Home Blog Page 414

กลุ่มบริษัทที่นอนโลตัส ทุ่ม 6 ล้านบาท ส่งมอบที่นอนให้โรงพยาบาลบุษราคัม

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ที่ตั้งของโรงพยาบาลบุษราคัม นาย ทีปกร โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทในเครือที่นอนโลตัส ได้ส่งมอบที่นอนและเครื่องนอนรวมมูลค่า 6,600,000 บาท ให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน และรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลบุษราคัม

นายทีปกร โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทในเครือที่นอนโลตัส กล่าวว่า ปัจจุบัน โรงพยาบาลบุษราคัมรองรับเตียงได้ 1,200 หลัง และสามารถเพิ่มเติมได้อีกถึง 5,000 หลัง ซึ่งหากทางภาครัฐบาลต้องการเพิ่มจำนวนขึ้นมา ทางกลุ่มบริษัทในเครือที่นอนโลตัส พร้อมและเต็มใจสนับสนุนที่นอนและชุดเครื่องนอนให้อย่างเต็มที่

“ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคม ต้องร่วมมือกัน จึงจะผ่านสภาวะวิกฤตเช่นนี้ไปได้” นายทีปกร กล่าว

ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทในเครือที่นอนโลตัส ได้ส่งมอบที่นอนให้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ โดยส่งมอบสำเร็จแล้วเป็นจำนวน 8,159 ชุด รวมมูลค่า 71,881,552 บาท และอยู่ในระหว่างดำเนินการจัดส่งไปยังโรงพยาบาลสนามต่างๆทั่วประเทศต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

สำหรับ หน่วยงานที่ต้องการติดต่อขอรับบริจาคที่นอน สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 06-3845-2748

โออาร์ ผนึก ผู้แทนจำหน่าย พีทีที สเตชั่น บริจาค 23 ล้านบาท ให้โรงพยาบาลทั่วไทย ฝ่าวิกฤติโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผว่า เมื่อวันที่ 14 พค. 2564  นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ และตัวแทนของผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในเขตกรุงเทพมหานคร ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 1,000,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลสิรินธร โดยมี นายแพทย์ยุทธนา เศรษฐนันท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิรินธร เป็นผู้รับมอบ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในเขตกรุงเทพมหานครได้ร่วมใจกันบริจาค และโออาร์ร่วมสมทบทุนด้วย 379,000 บาท พร้อมกันนี้ ผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ยังได้ร่วมมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดของตนเอง รวมจำนวน 15,061,554 บาท โดยโออาร์ได้ร่วมสมทบทุนให้แต่ละจังหวัด อีกจังหวัดละ 100,000 บาท

นางสาวจิราพร กล่าวว่า “ในวันที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติ พลังแห่งความร่วมมือคือสิ่งสำคัญยิ่งในการช่วยเหลือเกื้อกูลให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยก้าวพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ไปด้วยกัน โออาร์และผู้แทนจำหน่าย พีทีที สเตชั่น ที่มีอยู่กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มีความห่วงใยและความตั้งใจในการร่วมเติมเต็มความช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาล หน่วยงานสาธารณสุข และบุคลากรทางการแพทย์เป็นการเร่งด่วน ในสภาวะการณ์ที่การระบาดของโควิด-19  ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง 

โครงการ พีทีที สเตชั่น เติมเต็มความห่วงใยร่วมช่วยไทยพ้นวิกฤติโควิด-19  พร้อมกันทั่วประเทศในครั้งนี้ เป็นการระดมความร่วมมือจากผู้แทนจำหน่าย พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในแต่ละจังหวัดในฐานะที่อยู่ในพื้นที่จะเป็นผู้คัดเลือกสถานพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือหน่วยงานสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เงินทุนสนับสนุนในครั้งนี้สามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 อย่างตรงจุดและครอบคลุม ถือเป็นการร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในการแก้ปัญหา สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นการเติบโตแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน พนักงาน คู่ค้า ตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในทุกพื้นที่ที่โออาร์เข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ (Living Community) และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

สำหรับโรงพยาบาลสิรินธร เป็นโรงพยาบาลที่โออาร์และผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในเขตกรุงเทพมหานครได้ร่วมกันคัดเลือก โดยพิจารณาจากโรงพยาบาลที่ต้องรองรับผู้ป่วยทั้งการรับรักษาผู้ติดเชื้อ การคัดกรอง และการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวนมาก และยังขาดแคลนสิ่งของจำเป็นและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างการร่วมบริจาคให้โรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ ร่วมบริจาคให้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ. นนทบุรี รวมจำนวน 404,000 บาท ร่วมบริจาคให้โรงพยาบาลปทุมธานี จ. ปทุมธานี รวมจำนวน 650,000 บาท และร่วมบริจาคให้โรงพยาบาลบางพลี จ.สมุทรปราการ รวมจำนวน 290,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา โออาร์ ได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินให้โรงพยาบาล เพื่อร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลสนามเชียงใหม่ การมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เช่น แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาด น้ำดื่ม ให้แก่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หน่วยงานสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ในจังหวัดที่มีสถานประกอบการของโออาร์ตั้งอยู่ รวมไปถึงมอบความช่วยเหลือให้ชุมชนคลองเตย รวมมูลค่าอีกกว่า 35 ล้านบาท ตลอดจนมอบความช่วยเหลือให้แก่คู่ค้า ลูกค้า ผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

นอกจากนี้ โออาร์ ยังได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการจัดหน่วยบริการวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชน โดยจัดเตรียมพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พระราม 2 (ขาออก) สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้วันละ 1,500 คน รวมทั้งเตรียมสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนได้อย่างสะดวกราบรื่นที่สุด โดยพร้อมเริ่มให้บริการตามระยะเวลาที่กรุงเทพมหานครกำหนดไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564 

เครือ CP ผนึกกองทัพบก มอบถุงยังชีพ 15,000 ถุง หนุนชุมชนคลองเตยสู้โควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 64 กองทัพบก โดย พลโทรังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ร่วมกับ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งมอบถุงยังชีพ 15,000 ถุง น้ำดื่ม 15,000 ขวด และซิมโทรศัพท์ ภายใต้ โครงการ “CP ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ให้แก่ชาวชุมชนคลองเตยซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยมี นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟร่วมงานด้วย ณ อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ ถ.สีลม

พลโทรังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ด้วยดำริของท่านผู้บัญชาการทหารบก และประธานสุภกิต เจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เล็งเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงนำอาหารและถุงยังชีพมาช่วยเหลือชาวคลองเตย 22 ชุมชน 15,000 ครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์นี้ เพราะอาหารเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ของกองทัพบก และกองทัพบกอยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ

ด้าน นางสาวปิยธิดา นิยม ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ระบุว่าคลองเตยเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ที่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก และขณะนี้เริ่มนิ่ง ได้รับความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนอย่างดียิ่งเช่นวันนี้ ที่กองทัพบกและเครือเจริญโภคภัณฑ์ร่วมกันให้ความช่วยเหลือ นับ เป็นกำลังใจสำคัญ ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูง

ขณะที่ นายสรวัฒน์ กลัดสมบูรณ์ ประธานชุมชนล็อค 4-5-6 คลองเตย กล่าวว่าคุณสุภกิต เจียรวนนท์ และเครือซีพี ไม่เคยทอดทิ้งคนคลองเตย และให้การช่วยเหลือตลอดเวลา ทั้งในยามปกติ และยามวิกฤตในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในฐานะคนคลองเตยต้องขอบคุณเป็นอย่างสูง เราทุกคนซาบซึ้งในน้ำใจและความช่วยเหลือที่เครือซีพีมีให้เสมอมา

ความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของเครือซีพี-ซีพีเอฟที่ท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือร่วมช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์โควิด-19 และผู้ยากไร้ในพื้นที่ชุมชนแออัดเป็นกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญความเดือดร้อนอย่างมากในสถานการณ์โรคระบาดนี้ ในครั้งนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงมอบความช่วยเหลือผ่านโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ด้วยการส่งมอบอาหารปลอดภัยจำนวน 15,000 ชุด ประกอบด้วยอาหารสำเร็จรูปหลายประเภท อาทิ กับข้าวหลากหลายเมนู, เกี๊ยวกุ้ง, ชิคเก้นริบ, อกเป็ดรมควัน, ไส้กรอก, ลูกชิ้น จำนวนกว่า 41,000 แพ็ค และนมเปรี้ยวซีพี-เมจิอีก 60,000 ขวด ขณะที่ซีพีเออลล์ มอบน้ำดิ่ม 15,000 ขวด และทรูมอบซิมกักตัวไม่กลัวเหงา

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ผนึกกำลังทุกบริษัทในเครือฯ ได้แก่ ซีพีเอฟ ซีพีออลล์ ทรู แม็คโคร มูลนิธิพุทธรักษา และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ โดยนายณรงค์ เจียรวนนท์ รวมถึง มูลนิธิเชฟแคร์ส ส่งมอบความช่วยเหลือชาวชุมชนคลองเตย ผ่านมูลนิธิดวงประทีป ทั้งการมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน น้ำดื่ม เจลแอลกอฮอลล์ หน้ากากอนามัย ข้าวสาร อาหารแห้ง ซิมโทรศัพท์ ถุงขยะคิดเชื้อ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผู้มีความเสี่ยงสูง 200 คนได้กักตัวภายในบ้านตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้คนในชุมชนได้ ขณะเดียวกัน ยังเปิดพื้นที่ โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาพระราม 4 เป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนสำหรับชาวคลองเตย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสาร ให้การฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างเป็นระบบและราบรื่น

ทิพยประกันภัย โตสวนโควิด ไตรมาสแรก กำไรพุ่ง 638 ล้าน เบี้ยประกันเฉียด 7 พันล้าน

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 สิ้นสุด วันที่ 31 มีนาคม 2564  ว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19   บริษัทได้พยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การดำเนินงานออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 638.28 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.06 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 527.55 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.88 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 110.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21

ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวมกว่า 6,908.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 804.58 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14 จากไตรมาสแรกปี 2563 ที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,103.45 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากเบี้ยประกันภัยรับทุกประเภท ได้แก่ เบี้ยประกันอัคคีภัย เพิ่มขึ้น 4.19% เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง เพิ่มขึ้น 14.41% เบี้ยประกันภัยรถยนต์ เพิ่มขึ้น 4.02% และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ้น 16.75%

ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 บมจ.ทิพยประกันภัย มีสินทรัพย์รวมที่ 47,382.98  ล้านบาท หนี้สินรวม 38,046.18 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 9,336.80 ล้านบาท

ดร.สมพร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาจากการที่บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการได้รับความคุ้มครองจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มความคุ้มครองสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยโควิด 19  ในด้านความคุ้มครองการแพ้วัคซีน หรือเพิ่มความคุ้มครองถึงการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดให้กับบุคคลในครอบครัวฟรี เป็นต้น

รวมถึงบริษัทฯ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และออกกรมธรรม์รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่มีความหลากหลายและมี Lifestyle ที่แตกต่างกัน ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “TIP Rainbow” ที่สร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ในโลกยุคสมัยใหม่ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ในการทำประกันภัย เพิ่มทางเลือกแก่ลูกค้าไม่ต้องระบุคำนำหน้าชื่อแบบเดิม สามารถระบุคู่ชีวิต คู่รัก ของตนเองเป็นผู้รับผลประโยชน์ โดยไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด เพื่อให้ลูกค้าและผู้รับผลตอบแทนได้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่  นอกจากนี้ยังมีประกัน “TIP อัพทูไมล์” ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 รูปแบบใหม่   ที่ออกแบบให้สามารถเลือกจ่ายเบี้ยประกันภัยได้ตามความต้องการ หรือระยะไมล์ที่ใช้อย่างแท้จริง เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใช้รถน้อย หรือมีรถหลายคัน ให้ได้รับความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดในการทำประกันตามระยะทางจริงที่ใช้

“นอกจากการปรับตัวของทิพยประกันภัย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการให้แก่ลูกค้าแล้ว ประเด็นหลักที่ บมจ.ทิพยประกันภัย ได้ตระหนักและให้ความสำคัญ คือ การเอาใจใส่และให้ความช่วยเหลือดูแลสังคมและประชาชน เช่นมอบอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคลให้กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนาม เปิดโครงการ “TIP ห่วงไทย สู้ภัยโควิด” ให้ประชาชนทั่วไปได้ลงทะเบียนรับความคุ้มครองการแพ้วัคซีนโควิด 19 ฟรี 1,000,000 สิทธิ์ เป็นต้น  เพื่อให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลและเยียวยา หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัทฯ ในการเป็นประกันภัยอันดับหนึ่งในใจประชาชน อีกด้วย”

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 นั้น ดร.สมพร กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงยึดนโยบายการขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย ที่ยังมีอัตราการขยายตัวได้อีกมาก  ซึ่งบริษัทฯ จะเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ออกมารองรับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องรวมถึงบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการขายและช่องทางการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้น ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุม เนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลูกค้ามีพฤติกรรมในการซื้อประกันหรือขอรับบริการผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการเว้นระยะห่างลดการแพร่ระบาดหรือติดเชื้อไวรัสโควิด 19 อีกด้วย

อีกหนึ่งภารกิจหลักที่สำคัญ คือการปรับปรุงโครงสร้างและการดำเนินงานของบริษัทฯ ยกระดับเป็นบริษัทฯ โฮลดิ้งส์ และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแทน ภายใต้ชื่อ บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขยายขอบข่ายการดำเนินธุรกิจให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของบริษัทฯ ได้รับอนุญาตเบื้องต้นจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา

ซีพีเอฟ / เซเว่น อีเลฟเว่น ผนึกกำลังหนุน รพ.มะเร็งชลบุรี – โรงครัวสนามจ.ชลบุรี สู้ภัยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันหนุนโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี และโรงครัวสนามจ.ชลบุรี เดินหน้าส่งมอบเสบียงอาหาร วัตถุดิบปรุงอาหาร น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” และในโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” เสริมภารกิจทีมแพทย์ ส่งกำลังใจแก่ชาวชลบุรี 

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี กล่าวภายหลังรับมอบอาหารพร้อมทาน น้ำดื่มและหน้ากากอนามัย เพื่อสนับสนุนภารกิจและเป็นกำลังใจให้แก่ แพทย์ พยาบาล และบุคลาการทางการแพทย์ โดยขอบคุณซีพี ซีพีเอฟ และเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ร่วมกันส่งมอบน้ำใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของรพ.มะเร็งชลบุรี มาโดยตลอด โดยเฉพาะการในครั้งนี้ที่ช่วยเติมเต็มเสบียงที่สะดวกต่อการรับประทาน ลดภาระการจัดเตรียมอาหารไปได้มาก จึงช่วยเสริมภารกิจการปฎิบัติหน้าที่ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี 

ด้าน ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชลบุรี เขต 8 กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ทั้งด้านการดำรงชีวิต ค่าครองชีพ และด้านอาหาร จึงเกิดเป็นโครงการ “ครัวสนามรักสัตหีบ” เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการจัดตั้งโรงครัวสนาม 3 แห่ง ที่วัดสัตหีบ วัดอัมพาราม และวัดราษร์สามัคคี กม.10 เพื่อประกอบอาหารพร้อมทาน เป็นเสบียงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อน ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ช่วยสนับสนุนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส และเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มอบแอลกอฮอล์เจล หน้ากากอนามัย และน้ำดื่มสำหรับแจกประชาชน ขอบคุณในน้ำใจที่ช่วยเหลือชาวสัตหีบ เพื่อให้ผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน 

ด้าน นายณัฐฆัฏ แสนสุข ผู้แทนซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ส่งมอบอาหารปลอดภัยแล้วกว่า 96,000 แพ็ค, น้ำดื่ม 21,000 ขวด, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ iMU 3,500 ขวด ตลอดจนวัตถุดิบสำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ 65 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนภารกิจสู้โควิดและช่วยลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์ ชาวซีพีและซีพีเอฟทุกคนขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่เสียสละตนเองเพื่อดูแลพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ 

ส่วน นายเจนวิทย์ โลพันธ์ศรี ผู้แทน เซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า โครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” เป็นความมุ่งมั่นของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่จะมุ่งส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์และน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลสนามทั่วไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

ซีพีเอฟ ยืนยันจัดซื้อข้าวโพดจากแหล่งไม่รุกป่า 100% มุ่งส่งเสริมเกษตรกรปลูกแบบปลอดการเผา

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าการจัดหาวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ด้วยความรับผิดชอบและโปร่งใส ยืนยัน การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่บุกรุกป่า ได้ครบ 100% แล้ว พร้อมเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรหยุดเผา ใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุ แก้ปัญหาฝุ่นละออง ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างยั่งยืน

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทตระหนักดีถึงการจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตร มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ โดยขับเคลื่อนการจัดหาวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบตลอดห่วงโซ่ ตามแนวทาง “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” บริษัทฯ รับซื้อผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูกที่มีเอกสารสิทธิ์ ครบถ้วน 100% ยืนยันได้ว่าเป็นข้าวโพดปลูกในพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกป่า และบริษัทฯ ยังเดินหน้ากิจกรรมเชิงรุก ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรเพาะปลูกแบบปลอดการเผา สร้างความตระหนักเรื่องการสร้างสมดุลทางธรรมชาติ ลดปัญหาหมอกควัน

“บริษัทได้นำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดที่มาจากพื้นที่มีกิจกรรมการเผาตอซัง เพื่อให้บริษัทจัดทีมงานลงพื้นที่ ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และเพิ่มความตระหนักในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หยุดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว หันมาใช้ประโยชน์ตอซัง เน้นการไถกลบเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของชุมชน และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหาหมอกควันอย่างเป็นรูปธรรม” นายวรพจน์กล่าว

ภายใต้นโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟมุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรทางธรรมชาติ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร ผ่านการดำเนิน โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ และส่งเสริมให้เกษตรกรขายผลผลิตเข้าโรงงานโดยตรง ได้ราคารับซื้อที่เป็นธรรม โดยโครงการฯ แบ่งปัน และถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการเพาะปลูกที่ได้มาตรฐานแก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ปรับวิธีการปลูกให้เหมาะสม ลดการใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร สามารถรับมือภาวะภัยแล้ง โรคและศัตรูพืช ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 9,500 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 241,200 ไร่ มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ขึ้นร้อยละ 32 เป็นการช่วยเสริมรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร มีความรู้ในการเพาะปลูกที่ถูกต้อง ช่วยสร้างอากาศชุมชนดี ดินคุณภาพดี สิ่งแวดล้อมดี และสุขภาพดี

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังร่วมมือกับ เทศบาลตำบลบัลลังก์ ดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล” โดยสนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวโพดในพื้นที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา แบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจำหน่ายผลผลิต ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรแบบเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพผลผลิตได้ตรงตามความต้องการของโรงงาน และที่สำคัญ สนับสนุนเกษตรกรไถกลบตอซังหลังเก็บเกี่ยวแทนการเผา ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของดิน และสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมในชุมชน

บริษัทเปิดจุดรับซื้อผลผลิตใกล้แหล่งปลูกของเกษตรกรทั้งในอ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และอ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อช่วยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตข้าวโพดในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ และลดภาระต้นทุนการขนส่งผลผลิตเข้าโรงงานอาหารสัตว์ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังสนับสนุนและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการเก็บเกี่ยวให้แก่เกษตรกรร่วมโครงการฯ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำระบบตรวจสอบย้อนกลับไปขยายผลใช้กับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ในเขตประเทศเมียนมา โดยเริ่มรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้นตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการจัดการปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ยั่งยืน

ซีพีเอฟ โชว์ผลประกอบการไตรมาสแรก กำไรสุทธิ 6,945 ล้านบาท

0

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2564 จำนวน 6,945 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการให้ความสำคัญด้านประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และกระบวนการทำงาน รวมทั้ง การขยายกำลังการผลิต ประกอบกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค

ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด-19 เป็นเวลาปีกว่า ได้ส่งผลให้กำลังซื้อทั่วโลกลดลง บริษัทได้เพิ่มมาตรการป้องกันทั้งกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงานให้มีความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทำให้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดมีต่อธุรกิจของบริษัทไม่มากนัก แต่จากการปรับกลยุทธ์โดยให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนการผลิต การนำระบบงานดิจิตัล (Digitization) มาช่วยด้านประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า การปรับช่องทางการขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงการเพิ่มกำลังผลิตในสินค้าที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น ทำให้ผลประกอบการของหลายประเทศเป็นที่น่าพอใจ โดยที่ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่มีผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสนี้ และคาดว่าน่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังมุ่งมั่นในการวิจัย พัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้บริโภค ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางด้านการตลาด การขาย รวมถึงประเภทสินค้าอาหารสุขภาพที่เน้นด้านโภชนาการที่ดี และช่องทางจัดจำหน่ายให้สอดคล้องกับสภาวะของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ธุรกิจอาหารมีการเติบโตที่ดีในไตรมาสนี้เช่นกัน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซีพีเอฟสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่เกิดภาวะหยุดชะงัก คือ การมีมาตรฐานการผลิตที่ดี บริษัทมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยเพิ่มมาตรการเสริมควบคู่เพื่อป้องกันในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตและส่งมอบอาหาร คุณภาพ ความปลอดภัยถึงมือผู้บริโภค

นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ด้วยความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน บริษัทได้ดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่อง บริษัทเห็นถึงความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้ายืนหยัดต่อสู้กับโควิด-19 อย่างเต็มกำลัง จึงขอร่วมเป็นแรงสนับสนุนการต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ด้วยการส่งมอบอาหารปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาคโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมกำลังกาย สร้างกำลังใจให้แก่กลุ่มบุคคลที่เสียสละและทุ่มเทเพื่อคนไทยทุกคน

พรีบิลท์ อวดผลประกอบการไตรมาสแรก กำไรโตสวนโควิด 42%

0

​นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จํากัด (มหาชน) หรือ PREB เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 ว่า บริษัทยังคงสามารถสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2563 โดยไตรมาสหนึ่ง บริษัทมีกำไรสุทธิ 57.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.02 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 40.64 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 42% โดยบริษัทมีรายได้ 1,076.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.05 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.36 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน ​

ทั้งนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการที่บริษัทรับรู้รายได้จากยอดโอน โครงการ “พรรณนา” บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ ย่านพุทธมณฑลสาย4 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทฯลงทุนเอง เป็นโครงการแรก ซึ่งได้การตอบรับอย่างดีเกินความคาดหมาย ด้วยโครงการที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ทั้งทำเลที่ตั้ง ขนาดพื้นที่ คุณภาพวัสดุก่อสร้างและการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของโครงการ โดยสามารถขายเฟสแรกได้เกือบหมดแล้ว และขณะนี้ได้เตรียมขึ้นโครงการในเฟสสอง โดยตลอดทั้งปีนี้จะรับรู้ยอดโอนของโครงการ “พรรณนา” ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าทั้งปีนี้จะสามารถสร้างรายได้จากโครงการพรรณนาเพิ่มขึ้นอีก 600 กว่าล้านบาท รวมทั้งเตรียมเปิดโครงการใหม่ “พิมนารา” ย่านถนนศรีนครินทร์หนามแดง ซึ่งเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทลงทุนเองทั้งหมดเช่นกัน ซึ่งคาดว่าทั้งสองโครงการจะสร้างรายได้โดยรวม 700 ล้านบาท

​นอกจากนี้ รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น ยังมาจากส่วนงานรับเหมาก่อสร้าง ที่เป็นรายได้หลักของบริษัท ที่กลับมาก่อสร้างและส่งมอบงานได้มากขึ้นตั้งแต่ต้นปี โดยมั่นใจว่าตลอดทั้งปี2564 จะส่งมอบงานก่อสร้างได้มากกว่าปี 2563 เนื่องจากปริมาณงานที่ถูกชะลอการขึ้นโครงการในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ยอดส่งมอบปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ จะยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ ที่ระดับใกล้เคียงกับปี 2563 หรืออาจจะมากกว่า หากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ ทั้งนี้ บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่รอทยอยรับรู้รายได้รวมมูลค่ากว่า 7,300 ล้านบาท โดยจะเป็นการรับรู้รายได้มากกว่า 53% ในปีนี้ และที่เหลือกว่า 42% รับรู้รายได้ในปี 2565

สำหรับในส่วนของงานผลิตและจำหน่ายแผ่นพื้นสำเร็จรูป คาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมในปี 2564 จะดีกว่าปี 2563 เช่นกัน เนื่องจากโรงงานมีการปรับฐานการผลิต และเปลี่ยนแปลงการรับลูกค้าจากเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าแนวราบที่มีศักยภาพด้านการขายเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับเดิมซึ่งเป็นระดับที่สูงได้“จากผลงานไตรมาส 1 ที่สามารถเติบโตได้ดีทั้งรายได้และกำไรสุทธิ ทำให้บริษัทมั่นใจว่าตลอดทั้งปีนี้ในทุกหน่วยธุรกิจจะยังคงเดินหน้าขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศ โดยบริษัทจะมุ่งมั่นบริหารจัดการธุรกิจและต้นทุนค่าใช้จ่าย ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งรักษากระแสเงินสดในมือให้มีความพอเพียงในการรับมือกับทุกสถานการณ์ รวมทั้งมีความรอบคอบและระมัดระวังในการลงทุน

​นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในปีนี้ PREB ยังมี backlog ที่จะเปลี่ยนเป็นรายได้ จากการร่วมลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์กับพันธมิตร ในโครงการ Quinto และโครงการ Eigen โดยทั้ง 2 โครงการ คาดว่าจะมียอดโอนรวมกันภายในปี 2564 ประมาณ 952 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะรับรู้ผลกำไรตามสัดส่วนการลงทุนที่ 49% และ 35 % ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีโครงการร่วมทุนที่”จตุโชติ” ซึ่งคาดว่าจะสามารถพัฒนาและพร้อมโอนได้ในไตรมาส 4ปีนี้ อีกส่วนหนึ่งประมาณ 123 ล้านบาท ทำให้คาดว่าผลกำไรจากการลงทุนในบริษัทฯ ร่วมทุนในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีการรับรู้รายได้เพียง 513 ล้านบาท

“การต่อยอดธุรกิจและกระจายแหล่งที่มีของรายได้ เพื่อเสริมธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทนี้ จะทำให้รายได้และกำไรของบริษัทฯโดยรวมทั้งปี เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และบริษัทฯ ตั้งเป้าบริหารจัดการการเงินเพื่อให้สามารถจ่ายเงินปันผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2563 ที่ผ่าน บริษัทได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.40 บาท รวมเป็นเงินกว่า 123.47ล้านบาท จากกำไรสุทธิทั้งปีที่ 165.66ล้านบาท คิดเป็นเงินปันผล 74.07% ของกำไรสุทธิ ซึ่งสูงกว่านโยบายปันผลที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ โดยกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 21 พ.ค.นี้ ซึ่งได้มีการกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลไปแล้วเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2564 ที่ผ่านมา” นายวิโรจน์กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชูโมเดลพี่เลี้ยงทางการเงิน สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินระยะยาว

0

วิกฤติโควิด-19 ที่กลับมาระบาดระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อคนไทยเป็นวงกว้าง หลายคนต้องสูญเสียรายได้จากการเลิกจ้างงาน การลดเงินเดือน ส่งผลให้หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจที่เดิมมีอยู่แล้วก็ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานได้ร่วมมือกันให้ความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่หัวใจสำคัญคือการยกระดับความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม และร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออมและใช้จ่ายเงิน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน โครงการ Happy Money สุขเงิน สร้างได้ พลังความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินสำหรับคนไทย” นับเป็นหนึ่งในโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับประชาชน ช่วยให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนแม้ว่าจะเกิดสถานการณ์ที่ผันผวนหรือไม่คาดคิด 

การเปิดตัวโครงการดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นประธาน ซึ่งในงานได้มีพิธีลงนาม MOU ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ระหว่าง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการส่งเสริมความรู้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ในงานยังมีการเสวนาจากองค์กรภาคเอกชนในหัวข้อ “ส่งต่อความรู้การเงินอย่างไร ให้เกิดวินัยยั่งยืน : ต้นแบบองค์กรร่วมขับเคลื่อนและเพิ่มพูนทักษะเรื่องการเงิน” โดยมีผู้แทนจาก 4 องค์กร มาแลกเปลี่ยนความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการ Happy Money โดยมีการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับพนักงานในองค์กรของตนเอง ซึ่งองค์กรอื่น ๆ สามารถนำไปเป็นต้นแบบประยุกต์ใช้ได้

ทั้งนี้ นางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่าตลท. ได้จัดทำหลักสูตรคัมภีร์พี่เลี้ยงทางการเงิน ซึ่งเป็นโมเดลที่เข้มข้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แบ่งการอบรมเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การปรับพื้นฐานปูองค์ความรู้ด้านการออม การลงทุน การวางแผนทางการเงินในรูปแบบ e-Learning ระยะเวลา 3 ชม. 2.เรียนรู้คัมภีร์พี่เลี้ยงทางการเงิน ระยะเวลา 7 ชม. 3.Workshop ระยะเวลา 6 ชม. และ 4.รับคำปรึกษาจากวิทยากร Group Mentor โดยนำประสบการณ์จากการไปเป็นพี่เลี้ยงจริงมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน

“ที่ผ่านมา การให้ความรู้ด้านการบริหารการเงิน ซึ่งได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินที่ดี แต่สิ่งที่เราต้องการมากกว่านั้นคือ ต้องการคนที่มีความรู้ไปสร้างการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นที่มาของการจัดทำหลักสูตรสร้างพี่เลี้ยงทางการเงิน คนที่ผ่านการอบรมจะกลายเป็นพี่เลี้ยงที่สามารถนำเอาทักษะและประสบการณ์ที่มีส่งต่อความรู้ไปยังผู้อื่นได้อีก ซึ่งองค์กรที่เห็นความสำคัญและส่งพนักงานเข้ามาร่วมอบรม จะเกิดประโยชน์ทั้งตัวพนักงานเองและองค์กร เพราะหากพนักงานมีความรู้ความเข้าใจสามารถบริหารจัดการเงินของตนเองก็จะช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เกิดปัญหาการเงิน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรในที่สุด” นางพรรณวดี กล่าว

ทางด้าน นางสาวทอปัด สุบรรณรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยแอร์เอเชียได้มีการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน โดยมีการอบรมพนักงานให้มีวินัยทางการเงิน  เรียกได้ว่าเป็นการให้วัคซีนแก่พนักงาน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

“ไทยแอร์เอเชียเป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่รอบแรก ซึ่งเมื่อโควิด-19 มา เรามองว่าวัคซีนภูมิคุ้มกันทางการเงินที่เราเคยให้พนักงานยังไม่เพียงพอ จึงได้ส่งพนักงานเข้าร่วมเติมความรู้ในโครงการ Happy Money กับ ตลท. โดยในกลุ่มพนักงานที่อายุยังน้อยจะสนใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการหนี้สิน ส่วนพนักงานที่เป็นลูกเรือและนักบินที่มีอายุมากกว่าจะสนใจเกี่ยวกับการบริหารเงิน การลงทุน และอาชีพเสริม นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพนักงานและช่วยจัดการวิกฤติในองค์กรได้เป็นอย่างดี” นางสาวทอปัด กล่าว

พร้อมทั้ง นางราณี นุตลักษณ์ กรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว กล่าวว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เป็นสวัสดิการให้กับพนักงานและเป็นหลักประกันว่าจะมีเงินเลี้ยงชีพหลังเกษียณ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คน มีคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ เป็นผู้บริหารจัดการ มุ่งเน้นให้สมาชิกออมเงินในอัตราที่สูงผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ เพื่อให้มีเงินเพียงพอไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนำเงินออมไปลงทุนโดยยึดหลักการกระจายความเสี่ยง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่สมาชิก

“ที่ผ่านมาสมาชิก มีการออมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ในอัตราที่สูง 9-15% ของเงินเดือน คิดเป็น 73% ของจำนวนสมาชิก ซึ่งเป็นผลมาจากการกระตุ้นให้มีการออมอย่างต่อเนื่อง เราจะให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องการออมเงินเริ่มตั้งแต่วันปฐมนิเทศพนักงานเข้าใหม่ โดยหากพนักงานออมเงินกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ตั้งแต่เริ่มต้นอายุงานไปจนเกษียณคิดเป็นระยะเวลาประมาณ 37 ปี จะมีเงินเก็บเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ โดยไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลานและสังคม นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ยังได้วางแผนที่จะส่งเสริมให้สมาชิกได้รับความรู้และมีการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบและเข้มข้นมากขึ้น ด้วยการให้ผู้แทนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ประมาณ 90 คน เข้าอบรมในโครงการ Happy Money โดยมุ่งหวังให้ผู้แทนสมาชิกฯ เหล่านั้นเป็นพี่เลี้ยงส่งต่อความรู้ไปยังสมาชิกรายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง” นางราณี กล่าว

นอกจากนี้ นายเก่งกล้า รักเผ่าพันธุ์ อดีตนายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ได้กล่าวเสริมว่าสมาชิกในสมาคมฯ ที่มีอยู่ประมาณ 700 คน ทุกคนเป็นจิตอาสาไม่มีผลตอบแทน แต่เข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือมุ่งยกระดับผู้ลงทุนและตลาดทุนให้มีมาตรฐานการลงทุนที่ดี

“สมาคมฯ มีการพัฒนาและส่งเสริมความรู้ให้แก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งสมาชิกเข้าร่วมโครงการ Happy Money กับตลท. เพราะเล็งเห็นว่า ตลท. เป็นองค์กรที่มีองค์ความรู้ มีเครื่องมือ และกระบวนการอบรมที่ดี ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ด้านการบริหารการเงินที่ได้รับไปส่งต่อให้กับคนใกล้ชิดที่อยู่รอบตัว เพื่อให้คนเหล่านี้ได้รู้จักวางแผนทางการเงินอย่างเป็นกระบวนการและเป็นระบบมากขึ้น เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับตลาดทุนบ้านเราในท้ายที่สุด” นายเก่งกล้า กล่าว

 ผู้สนใจฟังการเสวนาในหัวข้อ “ส่งต่อความรู้การเงินอย่างไร ให้เกิดวินัยยั่งยืน : ต้นแบบองค์กรร่วมขับเคลื่อนและเพิ่มพูนทักษะเรื่องการเงิน” สามารถชมย้อนหลังคลิก  https://youtu.be/WGOaPWLlkwU

FSMART โชว์ผลประกอบการไตรมาสแรก กำไร 111 ล้านบาท

0

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART เปิดเผยถึงผลดำเนินงานของบริษัทว่า ไตรมาส 1 ปี 2564 บริษัทสามารถทำกำไรได้ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาระบาดอีกระลอก โดยบริษัทมีมูลค่าเติมเงินรวมผ่านตู้บุญเติมอยู่ที่ 9,627 ล้านบาท รายได้รวม 707 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 111.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน

“พฤติกรรมใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์และบริการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น ดันบริการเติมเงินเข้า e-Wallet มีมูลค่าเติมเงินเป็น 1,568 ล้านบาท เติบโตสูงขึ้น 97.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว และยอดรายการโอนเงิน 2 ล้านรายการต่อเดือน เพิ่มขึ้น 46.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่าโอนเงิน 3,209 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้าเข้าถึงได้สะดวก ใช้งานง่าย บริการตลอด 24 ชั่วโมง และมีบริการหลากหลาย รวมถึงการทยอยลดสาขาของธนาคาร อีกทั้งธุรกิจสินเชื่อสร้างรายได้ 3.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 150 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว และ NPL อยู่ที่ 2.5%”

FSMART เดินหน้ารุกทุกธุรกิจหลักตามแผนที่วางไว้ โดยกลุ่มธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงินอัตโนมัติ  นอกจากบริการเติมเงินมือถือและ e-Wallet จะเพิ่มบริการใหม่ ๆ ทั้งการชำระเบี้ยประกัน การรับชำระ พ.ร.บ. พร้อมต่อทะเบียน และเติมเงินบัตรรถโดยสาร ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ที่เพิ่มช่องทางการใช้บริการบุญเติมมากขึ้น คาดว่าจะทำให้ยอดเติมเงินรวมเติบโตได้ 15-20% หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ขณะที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินและสินเชื่อครบวงจรมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป้าเติบโต 30% โดยตู้บุญเติมจะเป็นเสมือนธนาคารชุมชนที่มีบริการทางการเงินครบวงจร ฝาก-โอน-ถอน-เปิดบัญชี และการให้สินเชื่อ รองรับลูกค้าคนไทยและต่างด้าว พร้อมผลักดันบริการใหม่ เช่น บริการ e-KYC เพื่อเปิดบัญชี e-Saving ที่ให้บริการกับ KBANK และ SCB แล้ว คาดครึ่งปีหลังจะให้บริการครบทั้งธนาคารและ Non-bank สำหรับบริการถอนเงินสดผ่านตู้บุญเติม (Mini ATM) ที่สามารถถอนเงินสด เริ่มต้นที่ 20 บาท คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในไตรมาส 3 รวมถึงบริการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านตู้บุญเติมต่อไป และบริษัทจะเพิ่มการเป็นตัวแทนธนาคารเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ธนาคารในปีนี้ ส่วนธุรกิจสินเชื่อ บริษัทยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อ

สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้า บริษัทผลักดันคาเฟ่อัตโนมัติ “เต่าบิน” ที่ปัจจุบันสามารถชงกาแฟและเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นได้มากกว่า 100 เมนู รสชาติคงที่ทุกแก้ว และให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เร่งขยายจุดบริการ    5,000 จุด ภายในสิ้นปีนี้ และ 20,000 จุด ใน 3 ปี อีกทั้งทุกคาเฟ่อัตโนมัติมีบริการของตู้บุญเติม ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มจุดบริการบุญเติมมากขึ้น โดยบริษัทไม่ต้องลงทุนตู้ใหม่ ทั้งนี้ คาดว่าจากราคาเฉลี่ยแก้วละ 30 บาท จะสร้างยอดขายกว่า 18 ล้านบาทต่อวัน จากยอดขาย 600,000 แก้วต่อวัน  ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก มียอดขายเฉลี่ยต่อจุดบริการอยู่ที่ 40-100 แก้วต่อวัน

และในส่วนเครื่องชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ภายใต้แบรนด์ “EV Net” บริษัทเตรียมพร้อมทั้งเครื่องและแพลตฟอร์มชำระเงิน “Be-Charger” ซึ่งจะเน้นการให้บริการในทำเลแบบพื้นที่ปิดที่มีการจอดรถเป็นเวลานาน หรือมีการจอดรถหมุนเวียน เช่น จุดจอดรถในอาคารสำนักงาน หรือคอนโดมิเนียม เป็นต้น กลุ่มธุรกิจนี้จะขยายฐานลูกค้าใหม่ให้บริษัทมากขึ้น