบริษัทสมควรมีกรรมการเพิ่มเติมและคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนได้พิจารณาถึงประวัติ ประสบการณ์การทํางานการอุทิศเวลาให้แก่บริษัท และคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดําเนินงานของบริษัทในอนาคต”  นายแดนกล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทจะขออนุมัติปรับโครงสร้างทุน ทั้งลดทุน เพิ่มทุนนำสำรองมาล้างขาดทุนสะสม เพื่อให้กลับมาจ่ายเงินปันผลกับผู้ถือหุ้นได้เร็วที่สุด  และมีทุนในการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทชนะการประมูลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กว่า 837 ล้านบาท  ซึ่งจะสนับสนุนให้ผลดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงอนาคตจะผลักดัน บริษัท ไอที กรีน จำกัด (มหาชน) (ITG) เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต รวมถึงการหาธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเป็น New s-curve ให้กับบริษัทต่อไปในอนาคต

ซีพีเอฟ ยันธุรกิจอาหารสัตว์น้ำตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ พร้อมผนึกพันธมิตรขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลยั่งยืน

0

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบหลักสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำด้วยความรับผิดชอบ ยึดมาตรฐานสากล ยืนยัน กิจการประเทศไทยใช้ปลาป่นจากผลพลอยได้ของโรงงานแปรรูป (By-Product) 100% ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก MarinTrust (หรือชื่อเดิม คือ IFFO RS) พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมประมงไทย ป้องกันการทำประมงไม่ถูกต้องและผิดกฎหมาย และดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล

บริษัทฯให้ความสำคัญกับผลิตกุ้งด้วยความรับผิดชอบและยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ ควบคู่การรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม โดยเดินหน้าขับเคลื่อนการจัดหาวัตถุดิบปลาป่นสำหรับการผลิตอาหารสัตว์น้ำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต้องมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย ยึดหลักสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้

ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจเพาะเลี้ยงและผลิตกุ้ง มิได้ดำเนินธุรกิจเดินเรือหรือเป็นเจ้าของเรือประมง และไม่ได้เป็นผู้ผลิตปลาป่น เป็นผู้ใช้ปลาป่นเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ โดยปลาป่นทั้งหมดที่บริษัทใช้ในกิจการประเทศไทย มาจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ (By-Product) เช่น โรงงานผลิตทูน่ากระป๋อง และโรงงานผลิตลูกชิ้นปลา โดยทั้งหมดต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน MarinTrust ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตปลาป่นอย่างยั่งยืนในระดับสากลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ถึงเรือประมงที่จับปลา

และได้จับมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐบาล ภาคประชาสังคม ริเริ่มโครงการปรังปรุงและพัฒนาการประมง (Fishery Improvement Programme, FIP) จัดทำแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการประมงทั้งฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการอนุมัติแผนการปรับปรุงและพัฒนาการประมง (Fishery Action Plan, FAP) จาก MarinTrust เรียบร้อยแล้ว และเริ่มดำเนินงานตามแผนงาน

ในด้านการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) ซีพีเอฟเป็นหนึ่งในสมาชิกร่วมก่อตั้ง Seafood Task Force ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ทำหน้าที่ส่งเสริมโครงการด้านความยั่งยืนทางทะเลต่างๆ เช่น การใช้เครื่องติดตามเรือ (Vessel Monitoring System – VMS) ตลอดจน ร่วมมือกับ องค์การสะพานปลา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา(บ้านสุขสันต์) จัดตั้งศูนย์ Fishermen’s Life Enhancement Center หรือ FLEC Center ที่ท่าเทียบเรือประมงจังหวัดสงขลา เพื่อบูรณาการความร่วมมือจัดการปัญหาเรื่องการทำประมงผิดกฏหมาย รวมทั้งร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานข้ามชาติ และครอบครัวในอุตสาหกรรมประมงตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน

จากความสำเร็จในการดำเนินงานร่วมกับกลุ่มเครือข่าย และผู้มีส่วนได้ส่วนได้เสียเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาประมง การคุ้มครองและเคารพสิทธิมนุษยชนที่ยั่งยืนและอย่างจริงจัง มีส่วนช่วยประเทศไทยได้รับการยกเลิกใบเหลืองในกรณี IUU Fishing จากสหภาพยุโรป และในปัจจุบัน รูปแบบการดำเนินงานของ Seafood Task Force ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม เป็นต้น

ในปีนี้ บริษัทยังมีส่วนร่วมในการกำจัดขยะทางทะเล โดยได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการประมงเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Fisheries Research And DevelopmentInstitute: SFRD) สนับสนุนโครงการ “ทะเลสะอาด” ที่ส่งเสริมและรณรงค์ให้ชาวประมงลดการทิ้งขยะลงสู่ทะเลและช่วยกันเก็บขยะจากกิจกรรมประมง ทั้งขยะจากการอุปโภคบริโภคบนเรือและขยะที่ติดมากับเครื่องมือประมงกลับขึ้นฝั่ง เพื่อนำมาคัดแยกและส่งขายให้กับโรงรับซื้อขยะต่อไป

ในระดับโลก ซีพีเอฟได้ร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลชั้นนำ จากทั่วโลก ในกลุ่ม Seafood Business for Ocean Stewardship (SeaBOS) กลุ่มความร่วมมือสากลในการพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ประกาศเจตนารมณ์พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างยั่งยืน บนบรรทัดฐานเดียวกัน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าอาหารทะเลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และป้องกันปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายอีกด้วย./

เอไอเอส 5G จับมือ LGU+ เบอร์หนึ่งคอนเท็นต์เกาหลี ส่ง VR ถึงมือคนไทย ผ่านแอป AIS 5G PLAY VR

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า AIS 5G ต่อยอดการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมคอนเทนต์ความบันเทิง ผสานเข้ากับเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตอย่าง Virtual Reality หรือ VR โดยล่าสุด ร่วมมือกับ LGU+ ผู้นำคอนเทนต์ความบันเทิงอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ มอบประสบการณ์รับชมคอนเทนต์บนโลกเสมือนจริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ บนแอปพลิเคชั่น AIS 5G PLAY VR ที่นับเป็น platform ที่มี Exclusive immersive content มากที่สุดในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลูกค้าเอไอเอส สามารถรับชม content ได้ทั้งแบบ online และ offline นอกจากนั้นความร่วมมือในครั้งนี้ทำให้มีการเพิ่ม content ใหม่ๆ เข้าไปอีกมากกว่า 133 คลิป อาทิ ส่งเสียงเชียร์ให้โอปป้าและเกิลด์กรุ๊ปในดวงใจ กับรายการ The Show รายการเพลงระดับ Top rating ของเกาหลี, Dating ฟินๆ กับ Star idol จากวง EXO, NCT และ Son Na Eun รวมไปถึงการแสดงกายกรรมระดับโลก จาก Cirque du Soleil ทั้งนี้พิเศษสุด สำหรับลูกค้า AIS สามารถ โหลดฟรี เล่นฟรี! แม้จะไม่มีแว่นก็รับชมสุดยอดคอนเทนต์ได้ด้วยมุมมองแบบ 360 องศาจนถึงเดือนกันยายน 2564 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/5g/vr

สิงห์อาสา ผนึกกำลัง 10 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ ตั้งศูนยเฝ้าระวังไฟป่า รักษาต้นน้ำ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ร่วมกับ เครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคเหนือ 10 สถาบัน ประกอบด้วย นักศึกษาจาก ม.เชียงใหม่, ม.แม่โจ้, ม.ราชภัฏเชียงใหม่, ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ม.แม่ฟ้าหลวง, ม.ราชภัฏเชียงราย, วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย, ม.ราชภัฏลำปาง, ม.มหามกุฏราชวิทยาลัย และม.พะเยา ประกาศจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” โดยในงานได้จัดอบรมแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปกป้อง ดูแลรักษาป่าต้นน้ำ พร้อมกับเรียนรู้การทำแนวกันไฟป่า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาไฟป่าที่ส่งผลกระทบต่อป่าต้นน้ำของไทย โดยหลังจากนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดให้กับชาวบ้านกว่า 50 ชุมชน ในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย รวมถึงการตั้งศูนย์เฝ้าระวังไฟป่า เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการดับไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา วิจัยและปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่า หมอกควันในประเทศไทยและในภูมิภาค มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ม.แม่ฟ้าหลวงได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลทรัพยากรน้ำแก่สมาชิกชุมชน ตั้งแต่ในระดับเยาวชนไปจนถึงผู้นำและปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ และป่า พร้อมร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งการที่สิงห์อาสาได้จัดทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ในครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยขยายเครือข่ายให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาต้นน้ำ สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่มีปัญหาได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรในพื้นที่ต้นน้ำได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” เป็น 1 ใน 4 ภารกิจ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน” ตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินงานของ สิงห์อาสา เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี มุ่งเน้นภารกิจด้านการดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เป็นภารกิจที่ดูแลรักษาป่าต้นน้ำทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับวิธีทำแนวกันไฟป่าที่มีประสิทธิภาพให้แก่ชาวบ้าน อาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่ สร้างฝายชะลอน้ำ ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำพร้อมกับสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, มูลนิธิกระจกเงา, ศูนย์ศึกษาวิจัยและปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่า หมอกควันในประเทศไทยและในภูมิภาค ม.แม่ฟ้าหลวง, อาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่ โดยสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันไฟป่า อาทิ เครื่องมือทำแนวกันไฟที่ได้มาตรฐาน รองเท้าเซฟตี้ รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น และยังสนับสนุนอาหาร-น้ำดื่มสำหรับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครปฏิบัติงาน โดยกิจกรรมครั้งต่อไปจะเป็นการร่วมแรงร่วมใจสร้างฝายต้นน้ำ และปลูกป่า เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืนไม่ขาดแคลน

สำหรับ 4 ภารกิจ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน”  จัดทำขึ้นเพื่อตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินงานของ สิงห์อาสา เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี โดยมุ่งเน้นภารกิจด้านการดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในทุกมิติทั่วทุกภูมิภาคของไทย ได้แก่ โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาและองค์กรในภาคเหนือ,  โครงการ “สิงห์อาสา แหล่งน้ำชุมชน” ร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาและองค์กรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, โครงการ “สิงห์อาสา ฟื้นฟูสายน้ำ” ร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาและองค์กรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง และ โครงการ “สิงห์อาสา ซี ยู สตรอง” ร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาและองค์กรในพื้นที่ภาคใต้และตะวันออก  โดยแต่ละโครงการจะร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่องตามปณิธานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมของ “พระยาภิรมย์ภักดี”

ซีพีเอฟ​ จับมือกรมป่าไม้ กับชุมชน พลิกฟื้นป่าเขาพระยาเดินธง สร้างแหล่งอาหารยั่งยืน

0

ซีพีเอฟ ร่วมมือกรมป่าไม้ และชุมชน เดินหน้าโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” ตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยปีนี้เข้าสู่ระยะที่สอง (ปี 2564-2568) มีเป้าหมายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพิ่มเป็น 7,000 ไร่ จากระยะที่หนึ่ง (ปี 2559-2563) ที่ดำเนินการแล้วเสร็จรวม 5,971 ไร่

สำหรับกิจกรรมแรกของปีนี้ จิตอาสาซีพีเอฟ เจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) และชุมชน ร่วมซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ 6 ฝาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชะลอการไหลของน้ำและดักตะกอนก่อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยมี ว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว นายอำเภอพัฒนานิคม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายภูมินพศ์ บุญบันดาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) นำเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกิจกรรม และนายบัญชา ขาวเมืองน้อย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานคณะทำงานโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง นำจิตอาสาซีพีเอฟจากสายธุรกิจต่างๆ​ 200 คน รวมทั้งอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ลงพื้นที่

นายบัญชา​ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลัก​ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ โดยในด้านดินน้ำป่าคงอยู่ โครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง”มีเป้าหมายบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และต่อยอดสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน สนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืน 2030 ของซีพีเอฟ และสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ(Sustainable Development Goals : SDGs)

“ซีพีเอฟ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ เป็นแหล่งต้นน้ำ และเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนของชุมชน” รองประธานคณะทำงานฯ กล่าว

ด้านผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นความร่วมมือของชุมชน และองค์กรเอกชน ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าของประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของภาครัฐที่อยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน และในโอกาสวันป่าไม้โลก 21 มีนาคมของทุกปี ทางกรมป่าไม้ได้มอบหมายให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ในท้องที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการฟื้นฟูป่า ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐและซีพีเอฟ ร่วมกันทำกิจกรรมในวันนี้ สอดคล้องตามเจตนารมย์ของบันทึกความร่วมมือการปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)ระหว่างกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือน
กระจก (องค์การมหาชน) และซีพีเอฟ

รายงานข่าว​ เปิดเผยว่า​ กิจกรรมเริ่มต้นของปีนี้ซึ่งเข้าสู่ระยะที่สอง จิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และชุมชน ลงพื้นที่ซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ 6 ฝาย ที่ทำไว้ตั้งแต่ ปี 2561 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของฝายในการชะลอการไหลของน้ำ ดักตะกอน กิ่งไม้ เศษไม้ ดิน โคลน เพิ่มความชุ่มชื้นในบริเวณฝายและพื้นที่เหนือฝาย เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน ทำให้ผืนดินมีความชุ่มชื้น ซึ่งในระยะต่อไป ต้นไม้ในพื้นที่โครงการฯที่เติบโตขึ้น จะสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยบรรเทา
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ผืนป่าเขาพระยาเดินธงยังเป็นต้นแบบการปลูกป่า จากความสำเร็จในการนำรูปแบบปลูกป่า 4 รูปแบบมาใช้ทำป่าฟื้นตัวเร็วขึ้น เป็นห้องเรียนธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้ของเด็ก เยาวชน และประชาชนที่สนใจเกี่ยวกับการปลูกป่า โดยที่ผ่านมา มีหน่วยงานต่างๆ และสถานศึกษาที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี สาขาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี บริษัท บี.กริม ดร.เกฮาร์ด ลิงค์ บิวดิ้ง จำกัด
บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟได้นำความสำเร็จการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไปขยายผลในการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนใกล้เคียง โดยส่งเสริมให้คนใน
ชุมชนมีส่วนร่วมผลิตอาหารที่ปลอดภัย จากการทำโครงการปลูกผักปลอดสาร และโครงการปล่อยปลาลงเขื่อน ทำให้ชุมชนมีแหล่งอาหารไว้บริโภคเอง และตระหนักรู้คุณค่าของป่าและน้ำ

10 ปีสิงห์อาสา สานภารกิจดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน คืนความชุ่มชื้นสู่ป่าต้นน้ำภาคเหนือด้วยฝายจากวัสดุธรรมชาติ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 64 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้จัดกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ณ ดอยอินทรีย์ ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยหมากเลี่ยม สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) กรมอุทยานแห่งชาติฯ, สถานีควบคุมไฟป่าลำน้ำกก,  ชาวชุมชนดอยอินทรีย์ และเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือ 10 สถาบัน นำโดยสถาบันการศึกษาในจ.เชียงราย ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย,  ม.แม่ฟ้าหลวง, ม.ราชภัฏเชียงราย และสถาบันอื่นๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ม.เชียงใหม่, ม.แม่โจ้, ม.ราชภัฏเชียงใหม่, ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ม.ราชภัฏลำปาง, ม.มหามกุฏราชวิทยาลัย และม.พะเยา ร่วมอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจและสร้างฝายชะลอน้ำจำนวน 3 ฝาย โดยใช้วัสดุธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ และยังทำหน้าที่เป็นแนวกันไฟเปียก ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสเกิดไฟป่า สร้างความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำ 

นายมานพ รอดแก้ว นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยหมากเลี่ยม สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) เปิดเผยว่า พื้นที่ที่ทำฝายในวันนี้เหมาะสมกับการทำฝายชะลอน้ำ เพราะการสร้างฝายชะลอน้ำจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้ดิน ช่วยดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ลดความตื้นเขินของปลายน้ำ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สำคัญคือฝายเปรียบเสมือนแนวกันไฟธรรมชาติ ที่จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟป่า ลดพื้นที่ป่าต้นน้ำเสียหาย 

ด้าน สุรสิทธิ์ ปุสุรินทร์คำ อาจารย์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย กล่าวว่า น้ำมีความสําคัญต่อวิถีการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณ จึงเป็นที่ชัดเจนว่ามนุษย์มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้น การสร้างฝายชะลอน้ำจึงเป็นที่กักเก็บน้ำขนาดเล็ก ที่ช่วยสร้างความชุ่มชื้น เป็นการอนุรักษ์และพัฒนาระบบนิเวศน์ ช่วยสร้างระบบวงจรน้ำคืนแก่ป่า ซึ่งฝายที่เราทำนี้ได้ใช้วัสดุตามธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ต้นไม้ กิ่งไม้ ดิน ก้อนหิน ฯลฯ มีรูปแบบที่เรียบง่าย ใช้เวลาน้อย และไม่ใช้วัสดุที่ทำลายธรรมชาติ เป็นฝายที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับระบบนิเวศน์ของพื้นที่ ซึ่งหลังจากที่ทำฝายเสร็จก็จะส่งมอบให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมกันดูแลซ่อมแซมรักษาฝายต่อไป 

นางสาว วาสนา บุญเกิด นักศึกษาแผนกเทคโนโลยีศิลปกรรม​ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย กล่าวว่า คนรุ่นใหม่สามารถช่วยกันดูแลทรัพยากรท้องถิ่นของตนเองได้ โดยการตระหนัก รู้จักใช้ประโยชน์อย่างสมดุล ซึ่งการสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่จะช่วยให้การดูแลทรัพยากรมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น สำหรับโครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือ 10 สถาบัน จะร่วมกันดูแลทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายเป็นแกนนำทำฝายชะลอน้ำ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นแกนนำเฝ้าระวังไฟป่า ดูแลป่าต้นน้ำ เป็นต้น 

โดยกิจกรรมสร้างฝายจากวัสดุธรรมชาติ เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ภารกิจ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน” ตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินงานของ สิงห์อาสา เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี เป็นภารกิจที่ดูแลรักษาป่าต้นน้ำอย่างครบวงจร โดยมีแผนจะทำฝายชะลอน้ำในอีกหลายพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำ

นอกจากนี้ภายในโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับวิธีทำแนวกันไฟป่าที่มีประสิทธิภาพให้แก่ชาวบ้าน อาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่ ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ พร้อมกับสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, มูลนิธิกระจกเงา, ศูนย์ศึกษาวิจัยและปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่า หมอกควันในประเทศไทยและในภูมิภาค ม.แม่ฟ้าหลวง, อาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่ โดยสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันไฟป่า อาทิ เครื่องมือทำแนวกันไฟที่ได้มาตรฐาน รองเท้าเซฟตี้ รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น และยังสนับสนุนอาหาร-น้ำดื่มสำหรับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครปฏิบัติงาน 

ทั้งนี้ เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี สิงห์อาสา ในปีนี้ ได้จับมือกับเครือข่ายสิงห์อาสาที่มีอยู่ทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสา, บริษัทในเครือบุญรอดฯทั้งหมด รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนให้ 4 ภารกิจหลักในการดูแลทรัพยากรน้ำ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน” ที่มีเป้าหมายครอบคลุมทุกภูมิภาคให้ประสบผลสำเร็จสูงสุดในการพัฒนา ฟื้นฟู อนุรักษ์ และจัดสรรทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืนสืบไป 

ออมสิน จับมือ ศรีสวัสดิ์ เปิดตัวบ.เงินสดทันใจ รับจำนำทะเบียนรถ

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน แถลงข่าวการร่วมทุนกับ SAWAD เปิดตัวบริษัท เงินสดทันใจ จำกัด ทำธุรกิจจำนำทะเบียนรถเป็นครั้งแรก มีเป้าหมายผลักดันภารกิจธนาคารเพื่อสังคม ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้รับดอกเบี้ยที่เป็นธรรม และนำไปเสริมสภาพคล่องสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ บริษัทเงินสดทันใจ จะเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกด้วยเปิดรับจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์และรับรีไฟแนนซ์ พร้อมดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุดถึง 14.99% ต่อปี หรือเท่ากับ 0.69% ต่อเดือน โดยธนาคารมีเป้าหมายที่จะผลักดันภารกิจธนาคารเพื่อสังคม หรือ Social Bank เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม หรือถูกลงซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน จากการแบกรับค่าใช้จ่ายดำรงชีพ

ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทั้งที่เป็นสินเชื่อใหม่และรีไฟแนนซ์ จึงเชื่อมั่นว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดทำให้คู่แข่งขันของธุรกิจ Non-Bank ทยอยลดอัตราดอกเบี้ยลงจากปกติที่ส่วนใหญ่คิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถอยู่ที่ระดับ 24% -28% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม วงเงินดังกล่าวจะสามารถปล่อยกู้ให้ลูกค้าได้ 800,000-1,000,000 ราย เฉลี่ยรายละ 20,000-30,000 หมื่นบาท ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 48 งวด  การกำหนดดอกเบี้ยต่ำ 14.99% น่าจะทำให้คู่แข่งขันธุรกิจนอนแบงก์ทยอยลดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 17-18% ได้

ท้ายสุด จะสามารถลดโครงสร้างดอกเบี้ยทั้งระบบเกิดผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรมตอบโจทย์ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และแก้ปัญหาความยากจนดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกันธนาคารยังสามารถทำกำไรทางธุรกิจเชิงพาณิชย์หล่อเลี้ยงกิจการ และสนับสนุนภารกิจเพื่อสังคมไปพร้อมกันด้วย

ด้าน นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้ถือหุ้นและผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร SAWAD เปิดเผยว่าตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ลูกค้าสามารถนำรถจักรยานยนต์พร้อมเล่มทะเบียนรถ มาติดต่อขอสินเชื่อส่วนได้ที่สาขาของเงินสดทันใจในเครือศรีสวัสดิ์ที่มีกว่า 5,000 สาขาทั่วประเทศ และบูธให้บริการของเงินสดทันใจที่ธนาคารออมสิน 35 แห่ง

เงื่อนไขในการรับจำนำทะเบียนของบริษัท คือ รถจักรยานยนต์ต้องมีอายุการใช้งานไม่เกิน 15 ปี โดยมีจุดเด่นของบริการคือ ใช้เวลารวดเร็วในการอนุมัติเงินกู้ให้ลูกค้ารับเงินได้ภายใน 15 นาที เลือกผ่อนชำระได้นานถึง 48 เดือน พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมไม่ต้องโอนเล่มทะเบียนไม่ต้องใช้บุคคลค้ำประกัน และไม่ต้องใช้สลิปเงินเดือน

และเตรียมขยายบริการเปิดรับจำนำทะเบียนรถยนต์ภายในระยะเวลา 2 เดือนต่อจากนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 14.99%-18% รวมถึงขยายจุดให้บริการเพิ่มเติมภายในสาขาธนาคารออมสินอีก 500 สาขา ภายในไตรมาส 2 และเพิ่มเป็น 800 สาขาในไตรมาส 4 คาดว่าภายในปี 2564  จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ถึง 20,000 ล้านบาท  ช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนกว่าล้านคน

ซีพี ออลล์ หนุน CONNEXT ED ร.ร.บ้านโคกมะเมียน จ.สุรินทร์ ปั้น “Smart Farmer” พัฒนาเกษตรยั่งยืน

0

ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของภาคเกษตรกรรมไทยในปัจจุบัน คือจำนวนผู้ที่สนใจเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมลดลง ขณะที่กระบวนการต่างๆ ยังต้องพึ่งพาการลงทุนลงแรงค่อนข้างมาก การสนับสนุนของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การขับเคลื่อนมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) ในโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ ข้าวหอมมะลินิล ผักสวนครัว ภายใต้ความคิด Smart Farmer” ของโรงเรียนบ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) จ.สุรินทร์ กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรและลูกหลานของเกษตรกรในพื้นที่นี้ได้มีทั้งองค์ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า การจะสร้าง Smart Farmer ให้เกิดขึ้นได้ ต้องปลูกฝังเกษตรกรให้มีความเข้าใจทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริหารจัดการ ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ โรงเรียนบ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) ถือเป็นโรงเรียนที่มีความมุ่งมั่นอย่างมากในเรื่องดังกล่าว พยายามนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเป็น Smart Farmer เข้าไปสอดแทรกในการเรียนการสอนรายวิชาต่างๆ ทุกรายวิชา บริษัทจึงได้เข้ามาสนับสนุนโครงการศูนย์การเรียนรู้ข้าวหอมมะลินิล ผักสวนครัว ภายใต้ความคิด Smart Farmer ทั้งด้านงบประมาณและองค์ความรู้ เพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จและสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชน

“โรงเรียนแห่งนี้มีแผนการสร้างรายได้กลับสู่โรงเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน มีการบูรณาการความรู้มาเป็นหลักสูตร และมีการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ทั้งนักเรียนและคนในชุมชนมีโอกาสได้เข้าใจถึงแนวทางการเป็น Smart Farmer โดยสามารถประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชนอย่างข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์ เราจึงเข้ามาสนับสนุนและยกให้ที่นี่เป็นหนึ่งในโรงเรียน Best Practice ที่อาจนำไปขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ได้ เพราะหากนักเรียนในวันนี้ มีความเข้าใจภาคเกษตรกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านธุรกิจ และด้านเทคโนโลยี วันข้างหน้า นักเรียนเหล่านี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคเกษตรกรรมของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายธานินทร์ กล่าว

นายอนันทแสง แผ่นใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) จ.สุรินทร์เล่าว่า ในปีการศึกษาที่ผ่านมาทางโรงเรียนได้จัดทำหลักสูตรวิชาเพิ่มเติมในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ในรูปแบบการปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์ และจัดทำหลักสูตรแบบบูรณาการการปลูกพืชไม้เลื้อยและผักสวนครัวให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้การเกษตร ภายใต้แนวความคิด Smart Farmer ผ่านกระบวนการการเรียนรู้แบบ Active Learning คือการให้นักเรียนได้ลงมือทำจริง เน้นเรื่องการนำเรื่องเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มผลผลิต ตลอดจนการวางแผนการตลาด

“การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในช่วงปีการศึกษาที่ผ่านมา ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เด็กๆ มีการทดลองปลูกข้าวทั้งแบบวิธีดั้งเดิมและปลูกในท่อซีเมนต์ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทำการเกษตรแบบเดิมกับแบบใหม่ ก่อให้เกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์เกิดขึ้น ถือได้ว่าประสบความเสร็จอย่างมาก จนก่อให้เกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้การปลูกข้าวหอมมะลินิล ผักสวนครัว ภายใต้ความคิด Smart Farmer ขึ้น เพื่อกระจายองค์ความรู้กลับไปสู่ชุมชน เป็นการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องขอขอบคุณซีพี ออลล์ ที่เล็งเห็นความสำคัญของเกษตรกรรม และให้การสนับสนุนในทุกด้าน” นายอนันทแสง กล่าว

ด้าน ด.ญ. แพรไพลิน ดนัยรุ่งรัตน์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) เล่าเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าว ช่วยเพิ่มความรู้ด้านต่างๆ ให้มากขึ้น ได้ลงมือทำจริง รู้จักแก้ปัญหาและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านการเกษตรสมัยใหม่ จนทำให้มุมมองในเรื่องอาชีพเกษตรกรเปลี่ยนไป โดยมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้ หากรู้จักนำเรื่องของเทคโนโลยีและการบริหารจัดการมาใช้อย่างถูกวิธี ซึ่งตนเองก็ได้นำความรู้ที่ได้รับจาก Smart Farmerในเรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ ไปถ่ายทอดให้กับครอบครัว ทำให้ปัจจุบันที่บ้านปลูกผักปลอดสารพิษไว้ทานเอง เนื่องจากมีความปลอดภัยกับร่างกายมากกว่าซื้อผักที่ขายทั่วไป

ขณะที่นายจักรพรรดิ ธรรมสินธุ์ ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) บมจ.ซีพี ออลล์ ที่ดูแลโรงเรียนบ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) เปิดเผยว่า โอกาสในการศึกษาต่อของนักเรียนในพื้นที่มีน้อย อันเนื่องมาจากฐานะทางบ้าน ดังนั้นการสร้างองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพให้กับเด็กๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ทางโรงเรียนจึงได้มีการปรึกษาหารือร่วมกับผู้นำในท้องถิ่น ในการร่วมกันหาแนวทางต่อยอดโครงการดังกล่าว ซึ่งพบว่าจังหวัดสุรินทร์อัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ข้าวหอมมะลินิล ที่ปัจจุบันมีความต้องการอย่างมาก จึงนำอัตลักษณ์ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอด ด้วยมุ่งหวังให้เป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต

สำหรับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในพันธมิตรก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 41 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยปัจจุบัน ซีพี ออลล์ ดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED จำนวน 379 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆกว่า 500 โครงการ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรกว่า 200 คนร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด

5 ข้อควรรู้เรื่องการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

0

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ชวนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างถ่องแท้ผ่าน 5 เรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า

1. ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้งรถ รถ EV ที่นับเฉพาะรุ่นที่สามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ จะมี 2 ประเภท คือ Plug-in Hybrid (PHEV) และ Battery Electric Vehicle (BEV) โดย PHEV ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ หรือที่เรียกว่ารถไฮบริด ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการใช้พลังงานจากทั้ง 2 แบบ แต่ต้องแลกมากับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก โดยระยะทางที่วิ่งได้ด้วยพลังไฟฟ้า จะขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่ ส่วนใหญ่อยู่ที่ 6-14 kW สามารถวิ่งได้ 25-50 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง ส่วน BEV ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% เติมพลังงานผ่านการชาร์จไฟเท่านั้น จะมีแบตเตอรี่ความจุ 60-90 kW หรือมากกว่านั้นในอนาคต วิ่งได้ไกลถึง 338-473 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง

2. การชาร์จรถ EV สามารถทำที่บ้านได้หรือไม่ การชาร์จรถ EV ด้วยเต้ารับไฟบ้าน เพื่อความปลอดภัยต้องทำการขอมิเตอร์ไฟที่รองรับกระแส 15A จากการไฟฟ้า พร้อมติดตั้งเต้ารับเฉพาะสำหรับใช้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งเครื่อง Home Charger ที่รับกระแสไฟได้ 16-32 A สามารถชาร์จได้รวดเร็ว เต็มประสิทธิภาพ และมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็ม และระบบป้องกันไฟเกินและความร้อนสูง ให้ความปลอดภัยต่อบ้าน ระบบไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เสียหาย

3. รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จนานแค่ไหน เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ EV จะขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่และค่าพลังงานที่ปล่อยจากเครื่องชาร์จที่ต่างกัน หากใช้สายชาร์จแถม (Mode 2) ก็จะใช้เวลาชาร์จนาน หากใช้ชาร์จรถไฮบริดที่มีแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ความจุ 6–14 kW จะใช้เวลาประมาณ 3–7 ชั่วโมง และหากเป็นรถ EV เต็มรูปแบบ แบตเตอรี่จะมีขนาดใหญ่ 60–90 kW ใช้เวลาชาร์จนานถึง 40 ชั่วโมง และหากติดตั้ง Home Charger จะสามารถช่วยย่นระยะเวลาชาร์จได้มาก ตามประสิทธิภาพรถและรุ่นรถ โดยชาร์จรถไฮบริดจนเต็มได้ในเวลาเพียง 1-3 ชม. ส่วนรถพลังงานไฟฟ้าล้วน จะลดเวลาชาร์จจนเต็ม ให้เหลือเพียง 3-4 ชม. เท่านั้น

4. ราคาค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่าย ค่าชาร์จพลังงานไฟฟ้าของรถ EV จะประหยัดกว่าเติมน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 3 เท่า! โดยอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จะอยู่ที่ 3 บาท/กิโลเมตร ส่วนค่าไฟในการชาร์จรถ EV จะอยู่ราวๆ 0.7–1 บาท/กิโลเมตร เท่านั้น แต่หากชาร์จตามสถานที่อื่นๆ ก็อาจจะมีเพิ่มค่าบริการอีกเล็กน้อย ตามแต่สถานที่

5. ชาร์จนอกสถานที่หรือที่สถานีชาร์จได้หรือไม่ ในประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการชาร์จไฟสำหรับรถ EV ทั้งตามสถานีบริการน้ำมันและห้างสรรพสินค้าให้เห็นมากขึ้น ทั้งนี้ EV Station เราเตรียมพร้อมให้บริการทางด้านพลังงานทางเลือก ที่ PTT Station นำมารองรับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งหมด 30 สถานี โดยเริ่มการให้บริการด้วยเครื่องชาร์จรูปแบบ Normal Charge ที่มีหัวชาร์จประเภท AC-Type 2 ตามมาตรฐานของประเทศไทย กำลังไฟ 7.4 กิโลวัตต์ จำนวน 25 สถานี และเครื่องชาร์จในรูปแบบ Quick Charge กำลังไฟ 50 กิโลวัตต์ มีหัวชาร์จใช้งาน 3 รูปแบบ ประกอบด้วยประเภท AC-Type 2, DC-CCS COMBO 2 และ DC-CHAdeMO สามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 หัว ระหว่าง DC และ AC รองรับการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าทุกค่ายอีกจำนวน 5 สถานี ที่พร้อมให้บริการทดลองชาร์จฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเปิดให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EV Station บนระบบปฏิบัติการ iOS และ Andriod เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ

ที่มา บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) , เฟสบุ็ค OR Official