Home Blog Page 422

“สิงห์อาสา” สนับสนุนน้ำดื่ม-อาหารเต็มพิกัด ให้รพ.หลัก/รพ.สนาม 30 แห่งทั่วประเทศ หนุนบุคลากรการแพทย์ดูแลผู้ป่วยโควิด

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนักตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อรายวันเป็นจำนวนเกิน 1 พันคนต่อวัน โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมได้กระจายไปทั่วประเทศครบ 77 จังหวัดและมีจำนวนกว่าสี่หมื่นคน รวมถึงมีแนวโน้มผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น บรรดาแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อและตรวจคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยง มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นอย่างเร่งด่วนจำนวนมากในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งยังมีการเตรียมพื้นที่เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่งไว้รองรับผู้ป่วย เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“สิงห์อาสา” โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จึงได้เร่งจัดเตรียมเสบียงทั้งอาหารและน้ำดื่มสิงห์จำนวนมาก ส่งไปสนับสนุนการทำงานของคณะบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ ในหลายพื้นที่ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 สำหรับอาหารที่เตรียมส่งมอบ มีอาหารแช่แข็ง made by Todd ได้แก่ เมนูก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำไก่ เมนูก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กไก่ตุ๋น และอาหารพร้อมรับประทาน หรือข้าวรีทอร์ท ได้แก่ เมนูข้าวพะโล้ไข่นกกระทา ข้าวมัสมั่นไก่ และข้าวกะเพราไก่ จาก บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด โดยจะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลทั่วทุกภาคของประเทศที่รับผู้ป่วยติดเชื้อไว้รักษาจำนวนมาก แบ่งเป็นโรงพยาบาลหลัก 22 แห่ง และโรงพยาบาลสนามอีก 8 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ จังหวัดเชียงใหม่, โรงพยาบาลสนามศูนย์กีฬาฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่, โรงพยาบาลชลบุรี, โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์, โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วังไกลกังวล, โรงพยาบาลปราณบุรี, โรงพยาบาลสมุทรสาคร, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, สถาบันบำราศนราดูร, โรงพยาบาลบางบัวทอง, โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์, โรงพยาบาลสมุทรปราการ, โรงพยาบาลระยอง, โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์, โรงพยาบาลสนามศูนย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา, โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา, โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (รพ.มอ.), โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, โรงพยาบาลสนามอาคารชาติชายฮอลล์, โรงพยาบาลศรีนครินทร์, โรงพยาบาลสนามศูนย์ขอนแก่น, โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี, โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และ โรงพยาบาลสนาม มอ.ภูเก็ต ซึ่งหลังจากนี้ถ้ามีการตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม หรือ โรงพยาบาลในจังหวัดที่รับผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก สิงห์อาสา ก็พร้อมให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมทันที

ล่าสุดเมื่อ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา สิงห์อาสาได้นำน้ำดื่มสิงห์ อาหารแช่แข็ง made by Todd และอาหารพร้อมรับประทาน ไปมอบให้กับแพทย์ พยาบาล บุคคลากรการแพทย์ใน 3 โรงพยาบาล คือ โรงพยาบาลศิริราช สถาบันบำราศนราดูรและโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ที่เป็นโรงพยาบาลหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วยและผู้เป็นกลุ่มเสี่ยงการติดเชื้อ ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สิงห์อาสาได้มอบน้ำดื่มให้กับโรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลสนามเชียงใหม่ ไปแล้วจำนวนมากทั้งยังคงส่งน้ำดื่มไปเติมให้มีเพียงพอต่อการรับประทานเพื่อเป็นการส่งมอบกำลังใจสนับสนุนการทำงานของบุคคลากรการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างหนักนับตั้งแต่เกิดการระบาดรุนแรงระลอกใหม่อีกครั้ง

หากนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2562 เป็นต้นมา บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มีนโยบายช่วยเหลือบุคลากรการแพทย์เหล่านี้มาโดยตลอดด้วยความห่วงใย อาทิ มอบเงินสนับสนุนด้านการทำงานแก่บุคลากรการแพทย์แก่โรงพยาบาลหลักในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งหมด 26 แห่ง อีกทั้งยังสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้บุคคลากรการแพทย์ในการรับมือกับผู้ป่วยโควิดทั้งในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามมาย่างต่อเนื่อง รวมถึงประกาศนโยบายเร่งด่วนช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จากผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ รวมเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

‘FSMART’ เนื้อหอม กองทุนไทย-เทศ พาเหรดขอข้อมูล

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส หรือ FSMART กำลังเป็นที่สนอกสนใจของกองทุนทั้งในและต่างประเทศ หลังประกาศเปิดตัวคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” และรุกธุรกิจแบงกิ้ง เอเย่นต์ เต็มสูบ เพื่อให้ตู้บุญเติมที่กระจายอยู่ 130,000 ตู้ทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นธนาคารชุมชนแทนสาขาแบงก์พาณิชย์ ที่ให้บริการรับฝากเงิน-โอนเงิน และเตรียมเปิดให้ถอนเงินสดจากตู้บุญเติมได้ พร้อมลุยให้บริการ อี-วอลเล็ท ที่กำลังโตเต็มที่                           

ทำให้ FSMART ผู้นำเครือข่ายช่องทางบริการอัตโนมัติและบริการทางการเงินครบวงจร เนื้อหอม หัวกระไดไม่แห้ง มีกองทุนทั้งในและต่างประเทศ ขอเข้ามา Company Visit พบผู้บริหาร เพื่อขอข้อมูลการเติบโตของธุรกิจ ที่ตั้งเป้ายอดใช้บริการผ่าน “ตู้บุญเติม” โตปีละ 20%

เพราะธุรกิจแบงกิ้ง เอเย่นต์ และคาเฟ่อัตโนมัติ ถือเป็น New S-curve ของ FSMART ที่จะสร้างการเติบโตของรายได้-กำไร นอกจากบริการเติมเงินและจ่ายค่าบริการต่าง ๆ กว่า 80 บริการ

โดยจะเร่งขยายติดตั้งคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” ให้ได้ 20,000 ตู้ ภายใน 3 ปี ตั้งเป้ายอดขายเฉลี่ยเพียง 30 แก้วต่อวันต่อตู้เท่านั้น ก็จะทำยอดขายรวมได้ถึงวันละ 600,000 แก้ว สร้างรายได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท

จึงไม่แปลกใจที่หุ้น FSMART กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุน เพราะนอกจากจะเป็นหุ้นที่ขึ้นชื่อว่า จ่ายปันผลงามแล้ว ยังมี New S-curve แหล่งรายได้ใหม่ ที่หนุนการเติบโตของธุรกิจอีกด้วย !!

‘โออาร์’ มอบ 1 ล้านบาทให้รพ.สนาม เชียงใหม่ หนุนสู้โควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ร่วมสนับสนุนการจัดตั้งและบริหารจัดการโรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ รวมถึงการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ในจ.เชียงใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ โรงพยาบาลสนาม ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่

และยังได้ร่วมสนับสนุนด้านอาหาร โดยส่งมอบกาแฟ อเมซอน ดริป คอฟฟี่ รวมถึงขนมเบเกอรี่ 3 ชนิด จาก Café Amazon ให้แก่โรงพยาบาล 3 แห่งได้แก่ 1.โรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ 2.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ 3.โรงพยาบาลวชิระ อีกด้วย

‘เจ้าสัวธนินท์’ ทุ่ม 200 ล้าน หนุนรพ.สนาม สู้โควิดรอบใหม่

0

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 วันนี้เป็นตัวเลขที่สูงสุดอีกวันหนึ่ง ที่มีผู้ติดเชื้อถึง 1,767 คน ทำให้ผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลสูงถึง 13,568 ราย ซึ่งโรงพยาบาลก็เริ่มประสบปัญหาเตียงไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลสนาม 571 ราย ซึ่งต่อไปจะมีตัวเลขสูงมากขึ้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลสนามของโรงพยาบาลต่างๆ โดยเน้นไปที่สิ่งที่ซีพีทำได้ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และเสริมอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาด บริษัททุกบริษัทในเครือจะมาช่วยผนึกกำลังเพื่อช่วยเสริมบุคลากรทางการแพทย์ ที่เสียสละเป็นอย่างมาก โดยเริ่มต้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลตำรวจ  โรงพยาบาลของทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เป็นต้น

ตนเองมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นคนไทย  และเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลา 100 ปี จึงตระหนักดีว่านี่คืออีกสถานการณ์หนึ่งที่สำคัญซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเข้ามาช่วยเหลือตามสรรพกำลังที่มีอยู่ และเห็นว่าการรับมือด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโรงพยาบาลสนาม เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พร้อมกันนี้จะจัดส่งอาหารครบ 3 มื้อให้กับโรงพยาบาลสนามของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ รวมถึง Hospitel อีก 4 แห่งในความรับผิดชอบของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ และจะให้กลุ่มทรูจัด ไวไฟบริการฟรีในโรงพยาบาลสนามของจุฬาลงกรณ์ที่จะเปิดใหม่นี้ด้วย  และหากรัฐบาลเปิดให้เอกชนนำเข้าวัคซีนมาฉีดให้กับพนักงาน ก็จะถือว่าเป็นการลดภาระภาครัฐ โดยเอกชนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงาน ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องคนไทยจะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

นายธนินท์ กล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าคนไทยและประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ไปได้อย่างแน่นอน ขอเพียงทุกคนและทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกันตามกำลังความสามารถ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ในเร็ววันนี้

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง  คนไข้มีจำนวนมากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เตรียมการโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับบุคลากร และนิสิตที่มีการติดเชื้อรวมถึงการเปิดให้กับผู้ป่วยต่อไปด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยอาการปานกลางและอาการหนัก มีพื้นที่เพียงพอในโรงพยาบาล ทั้งนี้ต้องขอบคุณท่านประธานธนินท์ และบริษัทในเครือซีพี ที่เป็นองค์กรเอกชนที่มีความตั้งใจดี ในการเข้ามาสนับสนุนดำเนินโครงการทั้งเรื่องโรงพยาบาลสนาม และ Hospitel ให้ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนายการโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ  กล่าวว่า สถานการณ์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีแนวโน้มที่โรงพยาบาลจะรองรับได้ไม่ครบถ้วน ทำให้โรงพยาบาลได้ประชุมเพื่อร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยจับมือกันเปิดโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยจะเริ่มให้บริการได้ในสัปดาห์หน้า

เซเว่นอีเลฟเว่น ขานรับ ศบค. ปรับเวลาเปิดปิดใน 18 จังหวัด คุมเข้มสูงสุดป้องกันโควิด

0

นายวิชัย จันทร์จริยากุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) หรือศบค. ได้ประกาศมาตรการควบคุมแบบบูรณาการ จำแนกตามพื้นที่สถานการณ์ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 18 จังหวัด ซึ่งประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม ภูเก็ต นครราชสีมา นนทบุรี สงขลา ตาก อุดรธานี สุพรรณบุรี สระแก้ว ระยอง และขอนแก่น ซีพี ออลล์ ซึ่งเป็นผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ พร้อมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ โดยจะเปิดให้บริการระหว่างเวลา 04.00 – 23.00 น. ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อเคียงข้างทุกคนในสังคมให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

วิชัย จันทร์จริยากุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

บริษัทได้กำชับไปยังร้านสาขาทุกแห่งในพื้นที่ทั้ง 18 จังหวัดโดยทันที ให้เตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการโดยปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัด  พร้อมกันนี้ให้คุมเข้มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด เพื่อสุขภาพอนามัยของพนักงาน และลูกค้าที่มาใช้บริการ  

“ร้านเซเว่นในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 18 จังหวัดจะเปิดให้บริการเวลา 04.00 – 23.00 น. โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังจะเข้มงวดกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน และผู้มาใช้บริการ การเว้นระยะห่าง การล้างมือก่อนหยิบจับอาหารหรือสินค้า การทำความความสะอาดพื้นที่ อุปกรณ์ในร้าน รวมทั้งจุดสัมผัสร่วมตามระยะเวลาที่กำหนด และการจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการตามขนาดของร้าน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และลูกค้า เพราะร้านเซเว่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเพื่อบรรเทา และแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคซึ่งทุกคนต้องเผชิญอยู่ขณะนี้ ร้านเซเว่นจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก” นายวิชัย กล่าว

ก.ล.ต. ขอบริษัทจดทะเบียนจัดประชุมผู้ถือหุ้นแบบ e-meeting เลี่ยงติดโควิด

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหนังสือเวียนขอความร่วมมือบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งขอให้บริษัทจดทะเบียน ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พิจารณาให้มีการทำงานที่บ้าน (Work from Home) โดยยังให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19

โดย ก.ล.ต. ได้มีหนังสือเวียนถึงบริษัทจดทะเบียนทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 โดยขอให้บริษัทจดทะเบียนที่ยังอยู่ระหว่างเตรียมจัดประชุม AGM พิจารณาปรับรูปแบบเป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-meeting) ตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ขอความร่วมมือบริษัทจดทะเบียน ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พิจารณาให้มีการทำงานที่บ้าน (Work from Home) โดยยังให้บริการแก่ลูกค้า และสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสำนักงานสาขาในการให้บริการลูกค้า สามารถใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการเปิดและปิดทำการ รวมทั้งการปรับเวลาการเปิดและปิดการให้บริการได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าพร้อมจัดหาช่องทางให้ลูกค้าสามารถติดต่อและทำธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายงานต่อ ก.ล.ต. ด้วย ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และเป็นการร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

กลต.เตือน “ตกขบวน (คริปโท)” ไม่น่ากลัวเท่า ตกหลุมพราง “รู้ไม่เท่าทัน”

0

โดย ฝ่ายส่งเสริมความรู้ตลาดทุนและศูนย์ประสานงานต่างจังหวัดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

กระแสคริปโทเคอร์เรนซี หรือ คริปโท ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง หลังจาก Bitcoin ได้ทำราคานิวไฮมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หรือเจ้าเหรียญชิบะ หรือ Dogecoin ที่ทำสถิติราคาพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวสูงสุดถึง 800% ตอบรับทวีตคนดังอย่าง อิลอน มัสก์ ที่ติดแฮชแท็กคล้ายจะสนับสนุนคริปโทสกุลนี้ กระทั่ง ล่าสุดที่มีข่าวขอให้ระมัดระวังการลงทุนใน Stablecoin ที่มีการระบุหน่วยมูลค่าเป็นบาทที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งกระแสคริปโทได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นโอกาสดีที่ทำให้ประชาชนและผู้สนใจซื้อขายได้ศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจสินทรัพย์ใหม่ ๆ อย่างคริปโทและสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้น

อย่างที่ทราบกันดีว่า ราคาของคริปโทเคอร์เรนซีมีความผันผวนสูงจึงมีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น ปรากฏการณ์ราคาเกินคาดเดาเช่นนี้ เชื่อว่าคงยังมีโอกาสเกิดขึ้นในลักษณะนี้ต่อไปไม่เฉพาะกับคริปโทสกุลที่กล่าวมาเท่านั้น และก็คงไม่ใช่เฉพาะกับขาขึ้นของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีขาลงด้วยซึ่งเป็นธรรมชาติของการลงทุน

สิ่งที่ควรตระหนักเสมอก่อนซื้อขาย คือ คริปโทเคอร์เรนซี อาจไม่มีปัจจัยพื้นฐานที่ชัดเจนมารองรับ ความเคลื่อนไหวของราคาคริปโทขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ (อุปสงค์) และความต้องการขาย (อุปทาน) ของคริปโทนั้น ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ความต้องการนำไปใช้งาน ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยี การมีข่าวว่ามีการยอมรับ (adoption) โดยบริษัทขนาดใหญ่หรือผู้มีชื่อเสียง หรือการซื้อขายตามกราฟราคา (technical analysis) เป็นต้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างหุ้นและหุ้นกู้มีกิจการที่มีอยู่จริงเป็นพื้นฐานรองรับและมีผลประกอบการที่สามารถประเมินมูลค่าบริษัทได้

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดยอมรับให้คริปโทเคอร์เรนซีใด สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (legal tender) ราคาคริปโทที่เราเห็นในระบบซื้อขายตามศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (exchange) ต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น เป็นเพียง “การตกลงยอมรับและการเชื่อในคุณประโยชน์” ของกลุ่มคนที่ถือครองและกลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนคริปโทกับทรัพย์สิน สินค้า บริการ หรือแม้แต่กับคริปโทอื่นที่ตกลงแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น

สำนักงาน ก.ล.ต. ขอให้ซื้อขายคริปโทอย่างรู้เท่าทันและถูกวิธี โดยขอแนะนำข้อควรรู้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อซื้อขายไปแล้ว ดังนี้ ซื้อขายกับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (exchange) ที่ได้รับอนุญาต 7 ราย ผู้สนใจสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th อย่างไรก็ดี แม้จะซื้อขายกับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แต่ก็ไม่ได้เป็นการประกันว่าสินทรัพย์นั้นจะไม่มีความเสี่ยงใดเลย อาจมีความเสี่ยงด้านราคาผันผวน ผู้ที่ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีกับเว็บไซต์ต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยแต่อย่างใด คริปโทเคอร์เรนซีบางสกุลอาจมีการซื้อขายอยู่ในศูนย์ซื้อขายฯ (exchange) เพียงบางแห่ง หากเกิดเหตุการณ์กับ exchange นั้น อาจทำให้ผู้ซื้อขายไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือขายคืนได้ ฉะนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อขายควรศึกษาข้อมูลให้ดี

ขอฝากข้อคิดการซื้อขายในคริปโทเคอร์เรนซีสักครั้งว่ารถไฟยังมีหลายขบวน ฉะนั้น อย่ารีบซื้อขาย เพียงเพราะกลัวตกขบวน แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ รู้จักตัวเองว่า มีความสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีนั้นเหมาะกับตัวเองหรือไม่ และเงินที่นำมาซื้อขายควรเป็นเงินเย็นพอที่จะรับความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียเงินลงทุนทั้งก้อนได้ ทุกท่านสามารถติดตามภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรายสัปดาห์ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ “สำนักงาน กลต.” ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. จะรายงานสรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น มูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในแต่ละ exchange ของไทยเทียบกับตลาดโลก เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ลงทุนได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง

รู้เก็บรู้ออม : จัดพอร์ตลงทุนตามวัย (2)

0

ครั้งที่แล้ว “คุณนายพารวย” พาไปรู้จักหลักการจัดพอร์ตเพื่อกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่นิยมมากที่สุดคือ “การจัดพอร์ตลงทุนตามวัย” ที่มีหลักสำคัญคือ “คนอายุน้อยสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่า คนที่อายุมากกว่า” เพราะมีเวลาในการลงทุนนานกว่า จึงลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะรับความเสี่ยงได้สูงกว่า

โดยได้มีแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ที่แบ่ง เป็น 4 ช่วงวัยสำคัญ ซึ่งคราวที่แล้วเราให้แนวทางจัดพอร์ตสำหรับ 2 ช่วงวัยไปแล้ว คือ 1.วัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21-30 ปี ที่สามารถลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงได้มากถึง 90% แต่ควรเลือกหุ้นพื้นฐานดี มีเงินปันผลและมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต ส่วนอีก 10% เก็บเป็นเงินฝากหรือตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยของเงินต้นสูง ได้ดอกเบี้ยแน่นอน

และ 2.วัยสร้างครอบครัว อายุตั้งแต่ 31-40 ปี โดยควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงเหลือ 50% และเพิ่มเงินฝากและตราสารหนี้ให้มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง

คราวนี้เรามาต่อที่…ช่วงวัยที่ 3.คือวัยปึกแผ่นมั่นคง สำหรับผู้ที่มีอายุ 41-55 ปี วัยนี้ถือเป็นช่วงที่ชีวิตมีหลักฐานมั่นคงที่สุด มีฐานเงินเดือนสูงขึ้น แม้จะยังมีภาระทางการเงินอยู่ แต่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ โดยหากมีการเก็บออมและลงทุนอย่างมีวินัยมาตั้งแต่ต้น ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ครอบครัวและฐานะการเงินดี มีความสมดุลที่สุดในทุกๆด้าน แต่เนื่องจากวัยที่เริ่มมากขึ้น มีเวลาหารายได้เหลืออีกไม่กี่ปี

ดังนั้น การลงทุนของคนวัยนี้จึงเน้นให้นำเงิน 70% ไปไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเงินฝาก และตราสารหนี้ ส่วนที่เหลืออีก 30% ให้แบ่งมาลงทุนในหุ้นระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนเงินออมและเงินลงทุนให้มากขึ้น

ส่วนช่วง วัยที่ 4.วัยเกษียณ สำหรับผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่บางคนไม่มีรายได้จากการทำงานแล้ว ขณะที่บางคนก็เหลือเวลาหารายได้อีกไม่เกิน 5 ปี ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ด้วย เงินสะสมของตนเอง แม้ค่าใช้จ่ายบางอย่างจะลดลงแต่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นตามวัยและสุขภาพ

ดังนั้นเงินออมกว่า 90% จึงควรอยู่ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่คนวัยนี้บางคนสามารถลงทุนในหุ้นได้ โดยเฉพาะคนที่มีทรัพย์สินเงินทองเก็บออมไว้มากพอ ก็อาจจัดสรรเงินไม่เกิน 10% ไปลงทุนในหุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ถึงแม้ จะผิดพลาดเกิดสูญเงินก้อนนี้ไป ก็คงไม่กระทบฐานะการเงินโดยรวมมากนัก!!

แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนตามวัยของทั้ง 4 ช่วงวัยข้างต้นนี้ เป็นเพียงแนวทางตัวอย่าง แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นๆของแต่ละคนได้ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าเงินลงทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้ได้พอร์ตลงทุนที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด

สำหรับผู้สนใจที่เริ่มต้นอยากเรียนรู้ สามารถเข้าไปทดลองสร้างพอร์ตลงทุนส่วนตัว ผ่านระบบพอร์ตลงทุนจำลอง (Virtual Portfolio) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดทำขึ้น โดย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจริง เพียงเข้าเว็บไซต์ http://www.settrade.com และสมัครสมาชิก SET Member เพียงเท่านี้ ก็สามารถเข้าไปสร้างพอร์ตลงทุนจำลอง เพื่อทดลองลงทุนได้ฟรี!!

เพื่อฝึกมือ ทดสอบความรู้และความเข้าใจในสนามจำลอง ก่อนลงมือใช้เงินจริงในสนามลงทุนจริงได้เลย!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ เติมรอยยิ้มและกำลังใจให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ในวันผู้สูงอายุและปีใหม่ไทย

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ปลูกฝังพนักงานสานต่อประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม  ตระหนักถึงความสำคัญและรู้จักตอบแทนคุณผู้สูงอายุในสังคม ร่วมเติมรอยยิ้ม เติมความสุข และกำลังใจ ในวันผู้สูงอายุและวันปีใหม่ไทย  13 เมษายนของทุกปี   เดินหน้าดูแลผู้สูงอายุในโครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย” ไม่มีลูกหลานดูแลและไม่มีรายได้  ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แม้ว่าปีนี้จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโควิด -19  ซีพีเอฟ ยังเดินหน้าเติมรอยยิ้ม เติมความสุข และส่งมอบกำลังใจสู่ผู้สูงอายุ ในโครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย” โดยนำเงินช่วยเหลือในการดำรงชีพเดือนละ 2,000 บาท มอบให้ผู้สูงอายุในโครงการที่อาศัยอยู่รอบฟาร์มและโรงงาน  ไม่มีลูกหลานดูแลและไม่มีรายได้  พร้อมทั้งเข้มงวดมาตรการเพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยงที่อาจเกิดการระบาดของโควิด-19   อาทิ  การเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา  ทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ 

ในปี  2564  โครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย” มีจำนวนผู้สูงวัยรวม 385 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ซึ่งมีจำนวนผู้สูงวัย 345 ราย โดยตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2554 จนถึงปัจจุบัน ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุไปแล้วประมาณ  900  ราย ซึ่งผู้สูงวัยที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อดำรงชีวิตเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน นอกจากนี้ จิตอาสาซีพีเอฟ มีการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ และเชิญเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตรวจสุขภาพในเบื้องต้นให้แก่ผู้สูงวัยด้วย

นอกจากการให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยในโครงการฯดังกล่าวแล้ว  โรงงานและฟาร์มของซีพีเอฟ มีการนำสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง คือ กลุ่มติดบ้านและติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้  เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่นอนติดเตียง หรือติดบ้าน สอดคล้องตามแนวนโยบายของรัฐบาลในการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ  ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้สูงวัย  อาทิ  จิตอาสาของโรงงานธารเกษม ซีพีเอฟ จังหวัดสระบุรี   นำสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่สด ฯลฯ  มอบให้แก่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง  หมู่ 2 ตำบลโคกตูม  โดยมอบผ่าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน  (อสม.)  เพื่อนำไปแจกจ่ายและส่งต่อให้แก่ผู้สูงวัย  ช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงการระบาดของโควิด-19  

ทางด้านโรงงานอาหารสัตว์บกราชบุรี ดูแลผู้สูงวัยในโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย 9 ราย รวมทั้งจัดกิจกรรมโครงการ”ซีพีเอฟ ใจถึงใจ สู่ผู้สูงวัยในชุมชน”  ดูแลผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่รอบโรงงานที่มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลดอนกระเบื้อง จ.ราชบุรี โดยจะดูแครอบคลุมในเรื่องของที่อยู่อาศัย เช่น ห้องน้ำที่อำนวยความสะดวกในการใช้งานของผู้สูงวัย  โดยเปลี่ยนจากส้วมซึมเป็นชักโครก   ในส่วนของห้องนอนที่ถูกสุขลักษณะ และความปลอดภัยบริเวณรอบที่อยู่อาศัย   เป็นต้น

คปภ.ออกคำสั่งด่วน ให้ผู้เอาประกันรักษารพ.สนาม/Hospitel ถือเป็นผู้ป่วยใน เคลมประกันโควิดได้

0
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคปภ.

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว โดยมีการแพร่กระจายไปยังคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ๆ ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และประชาชนยังคงให้ความสนใจในการทำประกันภัยโควิด-19 มาช่วยบริหารความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 มียอดทำประกันภัยโควิด-19 รวมทั้งสิ้นเกือบ 11 ล้านฉบับ ซึ่งเป็นยอดกรมธรรม์ประกันภัยที่เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่แล้ว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 กว่า 1 ล้านฉบับ และมียอดการจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งสิ้น 171 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่แล้ว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เกือบ 100 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้ ได้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้โรงพยาบาลหลายแห่ง มีเตียงไม่เพียงพอในการรองรับผู้ติดเชื้อ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ดังกล่าว และเพื่อรองรับมาตรการของรัฐบาลที่มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามและโรงแรมเป็นโรงพยาบาลกักตัว (hospitel) ในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจเกิดประเด็นการตีความว่าการที่ผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งทำประกันภัยไว้ และเข้ารับการรักษาในสถานที่เหล่านั้น จะสามารถเคลมประกันได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ สำนักงาน คปภ. จึงได้ประชุมหารืออย่างเร่งด่วนกับสมาคมประกันชีวิตไทยและสมาคมประกันวินาศภัยไทย และได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติว่าให้สามารถเคลมประกันได้ เพื่อให้ระบบประกันภัยสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในวิกฤตนี้ ตนในฐานะนายทะเบียนจึงได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 16/2564 เรื่อง การรักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือสัญญาเพิ่มเติม เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับบริษัทประกันชีวิต และคำสั่งนายทะเบียนที่ 17/2564 เรื่อง การรักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือเอกสารแนบท้าย เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า หากต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนามหรือ hospitel จะยังได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทั่วไป

“ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนต้องระมัดระวังและช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด และในกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดนี้ ระบบประกันภัยต้องสามารถเข้าไปช่วยเยียวยาได้อย่างเต็มที่ จึงหวังว่าการออกคำสั่งนายทะเบียนทั้งสองฉบับนี้จะช่วยลดข้อโต้แย้ง และเป็นการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยโควิด-19  โดยสำนักงาน คปภ. พร้อมที่จะดูแลด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัย สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าว