Home Blog Page 420

สิงห์อาสา มอบน้ำดื่มและอาหารให้สพฉ.และทีมอาสาสมัคร

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26-27 เม.ย.64 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ อาหารอาหารแช่แข็ง และอาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) ให้กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กระทรวงสาธารณสุข โดยมี คุณธัณณ์จิรา ธนาศิริธัชนันท์ ผู้อำนวยการสำนักประสานการแพทย์ฉุกเฉิน สพฉ. เป็นผู้รับมอบ โดยการมอบน้ำดื่มและอาหารในครั้งนี้นับเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของสพฉ.และทีมอาสาสมัครต่างๆ จำนวน 50 มูลนิธิ ในการเป็นด่านหน้าเดินทางไปรับผู้ป่วยโควิด-19 จากบ้านไปส่งที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาต่อไป ในขณะเดียวกัน สิงห์อาสายังคงเร่งลงพื้นที่ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ อาหารอาหารแช่แข็ง และอาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) ให้กับ 30 โรงพยาบาลทั่วประเทศ แยกเป็นโรงพยาบาลหลัก 22 แห่ง โรงพยาบาลสนาม 8 แห่ง เพื่อสนับสนุนการทำงานของ ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2562 เป็นต้นมา มีภาคเอกชนหลายๆ หน่วยงานต่างหาวิธีช่วยเหลือ สนับสนุน โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ช่วยเหลือบุคลากรการแพทย์มาโดยตลอดด้วยความห่วงใย อาทิ มอบเงินสนับสนุนด้านการทำงานแก่บุคลากรการแพทย์แก่โรงพยาบาลหลักในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งหมด 26 แห่ง อีกทั้งยังสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้บุคคลากรการแพทย์ในการรับมือกับผู้ป่วยโควิดทั้งในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามมาย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ ทั้งการอบรมสร้างอาชีพ การสร้างอาสาสมัครดูแลท้องถิ่นตนเอง รวมเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

เจ้าสัวธนินท์ มั่นใจ นายกฯตู่ จัดหาวัคซีนสปุตนิค/ไฟเซอร์ ภาคธุรกิจขานรับ พร้อมร่วมมือนโยบายรัฐ

0
นายธนินท์ เจียรนวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

นายธนินท์ เจียรนวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ต้องชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่ได้มุ่งมั่นจัดหาวัคซีนและสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจอย่างมากว่าสิ้นปีนี้ประเทศไทยจะมีวัคซีนโควิด 100 ล้านโดส ฉีดให้คนไทย 50 ล้านคน และจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ข่าวดีที่รัฐบาลได้เจรจาจัดหาวัคซีนสปุตนิค วี 5-10 ล้านโดส และไฟเซอร์ อีก 5-10 ล้านโดส มาเพิ่มเติมอย่างรวดเร็วนั้น ถือเป็นสัญญานที่ดีมาก ซึ่งภาคธุรกิจก็พร้อมให้ความร่วมมือกับนโยบายรัฐ

ที่ผ่านมาประเทศไทยทำได้ดีมากในการจัดการโควิด-19 แต่ก็ไม่คาดคิดว่า จะมีการระบาดระลอกที่ 3  ทำให้สถานการณ์กลับมายากลำบากอีกครั้ง ในวิกฤตต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้สู้ไปด้วยกันอีกครั้ง

“ ขอบคุณรัฐบาลที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ขอบคุณคุณหมอ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนัก ซึ่งในส่วนของซีพี เริ่มเข้าไปสนับสนุนโรงพยาบาลสนามแล้ว” ประธานอาวุโสเครือซีพีกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 เครือเจริญโภคภัณฑ์คิกออฟโครงการซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19 ยังคงเดินหน้ามอบอาหาร และเครื่องดื่มต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มที่โรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นแห่งแรก โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ, นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ(ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น ดีลิเวอรี่ และ นายมนัสส์  มานะวุฒิเวช  กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นางสาวรุจนาฎก์ วิมลสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ด้านบรรษัทสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกันเป็นผู้แทนเครือฯ  พร้อมมอบอาหารและน้ำดื่มสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามเจตนารมณ์ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานกรรมการ โรงพยาบาลสนาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย พร้อมคณะร่วมรับอาหาร น้ำดื่มจากโครงการซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19 ณ สำนักงานโรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารจุฬาพัฒน์ 14

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ตระหนักถึงความเดือดร้อนของทุกภาคส่วนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงผนึกกำลังกันดำเนินโครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตามดำริของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อเสริมกำลังแก่โรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสนามของ รพ.รามาธิบดี โรงพยาบาลสนามของ รพ.ศิริราช โรงพยาบาลสนามของ รพ.พระมงกุฏเกล้า โรงพยาบาลสนามของ รพ.ตำรวจ โรงพยาบาลสนามของทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ

ซีพี ออลล์ สานต่อโครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน มอบครุภัณฑ์การแพทย์ให้รพ.สนามในพื้นที่สีแดง

0

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ เดินหน้าสานต่อโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” เฟส 3  ล่าสุด ได้มอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฎิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลสนามใน 18 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด พร้อมถวายเครื่องวัดอุณหภูมิและแอลกอฮอล์ให้กับวัด พระสงฆ์ สามเณร และทยอยมอบของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้กับผู้พิการ กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่อง ตามโครงการซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

โดย ซีพี ออลล์ จะมุ่งเน้นการส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ของโรงพยาบาลสนามใน 18 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม ภูเก็ต นครราชสีมา นนทบุรี สงขลา ตาก อุดรธานี สุพรรณบุรี สระแก้ว ระยอง และขอนแก่น

นอกจากนี้ ซีพี ออลล์ ยังให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนสู้ภัยไวรัสโควิด-19 โดยประสานความร่วมมือผ่านทางมหาเถรสมาคมเพื่อน้อมถวายเครื่องวัดอุณหภูมิและแอลกอฮอลล์ทำความสะอาดเพื่อถวายให้กับวัดในกรุงเทพมหานครจำนวน 8 แห่ง เพื่อนำไปส่งต่อให้กับวัดในเครือข่ายในพื้นที่ต่างจังหวัดต่อไป พร้อมทั้งทยอยส่งมอบเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกด้วย 

โครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ก่อตั้งเมื่อปี 2563 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับแพทย์ พยาบาล พี่น้อง ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ  โดยซีพี ออลล์ ได้นำเงินจำนวน 82 ล้านบาท จากโครงการลดวันละถุง…คุณทำได้ จัดซื้อชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) พร้อมด้วยแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมอบให้กับ 77 โรงพยาบาลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนโรงทานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพระสงฆ์ และประชาชนทั่วไปช่วงวิกฤตไวรัสโควิด-19 

ตั้งแต่ต้นปี 2564 ซีพี ออลล์ ยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” โดยการส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์, หน้ากากอนามัย, แอลกอฮอลล์ทำความสะอาด, เครื่องวัดอุณหภูมิ, น้ำดื่ม รวมถึงเครื่องอุปโภค บริโภค ให้กับโรงพยาบาล หน่วยงานราชการ, วัด, ภาคประชาสังคม และกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมเป็นเงินกว่า 57 ล้านบาท

AIS 5G สานต่อภารกิจ “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย” สนับสนุนเครือข่ายสื่อสารให้ กทม.สู้ภัยโควิด

0

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษ้ท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า เอไอเอส สานต่อภารกิจ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19  ล่าสุดได้รับเกียรติจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ​กรุงเทพมหานคร ในการรับมอบอุปกรณ์สื่อสาร ไอที พร้อมซิม เครื่องโทรศัพท์มือถือจำนวน 50 เครื่อง พร้อมซิมพรีเพด และแพ็กเกจโทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมงให้กับศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) เพื่อเสริมขีดความสามารถการทำงานของทีมงาน และบุคลากรในการประสานงานไปยังโรงพยาบาลสนามต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร

วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

สำหรับกรุงเทพมหานคร เอไอเอสได้สนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การระบาดในระลอก 2 มาจนถึงการระบาดระลอก 3 ในการ “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย” ทั้งระบบเครือข่ายสื่อสารสัญญาณ AIS 4G 5G, AIS Fiber พร้อมสัญญาณ Free WIFI รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารและไอที เครื่องคอมพิวเตอร์ และปรินท์เตอร์ ภายในโรงพยาบาลสนามต่างๆ อาทิ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน, โรงพยาบาลสนามเอรวัณ – 1 สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา บางบอน เขตบางบอน, โรงพยาบาลสนามเอรวัณ – 2 ศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา เขตหนองจอก, โรงพยาบาลราชพิพัฒน์, โรงพยาบาลสนาม บริเวณอาคารหอพักแพทย์ โรงยาบาลกลาง, และ ศูนย์เอราวัณ ของสำนักการแพทย์

ที่ผ่านมา เอไอเอสมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AIS 5G ในมิติต่างๆ เข้าสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุข ถึงตอนนี้ บริษัทได้ติดตั้งระบบสื่อสารมาแล้วกว่า 31 โรงพยาบาลสนามในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ เพราะเชื่อว่าการสื่อสารที่ดีคือหัวใจสำคัญในการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

เครือซีพี คว้ารางวัล “บริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก” จากสถาบัน Ethisphere

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร  เข้าร่วมรับโล่เกียรติยศ “ World’s Most Ethical Companies 2021” หรือ “บริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564” จาก Ethisphere สถาบันระดับโลกในด้านการประเมินมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีจริยธรรม  ในงาน Virtual WME  Honoree Gala  2021   หลังจากที่ได้ประกาศผลการคัดเลือกบริษัทที่จริยธรรมมากที่สุดในโลกไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้โดยมีผู้บริหารระดับสูงบริษัทชั้นนำใน 22 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน อาทิ  Kellogg, LinkedIn, Sony, L’OREAL, Microsoft, PepsiCo, Prudential เป็นต้น ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดงาน Virtual ออนไลน์ครั้งแรก ในรูปแบบ Private Viewing Party เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด- 19  ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งแสดงความยินดีและสัมผัสประสบการณ์การรับชมงานระดับโลก

นายศุภชัย กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินธุรกิจเติบโตมาหนึ่งศตวรรษมีพนักงานกว่า 4 แสนคนทั่วโลก ด้วยการยึดมั่นในหลักจริยธรรมและปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการของเครือฯ ไปพร้อมกับการยืดหลักค่านิยมองค์กรเป็นเข็มทิศสำคัญในการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม  ได้แก่ “ปรัชญา 3 ประโยชน์” คือ การดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเกิดประโยชน์ต่อทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน  รวมถึงประชาชนในประเทศต้องได้ประโยชน์  และสุดท้ายบริษัทก็จะได้รับประโยชน์  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของเครือฯ เติบโตได้อย่างยั่งยืน  นอกจากนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังยึดมั่นในค่านิยม “ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม” ซึ่งถือเป็นรากแก้วสำคัญในการทำให้ธุรกิจของเครือฯ จนได้รับความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน  ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

“เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับการยอมรับจากสถาบัน Ethisphere ให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกในปีนี้  รางวัลนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เครือฯจะไม่หยุดที่จะพัฒนาองค์กร ผู้บริหารและพนักงานของเครือฯ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมดั่งเช่นที่เรายึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์มาตลอด 100 ปี ก้าวต่อไปของเครือฯ เราพร้อมมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมตามหลักมาตรฐานสากล  เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้คนในสังคม”

ด้าน มร.ทิมโมธี เออร์บลิค (Timothy Erblich) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบัน Ethisphere กล่าวว่า ภาคธุรกิจคือกำลังสำคัญในการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ผ่านกระบวนการการทำธุรกิจ การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) คือพลังที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกให้ดีขึ้น ซึ่ง Ethiphere มั่นใจว่าผลงานอันน่าภาคภูมิใจของทั้ง 135 บริษัทจากทั่วโลกที่ได้รับพิจารณาให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกจะสร้างแรงบันดาลใจให้ภาคธุรกิจอีกจำนวนมากในทั่วโลกได้นำไปปฏิบัติตาม ภาคธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับ ESG ให้มากยิ่งขึ้น

ซีพี ออลล์ ปลื้ม คว้า 3 รางวัลสุดยอดองค์กร ของไฟแนนซ์เอเชีย 2021

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นิตยสารไฟแนนซ์เอเชีย (FinanceAsia) สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำซึ่งได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2539 ในฐานะผู้เผยแพร่ข่าวสาร และข้อมูลเชิงลึกด้านการเงิน และตลาดทุนขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ประกาศรายชื่อสุดยอดบริษัทแห่งเอเชีย ประจำปี 2564 (FinanceAsia Asia’s Best Companies 2021) ใน 6 ประเภท สำหรับประเทศไทย ปรากฎว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องในฐานะสุดยอดองค์กรถึง 3 ด้าน ประกอบด้วย บริษัทจดทะเบียนที่มีการบริหารงานยอดเยี่ยม (Best Managed Listed Company) บริษัทที่มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมยอดเยี่ยม (Most Committed to Social Causes) และบริษัทด้านนักลงทุนสัมพันธ์ ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations)

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า กว่า 33 ปีที่ ซีพี ออลล์ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักบริหารตามปรัชญา “เราปรารถนารอยยิ้มจากลูกค้าด้วยทีมงานที่มีความสุข” พร้อมกับการดูแลชุมชน และสังคม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มตามปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ภายใต้ค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติต้องมาก่อน ตามด้วยประชาชนและองค์กร การได้รับยกย่องในฐานะสุดยอดองค์กรถึง 3 ด้านในครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จของชาวซีพี ออลล์ ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญที่จะเดินหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมิติของความยั่งยืน ได้แก่ ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านช่วยเหลือสังคม การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ และการบริหารจัดการองค์กรด้วยหลักบรรษัทภิบาล

ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินมาจากการวิจัยเชิงลึกด้านการรับรู้ และความคิดเห็นจากนักลงทุน และนักวิเคราะห์ที่มีต่อบริษัทจดทะเบียนชั้นนำ ต่อการบริหารงานในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผลสำรวจฉบับเต็มจะถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร FinanceAsia ฉบับครบรอบ 25 ปี

ซีพี ออลล์ จัดแคมเปญ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ’ ลดราคาสินค้าจำเป็นสู้โควิด

0
ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของคนไทยในวงกว้าง การระบาดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยิ่งทำให้พี่น้องคนไทยจำนวนมากเดือดร้อน เนื่องจากรายได้ลดลงแต่ภาระค่าใช้จ่ายยังอยู่เท่าเดิม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องคนไทย ซีพี ออลล์จึงจัดแคมเปญใหญ่ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ’ ขึ้นอีกครั้ง โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความต้องการมาจัดโปรโมชั่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ไปจนถึง 23 พฤษภาคม 2564  

โดยบริษัทคัดเลือกสินค้าทั้งของกินของใช้จำเป็นจำนวนกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ  เช่น ข้าวกล่องแช่แข็งพร้อมรับประทาน แบรนด์อีซี่โก จำนวน 8 เมนู ลดราคาเหลือเพียงกล่องละ 25 บาท โดยคัดเลือกเมนูขายดี และเป็นที่นิยม ได้แก่ ข้าวกะเพราหมู ข้าวลาบไก่ ข้าวไก่กระเทียม ข้าวไข่เจียวทรงเครื่อง ข้าวผัดกะเพราขี้เมาไก่ ข้าวผัดเผ็ดหน่อไม้ไก่ ข้าวผัดหมู และข้าวกะเพรามังสวิรัติ  สำหรับลูกค้าที่ซื้อครบ 4 กล่องและสั่งผ่านบริการ 7 Delivery ยังจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 5 บาท  เหลือเพียง 4 กล่อง 95 บาท นอกจากนี้ บริษัทยังนำเสนอโปรโมชั่นจับคู่เมนูอิ่มคุ้ม +5+7 โดยลูกค้าเพิ่มเงินเพียง 5 บาท หรือ 7 บาท เลือกจับคู่สินค้าที่ร่วมรายการในซีรีย์ “อิ่มคุ้ม” ได้ในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม

ซีพี ออลล์และคู่ค้าของบริษัทพยายามคัดสรรสินค้าคุณภาพและมีความจำเป็นมาจำหน่ายให้คนไทย บริษัทต้องขอขอบคุณคู่ค้าของบริษัท ที่ร่วมสนับสนุนแคมเปญในครั้งนี้อย่างเต็มที่  และบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเดินเคียงข้างคนไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังซื้อขายหุ้น SAAM

0

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกข่าวเตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวล  ลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  (SAAM) และให้บริษัทสมาชิกทุกรายกำกับดูแลการซื้อขายในหลักทรัพย์ SAAM อย่างเคร่งครัด เนื่องจากสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแม้อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 2

ปัจจุบัน หลักทรัพย์ บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SAAM) อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 2 บริษัทสมาชิกต้องดำเนินการดังนี้

  1. ให้ผู้ลงทุนทุกประเภทที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์ SAAM ต้องวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ และ
  2. บริษัทสมาชิกห้ามนำหลักทรัพย์ SAAM คำนวณเป็นวงเงินในการซื้อขายในทุกประเภทบัญชี

จากการติดตามสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ SAAM พบว่ามีสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างมากนับตั้งแต่วันที่ 5-22 เม.ย. 64  โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง +302% จาก 1.79 บาท มาอยู่ที่ 7.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยที่ 95.68 ล้านบาท (ช่วงก่อนหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.99 ล้านบาท) P/E และ P/BV อยู่ที่ 88.99 เท่า และ 7.36 เท่า ตามลำดับ โดยการซื้อขายภาคเช้าของวันนี้ (23 เม.ย. 64) ปิดที่ราคา 8.50 บาท เพิ่มขึ้น 18.06% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 114.56 ล้านบาท  P/E 105.06 เท่า และ P/BV 8.68 เท่า ทั้งนี้ SAAM ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่า ไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่จะกระทบต่อสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอแจ้งผู้ลงทุนและบริษัทสมาชิกทุกรายดังนี้

  1. ให้ผู้ลงทุนระมัดระวัง และพิจารณาปัจจัยพื้นฐานให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ SAAM เนื่องจากสภาพการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และอาจมีความเสี่ยงต่อการลงทุนหากราคามีความผันผวน
  2. ให้บริษัทสมาชิกทุกรายกำกับดูแลการซื้อขายและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ SAAM อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายที่อาจไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

โลตัส จับมือ SCGP รับบริจาคกล่องและลังกระดาษ นำไปรีไซเคิลเป็นเตียงบริจาคให้รพ.สนามทั่วประเทศ

0

นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกล่าสุด จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนามที่อาจไม่เพียงพอ โลตัส จึงได้ร่วมมือกับบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ในการเป็นจุดรับบริจาคกล่องและลังกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำไปผลิตเป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี มอบให้กับโรงพยาบาลสนาม โดยลูกค้าและประชาชนที่มีจิตศรัทธา สามารถนำกล่องมาบริจาคที่จุดรับของเราในไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา โลตัส ได้ให้การสนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบน้ำดื่ม อาหารแห้ง และอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง เจลแอลกอฮอล์ ให้กับหน่วยงานและชุมชนกว่า 200 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลสนาม 13 แห่ง โรงพยาบาล 33 แห่ง ด่านคัดกรองและด่านตรวจ 138 แห่ง และชุมชนใกล้เคียงสาขา

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SCGP กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ โลตัสจะเป็นจุดรับบริจาคกล่องที่เหลือใช้นำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของ SCGP เพื่อผลิตเป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี ซึ่ง SCGP ได้ออกแบบสร้างสรรค์ เตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี (SCGP Paper Field Hospital Bed) นวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีขนาดเหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ สะดวกต่อการใช้งานสอดรับกับสรีระของคนเอเชีย รองรับน้ำหนักแนวราบได้ถึง 100 กิโลกรัม มีน้ำหนักเบา ขนส่งได้สะดวก อีกทั้งยังสามารถประกอบติดตั้งได้ง่ายภายในเวลาเพียง 8 นาทีโดยไม่ต้องใช้กาว เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือให้โรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยได้ทันสถานการณ์ ที่ผ่านมา SCGP และ โลตัส ได้ดำเนินการโครงการเพื่อสังคมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือระหว่างกันในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยได้ก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน

ลูกค้าและประชาชนที่สนใจ สามารถนำกล่องและลังกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว มาบริจาคได้ที่จุดรับกล่อง ณ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต ทุกสาขาทั่วประเทศ

ทิพยประกันภัย เป็นห่วง เพิ่มความคุ้มครองครอบคลุมค่าตรวจโควิดของคนในครอบครัวฟรี

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดและมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด- 19 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในทุกๆวันสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อหลายท่าน ยังมีความไม่แน่ใจว่าบุคคลในครอบครัวและผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกันรอบข้างซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
จะติดเชื้อไปด้วยหรือไม่ ทิพยประกันภัยจึงต้องการที่จะช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระให้กับผู้ทำประกันโควิด-19 กับบริษัทฯ หากได้รับเชื้อแล้ว ก็สามารถให้บุคคลในครอบครัวและผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกัน ไปตรวจหาเชื้อได้ฟรี 3 ท่าน ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท โดยบริษัทฯได้ขยายความคุ้มครองเพิ่มขึ้นในทุกกรมธรรม์ประกันโควิด-19 ที่ทำกับบริษัทฯ รวมถึงลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ประกันโควิด-19กับบริษัทฯอยู่แล้วก็จะได้รับความคุ้มครองนี้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติด้วยเช่นกัน

สำหรับ ผู้ที่สนใจทำประกันภัยโควิด-19 สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.Tipinsure.com หรือโทร 1736 และทิพยประกันภัยทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคาเริ่มต้นเพียง 150 บาท/ปี ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 1,000,000 บาท(ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์) นอกจากนี้สำหรับลูกค้าเดิมที่ต่ออายุกรรมธรรม์ประกันโควิด-19 ยังได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 20% และสำหรับลูกค้าเก่าหรือลูกค้าใหม่ก็ได้รับความคุ้มครองเพิ่มหากเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน (IPD) หรือเกิดภาวะโคม่า รวมทั้งยังสามารถเลือกความคุ้มครองเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชยรายวัน ได้ตามความต้องการอีกด้วย