Home Blog Page 421

ซีพี ออลล์ ผนึก SME D Bank ช่วยเอสเอ็มอีไทยขยายตลาด ขายผ่านร้านเซเว่นฯ เพิ่มรายได้ ลดผลกระทบโควิด

0

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอย่างรุนแรง ธนาคารในฐานะสถาบันการเงินของรัฐเพื่อเอสเอ็มอีไทย จึงร่วมมือกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดโครงการ “เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า SME” สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้า SME D Bank และผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งกลุ่มบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เข้าคัดเลือกนำสินค้าจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดต่าง ๆ ของซีพี ออลล์ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) ทั่วประเทศ , All Online , ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง และร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทั้งนี้ เปิดรับกลุ่มสินค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ โดยต้องเป็นสินค้าที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เช่น ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เครื่องหมายการผลิตปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกอย่าง GMP หรือเครื่องหมายมาตรฐานอาหารฮาลาล เป็นต้น

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ โดยคลิก https://qrgo.page.link/dyFfa หรือสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน-31 พฤษภาคม 2564 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.1357

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

ด้านนายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา บริษัทส่งเสริมเอสเอ็มอีผ่านเครือข่ายต่างๆ มาตลอด โดยเป็นช่องทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีโอกาสขายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรงผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของบริษัท เช่น All Online และ ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการแนะนำในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในด้านคุณภาพ รสชาติ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพิ่ม มียอดขายดี และมีโอกาสเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอนาคต

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มีปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” บริษัทจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือกับ SME D Bank ในครั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเอสเอ็มอี ให้สามารถรับมือและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ในสภาวะยากลำบาก เช่น สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน หรือในสภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมามีการเติบโตอีกครั้ง โดยแต่ละปี บริษัทมีการส่งเสริม และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีหลายพันราย บริษัทมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อให้เติบโตร่วมกันต่อไปในอนาคต

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าโครงการ “Happy Money สุขเงินสร้างได้” สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินครอบคลุมคนไทย 3 ล้านคนปีนี้

0
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

รายงานข่าวเปิดเผยว่าว่า วันนี้ (22 เม.ย.64) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เดินหน้าโครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้” สร้างความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนการเงินให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี โดยได้รับเกียรติจากนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฟื้นฟูการเงินภาคครัวเรือนไทย ภารกิจร่วมใจสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงิน (financial literacy)”

นายอาคม รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินว่า สถานการณ์ด้านการเงินของคนไทยเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและติดตามใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19, ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เพิ่มขึ้น, พื้นฐานความรู้ด้านการเงินของคนไทย และการก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและบูรณาการ ให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนที่เน้นให้ความสำคัญใน5 เรื่อง ได้แก่

1.การสร้างโครงสร้างและกลไกเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้

2.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีทักษะจำเป็นที่สามารถดูแลรับผิดชอบตนเองได้ และหนึ่งในทักษะดังกล่าวคือการเพิ่มพูนความรู้การเงิน การออม

3.การสร้างการตระหนักรู้ของประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของจัดการความเสี่ยงในชีวิตจากการวางแผนที่ดีและมีข้อมูลความรู้ที่เพียงพอ

4.การเร่งฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงบวกต่อเรื่องการเงินและการออม

และ 5.ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ความรู้ทางการเงิน

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องคือการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินให้แก่ประชาชน (financial literacy) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการสร้างความมั่นคงแก่ชีวิต ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินโครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้” ตั้งแต่ปี 2552 โดยร่วมกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนรวมแล้ว 523 แห่ง สร้างพี่เลี้ยงการเงิน 6,003 คน สร้างพื้นที่เรียนรู้ด้านการออมการวางแผนการเงินให้ทั่วถึงและต่อเนื่อง ครอบคลุมพนักงานในองค์กรต่างๆ แล้ว 2.4 ล้านคน และคาดว่า ณ สิ้นปีนี้จะส่งเสริมความรู้ประชาชนรวมกว่า 3ล้านคนทั่วประเทศ

“โครงการ “Happy Money สุขเงิน สร้างได้” ที่ดำเนินการต่อเนื่องในปีนี้จะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการออมและการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ สนับสนุนองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการให้ส่งต่อความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาเนื้อหาและรูปแบบการให้ความรู้ผ่านโมเดลพี่เลี้ยงการเงินที่จะช่วยสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำให้สามารถบริหารรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการร่วมกับพันธมิตร เพื่อนำความรู้ไปสู่กลุ่มคนต่างๆ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และประชาชนทั่วไป” นายภากรกล่าว

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนามต่ออายุ MOU ส่งเสริมความรู้ทางการเงินร่วมกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ต่อเนื่องเพื่อผนึกกำลังขยายการทำงานให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สร้างความมั่นคงทางการเงินแก่ประชาชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการกบข. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กบข. และ ตลท. ได้ร่วมกันเผยแพร่ความรู้ด้านการวางแผนการเงินให้แก่สมาชิก กบข. อย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาระบบ e-Learningเพื่อให้สมาชิก กบข. ได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม รวมทั้งได้จัดทำคู่มือส่งเสริมความรู้ทางการเงินฉบับสมาชิก กบข. และร่วมบรรยายให้ความรู้สมาชิก กบข. โดยผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับความร่วมมือในอนาคต กบข. จะประยุกต์องค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เข้ากับบริบทของสมาชิก กบข. มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สมาชิกสามารถบริหารเงินออมใน กบข. ได้อย่างเข้าใจ และบรรลุเป้าหมายในการมีเงินออมยามเกษียณที่เพียงพอ

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกยศ. กล่าวว่า กองทุนได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งแต่ปีการศึกษา2562 เป็นต้นมา ในการนำองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ ได้แก่ e-Learning ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำมาให้ความรู้แก่กลุ่มนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม บุคลากรในสถานศึกษา และผู้ที่สนใจได้เรียนรู้การวางแผนการเงิน การลงทุน และความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านระบบ SET e-Learning ซึ่งมีหลักสูตรให้เลือกเรียนกว่า 15 หลักสูตร เมื่อนักเรียนนักศึกษาผู้กู้ยืมเรียนจบแต่ละหลักสูตร สามารถนำไปสะสมจำนวนชั่วโมงจิตสาธารณะให้ครบตามหลักเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด ปัจจุบันมีผู้กู้ยืมที่เข้าเรียนหลักสูตร SET e-Learning แล้วจำนวนกว่า 560,000 ราย ทั้งนี้กองทุนคาดว่าหากผู้กู้ยืมเงินมีความรู้ทางการเงิน จะสามารถบริหารจัดการรายได้ ทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนสามารถชำระคืนเงินกู้ยืมให้กองทุนตามกำหนด เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป โดยกองทุนจะเป็นหลักประกันของทุกครอบครัว เพื่อให้บุตรหลานและนักเรียน นักศึกษาทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการสร้างวินัยการออม การลงทุน รวมถึงการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านการออมกับ กอช.ทำให้มีสุขภาพการเงินที่ดี นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังช่วยส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน ภาคีเครือข่าย พนักงาน สมาชิก กอช. และกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นสมาชิก กอช. ผ่านองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อาทิ การจัดอบรม Train the Trainers การพัฒนาเนื้อหาและสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กอช. เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของ กอช. การเผยแพร่สื่อออนไลน์สำหรับแรงงานนอกระบบ และนักเรียน นักศึกษา โดยมุ่งหวังให้ กอช. เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยการออมเพื่ออนาคตสำหรับเยาวชนไทย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถรับชมย้อนหลังการเสวนาออนไลน์หัวข้อ “ปฏิบัติการรวมพลัง สร้างคนไทยใส่ใจเรื่องการเงิน” และหัวข้อ “ส่งต่อความรู้การเงินอย่างไร ให้เกิดวินัยยั่งยืน : ต้นแบบองค์กรร่วมขับเคลื่อนและเพิ่มพูนทักษะเรื่องการเงิน” ได้ผ่าน Facebook และ YouTube “SET Thailand” สำหรับองค์กรที่สนใจความรู้ด้านการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.set.or.th/happymoney“SET…Make it Work for Everyone”

‘วันคุ้มครองโลก’ ซีพีเอฟ ชวนร่วมอนุรักษ์โลก สร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เนื่องจากวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ซึ่งประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ(UNEP ) เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกคนต้องตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และภัยธรรมชาติจากฝีมือมนุษย์ หันมาใส่ใจ ร่วมกันฟื้นฟูและดูแลโลก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ซีพีเอฟ มีส่วนร่วมอนุรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิต โดยในปี 2563 สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 26 % ของพลังงานทั้งหมด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 575,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อาทิ การใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพ ซึ่งฟาร์มสุกรทั้งหมดของซีพีเอฟ ฟาร์มสุกรของเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง 96 % คอมเพล็กไก่ไข่ 7 แห่งทั่วประเทศ และโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปหนองจอก นำมูลสัตว์และน้ำเสียมาบำบัดผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย ได้ก๊าซชีวภาพที่สามารถนำไปผลิตไฟฟ้านำกลับมาใช้ในสถานประกอบการ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในปี 2563 ซีพีเอฟสามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลดลง 36% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 นำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำ 42% ด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน 99.9% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำมาใช้บรรจุอาหาร สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำมาใช้ใหม่ หรือย่อยสลายได้ ฯลฯ ซึ่งผลการดำเนินการเหล่านี้ สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาติ(Sustainable Development Goals : SDGs)

ในฐานะธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร บริษัทฯยังได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรและทางทะเลอย่างรับผิดชอบ โดยต้องมาจากแหล่งผลิตที่ชัดเจน บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อลดและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางบกและในทะเล

ซีพีเอฟ ยังมีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยการผลิตลง 25 % ภายในปี 2568 โดยส่วนหนึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กว่า 790 รายการ ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลาดลดโลกร้อน และในปี 2563 ได้รับฉลากลดโลกร้อนเพิ่มขึ้น สำหรับอาหารไก่เนื้อ ลูกสุกร สุกรขุน และผลิตภัณฑ์เนื้อหมู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผลิตภัณฑ์ท่ได้รับฉลากลดโลกร้อนกว่า 1,418,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นายวุฒิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟ ยังได้กำหนดนโยบายการจัดการอาหารสูญเสียและขยะอาหาร ตั้งแต่ต้นทางการผลิต ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการผลิตอาหาร การสนับสนุนการนำอาหารส่วนเกินและขยะอาหารมาหมุนเวียนใช้บนพื้นฐานมาตรฐานความปลอดภัย ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงการสร้างความตระหนักและส่งเสริมด้านการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และเกษตรกร เพื่อลดการสูญเสีย และอาหารส่วนเกิน และขยะอาหาร ตามเป้าหมาย Zero Waste & Zero Food to Landfill ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)

นอกจากนี้ ในการแก้ปัญหาและรับมือกับการปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solution) จากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ บริษัทฯ ได้สานต่อการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี จำนวน 5,971 ไร่ โครงการซีพีเอฟ ปลูกปันป้องป่าชายเลน อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน พื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จังหวัด รวม 2,388 ไร่ และ โครงการรักษ์นิเวศ ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในสถานประกอบการของซีพีเอฟทั่วประเทศ 1,720 ไร่ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 โครงการเข้าสู่การดำเนินการในระยะที่สองแล้ว

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจสู่เป้าหมายองค์กรที่ยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในภาวการณ์ที่ทั่วโลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ซีพีเอฟยกระดับความสำคัญตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ อาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป เพื่อผลิตและส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเพียงพอ ร่วมดูแลสุขภาพที่ดีของโลก เพื่อเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับทุกชีวิตบนโลกอย่างยั่งยืน

ผู้ถือหุ้น FSMART ไฟเขียวจ่ายปันผลปี 63 หุ้นละ 0.30 บาท รวมทั้งปีจ่ายหุ้นละ 0.60 บาท

0
นายพิชิต นิ่มกุล (แถวหลังที่ 2 จากซ้าย ) ประธานกรรมการ นายพงษ์ชัย อมตานนท์ (แถวหน้าที่ 2 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี (แถวหน้าที่ 3 จากซ้าย ) กรรมการผู้จัดการ FSMART

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วันนี้ (21 เม.ย.64 ) บริษัทฟอร์ท สมาร์ท เซอรวิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART ได้จัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ในรูปแบบจำกัดผู้เข้าร่วมไม่เกิน 35 คน พร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด -19 อย่างเคร่งครัด โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 ครั้งที่ 2 เป็นเงินปันผลจ่ายครั้งที่สองในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท กำหนดจ่ายในวันที่ 29 เม.ย.2564 รวมทั้งปีจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 451.88  ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เผยแนวทางการดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นขยายธุรกิจทางการเงินครบวงจร ด้วยกลยุทธ์การเป็นตัวแทนธนาคารเพิ่มขึ้น รวมถึงการให้บริการถอนเงินสด เปิดบัญชี พร้อมขยายฐานลูกค้า  คนไทยและต่างด้าว รวมทั้งเพิ่มตู้บุญเติมรูปแบบต่าง ๆ จำนวน 5,000 ตู้ และมุ่งเน้นขยายคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” ที่สามารถชงกาแฟและเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นได้มากกว่า 100 เมนู ให้มีจำนวนจุดให้บริการ 20,000 จุด ทั่วประเทศ ภายใน 3 ปี และรุกขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มาพร้อมระบบรับชำระครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งอาหารจากใจให้รพ.สนามธรรมศาสตร์

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ บริษัท ซีพีอินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือซีพี นำผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานจำนวน 2,800 แพ็ค พร้อมทั้งเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและขนม ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ โดยมี รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นรับมอบจาก นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์บกและประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจไส้กรอกและอาหารพร้อมทาน ซีพีเอฟ และนายเทียนชัย จูพัฒนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ สอดคล้องตามนโยบายของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ที่ต้องการระดมทุกสรรพกำลังของเครือซีพีมาช่วยเหลือภาครัฐในการรับมือด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ประเทศไทยเอาชนะการระบาดโควิดระลอกใหม่ได้

รศ.นพ.พฤหัส กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์กลับมาเปิดรับดูแลผู้ป่วยโควิดอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 รองรับผู้ป่วยอาการที่ไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการประมาณ 500 เตียง ช่วยแบ่งเบาภารกิจที่หนักหน่วงของโรงพยาบาลหลักที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขอขอบคุณซีพีเอฟ และบริษัทในเครือซีพี ที่ไม่เคยทิ้งกัน มาร่วมสนับสนุนอาหารพร้อมทานที่สะอาดทานง่าย ให้กับทัพแพทย์-พยาบาลของโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ทีมหมอและพยาบาลสามารถทำงานและมีอาหารรับประทานอย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อ และสามารถเจียดเวลาที่มีอันน้อยนิดมาพักผ่อน ช่วยเสริมพลังกายและเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยร่วมต่อสู้กับสงครามโควิดได้อย่างเต็มกำลัง สะท้อนถึง ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันให้ประเทศไทยสามารถเอาชนะวิกฤตครั้งนี้ได้สำเร็จ

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานหลากหลายเมนู พร้อมติดตั้งตู้แช่เย็นให้แก่โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 (ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ บางบอน) จำนวน 8,820 แพ็ค พร้อมน้ำดื่ม 4,410 ขวด นำผลิตภัณฑ์อาหาร 1,260 แพ็คเป็นกำลังเสริมให้ทีมแพทย์และอาสาสมัคร ของศูนย์เอราวัณ นอกจากนี้ โรงงานแปรรูปอาหารนครราชสีมาของซีพีเอฟ ยังได้สนับสนุนเนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร ให้โรงพยาบาลสนาม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา สำหรับปรุงเป็นอาหารพร้อมทานให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยอีกด้วย และยังระดมส่งมอบผลิตภัณฑ์พร้อมทานให้แก่โรงพยาบาลสนามอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาลสนามของโรงพยาบาลปากเกร็ด รวมถึงศูนย์เอราวัณ และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นต้น

Chef Cares Ready Meal เปิดตัว 4 เมนูสุขภาพ จากเชฟดังระดับโลก ราคาคุ้มค่า พร้อมยกกำไร 100% คืนสู่สังคม

0

นางมาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส และผู้บริหารบริษัท เชฟแคร์ส โปรเจกต์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวเมนูใหม่ของ “Chef Cares Ready Meal” ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ ที่ผลิตจากฝีมือของเชฟรางวัลระดับโลก ด้วยวัตถุดิบพรีเมี่ยมจากซีพีเอฟ อาทิ ไก่เบญจา หมูชีวา เป็นอาหารสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน มีปริมาณน้ำตาล-เกลือ-ไขมันต่ำ แต่ให้รสชาติอร่อยถูกปาก และสะดวกรวดเร็วสามารถอุ่นไมโครเวฟ รับประทานได้ในเวลาไม่เกิน 3 นาที ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบและวิถีปกติใหม่ (New Normal) ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเลือกสรรเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายมากขึ้น รวมถึงการให้คนไทยเข้าถึงเมนูจากเชฟรางวัลระดับโลกได้ง่ายๆด้วยการวางจำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่นและแม็คโคร ในราคาเพียงกล่องละ 69 บาทเท่านั้น

นางมาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส และผู้บริหารบริษัท เชฟแคร์ส โปรเจกต์ จำกัด

โดยประกอบไปด้วยอาหารนานาชาติ 4 เมนู ได้แก่ 1. หมูครีมซอสและมักกะโรนี โดยเชฟแฮง ซาเวลเบิร์ก 2. สปาเกตตี้ซอสเขียวหวานและอกไก่ โดยเชฟนิค ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ 3. แกงป่าปลาข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยเชฟชุมพล แจ้งไพร และ 4. ไก่ทิกก้ามาซาล่าและข้าวหุงขมิ้น โดยเชฟดีปังเคอร์ โคสลา นอกจากนี้ยังมีเชฟรางวัลระดับโลกและระดับประเทศรวม 10 ท่านที่จะทยอยนำเสนอเมนูสุขภาพในรูปแบบ “อาหารนานาชาติ” ออกสู่ตลาดในลำดับถัดไปอีกหลายเมนู

นางมาริษา กล่าวว่า เชฟแคร์สให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ ด้วยการคัดสรรเฉพาะวัตถุดิบชั้นเยี่ยม มาปรุงอย่างพิถีพิถัน ตอกย้ำสโลแกน “แคร์ทุกคำ แคร์ทุกคน” การร่วมมือกันพัฒนา Chef Cares Ready Meal ครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของเชฟแคร์ส ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมผ่านอาหารรสเลิศโดยทั้ง 4 เมนูนี้เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติระดับเชฟ ราคาคุ้มค่าเพียง 69 บาท และยังหาซื้อได้ง่ายจากร้านค้าชั้นนำทั้งเซเว่นอีเลฟเว่นและแม็คโคร โดยกำไร 100% มอบกลับคืนสู่สังคม นำไปใช้ในการดำเนินโครงการสานฝันปั้นเชฟและโครงการสาธารณกุศลอื่นๆ อีกมากมายภายใต้มูลนิธิเชฟแคร์ส

สำหรับการนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานเชฟแคร์สทั้ง 100% คืนสู่สังคมนั้น มูลนิธิเชฟแคร์สได้ดำเนิน โครงการ Chef Cares Dream Academy – สานฝันปั้นเชฟ ให้โอกาสเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส ได้เรียนรู้ ฝึกงานจริงกับเชฟชั้นนำและทีมงานมืออาชีพ สั่งสมประสบการณ์ตรงและองค์ความรู้ ทั้งศิลปะการทำอาหารต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ โดยส่งเสริมศักยภาพ ทัศนคติและสร้างแรงบันดาลใจสานฝันให้เยาวชนเหล่านี้ ก้าวสู่การเป็นเชฟมืออาชีพได้ในอนาคต รวมถึงโครงการช่วยเหลือด้านอาหารในยามเกิดสภาวะวิกฤตต่างๆ ดังเช่น กรณีโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เป็นต้น

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” Chef Cares Ambassador คนแรกของมูลนิธิเชฟแคร์สที่มาร่วมส่งต่อความรัก สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนผ่านโครงการ Chef Cares Dream Academy ด้วย

อนึ่ง มูลนิธิ Chef Cares มีจุดเริ่มต้นจากโครงการ Chef Cares ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2563 เมื่อเชฟยอดฝีมือระดับแนวหน้าของเมืองไทยกว่า 70 คน สลับหมุนเวียนกันจัดเตรียมอาหาร เพื่อจัดส่งเป็นกำลังใจและเติมกำลังกาย ให้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 โดยส่งมอบข้าวกล่องกว่า 30,000 กล่อง ให้แก่โรงพยาบาล 17 แห่งทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ต รวมถึงเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในพื้นที่สาธารณะ เช่น พนักงานทำความสะอาด, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟฟ้า MRT เป็นต้น จากโครงการกล่องอาหาร ถูกต่อยอดมาสู่การจัดตั้ง “มูลนิธิเชฟแคร์ส” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งต่อความรัก ทักษะความรู้ พร้อมอุทิศกำลังและเวลาเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ มอบอาหารจากใจให้ศูนย์เอราวัณ หนุนเจ้าหน้าที่ทำงานสู้โควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานปลอดภัย ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” แก่ โรงพยาบาลสนาม ในพื้นที่ต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจแก่ทีมแพทย์ บุคลากร และเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ได้มีอาหารปลอดภัยรับประทานอย่างเพียงพอในช่วงเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ล่าสุด ซีพีเอฟ นำผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานมอบ 1,260 แพ็ค พร้อมติดตั้งตู้แช่เย็น ให้ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ กทม. เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าทื่ปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมงในการประสานงานจัดส่งผู้ป่วย และผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการเพื่อส่งต่อไปรักษายังสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงพยาบาลสนาม โดยมี นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และ นพ. พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) เป็นตัวแทนรับมอบ จาก นางพรรณินี นันทพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ซีพีเอฟ ณ ศูนย์เอราวัณ

นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวว่า ขอขอบคุณธารน้ำใจของซีพีเอฟ ที่เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนรายแรกๆ ได้นำอาหารปลอดภัยมาอำนวยความสะดวกและลดเวลาในการจัดเตรียมอาหารการกิน ของแพทย์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของศูนย์เอราวัณ ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และเสริมขีดความสามารถการทำงานของศูนย์เอราวัณให้สามารถรองรับผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละวันได้รับการดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที นับเป็นความร่วมมือกันของคนไทยทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์สามารถคลี่คลายโดยเร็ว

การสนับสนุนอาหารปลอดภัยในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ให้แก่โรงพยาบาลสนาม สอดคล้องตามดำริของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ เครือซีพี ที่ต้องการระดมทุกสรรพกำลังช่วยเหลือภาครัฐในการรับมือด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมเดินเคียงข้างประเทศไทยสามารถฝ่าวิกฤตการระบาดโควิดในรอบนี้ได้

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานหลากหลายเมนู จำนวน 8,820 แพ็ค และน้ำดื่ม 4,410 ขวด ให้แก่โรงพยาบาลสนาม เอราวัณ 1 (ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ บางบอน) ขณะที่ ซีพีเอฟยังได้สนับสนุนเนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวสาร ให้โรงพยาบาลสนาม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา โรงพยาบาลสนาม จ.ลำพูน และจ.สระบุรี เพื่อให้ทีมแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และผู้ป่วยโควิด-19 ได้มีอาหารปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเร่งระดมส่งมอบผลิตภัณฑ์พร้อมทานให้แก่โรงพยาบาลสนามอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาลสนามของ รพ.ธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ รพ.ปากเกร็ด นนทบุรี รพ.จุฬาลงกรณ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำของไทย ซีพีเอฟยกการ์ดสูง ดำเนินมาตรการป้องกันโควิด-19 ด้วยความเคร่งครัด ตลอดจนเข้มงวดกับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของการผลิตอาหารในทุกขั้นตอน มั่นใจได้ว่าสามารถส่งมอบอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค พี่น้องประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่หยุดชะงัก และในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม ซีพีเอฟนับเป็นบริษัทแรกๆ ที่นำความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารคุณภาพสูง มาช่วยเหลือสังคมและชุมชนในยามวิกฤติได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยอย่างเพียงพอ

นับตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ผนึกพลังกับบริษัทในเครือ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรดำเนินการส่งมอบอาหารจากใจสนับสนุนผู้ที่กักตัวหลังกลับจากต่างประเทศ พร้อมกับส่งมอบอาหารพร้อมทานปลอดภัยเป็นกำลังใจทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ 200 แห่ง และขยายการช่วยเหลือด้านอาหารไปถึง ครอบครัวของแพทย์และพยาบาล และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนกลุ่มคนเปราะบางในชุมชนแออัด แรงงานข้ามชาติ และล่าสุด การระบาดระลอกใหม่ ซีพีเอฟ ได้นำอาหารมาสนับสนุนโรงพยาบาลสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับสังคมในภาวะวิกฤต

เอไอเอส ระดมทีมช่างติดตั้งเครือข่ายสื่อสารในรพ.สนามหลักทั่วประเทศ

0

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา ทีมงานทุกคนมีความตั้งใจอย่างมากที่จะนำเทคโนโลยีสื่อสารเข้ามาสนับสนุนภารกิจการรับมือภาวะการระบาดให้ได้อย่างดีที่สุด ภายใต้โครงการ “AIS 5G สู้ภัยโควิด” ทั้งการสนับสนุนซิมการ์ดและ SMS ให้แก่โรงพยาบาลต่างๆเพื่อให้บริการ Telemedicine นำหุ่นยนต์ไปให้บริการเพื่อลดความเสี่ยงบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึง การติดตั้งเครือข่ายสื่อสารในพื้นที่โรงพยาบาลสนามในพื้นที่เสี่ยงซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่ออำนวยความสะดวก เสริมขีดความสามารถในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และให้กลุ่มผู้ป่วยได้มีโอกาสสื่อสารกับครอบครัวให้คลายความกังวล

วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

ล่าสุด ในสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอก 3 โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร นอกจากโรงพยาบาลสนามในสังกัด กทม.ที่มีเครือข่ายของเอไอเอสพร้อมแล้ว ยังมีการเปิดโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงพยาบาลสนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้นทีมวิศวกรเอไอเอส จึงเร่งติดตั้งและขยายความสามารถในการรองรับการใช้งาน พร้อมความครอบคลุมของเครือข่าย AIS 4G, 5G และ ติดตั้ง AIS Fiber พร้อมสัญญาณ Free WIFI สำหรับลูกค้ามือถือทุกค่ายเพื่อให้พร้อมต่อการเริ่มเปิดรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่จะเข้าพักรักษาตัวในสัปดาห์นี้อย่างเร่งด่วนในห้วงที่เตียงโรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดแคลนอย่างหนัก

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “โรงพยาบาลสนาม จุฬาฯ สามารถรองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 100 เตียง โดยเป้าหมายของโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ เพื่อเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะรองรับผู้ติดเชื้อโควิด ทั้งที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลใกล้ชิดผู้ป่วยและปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสังคม นอกจากนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ด้วย ในช่วงต้นจะเริ่มให้บริการแก่บุคลากรและนิสิตก่อน โดยในส่วนของระบบสื่อสารที่เอไอเอสร่วมสนับสนุนครั้งนี้ ถือว่าตรงกับความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการเสริมขีดความสามารถการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในการรับ/ส่งข้อมูล รวมไปถึงการให้ผู้ป่วยได้ใช้สื่อสารเพื่อลดความเครียดระหว่างการพักรักษา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้ในเร็ววัน”

TNITY โชว์ผลดำเนินงานปี 63 กำไรพุ่ง 35% จ่ายปันผลผู้ถือหุ้น 50 สต.ต่อหุ้น

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY นำโดย ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล  กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นางณิยะดา จ่างตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้  ร่วมนำเสนอข้อมูลผลประกอบการปี 2563 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์

โดยผลประกอบการปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้รวม 717.44 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 130.45 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 35 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สามารถเติบโตได้ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19  จากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น พร้อมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2563 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 76.92 ของกำไรสุทธิ  ซึ่งสูงกว่านโยบายที่กำหนดไว้ว่าจะจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ โดยคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ร้อยละ 7.35 มีกำหนดจ่าย 11 พ.ค.2564

ซีพีเอฟ ยืนหยัดหลักสวัสดิภาพสัตว์ หนุนสัตว์ปลอดโรค กินได้ปลอดภัย

0

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการวิชาการสุกร ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานมาตรการป้องกัน ศูนย์อำนวยการป้องกันการแพร่เชื้อของโรคติดต่อไวรัสโคโรน่า 2019 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพที่ดี เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของซีพีเอฟ ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 บริษัทฯ มีการประกาศมาตรการป้องกันโรคทั้งในคนและในสัตว์ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและคร่งเครัด ควบคู่ไปกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการเลี้ยงสัตว์ให้มีสุขภาพดีตามธรรมชาติ ไม่เจ็บป่วย เพื่อให้ได้เนื้อสัตว์คุณภาพดี ในช่วงที่ผู้บริโภคต้องใส่ใจสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารตลอดเวลา

ซีพีเอฟ ยังมีระบบการป้องกันโรคทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการบริหารจัดการระบบป้องกันโรคภายในฟาร์ม โดยคำนึงถึงโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง โรงเรือนเป็นระบบปิดที่ควบคุุมอุุณหภูมิอย่างเหมาะสม สัตว์ได้รับน้ำและอาหารจากแหล่งที่สามารถตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบได้ โดยรับจากแหล่งที่มั่นใจได้ว่าปลอดภัย ปลอดเชื้อโรค เป็นต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าฟาร์มของบริษัททั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ตลอดจนฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ปลอดภัยจากโรคระบาด ทั้งโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเว่อร์ หรือ ASF ในสุกร และโรคติดเชื้อโควิด 19 ในคน ส่งผลดีต่อการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต

“หลักการสวัสดิภาพสัตว์เป็นการส่งเสริมให้สัตว์มีความสุขกาย สบายใจ อารมณ์ดี มีสุขภาพแข็งแรง เติบโตตามวัย ไม่ป่วยและไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับคน เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นหลักประกันคุณภาพเนื้อสัตว์และคุณภาพอาหารปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต” น.สพ. ดำเนิน กล่าว

จากการดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ซีพีเอฟได้รับการยอมรับในระดับสากล และได้รับการเลื่อนชั้นดีขึ้นมาอยู่ใน Tier 3 จาก Tier 4 ของรายงานเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ปี 2563 (The Business Benchmark on Farm Animal Welfare Report : BBFAW)

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพที่ดี เช่น ไก่เบญจา ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษ ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ 100% ตลอดการเลี้ยงดู และหมูชีวา ที่มีโอเมก้า 3 สูง จากการพัฒนาสายพันธุ์ นวัตกรรมอาหารและการเลี้ยง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช (Plant-based Meat) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำเป็นต้องรู้วิธีเลือกซื้อเนื้อสัตว์อย่างถูกต้อง โดยต้องมาจากผู้ผลิตที่ผ่านการตรวจสอบและได้การรับรองจากกรมปศุสัตว์ มีสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” อยู่ในบรรจุภัณฑ์มิดชิด ระบุผู้ผลิต วัน เดือน ปี ที่ผลิตหรือหมดอายุชัดเจน ที่สำคัญควรปรุงสุกก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ