Home Blog Page 416

ออมสิน ปล่อยสินเชื่อสู้ภัยโควิด ผ่าน MyMo รายละ 1 หมื่นบาท เฟสแรกเน้นพื้นที่ 6 จังหวัดสีแดงเข้ม

0

ธนาคารออมสินขานรับมติ ครม. เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิดระลอกใหม่ ปล่อยสินเชื่อบรรเทาความเดือดร้อน รายละ 10,000 บาท ให้ยี่นกู้ผ่าน MyMo ได้ตั้งแต่ 13 พ.ค. นี้ เฟสแรกเน้น 6 จังหวัดสีแดงเข้ม ก่อนขยายผลช่วยเหลือทั่วประเทศในเฟสต่อไป

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 3 โดยรัฐบาลได้มอบหมายธนาคารออมสินเป็นผู้จัดทำมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ด้วยมาตรการ “สินเชื่อสู้ภัย COVID-19” วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดรายได้อันเนื่องมาจากมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้มีสิทธิ์ขอสินเชื่อนี้ ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งผู้มีรายได้ประจำของหน่วยงานเอกชนที่ได้รับผลกระทบกระทบจาก COVID-19 (ไม่รวมผู้มีรายได้ประจำจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ) มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป สำหรับวงเงินสินเชื่อกำหนดให้รายละไม่เกิน 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ไม่ต้องมีหลักประกันการกู้ ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรก

สำหรับในระยะแรกของโครงการ เพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงเริ่มให้บริการแก่ลูกค้าธนาคารที่เปิดใช้แอป MyMo อยู่แล้วก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2564 ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 9 ล้านคน โดยเริ่มจากลูกค้าที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ชลบุรี สมุทรปราการ และเชียงใหม่ สามารถยื่นกู้ได้ทางแอป MyMo ในวันที่ 13 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป หลังจากนั้นในระยะต่อไปจึงขยายให้บริการลูกค้าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 20 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป ตามด้วยลูกค้ากลุ่มอื่นที่ไม่มีแอป MyMo กำหนดสิ้นสุดระยะเวลาโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าจะครบจำนวนวงเงินโครงการ

ทั้งนี้ ขอแจ้งย้ำว่าธนาคารให้บริการทางการเงินรูปแบบดิจิทัลทางแอป MyMO เท่านั้น จึงขอแจ้งเตือนโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อและโลโก้ธนาคารออมสินติดต่อประชาชนด้วยช่องทางอื่น เช่น LINE หรือแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่ MyMo โปรดใช้ความระมัดระวังพิจารณาตรวจสอบจากธนาคารออมสินก่อนทุกครั้ง โดยสามารถติดต่อธนาคารที่ Call Center โทร. 1115 และที่ facebook : GSB Society

ซีพีเอฟร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ดูแลสังคม-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

0

วันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับวัน “วันป่าชายเลนแห่งชาติ” เป็นการเตือนให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันปกป้อง ดูแลรักษา ปลูก ฟื้นฟู ทรัพยากรป่าชายเลนให้คงความสมบูรณ์ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เป็นต้นทางของการสร้างความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์และสัตว์ทุกชีวิต และยังเป็นแหล่งรายได้ของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงอีกด้วย

โครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน” เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้ความร่วมมือ 3 ประสาน คือ ภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชน และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ “ครัวของโลกที่ยั่งยืน” พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยความใส่ใจตลอดกระบวนการผลิต ตระหนักและรู้คุณค่าของป่าชายเลน จึงได้ร่วมกันปกป้อง อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการระยะที่ 1 (ปี 2557 -2561) ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนรวม 2,388 ไร่ ในพื้นที่จังหวัด ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลาและ พังงา

นอกจากเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศแล้ว ผืนป่าชายเลนที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร ยังเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จของการฟื้นฟูป่าชายเลน ช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง นอกจากนี้ ระบบนิเวศป่าชายเลนที่กลับมาอุดมสมบูรณ์ ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำกลับคืนมาในพื้นที่ ส่งผลดีต่อชาวประมงที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่อ่าวตัว ก. ที่มีปัญหาพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ แต่จากความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชนในพื้นที่ ดำเนินโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ทำให้ผืนป่าชายเลนบริเวณนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เป็นป่าชายเลนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจากการปลูกไม้ป่าชายเลน คือ ต้นแสม ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ ปริมาณต้นไม้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนเลนเป็นแนวเพิ่มขึ้นสามารถปลูกต้นไม้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ทำให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น

ซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน”เข้าสู่ระยะที่สอง โดยร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปลูกป่าใหม่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพิ่มเติมอีก 266 ไร่ หลังจากผลสำเร็จของโครงการระยะที่หนึ่งที่ร่วมกับทช. อนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูป่าชายเลนที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร รวม 604 ไร่ รวมทั้งเดินหน้าอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลน ที่ต.ปากน้ำประแส จ.ระยอง พื้นที่ 614 ไร่ และในปี 2564 มีแผนที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าใหม่ ที่ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

พื้นที่ป่าชายเลนที่ได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู สามารถต่อยอดโครงการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิถีชุมชน ที่ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร และพื้นที่ตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ทำให้ชาวบ้านในชุมชนทั้งสองพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวและรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ส่งผลดีต่อความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่และเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งในส่วนของพื้นที่ตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนของผู้ที่สนใจอีกด้วย

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นจากโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปี 2561-2562 เทียบกับก่อนเริ่มโครงการ ในด้านเศรษฐกิจพบว่าคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น อาทิ รายได้จากการทำประมง โดยในพื้นที่ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า และในพื้นที่ต.ปากน้ำประแส จ.ระยอง รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.2 เท่า ด้านสังคม กลุ่มผู้สูงวัยมีสุขภาพจิตดีขึ้น จากการที่ใช้เวลาว่างในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามธรรมชาติ และช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ทั้งนี้ โครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goal :SDGs) ในประเด็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก

สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็่นสัตว์ป่า ป่าไม้ ต้นไม้ เพราะสิ่งที่ตามมา คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าชายเลน ที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และเป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน จึงมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ และรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

เอไอเอส ลุยเชื่อมต่อเครือข่ายสื่อสาร 23 จุดบริการฉีดวัคซีนโควิด หนุนสร้างภูมิคุ้มกันระดับประเทศ

0

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  เปิดเผยว่า เอไอเอสได้ประสานงานกับองค์กรต่างๆ ที่เปิดเป็นจุดให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์ขั้นตอนการสื่อสาร ส่งต่อข้อมูลการฉีดวัคซีนที่จำเป็นต้องลงรายละเอียด เก็บประวัติการฉีดเข็มที่ 1 และ 2 อย่างรัดกุมของคณะแพทย์ พยาบาล ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่ขั้นตอน การลงทะเบียน ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต คัดกรอง ซักประวัติ การสังเกตอาการหลังฉีด ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องมีการบันทึกข้อมูลอย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถติดตามและเก็บประวัติผู้รับวัคซีนเข้าสู่ฐานข้อมูลของประเทศได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงการขยายเครือข่ายในบริเวณโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ เนื่องจากเครือข่ายสื่อสาร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ภารกิจสำคัญของบุคลากรทางการแพทย์ลุล่วงตามเป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน ซึ่งทีมงานวิศวกร และพนักงาน AIS ทุกคน ถือเป็นหน้าที่สำคัญสูงสุดที่จะส่งต่อคุณภาพเครือข่ายที่ดีที่สุดในภารกิจนี้ด้วยเช่นกัน เพราะ “วัคซีน” คือคำตอบที่จะทำให้เราก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้

วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

ทั้งนี้ จุดบริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน 23 จุดที่ AIS ได้เข้าไปติดตั้งเครือข่ายในช่วงเริ่มต้น  ประกอบไปด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต,  ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง, เดอะมอลล์บางแค,  เดอะมอลล์บางกะปิ, เดอะมอลล์งามวงศ์วาน, สามย่านมิตรทาวน์, เอเชียทีคเดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, บิ๊กซี บางบอน, สถานีบริการน้ำมัน ปตท. พระราม 2 (ขาออก), จุดฉีควัคซีน โรงพยาบาลสนาม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ณ อาคารจามจุรี 9, สถานที่บริการฉีดวัคซีนของกองทัพอากาศ สำหรับข้าราชการประชาชน อาคารรณภากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช

นอกจากนี้ยังรวมถึงจุดบริการวัคซีนในต่างจังหวัด ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (พรอมเมนาด), โรงพยาบาลนครพิงค์ (โรงยิม 2 สนามกีฬา 700 ปี, โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลประสาท, โรงพยาบาลสวนปรุง, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (แม่และเด็ก) ,โรงพยาบาลแมคคอร์มิค, โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี, ห้องประชุมเทศบาลบ้านสวนและศาลาเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลชลบุรี, โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  (สัตหีบ) 

เครือซีพี ส่งมอบอาหารและครุภัณฑ์ สนับสนุนกรมการแพทย์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2564 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้รับมอบผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัย และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมบุคลากรทางการแพทย์ ในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ จากนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และนายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ภายใต้โครงการ “ซีพี ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ได้โดยเร็ว

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขอขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีเอฟ และซีพีออลล์ที่ให้การสนับสนุนในส่วนที่บริษัทสามารถดำเนินการได้ทั้ง 3 ระลอกอย่างดีเยี่ยม เพื่อช่วยเหลือภารกิจต่างๆของทีมแพทย์และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข การร่วมด้วยช่วยกันเช่นนี้ เป็นทั้งกำลังใจและเติมกำลังกายให้ทุกคน ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ทีมแพทย์และพยาบาลเป็นผู้เสียสละ เป็นด่านหน้าในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซีพีเอฟขอนำความเชี่ยวชาญของบริษัทมาร่วมสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ โดยนำอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานจำนวน 24,000 แพ็ค ภายใต้ “โครงการ CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่การระบาดรอบแรก มาแบ่งเบาภารกิจการจัดเตรียมอาหารของทีมแพทย์ ในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ แทนคำขอบคุณและส่งกำลังใจให้ทีมแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกท่าน โดยอาหารที่ส่งมอบ ประกอบด้วยอาหารอร่อยหลากหลายเมนู อาทิ เกี๊ยวกุ้ง ข้าวกล้องปลาแพนกาเซียส ดอร์รี่ ข้าวอบธัญพืชและไก่ บะหมี่เป็ดย่างทรงเครื่อง สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ข้าวกะเพราเนื้อสับ เป็นต้น

ด้าน นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพี ออลล์ กล่าวว่าการส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่บริษัทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาทิ เจลแอลกอฮอลล์ หน้ากากอนามัย และน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฎิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ

ซีพีเอฟและซีพีออลล์ ได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือให้โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ดังนี้ รพ.นพรัตน์ราชธานี, รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) นครปฐม, รพ.ราชวิถี, รพ.เลิดสิน, รพ.สงฆ์, สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ นนทบุรี, สถาบันประสาทวิทยา, สถาบันพยาธิวิทยา, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ บรมราชชนนี (สบยช.), สถาบันโรคทรวงอก, สถาบันโรคผิวหนัง, สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, รพ.มะเร็งลพบุรี, รพ.มะเร็งชลบุรี และ ศูนย์ประสานงานการจัดเตียงสำหรับประชาชน (ศูนย์ 1668) จ.นนทบุรี

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ได้มอบแนวทางให้ทุกบริษัทในเครือฯ เร่งสนับสนุนวงการแพทย์ในการดูแลและป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ด้วยตระหนักดีว่าความร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำ จึงจัดตั้งงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท สำหรับการสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และจนถึงขณะนี้เครือฯให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแล้วทั้งหมด 78 แห่ง

เซเว่น อีเลฟเว่น – ซีพีเอฟ มอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องอุปโภคบริโภค ให้รพ.สนาม จ.สมุทรปราการ-สระแก้ว

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า จากนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตามเจตนารมณ์ของนายธนินท์  เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เร่งเดินหน้าโครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19”  ผนึกกำลังบริษัทในเครือฯ สนับสนุนโรงพยาบาลสนาม บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่  พร้อมเดินหน้าเสริมกำลังผ่านโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” โดยเน้นไปที่ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องอุปโภค บริโภค ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ  ส่งมอบอาหารปลอดภัยผ่านโครงการ  “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เพื่อเสริมกำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ในการช่วยคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19

ล่าสุด เซเว่น อีเลฟเว่น ลงพื้นที่โรงพยาบาลสนามในจังหวัดสมุทรปราการ 2 แห่ง นำโดยนายชัยโรจน์ ทิวัตถ์มั่นเจริญ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์  ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และเครื่องอุปโภค บริโภคให้กับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดสมุทรปราการ  โดยมี ผศ. นพ.ชาญ เกียรติบุญศรี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เป็นผู้รับมอบ   พร้อมกันนี้ยังมีผู้บริหารและตัวแทนพนักงานบมจ.ซีพี ออลล์ เป็นผู้แทนส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ โดยมี นายประกิต วงศ์ประเสริฐ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการด้านบริหาร เป็นผู้แทนรับมอบอีกด้วย

นอกจากนี้ ซีพี ออลล์ และ ซีพีเอฟ ยังร่วมกันส่งมอบแอลกอฮอลล์ทำความสะอาด, หน้ากากอนามัยและน้ำดื่ม ตามโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” รวมถึง ผู้แทนซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบอาหารปลอดภัยในโครงการ  “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ให้กับโรงพยาบาลสนามองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว (รพ.สนาม) จังหวัดสระแก้ว โดยมีนายเกียรติศักดิ์ จันทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ในพื้นที่

ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2564 จนถึงปัจจุบัน เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ทยอยส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาทิ เจลแอลกอฮอลล์ หน้ากากอนามัย เครื่องวัดอุณหภูมิ น้ำดื่ม เบเกอร์รี่ และ เครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับโรงพยาบาลสนามแล้วกว่า 50 แห่ง  ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสนามที่เป็นพื้นที่ควบคุมใน 18 จังหวัด และถวายเครื่องวัดอุณหภูมิและแอลกอฮอล์ให้กับวัด พระสงฆ์ สามเณร  และทยอยมอบของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้กับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” 

เครือซีพี จับมือสมาคมสหพันธ์ช้างไทย ช่วยช้างและควาญช้าง ผ่านวิกฤตโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ ประกอบด้วย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ บมจ.ซีพี ออลล์ และ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ร่วมมือกับ “สมาคมสหพันธ์ช้างไทย” เปิดโครงการ “คนไทยรักช้าง” เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารและสุขภาพของช้างเลี้ยงและควาญช้างในเครือข่ายของสมาคมสหพันธ์ช้างไทย ด้วยการรณรงค์ให้คนไทยจากทุกภาคส่วนร่วมกันแบ่งปันน้ำใจให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 อย่างสมศักดิ์ศรีของการเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย นำร่องโดย ซีพีเอฟได้สนับสนุนอาหารช้าง จำนวน 60 ตัน หรือ 60,000 กิโลกรัม มอบให้แก่สมาคมสหพันธ์ช้างไทย เพื่อนำไปเป็นอาหารเสริมให้ช้างมีสุขภาพดี นอกจากนี้ กลุ่มทรู ยังสนับสนุนเทคโนโลยีอัจฉริยะทรู 5G ในระบบสื่อสารของรถพยาบาลช้าง พร้อมเปิดช่องทางรับบริจาคจากประชาชน ร่วมแบ่งปันน้ำใจให้ช้าง ผ่านระบบทรูมูฟ เอช แอปทรูยู แอปทรูไอดี และ แอปทรูมันนี่ วอลเล็ท รวมทั้งช่องทางของซีพี ออลล์ ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ขอเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการคนไทยรักช้าง” ส่งมอบความช่วยเหลือ เพื่อร่วมบรรเทาปัญหาของปางช้าง ควาญช้าง ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดรายได้ ทำให้ช้างขาดแคลนอาหาร โดยใช้ศักยภาพและประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ สนับสนุนอาหารช้าง จำนวน 60 ตัน หรือ 60,000 กิโลกรัม ผ่านสมาคมสหพันธ์ช้างไทย เพื่อนำไปเป็นอาหารเสริมให้ช้างมีสุขภาพดี ซึ่งอาหารช้างที่ส่งมอบในครั้งนี้ ผลิตโดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหนองแค จ.สระบุรี ของซีพีเอฟ ได้ปรับสายการผลิตเพื่อมาผลิตอาหารช้างเอราวัณ กระจายให้ปางช้าง กำหนดส่งมอบรวม 3 งวด งวดละ 20 ตัน เป็นอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการอาหารสัตว์ ทั้งโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ช่วยส่งเสริมให้ช้างมีสุขภาพดี แข็งแรง เติบโตตามธรรมชาติ สามารถกินควบคู่กับอาหารหยาบ เช่น กล้วย อ้อย หญ้า ซึ่งเป็นอาหารหลักของช้างได้ดี ช่วยบรรเทาปัญหาในภาวะขาดแคลนอาหารที่ใช้เลี้ยงช้างจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านการศึกษา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรู ได้นำเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G สนับสนุนระบบสื่อสารในรถพยาบาลช้าง ที่จะส่งสัญญาณภาพความละเอียดสูงเพื่อช่วยให้สัตวแพทย์ สามารถติดตามอาการของช้างและแนะนำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแบบเรียลไทม์ผ่านกล้องมอนิเตอร์ที่ติดในรถ ในกรณีที่ต้องมีการส่งตัวช้างที่มีอาการป่วยหรือจำเป็นต้องขนย้ายไปจุดต่างๆ ให้กับคนที่ดูแลช้างหรือควาญช้างระหว่างการเดินทางไปโรงพยาบาล ช่วยให้การรักษาช้างทันท่วงทีมากขึ้น รวมทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ Tracking เพื่อตรวจสอบเส้นทางรถพยาบาลซึ่งจะแสดงผลผ่านสมาร์ทโฟน 5G และคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังนำศักยภาพความเป็นสื่อมาช่วยผลิตสปอต พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ในเครือ อาทิ TNN16 ทรูโฟร์ยู ทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ และสื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังเปิดช่องทางรับบริจาคผ่านระบบทรูมูฟ เอช แอปทรูยู แอปทรูไอดี และ แอปทรูมันนี่ วอลเล็ท

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า ช่องทางในการรับบริจาคภายใต้แคมเปญ “ร่วมแบ่งมื้อให้ช้างพ้นโควิด” ในโครงการ “คนไทยรักช้าง” ดำเนินการผ่านช่องทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมาจนถึงวันที่31 ธันวาคม 2564 เพื่อนำไปช่วยเหลือช้างไทยและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆตามความเหมาะสมเร่งด่วน เพื่อให้ช้างไทยก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปพร้อมกัน

ด้านนายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีช้างเลี้ยงจำนวน ประมาณ 3,800 เชือก และเคยมีปางช้างก่อนวิกฤตโควิด-19 ถึง 250 ปาง ซึ่งก่อนหน้านี้ธุรกิจปางช้างถือเป็นหนึ่งในธุรกิจการท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยนับหมื่นล้านบาทต่อปี แต่สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดต่อเนื่อง ส่งผลให้ช้างและควาญช้างตามปางช้างทั่วประเทศประสบปัญหาขาดรายได้ที่เคยได้รับจากนักท่องเที่ยว ทำให้ช้างเลี้ยงกว่า 3,000 เชือกขาดแคลนอาหาร ปางช้างส่วนใหญ่ปิดตัวลงชั่วคราว ช้างเป็นจำนวนมากตกงานและเคลื่อนย้ายออกจากปางเพื่อกลับถิ่นฐาน ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานระดมทุนบริจาคแต่ไม่เพียงพอ โดยแต่ละวันช้างเลี้ยงต้องการหญ้าและอาหารที่เหมาะสมอย่างน้อยวันละ10% ของน้ำหนักตัวหรือประมาณ 200-300 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 10,000-15,000 บาทต่อตัว อย่างไรก็ตาม สมาคมสหพันธ์ช้างไทยและเครือข่ายได้ดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ควาญช้างและช้างด้วยการจัดส่งอาหารไปให้ช้างแล้วจำนวน 1,699 เชือก แต่ยังคงเหลือช้างเลี้ยงอีกจำนวนมากที่ยังต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นทางเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ เข้ามาร่วมให้การสนับสนุนอาหารเสริมสำหรับช้างและเปิดช่องทางรับบริจาคช่วยเหลือช้างในครั้งนี้ มีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะวิกฤตที่ยังคงต่อเนื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ทางสมาคมฯ จึงขอเชิญชวนคนไทยร่วมด้วยช่วยกันในการช่วยเหลือช้างและปางช้างให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

สมาคมสหพันธ์ช้างไทยและเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันแบ่งปันคนละเล็กคนละน้อยเพื่อให้ช้างไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 โดยสามารถบริจาคเงินโดยตรงเข้าบัญชี สมาคมสหพันธ์ช้างไทยเพื่อคนไทยรักช้าง ธนาคารกสิกรไทย สาขาสี่แยกสนามบิน เชียงใหม่ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 092-1-98873-7 หรือ บริจาคผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถบริจาคผ่านระบบทรูมูฟ เอช โดยกด *948*1303*10# โทรออกเพื่อบริจาค10 บาท *948*1303*100# โทรออกเพื่อบริจาค 100 บาท ผ่านแอปทรูยู โดยใช้ 100 ทรูพอยท์ แทนเงินบริจาค 10 บาท 500 ทรูพอยท์ แทนเงินบริจาค 50 บาท และ 1,000 ทรูพอยท์ แทนเงินบริจาค 100 บาท ผ่านแอปทรูไอดี โดย สแกน QR Code https://tmn.app.link/TEAA01 และผ่านแอปทรูมันนี่ วอลเล็ท โดยบริจาคได้ทุกเครือข่าย

โออาร์ สมทบทุนตั้งศูนย์พักคอยผู้ป่วย/มอบแอลกอฮอล์-น้ำดื่ม หนุนชุมชนคลองเตยสู้ภัยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 นายทนงศักดิ์ คามีศักดิ์ ผู้จัดการส่วนคลังน้ำมันพระโขนง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มอบเงินบริจาค จำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดชนิดน้ำ จำนวน 500 ลิตร และน้ำดื่มจิฟฟี่ ขนาด 1.5 ลิตร จำนวน 1,000 ขวด แก่ พระพิศาลธรรมานุสิฐ เจ้าอาวาสวัดสะพาน เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ณ วัดสะพาน (พระโขนง) รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ รองรับการดูแลผู้ป่วย โควิด-19 ที่มาจากบริเวณพื้นที่คลองเตยและบริเวณใกล้เคียงซึ่งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้นำ กาแฟ ดริป คาเฟ่ อเมซอน กาแฟแท้คั่วบด รสซิกเนเจอร์ จำนวน 1,000 ซอง ไปมอบเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 วัดสะพานอีกด้วย

นอกจากนี้ โออาร์ จะสนับสนุนเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิดวงประทีปเพื่อจัดหาสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ อีกทั้งยังมีแผนสนับสนุนพื้นที่ชุมชนคลองเตยในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรับส่งผู้ตรวจหาเชื้อหรือไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล สนับสนุนก๊าซหุงต้มสำหรับประกอบอาหารให้ผู้ป่วยที่ศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 วัดสะพานเป็นเวลา 3 เดือน สนับสนุนชุด PPE จำนวน 100 ชุดสำหรับเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ตรวจหาเชื้อโควิด-19 และสนับสนุนถุงยังชีพสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด จำนวน 2,000 ชุด รวมมูลอีกกว่า 800,000 บาท

ที่ผ่านมา โออาร์ ได้มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมถึงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศที่มีสถานประกอบการของ OR ตั้งอยู่ สำหรับชุมชนคลองเตยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่โออาร์ร่วมดูแลเนื่องจากมีสำนักงานพระโขนงและคลังน้ำมันพระโขนงตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง สอดคล้องกับแนวทางดำเนินธุรกิจของ OR ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เป็นศูนย์กลางพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และพร้อมเคียงข้างคนไทยในการสู้ภัยโควิด -19 ไปด้วยกัน

กรมชลประทาน ปิดจ๊อบส่งน้ำฤดูแล้ง เดินหน้ารับมือฤดูฝนปี 64

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2564 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “ปิดจ๊อบส่งน้ำฤดูแล้ง พร้อมเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี 64” ผ่านระบบ VDO Conference โดยมีนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และผู้แทนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ ได้สิ้นสุดของการบริหารจัดการในช่วงฤดูแล้งปี 63/64 (เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 63 – 30 เม.ย.64) แล้ว ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ณ วันที่ 30 เม.ย. 64 มีการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นประมาณ 16,717  ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนฯ การใช้น้ำต่ำกว่าแผนวางไว้ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนจัดสรรน้ำไว้รวม 5,000 ล้าน ลบ.ม. โดยใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลักรวม 4,500 ล้าน ลบ.ม. อีกส่วนหนึ่งผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้าน ลบ.ม. ผลการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวมทั้งสิ้น 4,892 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 98 ของแผนฯ ภาพรวมผลการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากมีฝนตกบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อน  ส่งผลให้การใช้น้ำจากเขื่อนลดลง ที่สำคัญยังได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในการนำน้ำจากแหล่งธรรมชาติในพื้นที่ของตน อาทิ บ่อยืม หนอง และบึงต่างๆ มาใช้ในการเพาะปลูก ทำให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนและเพียงพอ

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2563/64 ทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกรวมทั้งสิ้น 5.95 ล้านไร่(แผนวางไว้ 2.45 ล้านไร่) แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.90 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.55 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการทำนาปรังประมาณ 2.79 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 2.593 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองทำการเพาะปลูก

ทั้งนี้ ตลอดในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างปราณีตและรัดกุม  โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก ตามข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ ยังได้เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งในพื้นที่ 56 จังหวัด 139 อำเภอ 220 ตำบล 344 หมู่บ้าน ด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ 47 คัน คิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 12.67 ล้านลิตร ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 433 เครื่อง แบ่งเป็นการสูบน้ำช่วยเหลือด้านอุปโภคบริโภคและการเกษตร คิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 160 ล้าน ลบ.ม. และยังมีเครื่องจักรกลอื่นๆอีก 133 หน่วย ที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือ รวมไปถึงการซ่อม/สร้างทำนบ/ฝาย รวม 36 แห่ง และการขุดลอกแหล่งน้ำอีก 34 แห่งด้วย

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ดำเนินการจัดจ้างแรงงานชลประทานทั่วประเทศ ในการดำเนินงานปรับปรุงซ่อมแซม บำรุงรักษาระบบชลประทาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จนถึงขณะนี้มีผู้เข้าร่วมรับการจ้างงานกว่า 63,088 รายแล้ว เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กรมชลประทาน 1460

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ณ วันที่ 1 พ.ค. 64 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศมีปริมาณน้ำรวมกัน 36,442 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกประมาณ 39,626 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,961 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ประมาณ 2,265 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกประมาณ 15,910 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำและการรับมือฤดูฝนปี 2564 นั้น ได้วางมาตรการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ การส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนโดยใช้น้ำฝนเป็นหลักหลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการและมีฝนตกในพื้นที่สม่ำเสมอ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย กำหนดคน และกำหนดเครื่องจักรเครื่องมือกว่า 5,935 หน่วย เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง 437 แห่ง และอาคารชลประทานทั่วประเทศอีก 1,806 แห่ง ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งสำรวจสิ่งกีดขวางทาง และการกำจัดวัชพืชในแม่น้ำสายหลักและคูคลองต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก (RULE CURVE) โดยพิจารณาปรับลดการระบายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา พร้อมกับใช้อาคารชลประทานในการจัดการจราจรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำรวมทั้งการแจ้งเตือนต่างๆ ไปยังประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือน้ำล้นตลิ่ง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด หากหน่วยงานหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน ได้ตลอดเวลา

ทรีนีตี้ ชวนลงทุนหุ้นรายตัวต่างประเทศผ่านกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ ”

0

“ทรีนีตี้” ชวนลงทุนหุ้นรายตัวต่างประเทศผ่านกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” เพื่อกระจายความเสี่ยงของการที่เศรษฐกิจไทยอาจจะถดถอยจากโควิด-19 ระบาดรอบ 3 แต่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน โดยลงทุนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท ระยะเวลาลงทุน 1 ปี คาดสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้นักลงทุน พร้อมเปิดผลงานกองก่อนหน้าช่วง 9 เดือนให้ผลตอบแทน 41% เปิดขายวันนี้ ถึง 12 พ.ค.2564

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การกระจายสินทรัพย์เพื่อลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ ยังเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวช้าจากการกลับมาระบาดของโควิด -19 รอบ 3 ที่รุนแรงขึ้น ในสภาวะการณ์เช่นนี้ ทรีนีตี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทย 20% (เน้นหุ้นปันผลดี) ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB ขึ้นไปประมาณ 30-40% อีก 10-20% ลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์เพราะเป็นกองทุนที่จะลงทุนในหุ้นจีนในสัดส่วนที่สูงเป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ลงทุนทองคำในสัดส่วน 5% และส่วนอีก 20-30 % ถือเป็นเงินสดเพราะในภาวะที่ตลาดหุ้นยังมีความผันผวนสูง การถือเงินสดจะสร้างโอกาสที่ดีให้กับนักลงทุนให้มีจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงมา

“ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการระบาดโควิด-19 รอบ 3 ที่ยอดผู้ป่วยต่อวันพุ่งเกิน 2,000 คน และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่ขณะนี้เริ่มเห็นหลายสำนักสำคัญทางเศรษฐกิจได้ออกมาปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ลงแล้ว ซึ่งในขณะที่ประเมินว่า     จีดีพีปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 2% และประเมินกำไรตลาดหุ้นที่ 81 บาท และดัชนีที่ 1,600 จุด”                   

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า นักลงทุนที่มีความสนใจจะกระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศเพื่อรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีนที่อาจจะเติบโตในระดับ 7-8% ต่อปี ในปี 2021   นี้สามารถลงทุนผ่าน บล.ทรีนีตี้ ได้ โดยขณะนี้ได้เปิดขายกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์(ex-Japan) : Series 3ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 พ.ค.2564 นักลงทุนสามารถลงทุนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท มีระยะเวลาในการลงทุน 1 ปี (1 มิ.ย.2564- 31 พ.ค.2565) คาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนตลอดระยะเวลาของการลงทุนที่ระดับ 15% โดยจะเริ่มลงทุนตั้งแต่ มิถุนายนนี้

 สำหรับกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” เน้นลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น บริหารกองทุนแบบ Active Fund  ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นรายตัว ที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโตและมีมูลค่าเพิ่ม ผู้จัดการกองทุนจะมีการปรับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ตไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่มีการเติบโตระยะยาว  (Thematic) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกลยุทธ์การบริหารกองทุนในลักษณะนี้ทำให้ผลดำเนินงานของกองทุน มีผลตอบแทนย้อนหลังเหนือกว่าตลาด (Benchmark) และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในแง่ Absolute Returns การลงทุนที่ผ่านมาถือว่าดีกว่าการลงทุนใน ETF โดยตรงเพราะเลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานเฉพาะบริษัท

ทั้งนี้การลงทุนที่ผ่านมานั้น กองทุนมีการลงทุนในสินทรัพย์ เป็นสัดส่วน เช่น 18.5% ลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ  13.7% กลุ่มคอนซูเมอร์ และ 13.2% กลุ่มสถาบันการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ กองทุนยังลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่ ที่ได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน กองทุนส่วนบุคคล“ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan): Series 2 ระยะลงทุนตั้งแต่ 1 มิ.ย.2563 – 31 มี.ค.2564 ให้ผลตอบแทนที่ระดับ 41 %  ขณะที่ Series 1 ซึ่งลงทุนไปแล้วเมื่อ 2 พ.ค.2562 ถึง 31 พ.ค.2563 ให้ผลตอบแทน 8.1% และหากนับตั้งแต่เริ่มกองทุนถึงปัจจุบัน (2 พ.ค. 2562 – 31 มี.ค. 2564) กองทุนนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 49.5% สูงกว่าตลาดที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 27.3%

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า จากผลดำเนินงานของกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนที่ออกไปลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศกับทรีนีตี้ ในรุ่นก่อนหน้ามีการลงทุนต่อเนื่องและเพิ่มวงเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” ที่อยู่ระหว่างการเสนอขายในขณะนี้ นอกจากนี้กองทุนนี้ได้มีการทำป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนโดยทำสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเต็มจำนวน เมื่อโอนเงินออก แต่ยังมีความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินอื่นๆ  ซึ่งเกิดจากการลงทุนในแต่ละประเทศ

สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อกองทุนส่วนบุคคล “ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (ex-Japan)” โดยติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โทร. 02-088-9350

เครือซีพีเดินหน้าสนับสนุนรพ.สนาม-รพ.ศิริราชต่อ จัดทัพส่งมอบอาหาร-น้ำดื่ม-เครือข่ายและอุปกรณ์สื่อสาร

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ เดินหน้าสนับสนุนภารกิจโรงพยาบาลสนามอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ตั้งงบประมาณ 200ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ข้าวโพด) เครือซีพี, นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือซีพี, นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และ นายพิสิฐ พรัดมะลิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น ดีลิเวอรี ร่วมเป็นผู้แทนเครือฯ ส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม และเครือข่ายสื่อสารอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ป่วยโควิด-19 และบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด19”โดยมี รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เป็นผู้รับมอบ ณ โถงตึกอำนวยการ ชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช

นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า  ท่ามกลางวิกฤตแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือมีความห่วงใยแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19อย่างเต็มกำลัง ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลศิริราชมีความจำเป็นต้องลดการให้บริการแก่ผู้ป่วยลง เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนต้องกักตัวเพื่อดูอาการ ซึ่งสะท้อนความทุ่มเทและความเสียสละของนักรบชุดขาวทุกท่าน ที่ต้องทำงานอย่างหนักท่ามกลางความเสี่ยงของวิกฤตโควิด-19 โดยเครือซีพีและบริษัทในเครือ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมกำลังด้านสาธารณสุขในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กลุ่มทรู ได้เพิ่มความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น โดยมอบ True SMART 4G Adventure  WalkieTalkie พร้อมซิมเน็ตฟรีโทรฟรีทุกเครือข่ายนาน 1 ปี จำนวน30 ชุด และให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลายด้วยซิมทรูมูฟ เอช แบบเติมเงิน “กักตัว ไม่กลัวเหงา” พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตไม่อั้น ความเร็ว 10 Mbps.นาน 30 วัน จำนวน 100 ซิม รวมถึงใช้บริการ “ทรูวิชั่นส์ นาว” (TrueVisions NOWรับชม 24 ช่องดังจากทรูวิชั่นส์ได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟน บนแอปพลิเคชันทรูไอดี โดยมอบรหัสดูฟรีคอนเทนต์หลากหลาย ตลอดจนเปิดคอลล์ เซ็นเตอร์เฉพาะกิจ 02-700-9022เพื่อดูแลเครือข่ายและบริการในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังสนับสนุนหน้ากากอนามัย​ 500 ชิ้น น้ำดื่ม​ 500 ขวดอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำความตั้งใจของกลุ่มทรู ที่จะอยู่เคียงคู่คนไทยให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19ไปด้วยกัน

ด้าน รศ.นพ.วิศิษฎ์ กล่าวว่า  ขอขอบคุณเครือซีพีและบริษัทในเครือ ในฐานะภาคเอกชนที่ได้ส่งมอบความห่วงใยให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19และบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งขณะนี้มีอัตราของผู้ติดเชื้อและมีอัตราการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนของเครือฯในครั้งนี้นับเป็นกำลังใจสำคัญให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่พร้อมจะใช้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับความร่วมมือคนไทยทั้งประเทศฝ่าวิกฤตโควิด-19ระลอกใหม่ให้ได้เร็วที่สุด