Home Blog Page 413

FSMART รุกบริการการเงินครบวงจรเต็มสูบ ดันตู้บุญเติมเป็นธนาคารชุมชน พร้อมขยายจุดบริการ “คาเฟ่อัตโนมัติ เต่าบิน”

0
ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และ ธีมนัส เกียรติเดชปัญญา (ซ้าย) ผอ.สายงานการเงินและบัญชี บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ พร้อม นายธีมนัส เกียรติเดชปัญญา ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) เข้าร่วมงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day)  เพื่อนำเสนอข้อมูลงบการเงินไตรมาส 1 และแผนการดำเนินงานปี 2564

ทั้งนี้ ผู้บริหาร FSMART เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าหมายยอดใช้งานบริการทางการเงินโตเพิ่ม 30 % จากปีก่อน โดยมีแผนเปิดตัวตู้ถอนเงิน Mini ATM ที่สามารถถอนเงินสด เริ่มต้นที่ 20 บาท คาดธุรกรรมถอนเงินโตกว่าฝากเงิน 8 เท่า พร้อมให้บริการในไตรมาส 3 ทั้งผลักดันการเป็นตัวแทนธนาคารเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ธนาคาร ดันตู้บุญเติมให้เป็นธนาคารชุมชน มีบริการทางการเงินครบวงจร ฝาก-โอน-ถอน-เปิดบัญชี และการให้สินเชื่อ  รวมทั้งบริการโอนเงินระหว่างประเทศรองรับลูกค้าคนไทยและต่างด้าว

นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มตู้บุญเติมรูปแบบต่าง ๆ จำนวน 5,000 ตู้ รวมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ที่เพิ่มช่องทางการใช้บริการบุญเติมมากขึ้น อีกทั้งเดินหน้าขยายจุดบริการคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” ที่สามารถชงกาแฟและเครื่องดื่ม ทั้งร้อนและเย็นได้มากกว่า 100 เมนู ให้มีจำนวน 20,000 จุด ทั่วประเทศ ภายใน 3 ปี ปัจจุบันให้บริการมากกว่า 20 จุด ในคอนโดมิเนียม โรงพยาบาล และออฟฟิศต่าง ๆ ทำยอดขายวันละ 2,000 บาทต่อจุดบริการ

และเตรียมออกเครื่องดื่มชูกำลังสูตรผสมโซดาชงสดแบบเย็นที่มีความอร่อยมากกว่าเปิดดื่มจากขวด ภายใต้แบรนด์ “เต่าบิน” สู่ตลาด อีกทั้งเครื่องดื่มผสมกัญชง อยู่ในช่วงขอใบอนุญาตเท่านั้น บริษัทยังรุกขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้แบรนด์ “EV Net” ที่มาพร้อมระบบรับชำระครบวงจร รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่มากขึ้น พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาดผ่านแคมเปญ “บุญเติม รีวอร์ด” ต่อเนื่องทั้งปี ตั้งเป้ายอดเติมบริการรวมปีนี้เติบโต 15-20 % และมั่นใจจ่ายเงินปันผล 2 ครั้ง ต่อเนื่องทุกปี

แนะ 5 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง เตรียมร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง รับมือโควิด-19

0

นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เครือโรงพยาบาลพญาไทเล็งเห็นว่าประชาชนควรเตรียมพร้อมในการดูแลตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง เพราะเป็นแนวทางที่ช่วยกระตุ้นและเสริมภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับไวรัสได้อีกทางหนึ่ง โดยวิธีในการสร้างภูมิคุ้มกันสามารถทำได้ดังนี้ 

1.รับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ร่างกายต้องการสารอาหารหลักทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารอาหารรองไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน A, C, E, D, B6, B9, B12 รวมถึงแร่ธาตุสังกะสี, เหล็ก, ทองแดง, แมกนีเซียม, ซีลีเนียม และแมงกานีส ซึ่งสามารถรับได้จากอาหารธรรมชาติ อย่างผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C สูง จะเป็นบล็อคโคลี่, ผักโขม, ผักเคล, มะขามป้อม, ฝรั่ง, ส้ม หรือแหล่งอาหารของวิตามิน A จะอยู่ในเครื่องในสัตว์, ไข่แดง, นม และผลิตภัณฑ์จากนม โดยควรรับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็ง เพราะจะทำให้ขาดสารอาหารหรือวิตามินได้ 

2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก อาจเป็นการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่สามารถ    ทำภายในบ้านก็ได้ ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกระตุ้นให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดโดยรวมเป็นไปด้วยดี ทำให้เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น จึงลดโอกาสการเกิดโรค ขณะเดียวกันร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินหลังการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลต่างๆ ได้ 

3.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพ ควรมีการเตรียมตัวก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง โดยงดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายตื่นและนอนไม่หลับ รวมถึงต้องฝึกนิสัยให้เคยชินว่าเมื่ออยู่บนเตียงนอนแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากการนอนหลับ นอกจากนั้น ควรจัดสรรเวลานอนให้เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการ Work from home ควรแบ่งเวลาการใช้ชีวิตให้ไม่ทับซ้อนกัน หรือแบ่งเป็น 8/8/8 คือ ทำงาน นอนหลับพักผ่อน และทำกิจกรรมต่างๆ อย่างละ 8 ชั่วโมง 

4.จัดการกับความเครียด เพราะความเครียดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องหาวิธีจัดการหรือตั้งรับให้ดี ซึ่งหากรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดก็ต้องมีสติ สำรวจความคิดและอารมณ์ และรู้เท่าทันความเครียดที่เกิดขึ้น แล้วนำตัวเองออกมาจากสภาวะนั้นด้วยการหากิจกรรมคลายเครียดที่ชอบ เช่น ร้องเพลง เล่นดนตรี ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมแปลกใหม่ที่ตัวเองไม่เคยลองทำมาก่อน ซึ่งสามารถเลือกดูกิจกรรมได้จากสื่อออนไลน์ที่มีคลิป การสอนต่างๆ อย่างการสร้างสรรค์งานศิลปะแบบ DIY หรือทำอาหาร เป็นต้น 

5.เสริมด้วยวิตามิน วิตามินเป็นเหมือนทางลัดในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน ซึ่งนิยมรับประทานกันในรูปแบบเม็ด เช่น วิตามิน C ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้ไม่ป่วยหรือเป็นหวัดได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคลอเลสเตอรอลในร่างกาย และเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ หรือวิตามิน D ซึ่งช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระดูกแข็งแรง ขณะเดียวกันยังช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน และการนอนหลับที่ดี ช่วยต่อต้านการอักเสบต่างๆ รวมถึงวิตามิน E ที่เป็นตัวช่วยในการทำงานของตับ มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และหากได้รับวิตามินตัวนี้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยป้องกันและซ่อมแซมเส้นผม ผิวและเล็บได้ 

“คนเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ทำลายภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเองได้เหมือนกันจากไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ทำอยู่ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและกิจกรรมที่จะทำลายภูมิคุ้มกันด้วย นอกจากนี้ ยังต้องปกป้องตัวเองจากโควิด-19 อย่างเข้มข้นไปพร้อมกัน ทั้งการสวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงจากนำมือมาจับหน้า และไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างเหมาะสม” นพ.อนันตศักดิ์ กล่าวสรุป 

เซเว่น อีเลฟเว่น เร่งส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้รพ.สนามทั่วประเทศ รวมกว่า 57 ล้านบาท

0

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ตรวจพบผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซีพี ออลล์ จึงเร่งเดินหน้าสานต่อโครงการ“คนไทยไม่ทิ้งกัน” ตามปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้กับทุกคน” และโครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ระดมแผนส่งความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้แก่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะกับการสนับสนุนการทำงานของคณะแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานในพื้นที่โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ อย่างเร่งด่วน

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์

โดย ซีพี ออลล์ ได้จัดเตรียมงบประมาณกว่า 57 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นทางการแพทย์และสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19  อาทิ แอลกอฮอลล์ทำความสะอาด, หน้ากากอนามัย,  เครื่องวัดอุณหภูมิ, น้ำดื่ม และเบเกอรี่ โดยตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2564 จนถึงปัจจุบัน เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ทยอยส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลสนามแล้วกว่า  50 แห่งในพื้นที่ควบคุมสูงสุดใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงได้ประสานความร่วมมือผ่านทางคณะกรรมการมหาเถรสมาคมน้อมถวายเครื่องวัดอุณหภูมิ แอลกอฮอล์เจล พร้อมน้ำดื่มสะอาด เพื่อนำไปส่งมอบให้กับวัด พระสงฆ์ สามเณร ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค อีกทั้งยังได้ทยอยมอบของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้กับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ พร้อมขออยู่เคียงข้างคนไทย ด้วยเจตนารมณ์ของบริษัท “คนไทยไม่ทิ้งกัน ตามปณิธานร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การได้รับมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้  ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ ทีมงานที่ปฎิบัติอยู่ในพื้นที่โรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ รวมถึงขอขอบคุณทีมงานทั้งหมดทุกท่าน สิ่งของที่ได้นี้ทางจังหวัดจะนำไปบริหารจัดการส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์เพื่อนำไปดูแลและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยให้ผ่านวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ต่อไป

ด้าน นางสาวชนันท์ภัทร์ สุขประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพ รพ.บ้ายแพ้ว (องค์การมหาชน)  จ. สมุทรสาคร  เผยว่า ทางรพ.บ้านแพ้ว ขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ให้การสนับสนุน แบ่งปันน้ำใจ ทั้งอาหารและน้ำดื่มให้กับรพ.บ้านแพ้ว  ซึ่งสิ่งของที่ได้รับมานี้ทางรพ.บ้านแพ้ว จะนำไปเติมน้ำใจให้กับโรงพยาบาลสนามนำไปดูผู้ป่วย และส่งไปสนับสนุนคณะแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ผู้เปรียบเสมือนนักรบผู้ปิดทองหลังพระที่จะดูแลคนไข้ทุกคนต่อไป”

แบงก์ชาติ ยันระบบธนาคารพาณิชย์เข้มแข็ง รับมือเศรษฐกิจตกต่ำและพิษโควิด-19 รอบใหม่ได้

0

นางสาว สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2564 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง สามารถรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นช่วยชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่ลดลง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3,017.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ร้อยละ 20.0 เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 823.4 พันล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ร้อยละ 149.7 และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ร้อยละ 186.5

ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2564 ขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.8 เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 จากร้อยละ 5.1 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

สินเชื่อธุรกิจ (ร้อยละ 64.3 ของสินเชื่อรวม) ขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.0 เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอตัวลงจากการเร่งใช้สินเชื่อในช่วงเดียวกันของปีก่อนเพื่อเสริมสภาพคล่องและส่วนหนึ่งเป็นผลจากการระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์แทนตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูงในช่วงต้นปีที่แล้ว ขณะที่ SMEs  ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ส่งผลให้สินเชื่อ SMEs1 หดตัวในอัตราที่ลดลง แม้ไม่รวมผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan)

สินเชื่ออุปโภคบริโภค (ร้อยละ 35.7 ของสินเชื่อรวม) ขยายตัวที่ร้อยละ 5.3 เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 และปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 4.4 โดยหลักจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ที่อยู่อาศัยที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแนวราบ ประกอบกับการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ และผลบวกจากมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมของภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังคงหดตัวจากปีก่อน ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนที่ได้รับผลจากการระบาดในช่วงแรก และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวได้จากความต้องการสภาพคล่องในภาคครัวเรือน ซึ่งบางส่วนเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันผ่าน online platform และบัตรกดเงินสด

คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2564 ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan: NPL หรือ stage 3) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 537.1 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ร้อยละ 3.10 ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant Increase in Credit Risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ร้อยละ 6.41 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 6.62

ระบบธนาคารพาณิชย์ มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2564 จำนวน 43.8 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนร้อยละ 12.0 โดยหลักจากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่ลดลง ทั้งนี้ หากเทียบกับไตรมาสก่อน กำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายเงินสำรองที่ลดลงจากการกันสำรองในระดับสูงในปี 2563 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 0.80 จากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 0.32 ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.43 จากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 2.52 

โออาร์ เดินหน้าช่วยชุมชนคลองเตย สู้โควิด มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นกว่า 9 แสนบาท

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารสำนักงานพระโขนง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วย นายสุนทร เชื้อสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม และ คณะผู้บริหาร โออาร์ ร่วมส่งมอบสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ แก่ นางสาวปิยธิดา นิยม ผู้อำนวยการเขตคลองเตย เพื่อใช้ในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ในพื้นที่ชุมชนคลองเตย ได้แก่ บัตรเติมน้ำมันสำหรับรับ-ส่งผู้ป่วย ไปโรงพยาบาลสนาม มูลค่า 50,000 บาท ถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ถุง สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการกักตัว และชุด PPE (20 Times Re-Useable) จำนวน 100 ชุด สำหรับเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ตรวจหาเชื้อโควิด-19 และในโอกาสนี้ โออาร์ ยังได้มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาทแก่มูลนิธิดวงประทีป เพื่อใช้ในการจัดหาสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด -19 ในชุมชนคลองเตย โดยมี นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ โออาร์ ยังได้สนับสนุน ก๊าซหุงต้ม ปตท. เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงประกอบอาหารให้ผู้ป่วย โควิด-19 จำนวน 180 ถัง และถุงขยะสำหรับใส่ขยะติดเชื้อ ให้แก่ ศูนย์พักคอยผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 วัดสะพาน เพิ่มเติมจากที่ได้สนับสนุนเงินบริจาค และแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยมี พระกุลชาติ กุลชาโต รองเจ้าอาวาสวัดสะพาน กรุณารับมอบเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ รองรับการดูแลผู้ป่วย โควิด-19 ที่มาจากบริเวณพื้นที่คลองเตยและบริเวณใกล้เคียงซึ่งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา โออาร์ ได้ร่วมมอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่ ล่าสุดได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่าย สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศบริจาคเงิน กว่า 23 ล้านบาท ให้โรงพยาบาล ทั้ง 77 จังหวัด สอดคล้องกับแนวทางดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เป็นศูนย์กลางพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และพร้อมเคียงข้างคนไทยในการสู้ภัยโควิด -19 ไปด้วยกัน

AIS เตือน ตอบ/ส่งต่อ แบบสอบถามออนไลน์ เสี่ยงโดนขโมยข้อมูลส่วนตัว แถมเสียค่า iSMS ไปตปท.

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการทำงานทั้ง WFH และเรียนอยู่บ้าน LFH รวมไปถึงการค้าขายออนไลน์ ทำให้คนไทยสื่อสารบนแพล็ตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เหล่ามิจฉาชีพสร้างรูปแบบการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล และ หลอกลวงในหลากหลายรูปแบบเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นฟิชชิ่ง หลอกให้เข้าเว็บไซต์ปลอมเพื่อลวงเอาข้อมูลส่วนตัว,  การฉวยโอกาสจากสถานการณ์ปัจจุบันในสังคม เช่น การจองคิวฉีดวัคซีน, การหลอกถามเลข OTP-One Time Password แล้วนำไปสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงิน,  โฆษณา แบบ Pop up หลอกว่าตรวจพบไวรัสและให้กดเพื่อทำลาย, ข่าวปลอมต่างๆ ที่ลวงให้แชร์ต่อ 

ล่าสุด พบรูปแบบของการหลอกลวงด้วย การชักชวนให้เข้าไปทำแบบสำรวจออนไลน์ (Online Survey) พร้อมแชร์ต่อไปยังเครือข่ายของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อแลกรับของรางวัล โดยเมื่อลูกค้าเข้าไปลงทะเบียนผ่าน URL ของ Link ที่เป็นลักษณะแบบสำรวจออนไลน์แล้ว จะทำให้เบอร์ของลูกค้ามีการส่ง iSMS ไปยังต่างประเทศโดยอัตโนมัติ เกิดค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว พร้อมทั้งมีความเสี่ยงในการถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย

สำหรับ AIS หลังจากตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว  ได้บล็อก URL หรือ Link ที่เข้าข่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้า AIS  เข้าไปที่ URL หรือ LINK นั้นได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม มิจฉาชีพอาจสร้าง URL หรือ LINK ในลักษณะคล้ายคลึงกันขึ้นได้อีกในอนาคต เอไอเอส จึงขอแจ้งเตือนลูกค้าโปรดระมัดระวังไม่กดไปที่ URL หรือ LINK ที่ไม่คุ้นเคย หรือ มีข้อความเชิญชวนร่วมกิจกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล หรือ การให้กรอกข้อมูลเพื่อแลกรับของรางวัล ควรตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่า URL หรือ Link จริงหรือไม่ ก่อนแชร์หรือส่งต่อให้คนรู้จัก ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเปิดให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว หรือ การเกิดค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติที่อาจจะส่งผลเสียหายได้

TNITY โชว์ผลกำไรไตรมาสแรก พุ่ง 163 % เทรดหุ้นคึกคัก ดันรายได้ทะยาน

0

“ทรีนีตี้ วัฒนา” ท็อปฟอร์ม ไตรมาส 1 ปี 64  โชว์กำไร 66.70 ล้าน รายได้ซื้อขายหลักทรัพย์หนุน-กำไรและผลตอบแทนเงินลงทุน รายได้ดอกเบี้ย เติบโต มั่นใจไตรมาส 2 ยังสดใส ทุกธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง จ่อเป็นที่ปรึกษาขายไอพีโอ 7-9 บริษัท

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทและบริษัทย่อยในเครือของบริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY มีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1 ปี 2564 จำนวน 66.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.19 % เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน  105.56  ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้บริษัทมีรายได้รวม  245.37 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17,752 %  เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ (1.39) ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ จำนวน 135.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.49 % เมื่อเปรียบเทียบงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 124.09 ล้านบาท โดยเฉพาะรายได้จากนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่ทำได้  89.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.47 %  รายได้จากดอกเบี้ย เงินให้กู้ยืมก็เพิ่มขึ้น 12.63 % มาอยู่ที่ 26.39 ล้านบาท จาก 23.43 ล้านบาท เป็นผลจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นระหว่างไตรมาสที่ 1 นี้ ส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมลดลงมาจาก 32.44 ล้านบาท เป็น 18.52 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 68.67 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 พลิกจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 164.09 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากดัชนีดิ่งแรงกว่า 600 จุด จากผลกระทบโควิด-19 ในไตรมาสที่ 1 ปีก่อน

ผลดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับภาพรวมตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดัชนีพุ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอัดสภาพคล่องเข้าระบบกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มีสภาพคล่องไหลเข้ามาลงทุนในตลาดทุนและสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ทั้งหุ้นและโภคภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเป็นเหตุให้ดัชนีพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวขึ้นจากสิ้นปี 2563 ที่ 1449.35 จุด มาอยู่ที่ 1,587.21 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม หรือเพิ่มขึ้น 9.51% และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดรวมขึ้นมาอยู่ที่ 96,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.92% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 66,901 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วไปยังมีบทบาทสูงต่อการลงทุน โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 47.3% จาก 37.8% เมื่องวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นักลงทุนกลุ่มอื่น ๆ ลดลง โดยนักลงทุนต่างชาติ ลดลงมาอยู่ที่ 34.7% จาก 38.6%  ขณะที่พอร์ต บล.ลดลงมาอยู่ที่ 10.3% จาก 11.4%  ส่วนสถาบันลดลงมาอยู่ที่ 7.7%จาก 12.2%

สิ้นงวดไตรมาสแรก บริษัทมีลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ จํานวน 2,357.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,204.08 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2563 และเงินลงทุนของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 มีจํานวน 1,128.15 ล้านบาท คิดเป็น 19.14% ของมูลค่าสินทรัพย์รวม เพิ่มขึ้นจากเมื่อสิ้นปี 2563 ที่มีจํานวน 912.35 ล้านบาท ในจํานวนนี้ เป็นเงินลงทุนชั่วคราวจํานวน 865.53 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 689.76 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2563 เงินลงทุนระยะยาวจํานวน 233.61 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 195.31 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2563 และเงินลงทุนในการร่วมค้า ซึ่งได้บันทึกโดยวิธีส่วนได้เสียจํานวน 29.01 ล้านบาท 

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ปี 2564 ยังคงมุ่งเน้นประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดำเนินธุรกิจโดยการกระจายรายได้ให้มีความหลากหลายไม่พึ่งพิงรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว สำหรับเป้าหมายในปีนี้มีดังนี้

  • ธุรกิจหลักทรัพย์ : ตั้งเป้าสร้างส่วนแบ่งการตลาดให้อยู่ที่ระดับ 1.15% จากสิ้นปีก่อนที่ 1.05%
  • ธุรกิจการจัดการกองทุนส่วนบุคคล : ตั้งเป้ามีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ เพิ่มเป็น 5 พันล้านบาท โดยที่จะมีการนำเสนอขายกองทุนที่ลงทุนในตราสารที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการลงทุนในต่างประเทศให้กับลูกค้าเพิ่มเติม
  • ธุรกิจวาณิชธนกิจและที่ปรึกษาทางการเงิน : ตั้งเป้านำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ทั้ง SET และ MAI  7-9 บริษัท (กลุ่มธุรกิจพลังงาน เทคโนโลยีการสื่อสาร โลจิสติกส์ อาหาร และบันเทิง) โดยมี 2 บริษัท ที่ได้ประกาศแต่งตั้งทรีนีตี้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ไปแล้วก่อนหน้านี้ ได้แก่ 1.บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ หรือ CV ผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจร  2. บมจ.เอเอ็มอาร์ เอเซีย หรือ AMR ดำเนินธุรกิจด้านวิศวกรรมออกแบบและเชื่อมต่อระบบไอทีโซลูชัน รวมถึงให้บริการงานดูแลรักษาและซ่อมบำรุงระบบเทคโนโลยีแบบครบวงจร และธุรกิจให้คำปรึกษาในการควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมทุนของบริษัทต่างๆ  4-5 ดีล
  • การจัดจำหน่ายหุ้นกู้ : ตั้งเป้าเสนอขายหุ้นกู้เอกชนของธุรกิจสื่อสาร พลังงานทดแทน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ 4-5 ดีล

ซีพี ออลล์ ยกระดับเอสเอ็มอี สู้โควิด ผ่านโครงการ “เซเว่น อีเลฟเว่น กองหนุน SME”

0
ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุลกรรมการผู้จัดการร่วมบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ ประกาศภารกิจช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กเดินหน้าโครงการ “เซเว่น อีเลฟเว่น กองหนุน SME”  ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ กองหนุนองค์ความรู้ กองหนุนความร่วมมือ และกองหนุนช่องทางขาย เพื่อมุ่งขยายโอกาส สร้างรายได้และยกระดับเอสเอ็มอีให้แข็งแรงกว่า 1,000 ราย พร้อมเพิ่มยอดขายจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ต่ำกว่าปีละ 10 เปอร์เซ็นต์  

โครงการเซเว่น อีเลฟเว่น กองหนุน SME ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ “กองหนุนองค์ความรู้” เป็นการจัดอบรมและถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งเรื่อง คุณภาพสินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การจัดการต้นทุน การผลิต ตลอดจนความรู้เฉพาะทางตามประเภทธุรกิจ กลยุทธ์ต่อมาคือ “กองหนุนความร่วมมือ”  โดยซีพี ออลล์จะทำหน้าที่เป็นสะพานในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น ธนาคาร หน่วยงานราชการ คู่ค้า รวมถึงแหล่งวัตถุดิบสำคัญ กลยุทธ์สุดท้ายคือ “กองหนุนช่องทางขาย” เป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ออลล์ ออนไลน์ (ALL Online) และเซเว่น เดลิเวอรี่ (7 Delivery) เพื่อขยายโอกาสกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ  รวมถึงสร้างโอกาสในการโฆษณาสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท  

ที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ ดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โครงการเซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอีไทยยั่งยืน, โครงการ Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย และ การจัดงานวันแห่งโอกาสดี @ CP All  ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าเอสเอ็มอีวางจำหน่ายอยู่ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นมากกว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า อาทิ สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ สินค้าความงาม ฯลฯ  ซีพี ออลล์ มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อเป็นกองหนุนแห่งโอกาสสำหรับเอสเอ็มอีไทยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤต ยกระดับสินค้าชุมชนสู่ระดับประเทศและสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน

มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ / มูลนิธิพุทธรักษา เดินหน้าส่งมอบเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยโควิดให้โรงพยาบาล 50 แห่ง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ ได้ร่วมกับ มูลนิธิพุทธรักษา จัดทำโครงการส่งแรงใจ ส่งต่อลมหายใจ “1 เครื่องช่วยหายใจ 1 ชีวิต รอบที่สอง” เชิญชวนร่วมบริจาคเงิน เพื่อนำไปจัดหาเครื่องช่วยหายใจให้กับโรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศที่กำลังมีผู้ป่วยโควิดล้นมือ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการในรอบที่สอง ตั้งเป้าจะส่งมอบเครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 30 ชุด และเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยวิกฤต 10 ชุด มูลค่ารวม 16.1 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุข

สำหรับตัวเลขเงินบริจาค ล่าสุด วันที่ 14 พฤษภาคม 2564 มียอดเงินบริจาค 24,815,523 บาท สามารถจัดสรรเครื่องช่วยหายใจไปแล้วทั้งหมดรวม 84 เครื่อง คือ

  • เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต(VELA) เป้าหมาย 40 เครื่อง จัดซื้อแล้วทั้งหมด 24 เครื่อง ยังขาดอีก 16 เครื่อง
  • เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 และ/หรือ เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow เป้าหมาย 100 เครื่อง จัดซื้อแล้วทั้งหมด 60 เครื่อง ยังขาดอีก 40 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้จัดสรรเครื่องช่วยหายใจให้โรงพยาบาล 50 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 20 แห่ง โรงพยาบาลต่างจังหวัด 30 แห่ง และเมื่อครบ 50 แห่งแล้วจะขยายความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพิ่มขึ้น จนครบเป้าหมายยอดบริจาคและจำนวนเครื่องที่ตั้งไว้

สำหรับรายชื่อโรงพยาบาลที่ได้ส่งมอบเครื่องช่วยหายใจเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมส่งมอบ ได้แก่

  1. โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 6 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  2. โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 3 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  3. โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 กรุงเทพมหานคร :เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 3 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  4. วชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  5. โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  6. โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  7. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง / เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 3 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  8. โรงพยาบาลสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  9. โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  10. โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  11. โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  12. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จ.สมุทรปราการ : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  13. โรงพยาบาลตากสิน กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  14. โรงพยาบาลกลาง กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  15. โรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  16. โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  17. โรงพยาบาลศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  18. โรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ : เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
    • โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กรุงเทพมหานคร (โรงพยาบาลในลำดับที่ 2) : ส่งมอบครั้งที่ 2 เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 3 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  19. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  20. โรงพยาบาลสงขลา จ.สงขลา : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  21. โรงพยาบาลเบตง จ.ยะลา : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  22. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
    • โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร (โรงพยาบาลในลำดับที่ 5) : ส่งมอบครั้งที่ 2 เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร (โรงพยาบาลในลำดับที่ 7) : ส่งมอบครั้งที่ 2 เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  23. โรงพยาบาลนครปฐม จ.นครปฐม : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  24. โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  25. โรงพยาบาลสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  26. โรงพยาบาลบางบ่อ จ.สมุทรปราการ : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  27. โรงพยาบาลบางจาก จ.สมุทรปราการ : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
    •โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี (โรงพยาบาลในลำดับที่ 9) : ส่งมอบครั้งที่ 2 เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ BiPAP A40 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  28. โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  29. โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
    • วชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร (โรงพยาบาลในลำดับที่ 4) : ส่งมอบครั้งที่ 2 เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  30. โรงพยาบาลบ้านบึง จ.ชลบุรี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  31. โรงพยาบาลสุทธาเวช จ.มหาสารคาม : บริจาคผ่านโรงพยาบาลศิริราช เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง : (ส่งมอบแล้ว)
  32. โรงพยาบาลปัตตานี จ.ปัตตานี : บริจาคผ่านโรงพยาบาลศิริราช เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  33. โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จ.นครพนม : บริจาคผ่านโรงพยาบาลศิริราช เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  34. โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ : บริจาคผ่านโรงพยาบาลศิริราช เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  35. โรงพยาบาลอุดรธานี จ.อุดรธานี : บริจาคผ่านโรงพยาบาลศิริราช เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  36. โรงพยาบาลหนองบัวลำพู จ.หนองบัวลำพู : บริจาคผ่านโรงพยาบาลศิริราช เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  37. โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 3 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  38. โรงพยาบาลคีรีรัฐนิคม จ.สุราษฏร์ธานี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  39. โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี จ.สุราษฏร์ธานี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  40. โรงพยาบาลพระพุทธบาท จ.สระบุรี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  41. โรงพยาบาลแม่ระมาด จ.ตาก : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  42. โรงพยาบาลอ่างทอง จ.อ่างทอง : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  43. โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  44. โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  45. โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ กรุงเทพมหานคร : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  46. โรงพยาบาลปากช่องนานา จ.นครราชสีมา : เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤต (VELA) 1 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
  47. โรงพยาบาลหนองใหญ่ จ.ชลบุรี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 2 เครื่อง (ส่งมอบแล้ว)
    และอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการ อีก 3 แห่ง
  48. โรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง
  49. โรงพยาบาลเมืองพัทยา จ.ชลบุรี : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 2 เครื่อง
  50. โรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ : เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow 1 เครื่อง

สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมบริจาคเงินในโครงการ “ส่งแรงใจ ส่งต่อลมหายใจ” สามารถบริจาคได้ที่มูลนิธิพุทธรักษา ธนาคารกรุงเทพ สาขาตรอกจันทน์ เลขที่บัญชี 133-523-514-7 พร้อมส่งรายละเอียดการบริจาคทางอีเมล [email protected] หรือLINE Official: @buddharaksa.fd เพื่อส่งหลักฐานการโอนเงิน ระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่สำหรับใบอนุโมทนา และที่อยู่ในการจัดส่งใบอนุโมทนา (ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)

ซีพีเอฟจิตอาสา พร้อมสานประโยชน์สู่ชุมชน จับมือบ้านหัวนอน อ.ปะทิว จ.ชุมพร ซ่อมฝายชะลอน้ำรอฝน

0

เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ชุมชนในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ เตรียมความพร้อมกักเก็บน้ำไว้ใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำช่วงแล้ง เช่นเดียวกับที่บ้านหัวนอน หมู่ที่ 5 ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ชุมชนนัดรวมตัวกันเพื่อซ่อมแซมฝายชะลอน้ำที่คลองท่าหลา ซึ่งเป็นฝายที่มีชาวบ้านจาก 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ 3 หมู่ 4 และหมู่ 5 ของตำบลบางสน รวม 479 ครัวเรือน ได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพหลัก คือ ทำการเกษตร ปลูกผักสวนครัว ปลูกข้าว ข้าวโพด ฟักทอง ตาล ปาล์ม สวนยาง เป็นต้น ทำให้ต้องมีการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

วันนี้.. นอกจากผู้นำท้องถิ่น ชุมชนในพื้นที่ สมาชิกสมาคมเพื่อนสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร ในฐานะผู้ประสานงานคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนปะทิว ภายใต้มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานโครงการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ยังมีจิตอาสาจากศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้ง ปะทิว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งศูนย์ฯ ตั้งอยู่ห่างจากบ้านหัวนอนประมาณ 2 กิโลเมตร ร่วมกิจกรรมด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และแก้ปัญหาภัยแล้งให้ประชาชนในชุมชนมีน้ำเก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี

แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมครั้งแรกที่จิตอาสาจากศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้ง ปะทิว ซีพีเอฟ มีโอกาสร่วมซ่อมแซมฝายชะลอน้ำที่คลองท่าหลา แต่ก่อนหน้านี้ ได้ช่วยกิจกรรมกับชมรมเพื่อนสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรสร้างฝายชะลอน้ำมาแล้วหลายแห่ง ตั้งแต่ปี 2560 อาทิ สร้างฝายป่าต้นน้ำพรุตาอ้าย หมู่ 1 ตำบลทะเลทรัพย์ ฝายคลองสีเสียด หมู่ 4 ต.บางสน ฝายชะลอน้ำหินก่อบ้านห้วยตาอ่อน หมู่ 9 ต.สะพลี และครั้งนี้ร่วมกันทำฝายชะลอน้ำคลองท่าหลา หมู่ 5 ต.บางสน ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูฝน รับมือกับปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และแก้ปัญหาภัยแล้งให้ประชาชนในชุมชนมีน้ำเก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี

นายพิเชษฐ์ ศรีสดใส ชาวบ้านหมู่ 7 ต.บางสน อ.ปะทิว หนึ่งในคณะทำงานสมาคมเพื่อนสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร และเป็นผู้ประสานงานของมูลนิธิฯ ที่ดูแลการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ต.บางสน ต.ชุมโค ต.ทะะลทรัพย์ และต.สะพลี กล่าวว่า ภาคใต้มีมรสุมบ่อย ฝนตกชุก ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลาก จะไม่มีการกักเก็บน้ำและปล่อยน้ำลงสู่ทะเล แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ก็เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ หลังจากที่ได้ทำฝายชะลอน้ำแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่จะได้กักเก็บน้ำไว้ใช้ ช่วยบรรเทาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ รวมทั้งได้ประโยชน์ในจัดการระบบประปาของหมู่บ้านอีกด้วย ตอนนี้ในพื้นที่ฝนเริ่มตกมาแล้ว และฝายชะลอน้ำที่ร่วมมือกันทำ ก็ใช้การได้เป็นอย่างดี

ด้านนางสาวชิดสุภางค์ ชำนาญ เลขานุการสมาคมเพื่อนสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ขอขอบคุณซีพีเอฟที่เป็นส่วนสำคัญช่วยสร้างให้ชุมชนน่าอยู่ และยังสนับสนุนการทำงานของสมาคมฯ เสมอมา ทุกๆครั้งที่ทางสมาคมฯ ขอความร่วมมือในการช่วยซ่อมแซมฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต่างๆ ซีพีเอฟจะเข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งด้านกำลังคน ช่วยกันขนหิน ขนทราย ผสมปูน ผ่อนแรงให้กับชาวบ้านได้เยอะ อีกทั้งยังได้สนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้กับแรงงานชุมชนมาโดยตลอด

ความเกื้อกูลต่อกันไม่เพียงสร้างสานสัมพันธ์ที่ดี ยังให้ได้สัมผัสกับความสุขใจ และความภูมิใจที่ช่วยพัฒนาท้องถิ่น ดังที่ นายอาหลี ดำกระบี่ จิตอาสาซีพีเอฟ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ เล่าให้ฟังด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขว่า เวลากว่า 16 ปีที่ทำงานที่ศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้ง ปะทิว ได้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างชุมชนกับบริษัทที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด โดยส่วนตัว มีโอกาสร่วมกิจกรรมของชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร่วมทำความดีเพื่อสังคม ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ที่เครือซีพีและซีพีเอฟยึดถือ คือ สิ่งที่ทำต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท เป็นการทำจากใจจริงๆ ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน เป็นการเติบโตไปด้วยกันกับชุมชน และบริษัทยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น

ด้านนางสาวอุมาพร ประสมผล อีกหนึ่งจิตอาสาซีพีเอฟ บอกว่า ตลอด 17 ปีที่ทำงานกับซีพีเอฟ ทุกครั้งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือชุมชนในบ้านเกิดของตัวเอง ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การเป็นส่วนหนึ่งทำความดีเพื่อสังคม ถือเป็นคุณค่าทางจิตใจที่หาซื้อไม่ได้ ซึ่งซีพีเอฟพร้อมเติบโตไปกับชุมชน ถ้าชุมชนอยู่ได้มีความสุข เราก็จะมีความสุขไปด้วยเช่นกัน

จิตอาสาซีพีเอฟ มุ่งมั่นทำความดีและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน โดยยึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ซึ่งพนักงานทุกคนยึดปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ของประเทศ ประชาชน โดยมองประโยชน์ของบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย ส่งเสริมให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน