Home Blog Page 415

AIS ผนึก อิมแพ็ค เมืองทองธานี เสริมเครือข่ายสื่อสารให้รพ.สนามบุษราคัม และจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด

0

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัทแอดวาานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้เสนออาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ที่รองรับผู้ป่วยได้มากถึง 5,200 เตียง และจะเป็นอีกหนึ่งจุดฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ทาง AIS ได้ร่วมผนึกกำลัง โดยนำทีมวิศวกรพร้อมศักยภาพเทคโนโลยีสัญญาณเครือข่าย 5G ,4G และ Free Wi-Fi เข้าไปเพิ่มศักยภาพการสื่อสารให้กับบุคลากรทางการแพทย์กว่า 700 ชีวิตที่จะเข้าปฏิบัติงานในพื่นที่ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาอีกด้วย

สำหรับพื้นที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานีนั้น ในช่วงเวลาปกติ เครือข่ายของ AIS มีความครอบคลุมสูงสุด รองรับการใช้งานสื่อสารของประชาชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดเป็นโรงพยาบาลสนาม ทำให้ต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้ง รถเอ็กซเรย์ เครื่องช่วยหายใจ และห้องตรวจปฏิบัติการ เอไอเอส จีงต้องเตรียมความพร้อมทั้ง 5G ,4G, Free Wifi และอุปกรณ์สนับสนุนอย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น เช่น รถสถานีฐานเคลื่อนที่อย่างเต็มที่ เพื่อเชื่อมต่อระบบ CCTV เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย, การส่งต่อข้อมูลการแพทย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทางด้าน นายพอลล์  กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กล่าวว่า บริษัทได้เสนอให้ใช้พื้นที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นสถานที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนามบุษราคัม เพื่อดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 กลุ่มสีเหลือง โดยไม่คิดค่าเช่าพื้นที่ ระยะเวลา 2 เดือน มีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลสนามของจังหวัดนนทบุรี และเป็นโรงพยาบาลสนามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยขนาดพื้นที่กว้างขวางคาดว่าจะรองรับผู้ป่วยได้มากถึง 5,200 เตียง โดย จะแบ่งพื้นที่ชาเลนเจอร์อาคาร 1 อาคาร 2 อาคารละ 2,000 เตียง สำหรับผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ส่วนอาคาร 3 อีก 1,200 เตียง เตรียมพร้อมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการ โดยติดตั้งเต็นท์ความดันลบและเครื่องช่วยหายใจ

AIS 5G ยืนยันความพร้อม เชื่อมต่อ ภารกิจฉีดวัคซีนโควิดวันแรก ที่ เซ็นทรัลลาดพร้าว

0

เดินหน้าสนับสนุนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์เต็มกำลัง

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วันที่ 12 พ.ค. ได้มีการเปิดจุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว นับเป็นจุดแรกที่เปิดให้บริกาภารกิจการฉีดวัคซีน COVID-19 นอกโรงพยาบาล ถือเป็นเป้าหมายหลักของประเทศในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19   และทาง AIS 5G ได้เข้าไปดำเนินการติดตั้งสัญญาณเครือข่าย AIS 4G, 5G และ Free WIFI ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงตรวจสอบฐานข้อมูล พร้อมด้วยการจัดเก็บทะเบียนประวัติการฉีดวัคซีนของประชาชนของทีมแพทย์และภาคสาธารณสุขให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงให้ประชาชนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของทุกค่ายที่มาเข้ารับการฉีดวัคซีนได้สื่อสารระหว่างรอรับวัคซีนอย่างสะดวกเต็มที่

ทั้งนี้ พื้นที่ฉีดวัคซีน เซ็นทรัล ลาดพร้าว ตั้งอยู่บริเวณ สกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็น 1 ใน 24 จุดฉีดวัคซีน ที่ AIS 5G เข้าไปสนับสนุนเครือข่ายสื่อสาร โดยสามารถรองรับการฉีดวัคซีนได้ประมาณ 2,000 คน/วัน  ทั้งนี้ทีมงานวิศวกร มีการมอนิเตอร์คุณภาพเครือข่ายอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ ภารกิจ AIS 5G “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย” เกิดประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ได้อย่างสูงสุด

บุญรอดฯ เปลี่ยน “แปลง” เกษตรในโรงงานเป็น “กำลังใจ” ทำคลังอาหารปลอดภัย หนุนบุคลากรทางการแพทย์ และชุมชน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้เปลี่ยนพื้นที่ทำแปลงเกษตรใน 8 โรงงานหลักที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ อาสาดูแลพลังใจบุคลากรการแพทย์ สร้างสวนเกษตรอินทรีย์ภายในโรงงานให้เป็นคลังอาหารปลอดภัยพร้อมกระจายสู่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนามและชุมชนในพื้นที่ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและอาหารปรุงสุก ซึ่งผลผลิตทางการเกษตร ทั้งผักและผลไม้ที่นำไปมอบนั้นเป็นพืชผักปลอดสารพิษ และใช้โรงครัวภายในบริษัทปรุงอาหารเมนูต่างๆ เพื่อส่งมอบอาหารให้กับบุคลากรการแพทย์ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา นอกจาก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ช่วยเหลือสังคมภายใต้ความร่วมมือของเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศแล้ว ในกลุ่มบริษัทฯ ที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาคก็ได้ใช้พื้นที่การเกษตรของตนเอง ที่ปกติจะแบ่งปันผลผลิตที่ได้ให้แก่ชุมชนและโรงเรียนในพื้นที่รอบๆโรงงาน ได้แก่ บริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท ขอนแก่น บริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด (อ.บางเลน จ.นครปฐม), บริษัท บุญรอดเอเชียเบเวอเรช จำกัด (สิงห์บุรี), บริษัท วังน้อย เบเวอเรช จำกัด (จ.อยุธยา), บริษัท เชียงใหม่ เบเวอเรช จำกัด, บริษัท สุราษฎร์ธานีเบเวอเรช จำกัด, บริษัท มหาสารคาม เบเวอเรช จำกัด ซึ่งในครั้งนี้แต่ละบริษัทได้ปรับเปลี่ยนผลิตผลเหล่านี้เพื่อใช้ในการปรุงอาหาร ทั้งยังนำผักและผลไม้สด ปลอดสารพิษ ส่งมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเหน็ดเหนื่อย พร้อมนำผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้แบ่งปัน ช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย โดยก่อนนี้ ได้มีบริษัทในเครืออย่างบริษัทสิงห์เบเวอเรช จำกัด จ.นครปฐม, บริษัท มหาสารคามเบเวอเรช จำกัด และ บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด จ.สิงห์บุรี ลงพื้นที่มอบให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดของตนอีกด้วย

ภัทรา นาคน้อย ผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท สุราษฎร์ธานีเบเวอเรช จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับโรงงานที่สุราษฎร์ธานี การทำแปลงเกษตรจะมีกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับชุมชน คือให้คนในชุมชนสามารถมาดำนาปลูกข้าวในพื้นที่ของโรงงานได้นับเป็นกิจกรรมที่สร้างคความสัมพันธ์อันดีกับพนักงานของโรงงาน แต่ผลผลิตที่ได้ชาวบ้านสามารถนำกลับไปได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนผลผลิตทางการเกษตร พืชผักผลไม้ทั่วไปจะจุนเจือให้กับพนักงาน และยังมีการเพาะพันธุ์ปลาดุกเพื่อให้พนักงานเอากลับไปเลี้ยงเองเพื่อไว้รับประทานลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้เสริมอีกด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ได้มีการนำผลผลิตจากแปลงเพาะปลูกจัดสรรแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้ได้นำมาส่งมอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมแพทย์ พยาบาล ซึ่งสอดรับการดำเนินงานของเครือข่ายสิงห์อาสาที่มุ่งช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงอาสาสมัคร ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้ส่งมอบน้ำดื่มสิงห์ อาหารพร้อมรับประทานทาน (ข้าวรีทอร์ท) อาหารแช่แข็ง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น Fingertip Pulse Oximeter ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก และโรงพยาบาลสนามแล้วกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ

โดยนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มีนโยบายช่วยเหลือสนับสนุนบุคลากรการแพทย์รวมถึงอาสาสมัครที่เกี่ยวข้องด้วยความห่วงใย อาทิ มอบเงินสนับสนุนด้านการทำงานแก่บุคลากรการแพทย์แก่โรงพยาบาลหลักในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งหมด 26 แห่ง อีกทั้งยังสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้บุคคลากรการแพทย์ในการรับมือกับผู้ป่วยโควิดทั้งในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประกาศนโยบายเร่งด่วนช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จากผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ รวมเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

ออมสิน ช่วยลูกค้าเอสเอ็มอี พักชำระเงินต้นจ่ายแค่ดอกเบี้ยถึงสิ้นปี 64

0

ออมสิน ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ลดภาระค่าใช้จ่ายโดยให้พักชำระเงินต้น จนถึง 31 ธันวาคม 2564

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ธนาคารออมสิน จึงกำหนดมาตรการพักชำระเงินต้น – ชำระเฉพาะดอกเบี้ย ให้ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ทั้งที่กู้ในนามบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล สามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการได้ตามความสมัครใจ เช่นเดียวกับลูกค้ารายย่อย

ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนของผู้ที่ต้องขาดรายได้หรือรายได้ลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สำหรับผู้ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสมัครใจเข้าร่วมมาตรการ สามารถพักชำระเงินต้นเป็นการชั่วคราว และชำระเฉพาะดอกเบี้ย ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยลูกค้าสามารถแจ้งความประสงค์ได้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 วิธีการ คือ

  • 1. ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่เป็นบุคคลธรรมดา มีวงเงินกู้คงเหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้แจ้งความประสงค์ขอเข้ามาตรการและเลือกแผนชำระหนี้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน MyMo
  • 2. ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่เป็นบุคคลธรรมดา มีวงเงินกู้คงเหลือมากกว่า 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีวงเงินกู้คงเหลือไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้ติดต่อแจ้งความประสงค์ขอเข้ามาตรการได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว เป็นมาตรการเสริมจากการแก้ไขปัญหานี้ค้างชำระ ที่ธนาคารฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามงวดชำระเดิม โดยที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 5 แสนรายสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ธนาคารออมสิน โทร. 1115 facebook : GSB Society และขอย้ำว่าธนาคารฯ ให้บริการทางการเงินรูปแบบดิจิทัลทางแอปพลิเคชัน MyMo เท่านั้น

OR เผยผลประกอบการไตรมาสแรก กำไร 4,002 ล้านบาท

0
พิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

OR เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 4,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36.9% จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.38 บาท สูงกว่าไตรมาสก่อน 0.06 บาท หรือเพิ่มขึ้น 18.8% สะท้อนผลการดำเนินการที่แข็งแกร่ง พร้อมมุ่งขยายธุรกิจร่วมกับพันธมิตร เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า จากที่ OR ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 และเป็นหุ้นที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตลาดหุ้นไทยที่มีรายการจองซื้อและจำนวนผู้ถือหุ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยวิธีการกระจายหุ้นแบบ Small Lot First ให้ประชาชนได้ร่วมเป็นเจ้าของ OR อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ OR ในการเติบโตไปพร้อมกับคนไทย สำหรับผลการดำเนินการในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 OR มีกำไรสุทธิ 4,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน หรือเพิ่มขึ้น 2,106 ล้านบาท หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 จากปัจจัยหลักคือการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของผลิตภัณฑ์น้ำมัน

สำหรับผลการดำเนินงานของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีรายได้ขายและบริการ 118,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,964 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.2% จากไตรมาสก่อน โดยหลักจากรายได้เฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ซึ่งราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจ Non-Oil ปรับตัวลดลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคลดลง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กลางไตรมาส มีการจัดกิจกรรมทางการตลาดซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับรายได้กลุ่มธุรกิจต่างประเทศนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา OR ได้เข้าลงทุนในบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ในสัดส่วน 20% เป็นการต่อยอดธุรกิจ F&B ภายใต้แบรนด์โอ้กะจู๋ เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ รวมถึง สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรผู้ปลูกผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และ Café Amazon รวมทั้งยังได้ร่วมกับ LINE MAN Wongnai เปิดให้บริการ LINE MAN Kitchen ซึ่งเป็นคลาวด์ คิทเช่นในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้ PTT Station เป็นแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่นอกเหนือจากการเติมน้ำมัน ตามแนวคิด Retailing Beyond Fuel นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ GPSC เปิดตัวโครงการ G-Box ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริหารจัดการพลังงานร่วมกับ EV Station ถือเป็นนวัตกรรมพลังงาน ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพการใช้ไฟฟ้า ทั้งในด้านการลดต้นทุนค่าพลังงาน และป้องกันไฟฟ้าตกหรือดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด รองรับความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

“การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามทิศทางกลยุทธ์ของ OR ที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน ตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน (Inclusive Growth) สร้างชุมชนที่น่าอยู่ (Living Community) และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ (Healthy Environment) ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน” นายพิจินต์ กล่าว

คปภ. คลอดประกันโควิดคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ

0

พร้อมนำสองสมาคมประกันภัย และไทยเบฟฯ เข้าพบนายกฯ ประยุทธ์ เพื่อร่วมกันส่งมอบประกันโควิดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่รวม 2.7 แสนราย เงินเอาประกันกว่า 2.75 แสนล้านบาท

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เข้าพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย มูลนิธิสิริวัฒนภักดี มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อมอบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรดังกล่าว โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติรับมอบกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อส่งมอบแก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ COVID-19 พร้อมกับขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า คปภ. ได้บูรณาการร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย พัฒนาแบบกรมธรรม์ประกันภัยโดยเฉพาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งคุ้มครองการเสียชีวิต/ภาวะโคม่าเนื่องจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และผลประโยชน์กรณีตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งตน ในฐานะนายทะเบียนได้เห็นชอบแบบกรมธรรม์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัยแล้ว โดยมีสำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย มูลนิธิสิริวัฒนภักดี มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย ทั้งหมดกว่า 38,000,000 บาท เพื่อคุ้มครองภัยจากการติดเชื้อ COVID-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 270,000 ราย วงเงินความคุ้มครอง 275,410 ล้านบาท โดยแต่ละรายจะได้รับความคุ้มครองจาก 3 กรมธรรม์ ดังนี้

  1. กรมธรรม์คุ้มครองการเสียชีวิต ระยะเวลาคุ้มครอง 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่แจ้งรายชื่อ จำนวนเงินความคุ้มครอง 1,000,000 บาท
  2. กรมธรรม์คุ้มครองภาวะโคม่าอันเนื่องมาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระยะเวลาคุ้มครอง 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่แจ้งรายชื่อ จำนวนเงินความคุ้มครอง 1,000,000 บาท
  3. กรมธรรม์คุ้มครองผลประโยชน์กรณีตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระยะเวลาคุ้มครอง 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่แจ้งรายชื่อ จำนวนเงินความคุ้มครอง 10,000 บาท และกรณีเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ จำนวน 10,000 บาท

ทั้งนี้ มีบริษัทประกันภัย จำนวน 22 บริษัท เข้าร่วมรับประกันภัย ประกอบด้วย บริษัทประกันชีวิต 10 บริษัท ได้แก่ บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) บมจ.ทิพยประกันชีวิต บมจ.ไทยประกันชีวิต บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต บมจ.เอ็ม บี เค ไลฟ์ ประกันชีวิต บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต บมจ.เอไอเอ และ บมจ.อาคเนย์ประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย 12 บริษัท ได้แก่ บมจ.กรุงเทพประกันภัย บมจ.กรุงไทยพานิชประกันภัย บมจ.ทิพยประกันภัย บมจ.นวกิจประกันภัย บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ บมจ.แปซิฟิค ครอส ประกันสุขภาพ บมจ.เมืองไทยประกันภัย บมจ.วิริยะประกันภัย บมจ.สินทรัพย์ประกันภัย บมจ.สินมั่นคงประกันภัย บมจ.อาคเนย์ประกันภัย และ บมจ.เอเชียประกันภัย 1950

นอกจากนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้มอบเครื่องช่วยหายใจให้แก่โรงพยาบาลบุษราคัม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนาม ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 50 เครื่อง รวมมูลค่า 10.5 ล้านบาท ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไทย มีความห่วงใยต่อบุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกแรกช่วงต้นปี 2563 ได้มอบกรมธรรม์ประกันภัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์แล้ว 70,000 ราย เบี้ยประกันภัย 7 ล้านบาท วงเงินความคุ้มครอง 3,500 ล้านบาท

สำหรับความร่วมมือระหว่างสำนักงาน คปภ. ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไทย องค์กรการกุศล และบริษัทเอกชน เพื่อมอบกรมธรรม์ประกันภัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการส่งมอบความคุ้มครองให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ผ่านความคุ้มครองจาก 3 กรมธรรม์ แบบครบวงจร เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายใต้ความเสี่ยงได้อุ่นใจ หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์จากการปฏิบัติงานดังกล่าว

แม็คกรุ๊ป ดึงพนง.ขายลุยออนไลน์ ฝ่าวิกฤตโควิด 19 รอบ3

0

นางสาว กิตติมา วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจและการขาย บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC    เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของกลุ่มในสถานการณ์โควิด19 ระลอกใหม่ ว่า ทางบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์การขาย โดยเฉพาะในส่วนของออฟไลน์ ด้วยการดึงพนักงานขาย (PC)  ที่ประจำตามสาขาของบริษัททั้งในและนอกห้างสรรพสินค้าที่มีกว่า 1,000 คน  หันมาขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มากขึ้น  ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับภาวะการณ์ที่ ศบค. ได้ประกาศขอความร่วมมือ WFH เพื่อลดการแพร่เชื้อในขณะนี้ โดยแพลตฟอร์มการขายผ่านออนไลน์ ของบริษัท ได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าพันธมิตร ทำให้การขายผ่านช่องทางออนไลน์มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และคาดว่าจะสนับสนุนให้ยอดขายของบริษัททรงตัวได้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้า

 “การดึง PC ของบริษัทที่มีกว่า 1,000 คน ซึ่งเปรียบเสมือนการดำเนินกลยุทธ์การขาย แบบการสร้างเครื่อข่ายใยแมงมุม ที่จะสามารถเพิ่มปริมาณการขายให้มากขึ้น ประกอบกับการนำโปรโมชั่น Shop from home ส่งฟรีในจังหวัดเดียวกัน มาร่วมในการขาย ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายของบริษัท สามารถผ่านวิกฤตโควิด ทำให้ได้ยอดขายได้ตามเป้าหมายกำหนดไว้ และทรงตัวได้ “

นอกจากนี้ การร่วมมือกับพันธมิตร เช่น ไปรษณีย์ไทย ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าของบริษัทที่มีการสั่งซื้อผ่านออนไลน์ก็จะได้รับสินค้าที่ซื้อภายในวันที่ซื้อสินค้า  และบริการส่งฟรี ถ้าหากอยู่ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน

สำหรับสินค้าของ แม็คยีนส์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย  Hoodies , Sneaker , Mask , T-Shirt  ซึ่งจากยอดขายที่ผ่านมา ถือว่าได้รับความนิยม และมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นางสาว กิตติมา  กล่าวว่า MC ให้ความสำคัญกับช่องทางการเพิ่มยอดขาย บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะเป็นช่องทางที่จะสนับสนุนให้กำไรขั้นต้นของบริษัทเติบโต ซึ่งตั้งเป้าว่าจะมียอดขายจากออนไลน์ถึง 750 ล้านบาท ภายในปี 2565 และสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 422 ล้านบาท

“แม้จะมีการกลับมาระบาดของโควิด 19 รอบ3 ที่รุนแรงขึ้น แต่การที่บริษัทมีช่องทางการขายออนไลน์ ร่วมกับพันธมิตรโดยการจัดโปรโมชั่น ช็อปผ่านออนไลน์ยุค WFH จะทำให้ยอดขายกลับมาอีกครั้ง “

นอกจากนี้ด้วยโครงสร้างทางการเงินที่มีความแข็งแกร่ง ปลอดหนี้ โดยมีเงินสดในมือมากกว่าพันล้านบาท ทุกๆวิกฤตที่เกิดขึ้นจะเป็นโอกาสให้กับบริษัทในการแสวงหาพันธมิตร ที่มีศักยภาพในช่องทางออนไลน์ เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนต่อไป

จุดบริการฉีดวัคซีนโควิดโลตัสพระราม 4 คาดฉีดให้ชุมชนคลองเตยครบ 10,000 คน เร็ว ๆ นี้

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า จุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 โลตัส สาขาพระราม 4 คาดว่าจะฉีดวัคซีนประชาชนในชุมชนคลองเตยครบ 10,000 คน ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 หลังจากเริ่มต้นให้บริการวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยเฉลี่ยวันละ 1,000 คน โดยโลตัส พระราม 4 เป็นหนึ่งใน 2 จุดให้บริการในเขตคลองเตย ที่จัดตั้งขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 18 ชั่วโมง ตามนโยบายภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดในคลัสเตอร์คลองเตยอย่างเร่งด่วนที่สุด

โลตัส ได้สนับสนุนการจัดตั้งจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างเต็มที่ โดยจัดสรรพื้นที่บริเวณลานด้านหน้าโลตัส สาขาพระราม 4 พร้อมทั้งอุปกรณ์ในการดำเนินการ อาทิ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง true นอกจากนั้น ยังได้จัดอาหารและเครื่องดื่มจากโลตัสและซีพีเอฟ บริการทั้งบุคคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่มารับการฉีดวัคซีนทุกวัน นอกจากนั้น โลตัส ยังสนับสนุนอาหารให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ประจำจุดฉีดวัคซีนโรงเรียนคลองเตยวิทยา ทุกวันอีกด้วย

นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน โลตัส สาขามีนบุรี จะเริ่มให้บริการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในเขตมีนบุรี โดยเป็น 1 ใน 14 จุดที่ได้รับการคัดเลือกจากกรุงเทพมหานคร สามารถรับรองประชาชนได้อย่างน้อยวันละ 1,000 คน นอกจากนั้น โลตัส ยังได้เสนอพื้นที่ในสาขาอื่นที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ได้ครอบคลุมและรวดเร็วต่อไป

ตู้บุญเติม ประกาศผลผู้โชคดีรับทองคำ แคมเปญ ‘บุญเติม รีวอร์ด’

0

“บุญเติม รีวอร์ด” ประเดิมแจกทองคำ ครั้งที่ 1 สำหรับผู้ใช้ 3 บริการ ฝากเงิน-โอนเงิน ซื้อแพ็คเสริม และเติมเงินเข้าอี-วอลเล็ท ที่ตู้บุญเติม ที่นำแต้มที่ได้จากการใช้บริการมาร่วมรายการ รับสิทธิ์ลุ้นทองทุกเดือน เดือนละ 10 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท รวมมูลค่ากว่า  500,000 บาท

 บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (FSMART) ผู้ให้บริการ ตู้บุญเติม ประกาศรางวัลผู้โชคดีรับทองคำมูลค่า 5,000 บาท ต่อที่ 4 ในชื่อแคมเปญ “ให้มากกว่า” ให้กับผู้โชคดีที่ใช้ 3 บริการหลักที่อยู่ในกลุ่มฝากเงิน-โอนเงินบัญชีธนาคาร, ซื้อแพ็คเสริม และเติมเงินเข้าอี-วอลเล็ท ที่ตู้บุญเติม รับสิทธิ์รับทองคำครั้งที่ 1  จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท รวมมูลค่ากว่า  50,000 บาท

“บุญเติม รีวอร์ด” เป็นแคมเปญที่จัดขึ้นเพื่อคืนกำไรให้ลูกค้า ที่ใช้บริการที่ “ตู้บุญเติม” ทุกบริการสามารถนำแต้มมาร่วมลุ้นรับรางวัล 4 ต่อ ได้แก่ ต่อที่ 1 ลูกค้าสามารถนำแต้มแลกของทานฟรี ที่ร้าน “พีที แม็กซ์ มาร์ท” ภายในปั๊มน้ำมันพีทีทั่วประเทศ หรือแลกรับชั่งน้ำหนักฟรี ,  แลกรับค่าโทรศัพท์ หรือแลกรับเครดิตสำหรับใช้บริการที่ตู้บุญเติมในครั้งต่อไป ต่อที่ 2 เพียงใช้ 9 แต้ม แลก 1 สิทธิ์ ลุ้นรับโทรศัพท์มือถือทุก 2 เดือน ต่อที่ 3 ทุก ๆ 4 แต้ม แลกลุ้นล้านสิ้นปี  ซึ่งจะมีการจับรางวัลในช่วงปลายปี ตั้งแต่ส่วนลดค่าเติมน้ำมันที่ปั๊มพีที, โทรศัพท์มือถือ, สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง, รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า

และต่อที่ 4  ให้มากกว่า เมื่อใช้บริการฝากเงิน-โอนเงิน ซื้อแพ็คเสริม และเติมเงินอี-วอลเล็ท ที่ตู้บุญเติม  รับสิทธิ์ลุ้นทองทุกเดือน ๆ ละ 10 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท รวมมูลค่ากว่า  500,000 บาท โดยทุกครั้งที่ลูกค้ามาใช้บริการที่ตู้บุญเติม 1 ครั้งจะได้รับ 1 แต้ม และสามารถนำแต้มมาร่วมรายการ “บุญเติม รีวอร์ด” ได้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2564 รวมมูลค่ามากกว่า 3 ล้านบาท สามารถตรวจสอบผู้โชคดีได้รับทองคำได้ที่เว็บไซต์ www.boonterm.com หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้า 1220 ตลอด 24 ชั่วโมง

ทิพยประกันภัย นำทีม TIP SMART ASSIST ส่งกำลังใจทีมแพทย์ สู้ภัยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยนายโกสนธ์ พิศภา ผู้อำนายการฝ่ายสินไหมรถยนต์ ได้นำทีม TIP Smart Assist เดินทางไปมอบเครื่องอุปโภค บริโภค อาทิ น้ำดื่ม นม อาหารสำเร็จรูป และของใช้จำเป็นอื่นๆ มอบให้แก่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า , โรงพยาบาลสนามประจำจังหวัดนนทบุรี , โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อโควิด 19 ด้วยความทุ่มเทเสียสละ โดยทิพยประกันภัยขอส่งกำลังใจให้แก่ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้ป่วยให้ปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในครั้งนี้อย่างรวดเร็ว ด้วยความห่วงใยเป็นที่สุด