Home Blog Page 424

สิงห์อาสา ส่ง ‘อาหารรีทอร์ท’ เป็นเสบียงเติมพลังให้อาสาสู้ไฟป่า

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ส่งมอบอาหารพร้อมรับประทาน หรือ “อาหารรีทอร์ท” ให้แก่ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานอยู่แนวหน้าดับไฟป่า ซึ่งเป็นอาหารปรุงสุกที่เหมาะกับการพกไปรับประทานขณะปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า โดยใช้ศักยภาพของบริษัทฟู้ด แฟ็คเตอร์ จำกัด (Food Factors) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจในเครือบริษัทบุญรอดฯ ซึ่งดูแลและพัฒนาธุรกิจอาหารครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

จากรายงานของส่วนควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ พบว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ในเขตภาคเหนือเกิดไฟไหม้ป่ามากกว่า 3 พันครั้ง มีพื้นที่ถูกไฟไหม้ไปกว่า 8 หมื่นไร่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ชุดปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงทีมอาสาสมัครและมวลชนจิตอาสา ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และช่วยกันเฝ้าระวังอยู่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด จากการปฏิบัติงานที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและสถานการณ์ที่ยังไม่อาจวางใจได้ “สิงห์อาสา” จึงได้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน หรือ “อาหารรีทอร์ท” 3 เมนู คือ ข้าวพะโล้ไข่นกกระทา ข้าวมัสมั่นไก่ และข้าวกะเพราไก่ เพื่อส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ชุดปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงทีมอาสาสมัครในพื้นที่ โดยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือที่ผ่านการอบรมดับไฟป่าจะเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติงานก่อนเป็นลำดับแรก

และหลังจากนี้ จะเร่งผลิตอาหารรีทอร์ทล็อตใหม่เพื่อส่งมอบให้แก่คณะแพทย์และพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังการรระบาดของโควิด-19 เพื่อให้ได้รับประทานอาหารที่ดีมีคุณภาพ ที่ผ่านมา สิงห์อาสาได้ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้แก่บุคลากรทางการแพทย์มาตลอดตั้งแต่เริ่มระบาดครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ทั้งนี้ อาหารรีทอร์ท คืออาหารปรุงที่ผ่านกรรมวิธีบรรจุแบบพิเศษ ด้วยเครื่องรีทอร์ท (retort) เพื่อกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ทำให้อาหารอยู่ได้นานโดยไม่ใส่สารกันเสีย สามารถให้พลังงานไม่แตกต่างจากอาหารทั่วไป คุณค่าทางโภชนาการยังคงอยู่ สี กลิ่น และรสไม่เปลี่ยนแปลง สามารถเก็บรักษาไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องแช่เย็น มีน้ำหนักเบา ขนส่งง่ายไม่เปลืองเนื้อที่ เหมาะกับการนำไปรับประทานในขณะปฏิบัติหน้าที่

สิงห์อาสา ในวาระครบรอบ 10 ปี ในปีนี้ ได้ทำโครงการเพื่อดูแลรักษาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน แบ่งเป็น 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ “ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน” ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยได้เริ่มโครงการแรก “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า รักษาต้นน้ำ” ดูแลรักษาป่าต้นน้ำอย่างครบวงจร ซึ่งปัญหาไฟป่าเป็นต้นเหตุของการทำลายป่าต้นน้ำ ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสนับสนุนการทำงานดับไฟป่าในเขตภาคเหนือ ร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือตุ้งศูนย์เฝ้าระวังไฟป่า จัดอบรมให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า ตระหนักถึงปัญหาหมอกควันลดการเผาป่า การสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่า เช่น มอบเครื่องมือทำแนวกันไฟที่ได้มาตรฐาน รองเท้าเซฟตี้ รวมทั้งสนับสนุนอาหาร-น้ำดื่มอีกด้วย

เจียไต๋ ขนทัพสินค้าเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ ในงาน The Farm 2021

0
คุณภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ Head of Commercialization เซ็นทรัลพัฒนา (ซ้าย) และคุณดวงพร จิราพิพัฒนชัย ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจโฮมการ์เด้น เจียไต๋ (ขวา)

บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพพร้อมให้นักช้อปสายกรีนได้เลือกสรรในงาน The Farm 2021 เทศกาลผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “ทำด้วยใจ ส่งตรงจากไร่ สัมผัสรสชาติแห่งท้องถิ่น” โดยเริ่มสาขาแรกแล้วที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ตั้งแต่ 1 ถึง 8 เมษายน 2564 และเจียไต๋จะเข้าร่วมเดินสายพร้อมกับงาน The Farm 2021 ซึ่งมีกำหนดจัดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลสาขาอื่นๆ ทั้ง 14 สาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564

บริษัท เจียไต๋ จำกัด จับมือบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด และพันธมิตร เสิร์ฟสินค้าเกษตรคุณภาพสูงเอาใจนักช้อปที่รักในการเพาะปลูกและชื่นชอบการบริโภคผักผลไม้ที่สดสะอาดปลอดภัย เพื่อร่วมผลักดันสินค้าเกษตรสู่ตลาด ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน และเพื่อผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ดีและคุ้มค่าคุ้มราคา อีกทั้ง มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งถือเป็นอีกงานที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเจียไต๋ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งมอบนวัตกรรมการเกษตรด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ

ภายในงานพบกับผลิตภัณฑ์เกษตรจากเจียไต๋ อาทิ เมล็ดพันธุ์เจียไต๋โฮมการ์เด้นในรูปแบบซองใหม่ “ซอง Easy” ปลูกง่ายสไตล์คุณ ที่มาพร้อมข้อมูลการปลูกที่สามารถทำตามได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังมีวัสดุปลูกคุณภาพและชุดสนุกปลูก ที่ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่ปลูกมากหรือน้อย ก็สามารถเนรมิตมุมสีเขียวภายในบ้านได้ และพลาดไม่ได้กับผลิตผลสดๆ จากเจียไต๋ฟาร์มที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน GAP, CODEX, GMP และ HACCP อาทิ เมล่อนหอมหวาน แตงโมหวานกรอบ ฟักทองเนื้อแน่น รวมถึงเมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่างเมล่อนปั่น ที่ช่วยเพิ่มพลังความสดชื่นให้ขาช้อปได้ลิ้มรสความอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน

พบกับสินค้าเกษตรจากเจียไต๋ในงาน The Farm 2021 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 14 สาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มสาขาแรกตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 8 เมษายน 2564 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ติดตามข้อมูลด้านการเกษตรและกิจกรรมดีๆ เพิ่มเติมได้ทาง www.chiataigroup.com และ Facebook เจียไต๋ www.facebook.com/Chiatai.group.official

ทิพยประกันภัย จับมือ FIT Auto แจกฟรี ประกันอุบัติเหตุและโควิด-19

0

ทิพยประกันภัย ร่วมกับ FIT Auto มอบสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุและโควิด-19 ฟรี! คุ้มครอง 30 วัน ทุนประกันภัย สูงสุด 100,000 บาท ในแคมเปญ “FIT FEST ฟิตไม่หยุด พร้อมสุดทุกทริป”

นายประสิทธิ์ชัย สุนทราภิรมย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มอบสิทธิพิเศษประกันภัยอุบัติเหตุและประกันภัยโควิด-19 ในแคมเปญ “FIT FEST ฟิตไม่หยุด พร้อมสุดทุกทริป” ให้กับลูกค้า FIT Auto ต้อนรับทุกทริปการเดินทาง ให้ทุกวันหยุดของคุณไม่มีสะดุด อุ่นใจในทุกการเดินทาง อย่างปลอดภัย

แคมเปญดังกล่าว ให้สำหรับลูกค้าที่มียอดชำระที่ FIT Auto ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันภัยความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ระยะเวลา 30 วัน (นับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์) โดยลูกค้าสามารถสแกนQR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 – 30 มิถุนายน 2564 สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม โทร. 1365

เจ้าสัวซีพี แนะมหาวิทยาลัยไทยปรับหลักสูตรออนไลน์มากขึ้น ควรเรียนจบป.ตรีตั้งแต่อายุ 18

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้  นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รับเชิญบรรยายพิเศษจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(มทร.อีสาน) เรื่อง “อนาคตของมหาวิทยาลัย กับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของชาติและของภาคอีสาน” ที่จัดขึ้นในโครงการ Retreat มทร.อีสาน 2564 : เหลียวหลังแลหน้า เพื่ออนาคตอีสาน” ระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2564 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัย มทร.อีสาน และประธานกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปนอ.มทร.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษในหัวข้อ “อนาคตของมหาวิทยาลัยไทย” ทั้งนี้ มีคณาจารย์และผู้บริหารมทร.อีสานเข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน 

โดยนายธนินท์ได้บรรยายผ่านระบบการประชุมออนไลน์ มีเนื้อหาสรุปว่า สถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปทุกด้าน สถาบันการศึกษาควรทำการศึกษาวิเคราะห์ความต้องการของตลาด เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ได้บุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่แท้จริง เด็กที่จบออกมาแล้ว ต้องสามารถทำงานได้จริง จึงจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

มหาวิทยาลัยต่างๆต้องปรับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์มากขึ้น และดึงอาจารย์เก่งๆที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาสอนออนไลน์ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาไทยได้เรียนรู้สิ่งใหม่และได้มาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยควรมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา ให้เรียนจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุ 18 ปี และให้เด็กรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานจริง เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เรียนแต่ทฤษฎีเท่านั้น ซึ่งหลายประเทศ เช่น จีน และดูไบ ได้ทำสำเร็จแล้ว และมีการตั้งสตาร์ทอัพในมหาวิทยาลัย และให้นักศึกษาทดลองทำธุรกิจจริง ซึ่งเป็นการสร้างคนเก่งและมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

“ถึงเวลาที่นักธุรกิจต้องมาเป็นอาจารย์บ้าง และอาจารย์เองก็ควรไปลองทำธุรกิจ เพื่อเรียนรู้ของจริง มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งควรมีสตาร์ทอัพที่สามารถสร้างรายได้จากความคิดที่สดใหม่ของคนรุ่นใหม่” 

“การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้นำ เรื่องใหม่ต้องให้คนใหม่ทำ การสร้างคนต้องใช้วิธีใหม่ๆต้องทลายไซโล ถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ เหมือนที่เครือซีพีได้พัฒนาสถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวทีให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทดลองทำธุรกิจจริง ในรูปแบบสตาร์ทอัพ ต้องเรียนรู้ทุกอย่างและลงมือปฏิบัติจริง แบบไม่มีไซโล โดยมีผู้บริหารหรือคนรุ่นเก่าช่วยให้คำแนะนำและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆไปพร้อมกัน”ท่านประธานอาวุโสกล่าว

สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน หรือ มทร.อีสาน เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีที่เปิดการเรียนการสอนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น สกลนคร และสุรินทร์  ปัจจุบัน  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย  และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง รับผิดชอบในตำแหน่งอธิการบดี ปัจจุบัน มทร.อีสานครองแชมป์อันดับ 1 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชมงคลของประเทศไทยติดต่อกัน 2 ปีซ้อนจากการจัดอันดับเว็บไซต์คุณภาพทางวิชาการทั่วโลก “Webometrics Ranking of World Universities” เมื่อเดือนม.ค.2564 ที่ผ่านมา

ผช.ศ. ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าวว่าโครงการ Retreat มทร.อีสาน 2564 : เหลียวหลังแลหน้า เพื่ออนาคตอีสาน” จัดขึ้นเพื่อศึกษาผลการดำเนินงานและผลกระทบจากยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ พ.ศ.2565-2569 และศึกษาแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานในยุคต่อไป โดยโครงการ Retreat มทร.อีสาน 2564 โดยโครงการนี้จะมีการทั้งการศึกษาดูงาน และการบรรยายพิเศษจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งนอกจากท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ แล้ว ยังมีผู้บรรยายอื่นอีกอาทิ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิตและผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์ ดร.กิตติพงศ์ พร้อมวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.)  เป็นต้น 

ซีพีเอฟ ถ่ายทอดความรู้เลี้ยงสัตว์น้ำระบบ CARE ยกระดับเกษตรกร สร้างแหล่งอาหารมั่นคงปลอดภัยให้ผู้บริโภค

0

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ถ่ายทอดองค์ความรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามระบบ CARE Aquaculture Model หรือ CARE แก่เกษตรกรรายย่อย พัฒนาการเลี้ยงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ปลอดสาร เพื่อยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดไทย

ไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ

ปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำจึงได้พัฒนาระบบ CARE สำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งมาจาก C – Consumer Need หรือการผลิตที่ตอบความต้องการของผู้บริโภค A- Achieve easily and consistently ง่ายต่อการเลี้ยง มีผลผลิตที่แน่นอน R- Reliable System มีคุณภาพเชื่อถือได้ และ E- Environmental Friendly เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยกระดับการผลิต และร่วมพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ระบบ CARE เป็นแนวทางการเลี้ยงปลาน้ำจืดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต เริ่มตั้งแต่ลูกพันธุ์ปลาที่บริษัทฯ พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นพันธุ์ที่เติบโตเร็ว และต้านทานโรค อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาผลิตจากวัตถุดิบที่ดี เพื่อให้ปลาที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับฟาร์มของระบบ CARE ซีพีเอฟ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ตั้งแต่ ระบบน้ำหมุนเวียนและการบำบัดน้ำที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่มีการปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือชุมชน นำหลักการ Gravity Flow มาใช้ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้ยาและสารเคมี และในอนาคตจะมีการนำพลังงานโซล่าร์เซลล์ใช้ในฟาร์ม รวมถึงระบบอัตโนมัติต่างๆ มาใช้ในการควบคุมการปิด-เปิดเครื่องให้อาหารและเครื่องเติมอากาศ ทำให้การบริหารจัดการฟาร์มเป็นเรื่องง่าย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหมาะกับเกษตรกรรุ่นใหม่

“ระบบ CARE ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เป็นการเลี้ยงที่สะอาดและควบคุมสภาวะแวดล้อมได้ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค ลดการใช้ยาและสารเคมี ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด และปลอดภัย ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่แน่นอนขึ้น ไม่ต่ำกว่า 10 ตัน/ไร่” นายไพโรจน์ กล่าว

ซีพีเอฟนำองค์ความรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย ส่งต่อไปยังเกษตรกรคู่ค้ารวมถึงสถาบันศึกษา และผลักดันให้มีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบดังกล่าวให้ทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้น โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2563 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือฯ กับ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน เป็นห้องเรียนที่เปิดโอกาสให้นิสิตคณะประมงได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เกี่ยวกับการผลิตปลาน้ำจืดที่ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมต่อยอดความร่วมมือพัฒนาศูนย์เรียนรู้ฯ ให้กับนิสิตประมงของ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนต่อไป./

เอไอเอส ไฟเบอร์ เปิดบริการใหม่ ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ฟรี

0


นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส หรือ AIS Fibre เปิดเผยว่า เอไอเอส ไฟเบอร์ เปิดบริการใหม่ AIS Fibre Secure Net บริการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ช่วยปกป้องทุกครอบครัว ทั้งจากไวรัส มัลแวร์ และลิงค์ปลอม บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันถือเป็นภัยอันตรายใกล้ตัวที่แฝงมาในหลากหลายรูปแบบ สร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งานได้อย่างไม่รู้ตัว ลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ สามารถสมัครใช้งานได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ทาง  AIS Fibre LINE Connect โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมใช้บริการได้ทันที ท้้งนี้ เพื่อเติมความอุ่นใจให้ลูกค้าเน็ตบ้านไปอีกขั้น สะท้อนความมุ่งมั่นในการคิดนำ ทำก่อน เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดของเอไอเอส ไฟเบอร์

กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส

“ปัจจุบันการใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนไทยได้ขยายตัวมากขึ้นในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะที่บ้าน ทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานจากบ้าน ลูกๆ เรียนหนังสือออนไลน์ หรือแม้แต่ญาติผู้ใหญ่ ที่อัพสกิลใช้งานสู่โลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของอาชญากรบนโลกไซเบอร์ได้ตลอดเวลา ดังนั้น AIS  Fibre ซึ่งนอกจากจะมุ่งมั่นมอบบริการที่ดีที่สุดแล้ว ยังขอส่งความห่วงใยให้ทุกท่านใช้เน็ตบ้านได้อย่างปลอดภัยผ่านแนวคิดอุ่นใจไซเบอร์ กับ บริการ AIS Fibre Secure Net ถือเป็นดิจิทัลโซลูชั่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาช่วยทำหน้าที่ปกป้อง รักษาความปลอดภัยจากอาชญากรบนโลกไซเบอร์ เช่น การฉ้อโกงทางการเงินและการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ที่ส่วนใหญ่มักจะนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมายหรือนำข้อมูลทางธนาคารหรือข้อมูลล็อกอินประจำตัวของบัญชีอีเมลหรือบัญชีโซเชียลมีเดียไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวจะเข้ามาช่วยป้องกันไวรัส มัลแวร์ และลิงค์ปลอม ที่พร้อมใช้งานได้ทันที เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างปลอดภัย โดยบริการนี้ จะช่วยแจ้งเตือนและปกป้องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และกรองเว็บไซต์ที่อาจมีภัยคุกคามไซเบอร์จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนบราวเซอร์ โดยบริการจะแจ้งเตือนและป้องกัน เมื่อมีการเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์ใดภายในบ้าน ทั้งในช่วงการทำงานหรือเรียนออนไลน์ หรือการใช้งานของคุณพ่อ คุณแม่ ผู้สูงอายุในบ้านได้อุ่นใจมากยิ่งขึ้นตลอดการใช้งาน”

สำหรับลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ที่สนใจสามารถสมัครใช้บริการ AIS Fibre Secure Net ทำได้เองง่ายๆ เพียงเข้าไปที่ AIS Fibre LINE Connect เลือกเมนู อื่นๆ แล้วกดเลือกเมนู AIS Fibre Secure Net จากนั้น กดปุ่ม “เปิด” ก็สามารถใช้บริการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรม ซอฟต์แวร์ หรือ
แอปพลิเคชันใดๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ https://ais.th/aunjaicyber/AIS-Fibre-secure-net.html

กรมชลฯ เร่งบริหารจัดการน้ำตามแผน ยันแล้งนี้น้ำเพียงพอ พร้อมเตรียมรับมือหน้าฝน

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้ง โดยทุกอย่างเป็นไปตามแผน มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคจนสิ้นฤดูแล้งนี้แน่นอน และสามารถมีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงหน้าฝนอีกประมาณ 8,000 ล้านลบ.ม. นอกจากนี้ยังมีการวางแผนสำรองน้ำไว้ใช้เป็นเวลา 3 เดือน คือเดือนมิ.ย.-ส.ค. เพื่อบริหารความเสี่ยงกรณีฝนทิ้งช่วง

ในเบื้องต้น เดือนพ.ค. ลุ่มเจ้าพระยา จะมีน้ำสำรองไว้ใช้ไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านลบ.ม. นอกจากนี้ ในด้านของระดับค่าความเค็ม ก็สามารถควบคุมได้เช่นกัน ทำให้มั่นใจว่า มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคแน่นอน

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันที่ 1 เดือนพฤษภาคม ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของฤดูฝน ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สั่งการ เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับช่วงฤดูฝนนี้ ดังนี้

  1. ตรวจสอบความมั่นคงของอ่างเก็บน้ำ, เขื่อนต่างๆ ที่เป็นอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำสายหลัก ให้สามารถใช้งานได้
  2. การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ตะกอนดิน หรือวัชพืชต่างๆ เช่น ผักตบชวา ต้องเก็บให้หมดภายใน 30 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2564 นี้ฃ
  3. เร่งรัดแผนงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอก และก่อสร้างต่างๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อทันกับการกักเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งปีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวโน้มสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (ตัวเลขเมื่อวันที่ 22 มี.ค.64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 39,197 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 52 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 15,268 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้ว 13,030 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 9,629 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 2,933 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 3,827 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของแผนฯ

คาเฟ่ อเมซอน รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายหวานน้อยสั่งได้

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ในโอกาสที่ คาเฟ่ อเมซอน ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายหวานน้อยสั่งได้ นำร่อง (เฟส 1) ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

คาเฟ่ อเมซอน นับเป็นผู้ประกอบการร้านกาแฟสดรายแรกที่ได้รับตราสัญลักษณ์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพ และเป็นหนึ่งกำลังสนับสนุนให้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มหวานน้อย โดยร่วมนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” กับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วยการใช้ “Sweetness Scale” เป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ซึ่งเริ่มนำร่องที่ร้าน คาเฟ่ อเมซอน สาขากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2563 และเริ่มใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2563 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมี “เมนูทางเลือกสุขภาพ” หรือ “Light Menu” ที่เป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่รักสุขภาพอีกด้วย

รู้เก็บรู้ออม : จัดพอร์ตลงทุนตามวัย (1)

0

นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้าตลาดหุ้น หรือเพิ่งเริ่มมาเรียนรู้การลงทุน อาจไม่รู้ว่าตนควรลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง รู้แต่ว่าอยากได้ผลตอบแทนดีๆกำไรมากๆ แต่ไม่รู้ว่า…ด้วยวัยเราในวันนี้ ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้มากน้อยแค่ไหน!! เพราะไม่สามารถ วัดน้ำหนักได้ ระหว่างโอกาสของผลตอบแทนกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเงินออมของเรา

ในเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com ในหน้าคลังความรู้ มีบทความที่เป็นหลักการหรือข้อแนะนำในการจัดพอร์ตเพื่อกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆที่น่าสนใจ โดยใช้หลักการที่เป็นที่นิยมมากที่สุด นั่นคือ “การจัดพอร์ตลงทุนตามวัย” เพื่อให้สามารถบริหารจัดการกับความเสี่ยงและผลตอบแทนได้

ซึ่งหลักสำคัญของ “การจัดพอร์ตตามวัย” คือ “คนอายุน้อยจะสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่าคนที่อายุมากกว่า” เพราะมีเวลาในการลงทุนนานกว่า จึงควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้เงินลงทุนมีโอกาสเพิ่มพูนเติบโตได้มากในช่วงแรก และค่อยๆลดความเสี่ยงของสินทรัพย์ลง เมื่อเข้าสู่ “วัยใกล้เกษียณ”

อย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ตตามวัย เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ต้องนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน โดยเฉพาะผลตอบแทนที่คาดหวัง รวมทั้งข้อจำกัดหรือเงื่อนไขต่างๆ เช่น สถานภาพทางการเงิน วัตถุประสงค์การลงทุน อาชีพ หน้าที่การงาน ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ และระยะเวลาในการลงทุนของแต่ละบุคคล

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ช่วงวัย” และ “อายุ” เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดสรรเงินลงทุน… แล้ววัยไหนควรจะลงทุนอย่างไร??!! ที่จะนำเราไปสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่งได้ดีที่สุด ในที่นี้ได้แบ่งเป็น 4 ช่วงวัยสำคัญ เพื่อกำหนดแนวทางจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ

ดังนี้ 1.วัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21-30 ปี ถือเป็นวัยที่ได้เปรียบในการออมและการลงทุนมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ยังไม่มีภาระต้องรับผิดชอบมากนัก มีเวลาและกำลังในการหารายได้อีกนาน จึงสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นได้มากถึง 90% แต่อย่างไรก็ตาม ควรเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินปันผลที่น่าพอใจ และมีโอกาสเติบโตในอนาคต

ส่วนอีก 10% ที่เหลือควรเก็บเป็นเงินฝากและตราสารหนี้ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่มีความปลอดภัยของเงินต้นสูง และได้อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน

2.วัยสร้างครอบครัว อายุ 31-40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต!! และเป็นช่วงที่การเงินค่อนข้างจะตึงเครียดกว่าช่วงอื่นๆ แม้หน้าที่การงานจะเริ่มมั่นคง รายได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังสร้างครอบครัวทั้ง แต่งงาน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ฯลฯ เมื่อมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็น้อยลง

ผู้ที่อยู่ในวัยนี้จึงควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงเหลือเพียง 50% ขณะเดียวกันก็เพิ่มสัดส่วนของเงินฝากและตราสารหนี้ให้มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง!!

เป็นยังไงกันบ้าง พวกเราอยู่ในช่วงวัยไหน อย่าลืมว่า… ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็สามารถ ออมเงินและลงทุนได้ เพียงแต่ให้เหมาะสมกับความจำเป็นและความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกัน คราวหน้าเรามาดูกันต่อว่า อีก 2 ช่วงวัย คือ “วัยปึกแผ่นมั่นคง” และ “วัยเกษียณ” ควรเน้นลงทุนหรือเลี่ยงลงทุนในอะไรบ้าง!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เชสเตอร์ ปั้นแบรนด์ ‘ตะหลิว’ ร้านอาหารตามสั่งคุณภาพพรีเมียม รุกตลาดสตรีทฟู้ด

0

นางสาวลลนา บุญงามศรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจร้านอาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของซีพีเอฟ ได้เปิดตัวร้านอาหารตามสั่ง แบรนด์ ‘ตะหลิว’ สาขาโลตัส พระราม 4 เอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน สะท้อนวัฒนธรรมการทานของไทย ด้วยการคิดค้นสูตรอาหารรสเด็ด ปรุงด้วยกรรมวิธีแบบใหม่ผสมผสานร่วมกับวัตถุดิบที่คัดสรรเป็นอย่างดี สด สะอาด คุณภาพพรีเมียม และผักสมุนไพร ทำให้อาหารแต่ละจานได้รสชาติดั้งเดิมอย่างแท้จริง โดยมี นางรุ่งทิพย์ พรหมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ เชสเตอร์ฟู้ด และคณะผู้บริหารห้างสรรพสินค้าโลตัส ร่วมเปิดร้าน

ทั้งนี้ กระแสตลาดสตรีทฟู้ดที่กำลังมาแรง เชสเตอร์จึงต่อยอดจากจุดเด่นของแบรนด์ คือ เมนูข้าวและพริกน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ ‘ตะหลิว’ เน้นอาหารตามสั่ง โดยมีเมนูอาหารไทยยอดนิยมให้เลือกมากมาย อาทิ ผัดกะเพรา ผัดพริกเผา ต้มยำ และประเภทเส้น ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ร้านตะหลิวได้คิดค้นสูตรเฉพาะ ใช้วัตถุดิบหลักคุณภาพพรีเมียม สด สะอาด ได้มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมและอร่อย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ต้องการทานอาหารไทย ที่คงคุณค่าทางอาหารและมีประโยชน์

“ร้านตะหลิวสาขานี้ เป็นลักษณะ Stand Alone ร้านแบบมีที่นั่ง โดยมีเมนูที่โดดเด่นหลากหลายประเภท อาทิ อาหารจานเดียว กับข้าว เมนูทานเล่น รวมไปถึงขนมหวานและเครื่องดื่ม ซึ่งเมนูแนะนำที่พลาดไม่ได้คือ ข้าวไข่ข้นกะเพราหมูสับ ข้าวกะเพราขาหมูกรอบ และเมนูมาม่าหม้อไฟ ไข่ตุ๋นหม้อไฟต่างๆ” นางสาวลลนา กล่าว

สำหรับร้านตะหลิว โลตัส พระราม 4 ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ทางเข้าลานจอดรถ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. พร้อมโปรโมชันพิเศษ ฉลองเปิดสาขาใหม่ในราคาสุดคุ้ม อาทิ มาม่าหม้อไฟ ฟินหมู เพียง 109 บาท (จากปกติ 145 บาท) ฟินซีฟู้ด 139 บาท (จากปกติ 169 บาท) และโปรโมชั่นอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2564

ร้านตะหลิว มีการออกแบบลักษณะร้านให้ตอบรับกับพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกในการเลือกซื้อ 3 รูปแบบ รวม 7 สาขา ได้แก่ ร้านขนาดเล็กในฟู้ดคอร์ท เช่น สาขาโรงพยาบาลศิริราช, คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา, ฟอร์จูนทาวเวอร์ และไบเทคบางนา ร้านแบบมีที่นั่ง สาขาศูนย์การค้าอิมพีเรียล สำโรง, ปั๊มน้ำมัน ปตท. พหลโยธิน กม. 25 และล่าสุด โลตัส สาขาพระราม 4 ส่วนรูปแบบ Cloud Kitchen จะเน้นแบบเดลิเวอรี่เท่านั้น ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและโปรโมชันดีๆ ได้ที่ Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/TALIEWTH/