Home Blog Page 412

กว่า 1 ปี…กว่า 1 ล้านแพ็ค…”ซีพี-ซีพีเอฟ เคียงข้างคนไทย” ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

0

การเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ได้กลับมาสร้างความท้าทายให้ประเทศไทยอีกครั้ง จากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา รวมถึงในระลอกใหม่นี้ มีความรุนแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ โดยมีวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดการแพร่ระบาด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขับเคลื่อนไปได้ รวมทั้งเป็นความหวังสุดท้ายของคนไทยที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนเดิม

กว่า 1 ปีที่ทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ผนึกกำลัง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ พร้อมเคียงข้างคนไทยส่งมอบอาหารปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยจับมือกับกระทรวงสาธารณสุข ริเริ่มโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” นับตั้งแต่ปี 2563 มอบอาหาร รวม 1,280,000 แพ็ค ให้โรงพยาบาลของรัฐที่มีผู้ป่วยโควิด 200 แห่งทั่วประเทศ ตลอดจนผู้กักกันตนที่กลับจากประเทศเสี่ยงอีก 20,000 คน และโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ให้โรงพยาบาลและครอบครัวหมอ-พยาบาล” 20,000 ครอบครัว พร้อมทั้งมอบส่วนลดพิเศษช่วยค่าครองชีพ สำหรับการซื้อสินค้าในร้านซีพี เฟรชมาร์ท จำนวน 1 ล้านใบ ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ ในโครงการ “คูปองส่วนลดจากใจ…ให้ อสม. #ฮีโร่ที่ลืมไม่ได้” รวมทั้งนำ CPF Food Truck ส่งมอบอาหารอุ่นร้อนพร้อมทานให้กับชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 100 ชุมชน ในโครงการ “อาหารปลอดภัย จากใจ…สู่ชุมชน” โดยผนึกกำลังกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยังร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จัดแคมเปญ “ลดจริง…ไม่ทิ้งกัน ช่วยค่าครองชีพ” ในร้านซีพี เฟรชมาร์ท จำหน่ายข้าวกล่อง ในราคาเพียง 20 บาท จำนวน 1 ล้านกล่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของคนไทย ให้เข้าถึงอาหารอร่อย คุณภาพดีในราคาประหยัดด้วย เป็นต้น

ในต้นปี 2564 ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกสอง ส่งผลให้บุคลากรทางแพทย์ คนไทยและแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคนี้ ตลอดเดือนมกราคม-มีนาคม ซีพี-ซีพีเอฟ และภาคีพันธมิตร เดินหน้าโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ส่งความช่วยเหลือเป็นอาหารคุณภาพพร้อมทานกว่า 130,000 แพ็ค หน้ากากอนามัยซีพี 250,800 ชิ้น ไข่ไก่สด 76,000 ฟอง กุ้งซีพี แปซิฟิก 600 กิโลกรัม น้ำดื่ม 15,000 ขวด ให้แก่โรงพยาบาลของรัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่มีผู้ป่วยโควิด รวม 28 แห่ง ใน 6 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี โรงพยาบาลสนาม “ศูนย์ห่วงใยคนสาคร” รวมถึงพี่น้องแรงงานเมียนมา 1,200 ครอบครัว กว่า 4,000 คนในพื้นที่กักตัว จ.สมุทรสาคร ผ่านมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนกลุ่มเปราะบางและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของบุคลากรทางการแพทย์ สนับสนุนให้ทัพหน้าได้ทานอาหารอร่อย ปลอดภัย คลายกังวล ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินโครงการ “CPF ส่งมอบอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ด้วยการสนับสนุนอาหารคุณภาพปลอดภัยให้คนไทยได้บริโภคอาหารอย่างเพียงพอ ตามนโยบายประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือช่วยเหลือประเทศไทยยืนหยัดฝ่าวิกฤตโควิดครั้งนี้ไปด้วยกัน

การกลับมาของการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ นับตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ร่วมกับ ซีพีออลล์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ และเคพีไอ เดินหน้าโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19 และ คนไทยไม่ทิ้งกัน” ส่งมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานกว่า 120,000 แพ็ค น้ำดื่ม 30,000 ขวด และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ สนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ให้กับโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ 99 แห่ง อาทิ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, รพ.สนาม ปตอ. และ สนามบินน้ำ ในสังกัด รพ.มงกุฎวัฒนะ, รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, รพ.เอราวัณ 1 (ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา บางบอน), สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, สถาบันพยาธิวิทยา, รพ.เชียงใหม่, รพ.ตรัง, รพ.ชลบุรี, รพ.ขอนแก่น และ รพ.อู่ทอง จ.สุพรรณ เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปได้โดยเร็ว

ล่าสุด เครือซีพี ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ทรู แม็คโคร มูลนิธิพุทธรักษา มูลนิธิ ธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ และมูลนิธิเชฟแคร์ส ผนึกกำลังช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในชุมชนคลองเตย 22 ชุมชน 15,000 ครัวเรือน และ ส่งมอบถุงยังชีพ 15,000 ถุง น้ำดื่ม 15,000 ขวด และซิมโทรศัพท์ หนุมชุมชนคลองเตย สู้ภัยโควิด -19 ผ่านกองทัพบก นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยของซีพีเอฟกว่า 14,000 แพ็ค อาหารสุขภาพจากมูลนิธิเชฟแคร์ส น้ำดื่มและเจลแอลกอฮอลล์จาก เซเว่น อีเลฟเว่น ถุงขยะสำหรับบรรจุขยะติดเชื้อจากแม็คโคร อาหารและสิ่งของจำเป็น จากมูลนิธิพุทธรักษา และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ โดยนายณรงค์ เจียรวนนท์ มูลค่า 1 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิดวงประทีป ซึ่งความช่วยเหลือทั้งหมดนี้ เป็นไปตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19”

เครือซีพี-ซีพีเอฟ ขอเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ส่งต่อความห่วงใยและแทนคำขอบคุณด้วยการสนับสนุนภารกิจแพทย์-พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุข ภาครัฐ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตโควิดไปด้วยกัน สอดคล้องตามหลักปรัชญา “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ที่บริษัทฯ ยึดมั่นมาโดยตลอดและจะอยู่เคียงข้างคนไทยต่อสู้กับโควิด-19 จนวินาทีสุดท้าย

ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างอาหารมั่นคง เพิ่มรายได้ชุมชนท้องถิ่น

0

“ดิน น้ำ ป่า” ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อทุกชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นต้นทางของการผลิตอาหาร นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้อย่างรู้คุณค่า รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อธรรมชาติอยู่ได้ เราก็อยู่รอดด้วย

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)หรือ ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ภาคเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ที่ตระหนักดีถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ จึงได้กำหนดกลยุทธ์”ดินน้ำป่าคงอยู่” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน (อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่) ยึดเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด

ซีพีเอฟดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน ได้แก่ โครงการ”ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง”(ปี 2559-2563) ช่วยอนุรักษ์และ
ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พื้นที่เขาพระยาเดินธง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี 5,971 ไร่ และโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน” อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน 2,388 ไร่ (ปี 2557-2561) ในพื้นที่จ.ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลาและพังงา คืนสมดุลของระบบนิเวศบนบกและทะเล

จากการสำรวจและติดตามผลทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศบนบก โครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง”โดยเมื่อปี 2562 ซีพีเอฟร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำรวจและติดตามประชากรสัตว์ป่า โดยใช้กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (Camera Trap)พบว่าความชุกชุมของสัตว์ในกลุ่มผู้ล่ามีจำนวนและประเภทของสัตว์มากขึ้น อาทิ หมาจิ้งจอก อีเห็นธรรมดา พังพอนเล็ก แมวดาว ซึ่งการที่สัตว์ป่าเพิ่มจำนวนประชากร มาจากปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การมีแหล่งอาหารและน้ำสำหรับสัตว์อย่างเพียงพอ มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ล้วนเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

เช่นเดียวกับ ทรัพยากรสัตว์น้ำที่กลับเข้ามาในพื้นที่และมีปริมาณเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร อาทิ ปลาชะลั้น ปลากุแล ปลาสีกุน หอยแครง หอยกระปุก กุ้งขาว กุ้งเคย เป็นผลพวงจากการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผ่านการดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” โครงการที่ซีพีเอฟร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และชุมชนบางหญ้าแพรก ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่า โดยระหว่างปี 2557-2561 สามารถปลูกป่าใหม่ในพื้นที่ได้รวม 104 ไร่ ช่วยแก้ปัญหาและป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามธรรมชาติ และยังพบว่าพื้นที่ป่าชายเลนที่ปลูกใหม่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

“พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่อ่าวตัว ก. ที่มีปัญหาพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ แต่จากความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชนในพื้นที่ ทำให้ผืนป่าชายเลนบริเวณนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จากการปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลน คือ ต้นแสม ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ ปริมาณต้นไม้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนเลนเป็นแนวเพิ่มขึ้นสามารถปลูกต้นไม้ได้มากขึ้น เป็นผลโดยตรงของการอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ทำให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และยังเป็นแหล่งอนุบาลให้กับสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นแหล่งอาหารของชุมชนในพื้นที่ ช่วยส่งเสริมรายได้ของชุมชน” นายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสาคร ให้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน

เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร ที่มีอาชีพประมง ได้อานิสงส์จากปริมาณสัตว์น้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“คุณป้าเตือนใจ ฟักอยู่ หรือคุณป้าหน่อย” อายุ 56 ปี และ “คุณลุง วันเพ็ญ มนัส” อายุ 69 ปี สองสามีภรรยาซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลบางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร อาชีพงมหอยขายมากว่า 30 ปี คุณลุงวันเพ็ญ เล่าว่า ช่วง 4-5 ปีมานี้ สภาพป่าชายเลนในพื้นที่อุดมสมบูรณ์กว่าเมื่อก่อนที่ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ สัตว์น้ำต่างๆก็หายไปด้วย แต่เมื่อป่ากลับคืนมา ก็กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ คนในพื้นที่ที่มีอาชีพประมง หากุ้ง หอย ปู ปลา ได้ปริมาณเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องออกเรือไปไกลๆเหมือนเมื่อก่อน ลุงมีอาชีพงมหอยก็หารายได้ได้เพิ่มขึ้น งมหอยได้ต่อวันประมาณ 7-10 กิโลกรัม ถ้าเป็นหอยแครงขนาดใหญ่ ขายได้กิโลกรัมละ 140 บาท ถ้าเป็นตัวเล็ก จะขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 80 บาท ทำให้มีรายได้วันละ 1 พันกว่าบาท รายได้ดีกว่าเมื่อก่อนที่ราคาหอยไม่ดีและงมได้ไม่มาก

“ตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ ป่าชายเลนขึ้นเต็มไปหมด ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาช่วยฟื้นฟูและปลูกป่าในพื้นที่บางหญ้าแพรก ทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดี สภาพน้ำเมื่อก่อนสกปรก สีออกแดงๆ พอมีป่า คุณภาพของน้ำก็ดีขึ้นด้วย น้ำใส ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น เพราะเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำ สัตว์ที่เคยหายไปจากพื้นที่ก็กลับเข้ามา เช่น หอยพิมพ์ หรือปลาชนิดต่างๆ มีมากขึ้น เมื่อก่อนลุงออกไปงมหอย ต้องออกเรือไปไกลถึงแม่กลองกว่าจะได้ แต่ตอนนี้เราอยู่ในพื้นที่สมุทรสาครก็งมหอยได้วันละเกือบ 10 กิโลกรัม “ลุงวันเพ็ญกล่าว

นอกจากระบบนิเวศป่าชายเลนที่กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ซีพีเอฟและชุมชน ยังได้ร่วมมือต่อยอดโครงการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชนในพื้นที่ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร และพื้นที่ ต.ปากน้ำประแส จ.ระยอง ทำให้ชาวบ้านในชุมชน 2 พื้นที่ มีรายได้จากการท่องเที่ยวและการขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พบว่าคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.7 เท่าในพื้นที่ต.บางหญ้าแพรก และ รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.2 เท่าในพื้นที่ต.ปากน้ำประแส

ซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าบกและป่าชายเลนเข้าสู่ระยะที่ 2 โดยโครงการ “ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” (ปี 2564-2568 ) มีเป้าหมายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพิ่มจาก 5,971 ไร่ เป็น 7,000 ไร่ และโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน (ปี 2562-2566) มีเป้าหมายอนุรักษ์ ฟื้นฟูป่า และปลูกป่าใหม่ ในพื้นที่จ.สมุทรสาครเพิ่มอีก 266 ไร่ รวมทั้งขยายพื้นที่ในการดูแลอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ที่ ต.ท่าพริก จ.ตราด อีกแห่ง เพื่อร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ คืนสมดุลสู่ระบบนิเวศบนบกและทะเลอย่างยั่งยืน

22 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ย้ำเตือนทุกคนร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์สู่รุ่นลูกหลานต่อไป

โออาร์ เปิด “พื้นที่ปันสุข” ช่วยเกษตรกร จ.บุรีรัมย์ ขายขนุนและมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ พีทีที สเตชั่น

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 บริษัท บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์  ได้ร่วมกับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เร่งเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรในอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เปิด “พื้นที่ปันสุข” ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ให้เกษตรกรนำขนุนพันธุ์ทวายและพันธุ์ทองประเสริฐ รวมถึงมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดส่งออก ที่ประสบปัญหาในการหาช่องทางจำหน่าย ทำให้ปัจจุบันผลผลิตมีราคาตกต่ำและล้นตลาดมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของภาคเกษตรกร

โดยเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น หจก.มานะเสริมพลปิโตรเลียม 6 สาขาในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ที่อำเภอหนองกี่ 1 สาขา อำเภอนางรอง 3 สาขา และอำเภอโนนดินแดง 2 สาขา เพื่อจำหน่ายขนุนและมะม่วงน้ำดอกไม้ในราคาพิเศษ ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน 2564 เวลา 08:00 เป็นต้นไป ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาขาและวันที่เกษตกรจะเข้ามาจำหน่ายขนุนและมะม่วงน้ำดอกไม้ราคาพิเศษได้ที่โทร. 1365 Contact Center

นอกจากนี้ ผู้แทนจำหน่าย สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น หจก.มานะเสริมพลปิโตรเลียม สาขาโนนดินแดง ยังได้สนับสนุนขนุนและมะม่วงจากเกษตกร และนำไปมอบให้บุคลาการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลโนนดินแดง เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าทีเป็นด่านหน้าในการควบคุมสถานการณ์ โควิด 19 ในจังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย

โครงการ “พื้นที่ปันสุข” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ พีทีที สเตชั่น ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่าย ให้เกษตรสามารถระบายผลิตผล บรรเทาปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ อีกทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดที่จะผลักดันให้ พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชน และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของโออาร์ ที่มุ่งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างชุมชนน่าอยู่และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ทิพยประกันภัย เดินหน้าแจกฟรีประกันแพ้วัคซีนโควิดต่อ หลังทะลุล้านที่สอง

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการ “TIP ห่วงไทย สู้ภัยโควิด” ที่ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ความคุ้มครอง ประกันแพ้วัคซีนโควิด-19 ฟรี มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก จนต้องขยายสิทธิ์เพิ่มเป็นล้านที่สองทันที  แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ดังนั้นบริษัท จึงได้ตัดสินใจ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ฟรี  รับความคุ้มครองประกันแพ้วัคซีนโควิด-19 ต่อเป็นครั้งที่ 3  ซึ่งครั้งนี้จะไม่กำหนดจำนวนสิทธิ์หรือไม่มีลิมิต โดยประชาชนที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียน ผ่านช่องทาง www.tipinsure.com   ซึ่งผู้ที่สนใจและยังไม่ได้ลงทะเบียนรับความคุ้มครอง สามารถลงทะเบียนได้ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 สำหรับสิทธิ์นี้จะให้ความคุ้มครองหากเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19  จนเกิดอาการโคม่า ทุนประกันคนละ 100,000  บาท ระยะเวลาคุ้มครอง 60 วัน นับจากวันที่เริ่มฉีดวัคซีน โดยลงทะเบียนได้ 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันได้พบกลุ่มผู้ติดเชื้อกลุ่มใหม่หรือคลัสเตอร์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและส่งผลกระทบตามมามากมาย ซึ่งถือว่ามีความน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็จะเป็นวิธีที่ช่วยลดการแพร่ระบาด ได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดอัตราการเสียชีวิตอีกด้วย  ทิพยประกันภัยจึงต้องการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ คลายความกังวลและเข้ารับการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด เพื่อให้ได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขในเร็ววัน

Work from Home อย่างไร ไม่ส่งผลร้ายต่อกระดูกและข้อ

0

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรค Covid-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ มีหลายคนต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาด และจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home ซึ่งการที่ต้องเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานมาเป็นที่บ้านก็มีบางปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สบาย หรือเกิดความเจ็บป่วยของโรคทางกระดูกและข้อได้

บทความชิ้นนี้จึงขอนำข้อแนะนำจาก นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนวเวช มาบอกเล่า ลองมาดูกันว่าความไม่สบายและความเจ็บป่วยที่กระดูกและข้อที่เกิดจากการ Work from Home มีอะไรได้บ้าง และเราจะป้องกันได้อย่างไร

อาการที่เกิดจาก Work from Home

            • ปวดหลังง่ายขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เหมือนที่ทำงาน บางคนไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการทำงาน เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว ซึ่งเก้าอี้จะปรับระดับไม่ได้ และที่รองนั่งอาจจะแข็ง พนักพิงไม่เหมาะสำหรับการนั่งนาน ๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายกว่านั่งเก้าอี้ที่ทำงาน บางคนอยู่ในห้องพัก หรือคอนโดมิเนียม ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็นั่งกับพื้นทำงาน ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น นอกจากนั้น หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อยังต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้เร็วขึ้น

            • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า ไหล่ จากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนปกติทำงานไม่ค่อยใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมากนัก แต่พอ Work from home ก็ต้องมีประชุมทางไกลบ่อยขึ้น บางวันก็มีหลายรอบ หรือบางคนเดิมที่ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พอมาทำที่บ้านก็ต้องใช้โน๊ตบุ๊คทำงานแทน ต้องก้มคอมากขึ้นเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ได้

            • ปวดข้อมือ เอ็นอักเสบ นิ๊วล๊อค จากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ

            • ไม่ได้ออกกำลังกาย เนื่องจากไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องเดินทาง ทำให้ร่างกายมีการขยับตัวน้อยลง กล้ามเนื้อไม่ได้รับการฝึกให้เกิดความแข็งแรง ส่งผลให้ปวดเมื่อยได้ง่ายขึ้น

            • อยู่แต่ในบ้าน ไม่เจอแสงสว่าง ไม่เจอแดด ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดลดลง ซึ่งมีผลทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลงและการสะสมแคลเซียมในร่างกายลดลง

            • ดื่มชากาแฟบ่อยขึ้น บางคนไม่ดื่มอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่คนที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว พอทำงานคนเดียวมีความเครียด ก็ดื่มชากาแฟมากขึ้น ซึ่งคาเฟอีนที่มากเกินไปก็มีผลเสียกับร่างกาย ทั้งนอนไม่หลับ ใจสั่น กระตุ้นหัวใจมากเกินไป ถ้าใส่น้ำตาลครีม ก็ต้องระวังการได้รับน้ำตาลและไขมันมากเกินไป นอกจากนี้ คาเฟอีนยังทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมออกจากร่างกาย ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง

            • ความเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งจากการทำงานเป็นเวลานาน หรือบางคนอยู่คนเดียวที่บ้าน พอไม่ได้ไปทำงานเจอเพื่อนร่วมงาน บวกกับวิตกกังวลเรื่องสถานการณ์การระบาดของโรค ก็เกิดความเครียดสะสมขึ้นได้ ความเครียดนี้ก็ทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อเกร็งปวดเมื่อยตามร่างกายได้ 

            • น้ำหนักขึ้น แน่นอนว่าการที่เราทำงานอยู่ที่บ้าน ตู้เย็นและชั้นวางขนม ก็อยู่เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น แถมยังวางล่อตาล่อใจขณะที่เราทำงานอยู่ตลอด เราก็มักจะเผลอหยิบมากินเล่นระหว่างทำงาน รู้ตัวอีกทีก็หมดถุงซะแล้ว แล้วช่วงนี้ก็เป็นยุคทองของการสั่งอาหารมากินที่บ้าน ไม่อยากจะออกไปไหน โทรสั่งแล้วก็นั่งชิลล์ ทำงานไป สักพักของกินก็มาส่ง เป็นแบบนี้นาน ๆ น้ำหนักต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกับระบบร่างกายส่วนอื่นๆ โดยรวม เช่น ความดัน ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน กระดูกและข้อต่อก็ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น เกิดการปวดหลังปวดเข่า เป็นต้น

การแก้ปัญหาจากการ Work from Home

• ทำงานให้เป็นเวลา กำหนดเวลาการทำงาน และการพักผ่อนที่ชัดเจน พยายามจบงานให้ได้ตามกำหนด ไม่ทำงานล่วงเวลา เพื่อมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

• ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการทำงาน เช่น จัดที่นั่งบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ หาเก้าอี้นุ่ม ๆ มีพนักพิง ใครมีทุนหน่อยจะจัดหาเก้าอี้ทำงานดีๆก็ไม่ว่ากัน

• ปรับความสูงของจุดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับร่างกายและท่านั่ง ความสูงของจอที่เหมาะสมนั้น ขอบบนของจออยู่ใกล้ระดับสายตา กลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10-20 องศา เพื่อลดการก้มหรือเงยคอที่มากเกินไป หากใครใช้โน๊ตบุ๊คอาจใช้แท่นวาง เพื่อปรับความเอียงของแป้นพิมพ์และความสูงของจอก็ได้

• กำหนดระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง จัดเวลาให้มีการพักปรับอิริยาบทและยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ทั้งกล้ามเนื้อบริเวณ ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ และหลัง

• หาเวลาออกกำลังกาย เพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อได้ขยับทำงาน ฝึกกล้ามเนื้อคอ หลัง และไหล่ ที่ต้องใช้งานขณะนั่งทำงานให้เกิดความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสาย การออกกำลังเป็นประจำยังทำให้ความเครียดลดลงด้วย ถ้าจะให้ดี การออกกำลังกายกลางแจ้งทำให้ได้รับแสงแดด ก็จะได้รับวิตามินดีเพิ่มด้วยอีกด้วย

• ตั้งเกณฑ์ควบคุมการทานขนม ของว่าง ชา กาแฟ ไม่ให้เยอะจนเกินไป กาแฟร้อนไม่ควรเกิน 2 แก้ว กาแฟเย็น ไม่ควรเกิน 1 แก้ว

Covid-19 ยังไม่จบง่าย ๆ พวกเรายังจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านกันไปอีกสักพัก ดังนั้น เรามาทำให้การ Work from Home เป็นการทำงานที่ดีต่อสุขภาพกันดีกว่า เพียงปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะทำให้ลดความเครียดจากการทำงาน และมีความสุขมากขึ้น

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคกระดูกและข้อ สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02 483 9999 หรือ www.navavej.com

เลือดหมูต้มสุกกินได้ ปลอดภัยปลอดโรค

0

นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีร้านอาหารไทยในประเทศสิงคโปร์นำผลิตภัณฑ์เลือดหมูจากประเทศไทย ไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย กระทั่งถูกดำเนินคดี่โดยสำนักงานอาหารสิงคโปร์ ฐานนำเข้าและจำหน่ายอาหารมีเลือดเป็นส่วนประกอบ ซึ่งถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายของสิงคโปร์นั้น

กรมปศุสัตว์ ขอย้ำว่าการผลิตอาหารของประเทศไทยมีมาตรฐานอาหารปลอดภัยในระดับสูง โดยเฉพาะการผลิตสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร ที่ทุกกระบวนการต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ ตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด ตั้งแต่การเลี้ยงสุกรที่ต้องได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices : GAP) ส่วนโรงฆ่าสัตว์ต้องได้รับการรับรองการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าสัตว์ (Good Manufacturing Practice : GMP) จนถึงโรงงานแปรรูปก็ต้องปฏิบัติตามหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Hygienic Practice : GHP) และการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Hazard Analysis and Critical Control Point : HACCP) ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรที่ผลิตภายใต้มาตรฐานดังกล่าวนี้ มีความสะอาด ปลอดภัย ปลอดสาร เหมาะสำหรับการบริโภคอย่างแน่นอน

นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

“มาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสุกร เพื่อให้ตลอดห่วงโซ่มีการกำกับทั้งกระบวนการ ทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้มีมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์เลือดหมูต้มสุก ถือว่ามีกระบวนการผลิตที่สะอาดมาก อย่างเช่นที่โรงฆ่าสุกรบางคล้าภายใต้กำกับของกรมปศุสัตว์นั้น ในการผลิตเลือดหมูต้ม หลังจากเชือดแล้ว เลือดจะถูกดึงจากตัวหมูด้วยมีด Vacuum ทำให้ไม่มีการสัมผัสพื้นตลอดการผลิต เลือดที่ได้จะถูกส่งเข้าถังเก็บโดยระบบท่อ จากนั้นบรรจุลงถาดและปิดผนึก ก่อนเข้ากระบวนการให้ความร้อนด้วยหม้อความดัน ที่อุณหภูมิ 90-95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 110 นาที ซึ่งเป็นระดับที่ทำลายเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่างๆได้ทั้งหมด ที่สำคัญประเทศไทยไม่มีการส่งออกเลือดหมูเข้าสิงคโปร์ เพราะทราบดีถึงข้อกฎหมายดังกล่าว จึงขอเตือนประชาชนที่ประกอบการหรือจะเดินทางไปประเทศใดก็ตาม ให้การศึกษากฎหมายอย่างละเอียด และไม่ละเมิดกฎหมายของประเทศนั้นๆ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกลักลอบเข้าไปในประเทศสิงคโปร์นั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นผลิตภัณฑ์เลือดหมูต้มที่ได้มาตรฐานการผลิตและมีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค

รู้เก็บรู้ออม : จัดพอร์ตลงทุนตามวัย (2)

0

ครั้งที่แล้ว “คุณนายพารวย” พาไปรู้จักหลักการจัดพอร์ตเพื่อกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่นิยมมากที่สุดคือ “การจัดพอร์ตลงทุนตามวัย” ที่มีหลักสำคัญคือ “คนอายุน้อยสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่า คนที่อายุมากกว่า” เพราะมีเวลาในการลงทุนนานกว่า จึงลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะรับความเสี่ยงได้สูงกว่า

โดยได้มีแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ที่แบ่ง เป็น 4 ช่วงวัยสำคัญ ซึ่งคราวที่แล้วเราให้แนวทางจัดพอร์ตสำหรับ 2 ช่วงวัยไปแล้ว คือ 1.วัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21-30 ปี ที่สามารถลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงได้มากถึง 90% แต่ควรเลือกหุ้นพื้นฐานดี มีเงินปันผลและมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต ส่วนอีก 10% เก็บเป็นเงินฝากหรือตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยของเงินต้นสูง ได้ดอกเบี้ยแน่นอน

และ 2.วัยสร้างครอบครัว อายุตั้งแต่ 31-40 ปี โดยควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงเหลือ 50% และเพิ่มเงินฝากและตราสารหนี้ให้มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง

คราวนี้เรามาต่อที่…ช่วงวัยที่ 3.คือวัยปึกแผ่นมั่นคง สำหรับผู้ที่มีอายุ 41-55 ปี วัยนี้ถือเป็นช่วงที่ชีวิตมีหลักฐานมั่นคงที่สุด มีฐานเงินเดือนสูงขึ้น แม้จะยังมีภาระทางการเงินอยู่ แต่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ โดยหากมีการเก็บออมและลงทุนอย่างมีวินัยมาตั้งแต่ต้น ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ครอบครัวและฐานะการเงินดี มีความสมดุลที่สุดในทุกๆด้าน แต่เนื่องจากวัยที่เริ่มมากขึ้น มีเวลาหารายได้เหลืออีกไม่กี่ปี

ดังนั้น การลงทุนของคนวัยนี้จึงเน้นให้นำเงิน 70% ไปไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเงินฝาก และตราสารหนี้ ส่วนที่เหลืออีก 30% ให้แบ่งมาลงทุนในหุ้นระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนเงินออมและเงินลงทุนให้มากขึ้น

ส่วนช่วง วัยที่ 4.วัยเกษียณ สำหรับผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่บางคนไม่มีรายได้จากการทำงานแล้ว ขณะที่บางคนก็เหลือเวลาหารายได้อีกไม่เกิน 5 ปี ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ด้วย เงินสะสมของตนเอง แม้ค่าใช้จ่ายบางอย่างจะลดลงแต่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นตามวัยและสุขภาพ

ดังนั้นเงินออมกว่า 90% จึงควรอยู่ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่คนวัยนี้บางคนสามารถลงทุนในหุ้นได้ โดยเฉพาะคนที่มีทรัพย์สินเงินทองเก็บออมไว้มากพอ ก็อาจจัดสรรเงินไม่เกิน 10% ไปลงทุนในหุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ถึงแม้ จะผิดพลาดเกิดสูญเงินก้อนนี้ไป ก็คงไม่กระทบฐานะการเงินโดยรวมมากนัก!!

แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนตามวัยของทั้ง 4 ช่วงวัยข้างต้นนี้ เป็นเพียงแนวทางตัวอย่าง แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นๆของแต่ละคนได้ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าเงินลงทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้ได้พอร์ตลงทุนที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด

สำหรับผู้สนใจที่เริ่มต้นอยากเรียนรู้ สามารถเข้าไปทดลองสร้างพอร์ตลงทุนส่วนตัว ผ่านระบบพอร์ตลงทุนจำลอง (Virtual Portfolio) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดทำขึ้น โดย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจริง เพียงเข้าเว็บไซต์ http://www.settrade.com และสมัครสมาชิก SET Member เพียงเท่านี้ ก็สามารถเข้าไปสร้างพอร์ตลงทุนจำลอง เพื่อทดลองลงทุนได้ฟรี!!

เพื่อฝึกมือ ทดสอบความรู้และความเข้าใจในสนามจำลอง ก่อนลงมือใช้เงินจริงในสนามลงทุนจริงได้เลย!!

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“ตรีผลา” สมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกันที่น่าจับตามองในยุคโควิด

0

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ขยายเป็นวงกว้างและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์กำลังต่อสู้กับวิกฤตินี้ สิ่งที่ประชาชนอย่างเราทำได้ก็คือการดูแลตนเองอย่างเข้มข้น อยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เว้นระยะห่างระหว่างกัน ใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ  

 เป็นที่รู้กันดีว่าวิธีที่จะควบคุมการระบาดได้ดีที่สุด คือ ต้องทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนให้เร็วที่สุด แต่ระหว่างที่หลายคนยังต้องรอวัคซีนเพื่อเป็นอาวุธสู้สงครามในครั้งนี้ อีกหนึ่งความหวังที่หลายคนให้ความสนใจนั่นก็คือ สมุนไพร ที่จะเข้ามาเป็นทางเลือกในการช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายจากภายในด้วยวิธีธรรมชาติ เห็นได้จากความนิยมในการรับประทานฟ้าทลายโจร ขิง กระชาย ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ และที่น่าจับตามองมากในตอนนี้ ก็คือ “ตรีผลา” ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ประกอบไปด้วยผลไม้หรือสมุนไพรสามชนิดคือ สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม เป็นตำรับยาที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์อายุรเวชของอินเดีย

“ตรีผลา” จะเป็นสมุนไพรแห่งความหวังที่จะช่วยต้านโควิด-19 ได้จริงหรือใหม่ มาไขข้อข้องใจจากผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีอยู่กับการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยมานาน

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า วว. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำองค์ความรู้มาต่อยอดในการวิจัยและพัฒนา โดยคัดเลือกสมุนไพรที่น่าสนใจมาสกัดในห้องปฏิบัติการเพื่อให้ได้สารสำคัญ และมีการทดสอบในระดับเซลล์ว่าได้ผลจริงหรือไม่ กระบวนการวิจัยเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์และเกิดธุรกิจในเชิงพาณิชย์ โดยที่ผ่านมา วว. มีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงพืชเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแมลง กำมะถัน จุลินทรีย์โพรไบโอติค ซึ่งในปัจจุบัน ส่วนใหญ่งานวิจัยสมุนไพรไทยจะเป็นในรูปแบบการวิจัยเพื่อใช้เป็นอาหารเสริม อาทิ ส้มแขก ถั่งเช่า และการวิจัยสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องสำอาง สมุนไพรที่ใช้ในภาคเกษตร และสมุนไพรที่สกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยและยาดม ขณะที่งานด้านวิจัยสมุนไพรไทยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค ไทยเรายังก้าวไปถึงจุดนี้ได้น้อย

ด้าน ศิรินันท์ ทับทิมเทศ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (วว.) กล่าวเสริมว่า ในทางการแพทย์แผนไทยพบว่าตรีผลามีคุณสมบัติบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี และเมื่อ วว. ได้นำมาทดสอบในห้องปฏิบัติการก็พบว่าตรีผลามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยรักษาแผล ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา โดยในงานวิจัยจะมุ่งเน้นไปในทางผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดูแลผิว ผม และช่องปาก

ส่วนนายชูชีพ อภิรักษ์ ผู้จัดการส่วนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการนำสมุนไพรไทยมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และได้มีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมของตนเองที่อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย บริษัทฯ พบว่าตรีผลาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และอยู่ในตำรับอายุรเวท มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย จึงได้นำมาวิจัยในห้องทดสอบของบริษัท และต่อมาได้นำมาวิจัยในเชิงลึกร่วมกับ วว. โดยทำการทดสอบในระดับเนื้อเยื่อผิวหนังจำลอง 3 มิติ (3D Skin) จนได้สารสกัดที่สามารถต้านแบคทีเรียได้ภายใน 1 นาที จึงนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ SALZ ได้แก่ ยาสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งคุณสมบัติที่พิเศษนี้ทำให้ SALZ ได้รับรางวัล Gold Prize จาก Seoul International Invention Fair 2018 หรืองานประกวดและจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ในหมวดของเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้  

ในส่วนของตรีผลานั้น ไลอ้อนได้นำวัตถุดิบมาจากชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรี และนครพนม เนื่องจากมีผลผลิตที่เหมาะสมในการนำมาสกัดเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชนอีกทางหนึ่ง 

แม้ว่าปัจจุบัน งานวิจัยเรื่อง “ตรีผลา” จะยังอยู่ในระดับของการพัฒนาออกมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้น แต่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสกัดเป็นสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อใช้ต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ยังคงต้องศึกษากันต่อไป เราจะไปสู่จุดนั้นได้หรือไม่นั้น คงต้องฝากความหวังไว้ที่นักวิจัยที่ต้องทำหน้าที่นี้อย่างเข้มข้นต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์ หนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าจดทะเบียน เริ่ม 19 พ.ค.นี้

0
ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนใน SET ด้วยเกณฑ์มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาด (Market Capitalization Test) เพื่อรองรับบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2564

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการทบทวน และเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญเพื่อสนับสนุนบริษัทที่ประกอบกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่ากิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ดิจิทัล ไบโอเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น ให้สามารถเข้าจดทะเบียนใน SET ด้วยเกณฑ์มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาด (Market Capitalization Test) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งระดมทุนในตลาดทุนของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามแผนงาน Regulatory Reform ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้ จะส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจที่สอดคล้องนโยบายรัฐดังกล่าวข้างต้น ที่มี Market Capitalization ไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท และมีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กำหนด สามารถยื่นคำขอเข้าจดทะเบียนใน SET ได้ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

แนะ 3 แอปฯ บันทึกรายรับรายจ่าย ตัวช่วยจัดระเบียบการเงิน

0

โดย คุณพาลาภ ประภัศรานนท์ นักวางแผนการเงิน CFP

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนทั้งโลก ไม่เพียงแต่ในแง่สุขภาพเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอีกด้วย หลายๆ คนคงจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม การวางแผนการเงินส่วนบุคคล สามารถช่วยตอบโจทย์และแก้ปัญหาเบื้องต้นในการจัดการการเงินเของตนเองเริ่มง่ายๆ ด้วยการกลับมาตรวจดูรายรับรายจ่ายของตัวเองในแต่ละเดือน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย การบันทึกรายรับน่าจะทำได้โดยไม่ยาก เพราะมีรายรับสม่ำเสมอจากเงินเดือน แต่สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการ อาจจะต้องบันทึกละเอียดขึ้น เนื่องจากรายรับไม่แน่นอนในฝั่งของรายจ่ายนั้น เคยเจอปัญหาว่าทำไมเงินหมดเร็ว เงินไม่พอใช้ เงินหายไปไหนหมด บ้างไหมครับ จริงๆ แล้วอาจเป็นเพราะเราใช้จ่ายตามอารมณ์ โดยไม่ได้วางแผนการใช้เงินให้ดี ทำให้เกิดการไม่สมดุลกันของรายรับและรายได้ขึ้นมา หรือเกิดการชักหน้าไม่ถึงหลังเกิดขึ้น

ปัญหานี้สามารถแก้ไขง่ายๆ ด้วยการเริ่มต้นจดบันทึกรายจ่าย โดยค่าใช้จ่ายนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน เป็นส่วนที่ต้องกันไว้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่เราวางไว้ เช่น เงินออมสำหรับดาวน์บ้าน เงินแต่งงาน ค่าเทอมลูก อีกประเภทหนึ่งคือ ค่าใช้จ่ายคงที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเบี้ยประกัน ค่าผ่อนสินค้าหรือเงินกู้ ค่าใช้จ่ายประเภทสุดท้ายคือ ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามกิจกรรมในแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเดินทาง ซึ่งค่าใช้จ่ายแบบนี้แหละครับ ที่เราสามารถตรวจสอบและควบคุมเพื่อไม่ให้เยอะเกินไปได้ ในสมัยก่อนถ้าเราจะเริ่มบันทึกรายรับรายจ่ายก็คงจะต้องไปซื้อสมุดมาลงบัญชีกัน ซึ่งพกพาไม่ค่อยสะดวก กว่าจะหามาหยิบจดบันทึกก็ลำบาก พาลจะทำให้เลิกจดเอาดื้อๆ ดีขึ้นมาหน่อยก็เก็บลงไฟล์ Excel ซึ่งอาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่เราก็ต้องมานั่งเปิดคอมพิวเตอร์ หรือพกแล็ปท็อปไปไหนมาไหน จนในที่สุดปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มี smart phone ใช้ในชีวิตประจำวันกันแล้ว การบันทึกรายรับรายจ่ายสามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการใช้แอปพลิเคชันครับ

ดังนั้นจะขอแนะนำแอปพลิเคชันที่ช่วยเราบันทึกรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ดังนี้ครับ

MeTang

1. MeTang (Expense Manager) เป็นแอปน่ารักๆ รองรับภาษาไทย มีฟังก์ชั่นให้ใช้งานค่อนข้างครบถ้วน สามารถแยกบัญชีได้หลายบัญชีตามเป้าหมายของเรา แบ่งประเภทรายรับรายจ่ายได้หลากหลาย และยังสามารถเพิ่มหมวดหมู่ได้ด้วยตัวเอง ตัวแอปแสดงผลออกมาเป็นสัดส่วนได้ ว่าเรามีรายรับรายจ่ายเป็นสัดส่วนเท่าใด นอกจากนั้นใครที่อยากเอาไปต่อยอด สามารถ export ไฟล์ออกมาเป็น Excel ได้อีกด้วย

Spendee

2. Spendee Budget & Money Tracker เป็นอีกแอปหนึ่งที่น่าสนใจ ถึงแม้จะไม่รองรับภาษาไทย แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานค่อนข้างครบ มีกราฟแสดงรายจ่ายแต่ละวัน หรือสามารถดูรายจ่ายเป็นหมวดหมู่ได้ สามารถตั้ง budget หรืองบประมาณของตัวเราเองให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินได้ User Interface สวยงาม นอกจากนี้แอปยังรองรับการเชื่อมต่อกับธนาคารกรุงศรี และระบบการชำระเงินระดับโลกอย่าง Paypal อีกด้วย

Money Lover

3. Money Lover: Expense Tracker เป็นอีกหนึ่งแอปที่อยากแนะนำครับ คิดว่าฟังก์ชั่นที่ใส่มาครบถ้วน จัดกลุ่มรายจ่ายได้ง่าย UI เป็นแบบเรียบๆ สบายตา ไม่รกมาก สามารถสร้างได้หลายบัญชีตามเป้าหมายทางการเงินแต่ละอันของเรา ฟังก์ชั่นอีกอันที่โดดเด่นคือ ความสามารถในการสแกนใบเสร็จครับ จับใบเสร็จมาถ่ายรูปไม่ต้องกรอกยอดก็ขึ้นเลย สะดวกสบายเป็นอย่างมาก

แนะนำไป 3 แอปหวังว่าคงจะถูกใจหลายๆ คน และเลือกแอปมาใช้งานบันทึกรายรับรายจ่ายกันนะครับ บันทึกเสร็จแล้ว อย่าลืมมารีวิวดูบ่อยๆ นะครับ ว่าเราสามารถจัดการส่วนไหนได้อีก เพื่อให้เราไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ครับ

ที่มา สมาคมนักวางแผนการเงินไทย