Home Blog Page 425

แพทย์ ห่วงชาวบ้านเสี่ยงโรคร้ายแรง พื้นที่ไฟป่าพบค่า PM 2.5 พุ่งเกินมาตราฐาน สิงห์อาสาเร่งอบรมให้ความรู้/ดูแลสุขภาพ

0

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ แพทย์ประจำวิชาอายุรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมจัดตั้ง Chiang Mai Air Quality Health Index เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา สภาพอากาศช่วงที่เกิดเหตุไฟป่าในพื้นที่จ.เชียงใหม่ มีค่า PM 2.5 พุ่งสูงขึ้นอยู่ในระดับสีแดงเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ โดยในพื้นที่ภาคเหนือ พบค่าระหว่าง 40 – 320 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และพบว่าหลายพื้นที่ในจ.เชียงใหม่ได้รับผล
> กระทบ PM2.5 จากเหตุไฟป่า โดยเหตุการณ์ไฟป่าล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 64 ที่ อ.สะเมิง วัด ได้ 179ไมรโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในระยะยาวอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ข้อมูลการจัดอันดับคุณภาพอากาศในเว็บไซต์ AirVisual เผยข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ ชี้ให้เห็นว่าสภาพอากาศของ จ.เชียงใหม่ มีปริมาณค่าฝุ่นละออง PM2.5 มากเกินค่ามาตรฐาน บางวันค่าฝุ่นละอองมลพิษในอากาศแย่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

พื้นที่จ.เชียงใหม่และภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันอย่างรุนแรง โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะเฉียบพลัน และระยะยาว เช่น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ มีโรคประจำตัว กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ รวมถึงทารกในครรภ์ นับว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง จะได้รับผลกระทบในระยะเฉียบพลัน ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตกระทันหัน ด้านผลกระทบระยะยาวจะเห็นได้ว่าผู้ที่ไม่เคยป่วยก็จะป่วยสะสมเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคความดัน โรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ เป็นต้น โดยประชาชนสามารถดูดัชนีคุณภาพอากาศ งดกิจกรรมกลางแจ้ง และสังเกตอาการเบื้องต้น ถ้าอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดจะได้กลิ่น แต่ถ้าอยู่ไกลสามารถสังเกตอาการได้จากอาการเวียนศรีษะ แสบจมูก คอแห้ง อ่อนเพลีย ระคายเคืองตาและผิวหนัง ซึ่งอาจสะสมจนก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืดเรื้อรัง หรือ โรคมะเร็งปอดได้

รายงานข่าว เปิดเผยว่า จากปัญหาหมอกควันที่รุนแรง สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคเหนือ 10 สถาบัน จัดอบรมให้ความรู้เรื่องปัญหาหมอกควัน แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับอาสาสมัครดับไฟป่าในต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จำนวน 50 คน ในโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ซึ่งเป็นโครงการที่ดูแลรักษาป่าต้นน้ำภาคเหนือ โดยมี รศ.นพ.ณัฐพงษ์ โฆษะชุณหนันท์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ แพทย์ประจำวิชาอายุรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมบรรยายถึงสาเหตุการเกิดหมอกควันและอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหา สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควันได้ตั้งแต่ต้นเหตุ สามารถดูแลตนเองและในขณะเดียวกันก็สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับคนในชุมชนได้ ที่สถานีควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ เมื่อ 31 มี.ค.64

รศ.นพ.ณัฐพงษ์ โฆษะชุณหนันท์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ครั้งนี้ ทางคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ได้มาร่วมบรรยายเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นควัน PM 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม โดยผลที่คาดว่าจะได้รับจากกิจกรรมนี้คือ ชุมชนเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งทุกคนและทุกภาคส่วนสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาได้ เช่น การดูแลป่าต้นน้ำ การเฝ้าระวังไฟป่าเพื่อลดปัญหาหมอกควัน กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยกันในวงกว้างเพื่อให้เกิดการตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นและให้ทุกคนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

นอกจากการจัดอบรมให้ความรู้ปัญหาหมอกควัน โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เพื่อดูแลรักษาป่าต้นน้ำในภาคเหนืออย่างครบวงจร ได้แก่ การทำแนวกันไฟป่า พร้อมจัดอบรมให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาไฟป่า การทำฝายชะลอน้ำรักษาความชุ่มชื้นป่าต้นน้ำ การร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาภาคเหนือ 10 สถาบันจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังไฟป่า การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่า เช่น มอบเครื่องมือทำแนวกันไฟที่ได้มาตรฐาน รองเท้าเซฟตี้ รวมทั้งสนับสนุนอาหาร-น้ำดื่มอีกด้วย

โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” เป็น 1 ใน 4 ภารกิจ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน” ตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินงานของ สิงห์อาสา เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี เป็นภารกิจที่ดูแลรักษาป่าต้นน้ำอย่างครบวงจร ซึ่งปัญหาไฟป่าเป็นต้นเหตุของการทำลายป่าต้นน้ำ ทำให้ป่าต้นน้ำขาดความชุ่มชื้น และอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่เกิดจากไฟป่า คือ วิกฤตหมอกควันรุนแรง กลายเป็นฝุ่น PM 2.5 ที่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ โดยสาเหตุหลักของไฟป่านั้นเกิดจากมนุษย์ อาทิ การลักลอบเผาป่า การรุกป่าทำแปลงเกษตรและปศุสัตว์ เป็นต้น โครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” จึงจัดอบรมให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า ตระหนักถึงปัญหาหมอกควันที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างกับสุขภาพของประชาชน พร้อมแนะวิธีดูแลสุขภาพของตนเอง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเมื่อเกิดเหตุ ให้กับชาวบ้านจาก ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดไฟป่าบ่อยครั้ง

ทิพยประกันภัย ทำบุญมหากุศลปล่อยปลานิลจิตรลดา 1 หมื่นตัว ในกิจกรรมพลังบุญทิพยร่วมสร้าง ครั้งที่ 178

0
default

คุณวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ คุณศุภกิจ จิตร์เพิ่มพูลผล รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคม ทิพยประกันภัย ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และประธานมูลนิธิธรรมดี จัดกิจกรรม พลังบุญทิพยร่วมสร้าง ครั้งที่ 178 เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลานิลจิตรลดา จำนวน 10,000 ตัว ณ หนองน้ำ ภายในโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา หนองกรด จ.นครสวรรค์ เพื่อให้ปลานิลได้แพร่พันธุ์และเป็นแหล่งอาหารในธรรมชาติของชาวบ้านต่อไป

ปลานิล เป็นปลาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทย มีต้นกำเนิดมาจากพันธุ์ปลา Nile tilapia ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จำนวน 50 ตัว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ในบ่อที่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต และพระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิล” ปลาชนิดนี้เจริญเติบโตดี เลี้ยงง่าย และเนื้อมีรสชาติดี เหมาะที่จะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของประชาชน และพระราชทานปลาที่เพาะเลี้ยงจากสวนจิตรลดาจำนวน 10,000 ตัว แก่กรมประมงเพื่อขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วภูมิภาคของประเทศ

ซีพีเอฟ เปิดกลยุทธ์ “อาหารมั่นคง” ผลิตอาหารคุณภาพและปลอดภัย เป็นครัวของโลกที่ยั่งยืน

0

ซีพีเอฟ เปิดตัวรายงานความยั่งยืนประจำปี 2563 ตอกย้ำกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ สนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและต่อเนื่อง เพื่อผลิตอาหารคุณภาพดี ปลอดภัย เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ควบคู่กับการมีส่วนร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลกที่ยั่งยืน”

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส หน่วยงานความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2563 จากภัยธรรมชาติและโรคระบาดโควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชน ซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ตระหนักดีถึงภาระกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย

โดยซีพีเอฟเป็นบริษัทแรกๆที่ส่งความช่วยเหลือสู่สังคม ริเริ่ม“โครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19” ส่งมอบอาหารปลอดภัย เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และครอบครัว เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้กักตัวเอง ผู้มีรายได้น้อย แรงงานข้ามชาติ กลุ่มเปราะบาง ฯลฯ ได้มีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ และยืนยันจะส่งความช่วยเหลือเพื่อก้าวพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

และยังเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ประกาศยกระดับความปลอดภัยของพนักงานขึ้นระดับสูงสุด พร้อมทั้งปรับแผนการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้า โดยจัดทำโครงการ Faster payment ลดระยะเครดิตเทอมเหลือ 30 วัน ให้แก่คู่ค้ากว่า 6,000 ราย เพิ่มสภาพคล่องและรักษางานของลูกจ้างในกลุ่มคู่ค้า

ภายใต้การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ซีพีเอฟผนวกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) เข้ากับกลยุทธ์ความยั่งยืน 3 เสาหลัก โดยสนับสนุนเป้าหมาย SDGs ทั้งหมด 13 เป้าหมาย จาก 17 เป้าหมาย และมีการทบทวนกลยุทธ์ความยั่งยืนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ สนับสนุนให้ธุรกิจเดินหน้าและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ปี 2563 ซีพีเอฟได้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน 100% จำนวน 7 เป้าหมาย อาทิ ลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต ลดปริมาณการดึงน้ำมาใช้ ลดปริมาณของเสียที่กำจัดโดยการฝังกลบ และเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายที่ต้องดำเนินการต่อ คือ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งบริษัทวางแผนที่จะซื้อคาร์บอนชดเชยและมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-friendly products) วางแผนระบบโลจิสติกส์ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร แก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน(Nature-based Solution) เพื่อมีส่วนร่วมในการบรรเทาปัญหาโลกร้อน

นายวุฒิชัย กล่าวว่า ในรายงานความยั่งยืนฉบับนี้ ได้แสดงความสำเร็จของการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของซีพีเอฟในด้านต่างๆ อาทิ การส่งเสริมคุณภาพชีวิต สนับสนุนให้ประชาชนมีอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจำนวน 51,234 ราย เด็กและเยาวชน 1.433 ล้านราย เข้าถึงอาหารและการเรียนรู้หรือทักษะเกี่ยวกับอาหาร ขณะที่ 35% ของผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเทศไทย มุ่งเน้นสุขโภชนาการและสุขภาพ ที่สำคัญผู้นำและพนักงานผ่านการอบรมพัฒนาความรู้และความเข้าใจเพื่อความยั่งยืนแล้ว 100%

นอกจากนี้ จากการที่บริษัทมีการบริหารจัดการทรัพยากรตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทำให้ปีที่ผ่านมา มีส่วนร่วมลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลดลง 36% เทียบกับปีฐาน 2558 นำน้ำกลับใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำได้ถึง 42% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 586,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลน พื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จังหวัดรวม 2,388 ไร่ โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า 5,971 ไร่ พร้อมทั้งเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเข้าสู่ระยะที่สอง ตลอดจนการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถใช้ซ้ำ หรือใช้ใหม่ หรือเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายได้สูงถึง 99.9% การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทำให้สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิตอยู่ที่ 26% ของการใช้พลังงานทั้งหมด เป็นต้น

ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ในด้านอาหารมั่นคง บริษัทมีการดูแลสวัสดิภาพสัตว์สอดคล้องตามหลักอิสระ 5 ประการ ซีพีเอฟเป็นรายแรกของประเทศไทยที่นำอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยติดตามพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของสัตว์แบบ Real-Time เพื่อนำมาใช้ปรับการดูแลจัดการได้อย่างเหมาะสมตลอดเวลา ทำให้ได้รับการจัดอันดับมาตรฐานการจัดการฟาร์มตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ดีขึ้นไปอยู่ใน Tier 3 จาก Tier 4 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการยกระดับการให้ความคุ้มครองสัตว์ตามหลักมนุษยธรรม ด้านสังคมพึ่งตน ร่วมมือกับกรมปศุุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุุกรแห่งชาติให้ความรู้เรื่่องการป้องกันโรค ASF กับเกษตรกร รวมไปถึงการส่งเสริมการการสร้างกิจกรรมร่วมกับชุมชนในการผลิตอาหารปลอดภัย ด้านดินน้ำป่าคงอยู่ บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิต เช่น ในฟาร์มสุกร 94 แห่งทั่วประเทศ มีการผลิตไบโอแก๊ส และติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม 16 แห่ง ใ นส่วนโรงงานแปรรูปอาหารและอาคารสำนักงานมีการติดตั้งโซลาร์รูฟ 22 แห่ง ขณะที่ธุรกิจสัตว์น้ำได้พัฒนาระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้งต้นแบบที่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาด เพิ่่มผลผลิต และลดการใช้น้ำ

นายวุฒิชัย กล่าวด้วยว่า กลยุทธ์สู่เป้าหมายความยั่งยืน ปี 2573 (ปี 2030) จะเน้นสร้างนวัตกรรมอาหาร การพัฒนาบุคลากรให้สามารถพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การผลิตที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net-zero ลดก๊าซเรือนกระจกและขยะอาหารโดยใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม ประเทศและโลก พร้อมทั้งแบ่งปันคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่สร้างความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ CPF จัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เพื่อสื่อสารผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของซีพีเอฟ และรายงานฉบับนี้เป็นการพิมพ์ด้วยหมึกและกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถติดตามรายละเอียดของรายงานความยั่งยืน https://www.cpfworldwide.com/en/sustainability/report

AIS Academy ดัน “LearnDi” ยกระดับวงการ EdTech ของไทย

0

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และ กลุ่มอินทัช, กรรมการ บริษัท เลิร์นดิ จำกัด เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของ “AIS Academy” ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี ที่สั่งสมองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร จนมีความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะใช้ศักยภาพความแข็งแกร่งของ AIS Academy พร้อมพันธมิตรชั้นนำในแวดวง “EdTech” สร้างความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพของลูกค้าองค์กรให้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเป็น Hub ด้านองค์ความรู้ชั้นนำของไทยกับ “LearnDi by AIS Academy”  (บริษัท เลิร์นดิ จำกัด)

ทั้งนี้ AIS Academy จัดตั้งขึ้น โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรกว่า 13,000 คน ให้มีความพร้อมและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เส้นทางของ AIS Academy ได้ขยายผลสู่สังคมไทยภายใต้โครงการ “AIS Academy for Thais ภารกิจคิดเผื่อ เพื่อคนไทย” ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นถึงพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของคนที่ยังต้องการหาความรู้ ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่การเข้าถึงหลักสูตร หรือคอนเทนต์ดีๆ ยังมีข้อจำกัด เราและพันธมิตรจึงมุ่งมั่นในการลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการสร้างองค์ความรู้ให้เท่าทัน ดึงศักยภาพ จุดแข็งและประสบการณ์ที่มีขับเคลื่อนผ่านบริษัท เลิร์นดิ จำกัด พร้อมกับพันธมิตรในวงการ EdTech ร่วมสร้างมิติใหม่ในการพัฒนาบุคลากรติดอาวุธทางปัญญาพร้อมนำศักยภาพความแข็งแกร่งสู่ผู้ประกอบการไทย

การเปิดตัวบริษัท เลิร์นดิ จำกัด จึงนับว่าเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของ “AIS” ในฐานะบริษัทด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคม และผู้ให้บริการดิจิทัลอันดับ 1 ของไทย ผ่านศักยภาพของ AIS Academy และพันธมิตร สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม “EdTech” ไทย ให้คนไทยได้มีทางเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาตนเองบนเน็ตเวิร์คที่มีความสมบูรณ์แบบบนแนวคิด Anywhere Anytime Any Device โดยเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ในวงการการศึกษา ทั้งภาคเอกชน และภาคการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

·      พันธมิตรด้านการพัฒนาระบบและแพลตฟอร์ม

·      พันธมิตรด้านเนื้อหา

·      พันธมิตรด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร

โดยมี Invent, SEAC, Humanica , Conicle , NEO Academy by CMMU, Beyond Training, Doctor A to Z ร่วมเป็นพันธมิตรส่งต่อองค์ความรู้ไปยังคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงข่ายเทคโนโลยี เติมเต็มเนื้อหา รวมถึงหลักสูตรต่างๆ ให้ตอบโจทย์ทักษะความต้องการใหม่ๆ ที่ครบถ้วน

นางสาวกานติมา กล่าวว่า “LearnDi by AIS Academy เกิดจากการพัฒนาภายในองค์กรในการทำ Transformation ทำให้เรารู้ว่าพนักงานต้องการอะไร ผู้ประกอบการและองค์กรต้องการอะไร ทำให้การใช้งานตอบโจทย์ความหลากหลาย โดยการทำงานร่วมกับพันธมิตรในวงการยึดหลักการเติบโตร่วมกันใช้จุดแข่งของแต่ละพันธมิตรทำให้ LearnDi เป็นเสมือนกับ Hub ด้านองค์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน Soft skill และ   Hard skill ที่จะช่วยให้การพัฒนาบุคลากร และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการกำหนดเส้นทางความสำเร็จของตนเองผ่านการทำ Self-Development ขององค์กร เปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพนักงานในทุกระดับ บนราคาที่จับต้องได้”

อีกหนึ่งจุดเด่นของ LearnDi คือการทำงานร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาแบบวัดศักยภาพส่วนบุคคลสำหรับคนไทย (Self-Competency Assessment) รวมถึงแบบทดสอบวัดศักยภาพส่วนบุคคลด้านดิจิทัล (Self-Digital Competency Assessment) เพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจศักยภาพตัวเองก่อนการนำเสนอหลักสูตรที่เหมาะสม สุดท้ายเมื่อเรียนจบก็จะได้รับ E-Certificate ที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการเรียนรู้รูปแบบใหม่

เป้าหมายของ AIS Academy คือการผลักดันองค์ความรู้ผ่านความสามารถของเทคโนโลยี และองค์ความรู้จากพันธมิตร ทั้งภายใน และต่างประเทศ ออกสู่สังคมไทย โดย บริษัท เลิร์นดิ จำกัด โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้าง สนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถของคนในองค์กร สนับสนุนการทำการเปลี่ยนผ่านขององค์กร โดยเครื่องมือการพัฒนาบุคลากรการเรียนรู้  เพื่อสร้างโอกาสให้กับกลุ่มธุรกิจองค์กร ผู้ประกอบการ SMEs ฝ่ายทรัพยากรบุคคล รวมถึงคนทั่วไป มีความเข้าใจ และความพร้อมภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่มีอย่างไม่หยุดยั้ง

นางสาวกานติมา กล่าวอีกว่า พันธมิตรทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกันที่จะใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองเพื่อช่วยกันพัฒนา “EdTech Ecosystem” ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะการให้พันธมิตรทุกส่วนเติบโตไปด้วยกัน พร้อมๆ กัน เป็นจุดแข็งที่จะทำให้เกิด Ecosystem ที่แท้จริง และจะช่วยทำให้สังคมเข้มแข็งและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

LearnDi by AIS Academy พร้อมแล้วที่จะร่วมขับเคลื่อนวงการ EdTech และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรไทยให้เข้าถึงองค์ความรู้ ทลายกรอบการเรียนรู้แบบเดิมๆ ให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aisacademy.com/

100 ปี เครือเจริญโภคภัณฑ์ ขอบคุณคนไทย ร่วมส่งต่อโลหิต มากกว่า 2 แสนซีซี

0

การบริจาคโลหิตของคนหนึ่งคน สามารถต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยที่มีความต้องการใช้โลหิต ตามคำที่กล่าวว่า “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” เพราะโลหิต 1 ยูนิต สามารถแยกเป็นส่วนประกอบของโลหิตได้ 3 ประเภท ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมาที่สามารถนำไปรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด ดังนั้นการบริจาคโลหิตจึงเป็นการช่วยชีวิตผู้อื่นที่ดีที่สุดที่คนทั่วไปสามารถทำได้

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมทำความดีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “เครือเจริญโภคภัณฑ์ครบ 100 ปี ทำความดีด้วยการบริจาคโลหิต” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 เปิดรับบริจาคโลหิต ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม กรุงเทพฯ โดยมีผู้ร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ จำนวน 507 คน ได้รับปริมาณโลหิต จำนวน 202,800 ซีซี

นายวัลลภ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานโครงการ “เครือเจริญโภคภัณฑ์ครบ 100 ปี ทำความดีด้วยการบริจาคโลหิต” กล่าวว่า เนื่องด้วยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในวาระดำเนินกิจการครบรอบ 100 ปี ได้จัดกิจกรรมชวนชาวซีพีจิตอาสาและประชาชนทั่วไปทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิต เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยในภาวะขาดแคลน จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น 2 วัน มีผู้บริจาคโลหิต จำนวน 507 ราย และโลหิตที่ได้รับ จำนวน 202,800 ซีซี ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย จึงขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมช่วยเหลือสังคมในครั้งนี้

ส่วนกิจกรรมบริจาคโลหิตของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งต่อไป ขอเชิญประชาชนผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบในครั้งต่อไป

ปิดโครงการคนละครึ่ง ยอดใช้จ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท

0

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ได้สิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 มียอดการใช้จ่ายตลอดโครงการ 102,065 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 52,251 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 49,814 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิทั้งสิ้น 14,793,502 คน จากเป้าหมาย 15 ล้านคน ในจำนวนนี้มีการใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป จำนวน 13,653,565 คน หรือประมาณร้อยละ 92 ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด โดยมีคนใช้จ่ายครบ 3,500 บาท จำนวน 7,819,925 คน

จังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สงขลา และเชียงใหม่ ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 6 เดือนตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ถึงไตรมาสแรกของปี 2564 แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดการหมุนเวียนของการผลิตและการค้าที่เกี่ยวเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้โครงการคนละครึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

นางสาว กุลยา กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังได้ตรวจพบการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง และได้มีการระงับการใช้แอปพลิเคชันและการจ่ายเงินร้านค้า รวมทั้งจัดส่งข้อมูลร้านค้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายแล้วทั้งสิ้น 749 ราย โดยมีการร้องทุกข์กล่าวโทษร้านค้าและประชาชนที่เกี่ยวข้องแล้ว 85 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบของ สตช. และ ปอศ. และจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่งจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการอื่นของกระทรวงการคลังได้อีก

สิงห์อาสา ลงพื้นที่สะเมิง ส่งกำลังใจและมอบน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค 64 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มสิงห์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่า ณ สถานีควบคุมไฟป่าขุนขาน-สะเมิง เนื่องจากคืนวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาเกิดไฟป่ากระจายเป็นวงกว้างบนภูเขาบริเวณบ้านศาลา ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าขุนขาน-สะเมิง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ ชุดเหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ และชุดอาสาสมัครดับไฟป่าของหมู่บ้านจำนวนมากต้องเร่งขึ้นไปปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนเพื่อควบคุมไฟป่า และทำแนวกันไฟ เพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลามไปยังบริเวณอื่น

ทั้งนี้ สิงห์อาสาจะคอยติดตามสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด โดยได้รับความร่วมมือจาก10 เครือข่ายสถาบันการศึกษาภาคเหนือที่ได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังไฟป่าเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ทั้งในเรื่องของน้ำดื่ม ข้าวสารและอุปกรณ์ดับไฟป่า อุปกรณ์ที่จำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ รวมถึงจัดอบรมแก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างการตระหนักถึงปัญหาไฟป่าและหมอกควันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป

ทิพยประกันภัย เปิดตัว TIP Rainbow ปลดล็อคเงื่อนไข ผู้รับผลประโยชน์ไม่ต้องสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือระบุเพศ

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย เปิดเผยว่า ทิพยฯ เปิดตัวโครงการ “TIP Rainbow” เพื่อปลดล็อคทุกเงื่อนไข ก้าวข้ามกรอบมอบสิทธิ์ให้กับคนที่คุณรัก คู่รัก คู่ชีวิต โดยผู้รับผลประโยชน์ไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือระบุเพศ สำหรับทุกการประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) ทุกประเภท ของบริษัทฯ นอกจากนี้เตรียมส่งทัพกรมธรรม์ ภายใต้โครงการ เช่น ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ฯลฯ พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์โครงการ TIP Rainbow “อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์”

จากความสำเร็จของการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบสนองความต้องการในแต่ละ Lifestyle และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า อาทิ ประกันภัย “TIP Lady” ประกันภัยรถยนต์สำหรับผู้หญิง ที่ให้มากกว่าประกันชั้น 1 , ประกัน “TIP อัพทูไมล์” ประกันรถยนต์ชั้น 1 ขับแค่ไหน จ่ายแค่นั้น ตามระยะไมล์ ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว

สำหรับ “TIP Rainbow” ได้ถูกสร้างสรรค์จากทีมงานคนรุ่นใหม่ของทิพยประกันภัย ที่มีแนวคิดที่ต้องการตอบสนองความต้องการทุก Lifestyle เพื่อจะปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ เพิ่มทางเลือกใหม่ จากแนวคิดนี้ ส่งผลให้ทิพยประกันภัยได้ มีการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้ เพิ่มเติมจากการระบุคำนำหน้าชื่อตามแบบเดิมๆ เช่น นาย นาง นางสาว รวมถึง สามารถระบุคู่ชีวิต คู่รัก ของตนเองเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ซึ่งการระบุดังกล่าวจะปรับใช้ในทุกการประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) ทุกประเภทของบริษัทฯด้วย เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่

พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์โครงการ TIP Rainbow “อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์” ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ที่เป็นตัวแทนของคนที่มีความชัดเจน มีความหลากหลายในชีวิต เป็น ไอคอนของการก้าวข้ามทุกข้อจำกัดได้อย่างชัดเจนที่สุด

หลังจากนี้ทิพยประกันภัยเตรียมเปิดตัวประกันภัยต่างๆที่อยู่ภายใต้โครงการ TIP Rainbow เช่น ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล ที่มีความคุ้มครองพิเศษแปลกใหม่นอกเหนือจากประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคลอื่นๆ ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ฯลฯ

อย่างไรก็ตามทิพยประกันภัยยังคงให้ความสำคัญ ในทุกความต้องการของลูกค้าทุกๆกลุ่่ม เพราะเราเข้าใจ เราจึงอยากดูแล ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจที่จะมอบการให้บริการอย่างดีที่สุด สำหรับลูกค้าทุกๆท่าน เรายังมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) อีกมากมาย เช่น ประกันภัยโควิด ที่เราได้ออกมารับประกันเป็นเจ้าแรกของประเทศ ประกันวัคซีนโควิด ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันการเดินทาง ประกันสัตว์เลี้ยง และประกันอื่นๆ

สำหรับรายละเอียดโครงการ หรือสนใจทำประกันภัย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.Tipinsure.com หรือโทร 1736 และสำนักงานสาขาของทิพยประกันภัยทั่วประเทศ

OR มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางชุมชน เปิดตัวแคมเปญโฆษณา “PTT Station เติมเต็มทุกความสุข” เติบโตไปพร้อมชุมชน

0
จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า โออาร์ มีเป้าหมายที่จะเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกที่สร้างคุณค่าและสร้างพลังบวกให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม มุ่งดำเนินธุรกิจโดยนำความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในการออกแบบรูปแบบทางธุรกิจ ด้วยแนวคิด “Retailing Beyond Fuel” ที่มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมกับดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน ในฐานะที่ OR เป็นผู้บริหารแบรนด์ PTT Station สถานีบริการน้ำมันซึ่งเติบโตเคียงข้างคนไทยมากว่า 30 ปี และครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ต่อเนื่อง 25 ปี จึงกำหนดกลยุทธ์ให้ PTT Station ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุขและเติบโตไปพร้อมกับทุกชุมชน (Living Community) โดยพัฒนาและออกแบบองค์ประกอบที่อยู่ใน PTT Station ให้สามารถตอบโจทย์ให้ครอบคลุมการเติมเต็มความสุขให้ครอบคลุมครบทุกความต้องการของคนไทย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 เป้าหมาย ได้ดังนี้

1.     เติมเต็มความสุข…ให้ผู้คน PTT Station ใส่ใจทุกความต้องการ เพื่อรอยยิ้มของทุกคน ด้วยการพัฒนาสินค้า บริการ สิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ผ่านโครงการต่าง ๆ ได้แก่

·      จุดช่วยเหลือเพื่อนเดินทาง…เติมเต็มความสุขให้คนเดินทาง จัดตั้งจุดช่วยเหลือเพื่อนเดินทาง ซึ่งเป็นจุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น และจุดซ่อมรถเบา เพื่อให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินโดยทันที

·      Friendly Design…เติมเต็มความสุข ความห่วงใยให้ทุกคน ออกแบบพื้นที่ใน PTT Station เพื่อให้เหมาะกับการเดินทางของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย เพื่อสร้างความอุ่นใจว่าทุกคนจะได้รับความสะดวกระหว่างการเดินทาง

2.     เติมเต็มความสุข…ให้ชุมชน PTT Station ร่วมสร้างคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีแก่ชุมชน สังคม ผ่านการนำเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของแต่ละท้องถิ่น มาสร้างโอกาสและรายได้ให้คนในท้องถิ่นผ่านโครงการ ดังต่อไปนี้

·      พื้นที่ปันสุข…เติมเต็มความสุข ให้รอยยิ้มของเกษตรกร ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบปัญหาในการหาช่องทางจำหน่ายผลิตผล สนับสนุนและจัดสรรพื้นที่ใน PTT Station ให้เกษตรกรมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

·      ตลาดวิถีชุมชน และโครงการไทยเด็ด…เติมเต็มความสุข สร้างรายได้ให้วิสาหกิจชุมชน เปิดพื้นที่ให้ชุมชนโดยรอบ PTT Station เข้ามาจำหน่ายสินค้าของชุมชนได้ เพื่อสนับสนุนความภาคภูมิใจและรายได้ให้แก่ธุรกิจของชุมชน อีกทั้งยังมีจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โครงการไทยเด็ดที่คัดสรรของเด็ดของวิสาหกิจชุมชน

·      ตกแต่งอัตลักษณ์…เติมเต็มความสุข สร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมเศรษฐกิจและรายได้ ด้วยเอกลักษณ์ของชุมชนนั้น ๆ

3.     เติมเต็มความสุข…ให้สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับผู้คนในชุมชนและท้องถิ่นโดยรอบที่ PTT Station ตั้งอยู่ ผ่านการดำเนินงานและโครงการที่ช่วยลดมลพิษ รวมทั้งการพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น

·      EV Station…เติมเต็มความสุข ลดการเกิดมลพิษ เพิ่มจุดชาร์จไฟ EV Station ให้ครบทุกเส้นทางสายหลักทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการลดการใช้มลพิษ ให้โลกมีอากาศบริสุทธิ์ ชุมชนมีชีวิตดีขึ้น

·      แยก แลก ยิ้ม…เติมเต็มความสุข ให้กับโลกและชุมชน เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการจัดการขยะอย่างถูกต้อง และช่วยดูแลสังคม ด้วยการนำขยะที่แยกไปขายนำเงินไปสร้างสาธารณประโยชน์ให้ตามความต้องการที่ชุมชนรอบ PTT Station นั้นต้องการ โดยมีชุมชนที่ช่วยเหลือแล้วมากกว่า 3,000 โครงการ

ทั้งนี้ นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวข้างต้น ทุกผลิตภัณฑ์ และบริการอื่น ๆ ใน PTT Station ล้วนสามารถเติมเต็มทุกความสุขให้กับใครได้หลายคน ซึ่งเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ได้ดูแลคนไทยในทุกชุมชน จากจำนวนสาขาที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของชุมชนมาอย่างยาวนาน จึงมีความเข้าใจ และนำความเข้าใจนั้นมาพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ใน PTT Station ต่อยอดจุดแข็งเดิมในเรื่องคุณภาพ และความครบครันที่แข็งแกร่งที่สุดในธุรกิจ พัฒนารูปแบบความสุขในทุกองค์ประกอบทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ ให้มีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความสุขมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ทำให้PTT Station เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน แต่คือการออกแบบ Living Ecosystem ที่สามารถสะท้อนภาพการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมาย เกิดการเติมเต็มความสุขให้กันและกันแบบที่ไม่รู้ตัว

ล่าสุด OR ได้เปิดตัวแคมเปญโฆษณา “PTT Station เติมเต็มทุกความสุข” ประกอบด้วยภาพยนตร์โฆษณาความยาว 30 วินาที จำนวน 3 เรื่อง คือ “เติม” “เต็ม” และ “สุข” เพื่อสร้างการรับรู้ และความผูกพันของผู้บริโภคกับแบรนด์ PTT Station โดยมีแนวคิดหลักในการสื่อสารว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เพียงแวะเข้ามาที่ PTT Station ก็สามารถเติมเต็มทุกความสุขกลับไปได้เช่นกัน เพราะ PTT Station กำลังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนมาสู่การเป็นศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุขและเติบโตไปพร้อมกับทุกสังคม ชุมชน รวมถึงช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม

ซีพี ออลล์ เดินหน้า 7 Go Green Mission 2021 ปักธงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

0

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เซเว่น โก กรีน  2021 เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง ภายใต้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) เพื่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติ อย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนคนไทย ลด ละ เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์

โดยมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อโครงการ 7 GO Green ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อลด และ เลิก ใช้ถุงพลาสติกที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ 

พร้อมขับเคลื่อนเคมแปญ “ลดวันละถุง…คุณทำได้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์เชิญชวนลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากลูกค้าทั่วประเทศเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้แคมเปญ “ลดวันละถุง คุณทำได้”สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกและเปลี่ยนเป็นยอดสมทบทุนรวมกว่า 211 ล้านบาท มอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลในชุมชน และโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร 154 โรงพยาบาลทั่วประเทศ  

อีกทั้ง ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้ ซีพี ออลล์ มิอาจนิ่งนอนใจต่อการเปลี่ยนแปลงและรับผิดชอบต่อการดำเนินธุรกิจด้วยหัวใจที่เอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเรียนรู้การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค เพื่อช่วยกันลดโลกร้อนด้วยสองมือเรา  

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ปี 2564 ซีพี ออลล์ วางแนวทางในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้นโยบาย 7 GO Green Mission 2021 ประกอบด้วย

1. Green Building : การออกแบบและบริหารจัดการร้านอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้กลยุทธ์ “ร้านเพื่อสิ่งแวดล้อม” อาทิ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพคอยล์เย็น สำหรับตู้แช่เย็นขนาดใหญ่, โครงการเครื่องปรับอากาศ ประเภท Inverter ภายในร้านฯ, โครงการใช้หลอดไฟ LED, โครงการสำรวจและติดตามสภาพอากาศภายในร้านฯ, โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์, โครงการปรับปรุงระบบทำความเย็นของตู้แสดงสินค้า ชนิดไร้บานประตูเป็นแบบรวมศูนย์, โครงการ Knockdown Store นำวัสดุเปลือกอาคารกลับมาใช้ใหม่ และ โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปี 2564 นี้ ซีพี ออลล์ ตั้งเป้า แผนการดำเนินงาน ปี 2564 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทนได้  82,987,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 40,248 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า(tCO2e) หรือเปรียบเทียบการปลูกไม้ยืนต้นจำนวน 111,554 ต้น 

2. Green Store : โครงการด้านการจัดการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น มุ่งหวังในการลดปริมาณขยะพลาสติก ผ่านแนวคิด “ลด และ ทดแทน” โดยพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงทุกกระบวนการในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการหาวัสดุที่มาจากแหล่งทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ และต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) หรือนำมาใช้ใหม่ (Recyclable) หรือสามารถย่อยสลายได้ (Compostable) ได้แก่ การจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยได้เริ่มใช้ฝายกดื่มไม่พึ่งหลอด ตั้งแต่ปี เมษายน 2563  ในร้าน All Café จำนวน 8,492 สาขาทั่วประเทศ และใช้ “แก้วรักษ์โลก” หรือ กระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ตามตามธรรมชาติ สำหรับเครื่องดื่มร้อน – เย็น ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ธันวาคม 2562  ปัจจุบันใช้แก้วรักษ์โลกในร้านสาขาพื้นที่เกาะ สถานศึกษา และ สำนักงาน รวมกว่า 874 สาขา โครงการการลดใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) โดยการลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง และใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติทดแทน ได้แก่ ไม้คนกาแฟ ถุงกระดาษ และ กระดาษหุ้มหลอด การขับเคลื่อนโครงการ 7 Go Greenในพื้นที่เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  รณรงค์ให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ นำไปสู่การสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดแนวคิดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์, โครงการเสื้อพนักงานที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล โดยการนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเสื้อ และ โครงการใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรณรงค์ในการลดใช้กระดาษ โดยในปี 2564  ซีพี ออลล์ ตั้งเป้ากำหนดการแผนการดำเนินงานในการลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกจำนวน 10,813 ตันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 80,921 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเปรียบเทียบการปลูกไม้ยืนต้น จำนวน 224,283 ต้น

3. Green Logistic : ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินงานด้านการขนส่งและการกระจายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานผ่านโครงการต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและออกแบบศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ กลยุทธ์ “โลจิสติกส์เพื่อสิ่งแวดล้อม” ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ ได้นำหลักเกณฑ์สำหรับการประเมินอาคาร     สีเขียว (Leadership in Energy & Environmental Design: LEED) เป็นหลักเกณฑ์ที่่ใช้การพัฒนาและออกแบบศููนย์กระจายสินค้าทั่่วประเทศอีกด้วย ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 แห่งใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และได้ติดตั้งแผง Solar Cell เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศ

โดยในปี 2564  ซีพี ออลล์ ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทนได้ 8,786,280 กิโลวัตต์ชั่วโมง(kWh), ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 4,261 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเปรียบเทียบการปลูกไม้ยืนต้นจำนวน 11,810 ต้น 

4. Green Living   ซีพี ออลล์ ได้สานต่อโครงการ “ลดและทดแทน” ภายใต้แนวคิด “ปลูกจิตสำนึกเพื่อสิ่งแวดล้อม” โดยการ รณรงค์และเชิญชวนลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนแนวคิดหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy โดยล่าสุดจัดให้มีโครงการ “ถังคัดแยกขยะ” เพื่อรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันคัดแยกขยะพลาสติก เพื่อนำขยะพลาสติกเข้าสู่กระบวนการ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy อย่างยั่งยืน

โดยในปี 2564 ซีพี ออลล์ ได้กำหนดแผนการดำเนินงาน เพื่อลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 128,426 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเปรียบเทียบการปลูกไม้ยืนต้นจำนวน 347,648 ต้น

“ซีพี ออลล์ ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ผ่านมาตรการต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงานที่สอดคล้องกับแผนธุรกิจ และสร้างจิตสำนึกในการให้ความสำคัญของประเทศชาติภายใต้ปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย