Home Blog Page 407

รู้เก็บรู้ออม : เปลี่ยน “ขวดขุ่น” เป็น “เงิน”

0

ช่วงที่พวกเรากำลังดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านมากขึ้น หลายคนทำงานที่บ้าน อาจซื้ออาหารมาตุนไว้เพื่อไม่ต้องออกจากบ้าน บางคนต้องทำอาหารทานเองทั้ง 3 มื้อ หรือสั่งอาหารมาส่ง อาจลืมสังเกตไปว่า “ขยะ” เต็มถังเร็วขึ้น!!

วันนี้ “คุณนายพารวย” อยากชวนพวกเรามา “เปลี่ยนขยะเป็นเงิน” กับโครงการ Care the Whale : ขยะล่องหน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะเป็นพลเมืองของโลก ริเริ่มโครงการร่วมกับภาคเอกชนและธุรกิจเพื่อสังคม ช่วยกันรณรงค์ลดขยะ ลดโลกร้อน โดยเริ่มที่ตัวเราก่อน!!

โครงการ Care the Whale : ขยะล่องหน ได้ชวนให้ร่วม “ปฏิบัติการล่องหนเปลี่ยน ‘คุณขวดขุ่น’ เป็น ‘เงิน’ กัน!! โดยให้ข้อมูลว่า ขวดขุ่น HDPE ที่มีสัญลักษณ์เบอร์ 2 ถ้าเราคัดแยกตามประเภท และนำไปขายตามแหล่งรับซื้อต่างๆ อย่างร้านรับซื้อวัสดุรีไซเคิลหรือ “คุณลุงซาเล้ง” แถวบ้านจะแปลงขวดขุ่นเป็นรายได้ของเราได้เลย!

ขยะที่สามารถทำมารีไซเคิลได้ มีทั้งแก้ว กระดาษ ขวดพลาสติกประเภทต่างๆ จะมีราคาตลาดที่เป็นราคารับซื้อกำหนดไว้ เป็นราคาต่อกิโลกรัม หรือต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้รับซื้อ ที่แต่ละรายอาจให้ราคาซื้อที่แตกต่างกัน โดยสามารถดูราคาอ้างอิงขยะรีไซเคิลและของเก่า ในเว็บไซต์สมาคมรีไซเคิลขยะและรับซื้อของเก่า หรือจากผู้ซื้อรายใหญ่อย่างวงษ์พาณิชย์ และ Junkbank เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น ขวดขุ่นสีขาว (HDPE) ขวดนม ขวดน้ำดื่มขุ่น ขวดนมเปรี้ยว 1 กิโลกรัม (ประมาณ 20 ขวด) จะมีราคา 5 บาท (อ้างอิงจากวงษ์พาณิชย์ วันที่ 4 เม.ย.64) ดังนั้น ถ้าเรานำขวดขุ่นสีขาว (HDPE) ไปขาย ขวดขุ่นสีขาว 1 กิโลกรัม 5 บาท จะซื้อไข่ไก่เบอร์ 5 ได้ 2 ฟอง ขวดขุ่นสีขาว 6 กิโลกรัม 30 บาท จะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ 5 ซอง (ซองละ 6 บาท) เป็นต้น

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนนำขยะไปขายต้องทำความสะอาด แยกฝา แยกฉลากออก ไม่นำมาปนกัน เพราะมันทำจากพลาสติกต่างชนิดที่มีมูลค่าต่างกัน และใช้กระบวนการรีไซเคิลที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้ามีสี ราคาก็จะต่างไปอีก อย่างฝาขวดที่เป็นสีๆทำจากพลาสติก HDPE หรือ PP อาจจัดอยู่ในประเภทพลาสติกรวมสี ราคา 3 บาทต่อกิโลกรัม

แม้ขยะเหล่านี้จะได้ค่าตอบแทนไม่มาก แต่การที่เรานำมันไปรีไซเคิลหรือหาทาง “ไปต่อ” ให้พลาสติกเหล่านี้ เช่น นำไปหลอมแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อได้ สุดท้ายจะสามารถลดปริมาณขยะที่หลุมฝังกลบ ซึ่งพลาสติกเหล่านี้ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 70-450 ปี และไม่สร้างขยะพลาสติกที่อาจหลุดลอยไปในทะเลเข้าท้องน้องวาฬของเราได้

ไม่เพียงแต่ขยะขวดขุ่นที่แปลงเป็นเงินได้เท่านั้น ขวดแก้ว กระดาษ พลาสติกทั้งขวดขุ่นขวดใสก็สามารถนำมารีไซเคิลได้ เพียงแค่เราออกแรงแยกประเภทขยะเท่านั้น

เรามาเริ่ม “แปลงขยะเป็นเงินออม” กันดีกว่า ดูซิว่าปีนี้ใครจะออมได้มากกว่ากัน แถมได้ร่วมลดโลกร้อน ร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้โลก โดยลดขยะจากต้นทาง หรือกำจัดคำว่าขยะให้หายไป โดยหาทางใช้ให้ถึงที่สุด เริ่มต้นที่ตัวเรา!! สนใจกิจกรรม Care the Whale : ขยะล่องหน กดเข้าไปเลยที่ https://www.setsocialimpact.com/carethewhale สร้างแรงบันดาลใจดีๆเพื่อโลกและตัวเราเอง!!


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดยคุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ เดินหน้าสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมขับเคลื่อน“ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ”

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้ปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทฯ ได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6 กลยุทธ์ มุ่งสู่ “องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ” ประกอบด้วย

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต มีเป้าหมายลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต 15% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 ภายในปี 2568
  2. ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯคิดเป็น 26% ของการใช้พลังงานทั้งหมด
  3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ผลิตภัณฑ์ MEAT ZERO นวัตกรรมเนื้อจากพืช ทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ นวัตกรรมอาหารสัตว์รักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
  4. วางแผนระบบโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 และ
  6. การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ด้วยการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เช่น ใช้วัตถุดิบข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จัดหาวัตถุดิบปลาป่นสำหรับการผลิตอาหารสัตว์น้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะต้องมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย และยึดมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของวัตถุดิบได้ รวมทั้งการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการดำเนินโครงการ อนุรักษ์ ปกป้อง ฟื้นฟู พื้นที่ที่ป่าต้นน้ำและป่าชายเลน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ ซึ่งดำเนินการไปแล้วมากกว่า 10,000 ไร่

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นบรรเทาผลกระทบและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยยึดเป้าหมายและดำเนินงานตามกลยุทธ์ความยั่งยืน พร้อมทั้งนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ ทำให้ในปี 2563 สามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์โลก อาทิ ดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลดลง 36% เทียบกับปีฐาน 2558 นำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำคิดเป็น 42% ของการใช้น้ำทั้งหมด ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีคุณสมบัติสามารถใช้ซ้ำ หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายได้ 99.9 % รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 580,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิต

“โลกกำลังเผชิญวิกฤตด้านสุขภาพครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมโลกเดินไปข้างหน้าช้าลง เราทุกคนจึงต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อฟื้นสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมา ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวให้กับทุกชีวิตบนโลกนี้อย่างยั่งยืน” นายวุฒิชัย กล่าว

วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายนปีนี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ได้กำหนดแนวทางรณรงค์สู่ “ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ” (The UN Decade of Ecosystem Restoration) รวมพลังทั่วโลกอนุรักษ์ปกป้อง และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรและเป็นบริษัทผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก มุ่งมั่นร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูระบบนิเวศ และขับเคลื่อนภารกิจสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ชู 2 สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจร/กระชาย รักษาโควิด สธ.จับมือม.มหิดลวิจัยต่อยอด

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้การส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในภาวะวิกฤตทางการแพทย์และสาธารณสุข ครั้งที่ 1 “สมุนไพรไทย ทลายโรค ทลายโควิด” จัดระหว่างวันที่ 2-14 มิถุนายน 2564 ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

นายอนุทิน เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย ทุกหน่วยงานและทุกกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อป้องกันควบคุมโรค ดูแลรักษาผู้ติดเชื้ออย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้ใช้องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ศึกษาวิจัยสมุนไพรไทยเพื่อใช้เป็นยาทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจร มีผลยับยั้งเชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หากนำมาใช้ร่วมรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่มีระดับความรุนแรงน้อย (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ และแทบไม่พบผลข้างเคียงอีกด้วย

และมีสมุนไพรอีก 1 ชนิดที่เป็นความหวังในการรักษาโควิด 19 ในอนาคตอันใกล้ คือ กระชาย จากงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล (Excellent Center for Drug Discovery : ECDD) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ที่ได้คัดกรองสารสกัดและสารประกอบธรรมชาติจากพืชสมุนไพรไทยในท้องถิ่น 122 ชนิด พบสารสกัด 6 ชนิด มีศักยภาพยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อก่อโรคไวรัสโคโรนา (SARS-CoV-2) ที่ปริมาณความเข้มข้นของยาในระดับน้อย ๆ และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ โดยสารสกัดจากกระชายมีฤทธิ์แรงที่สุด “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย” (Excellence Center for Thai Herbal Product Innovation: ECTHPIn) ที่จัดตั้งโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, ECDD มหาวิทยาลัยมหิดล, TCELS และสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จะร่วมกันพัฒนาต่อยอดสมุนไพรกระชายอย่างจริงจัง นำงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรม ยกระดับการตลาดด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีนวัตกรรมด้านคุณภาพ

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ถูกต้องให้กับประชาชน ในภาวะวิกฤตการระบาดไวรัสโควิด 19 โดยร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ภาคีเครือข่ายแพทย์แผนไทย และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพร  จัดกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย เวทีเสวนาวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์แผนไทย กิจกรรมแบ่งฐานให้ความรู้ ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย เช่น ฐานการใช้ยาฟ้าทะลายโจรและกระชาย การทำน้ำตรีผลา ฐานตำรับยาสมุนไพรรักษาอาการไข้ คลินิกตรวจสุขภาพรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ

เผยทั่วโลกเชื่อมั่นอาหารฮาลาลไทย เร่งยกระดับม.ป้องกันปนเปื้อนโควิด

0

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความกังวลด้านอาหารปลอดภัยมากขึ้น ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพการตลาดฮาลาลสู่สากล อาทิ การสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการฮาลาล การส่งเสริมการส่งออกสินค้าฮาลาลไปยังกลุ่มประเทศเป้าหมาย ฯลฯ ซึ่งการส่งออกอาหารฮาลาลไทย ยังคงได้รับความเชื่อมั่นด้วยกระบวนการผลิตตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม มีข้อกำหนดที่มาของวัตถุดิบ ส่วนผสม กรรมวิธีการผลิต กระบวนการเพาะปลูกการเพาะเลี้ยง และการปฏิบัติของบุคลากรในกระบวนการผลิตอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปลอดภัยจากสิ่งต้องห้าม โดยได้รับการตรวจสอบและรับรองเครื่องหมายฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ

สมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้บูรณาการกับภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ยกระดับกระบวนการผลิต ด้วยการออกมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในกระบวนการผลิตอาหารเพื่อการส่งออกอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ ผู้จัดส่งวัตถุดิบ อาหารแช่เยือกแข็ง รวมถึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ให้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยมาตรการดังกล่าว มุ่งให้ผู้ประกอบการ และ Supplier ที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งวัตถุดิบจากเรือ หรือท่าเรือ เพิ่มความเข้มข้นในการลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนมากับวัตถุดิบ Ingredient และภาชนะบรรจุ  โรงงานผู้ผลิตต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิตที่เข้มงวด ทั้งคุณภาพและความปลอดภัยในการรับวัตถุดิบจากเรือ หรือท่าเรือ การจัดเก็บในห้องเย็น การแปรรูป การบรรจุ รวมถึงมาตรการในการขนส่ง การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในตู้คอนเทนเนอร์  การควบคุมสุขอนามัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมในโรงงาน ตั้งแต่สถานที่และอาคารผลิต ระบบสุขาภิบาล การเคร่งครัดในการทำความสะอาด และฆ่าเชื้อในอาคารผลิต เครื่องจักร พื้น ผนัง รวมทั้งพื้นที่ผิวจุดเสี่ยงที่มีการสัมผัสร่วมกันตามความถี่ที่เหมาะสมมีมาตรการคัดกรองบุคลากร สถานที่ทำงาน การอบรม ให้พนักงานมีความรู้ในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม

“นอกจากการยกระดับมาตรการที่เข้มข้นแล้ว เรายังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าโดยการจัด “โครงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าอาหารไทยปลอดการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” (Thailand Deliver with Safety) โดยคุมเข้มมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ ผู้จัดส่งวัตถุดิบ รวมถึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก และเป็นการตอกย้ำว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตอาหาร และมีเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัยมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การเก็บเกี่ยว การขนส่ง มีระบบป้องกันตนเองของพนักงานในโรงงาน การบรรจุ และการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค”นายสมเด็จ กล่าว

สำหรับทิศทางการส่งออกอาหารฮาลาลในปี 2564 ประเทศไทยมีเป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศมุสลิม (OIC) มูลค่าประมาณ 122,087.61 ล้านบาท อัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 โดยในปี 2563 มีมูลค่าส่งออก 118,531.66 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตสำคัญในการป้อนสินค้าฮาลาลประเภทต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และได้รับการยอมรับอย่างมากจากผู้บริโภคภายในประเทศและตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น ไก่ กุ้ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว ผลไม้สดและแห้ง ผักสดแช่เย็นและแช่แข็ง ของขบเคี้ยว อาหารสำเร็จรูป frozen food, ready to eat food เครื่องสำอาง แฟชั่น เป็นต้น  โดยกลุ่มสินค้าอาหารที่ส่งออกไปยังประเทศมุสลิมมากที่สุด คือ ข้าว น้ำตาลทราย อาหารทะเล กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตามลำดับ

ตลาดอาหารฮาลาล เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง มีมูลค่าตลาดทั่วโลกประมาณ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในด้านโลจิสติกส์ และมีสินค้าที่มีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และปัจจุบันไทยมีบริษัทที่ได้รับรองมาตรฐานอาหารฮาลาลประมาณ 5,000 บริษัท มีผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลมากกว่า 160,000 รายการ (ข้อมูลของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย)

ปัจจุบัน ไทยส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไปยังกลุ่มประเทศมุสลิมมากเป็นอันดับ 13 ของโลก โดยประเทศที่มีการส่งออกไปยังประเทศมุสลิมเป็นจำนวนมาก ได้ แก่ จีน สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน อินเดีย เบลเยี่ยม บราซิล สหราชอาณาจักร แคนาดา อินโดนีเซีย และไทย ตามลำดับ

เซเว่น อีเลฟเว่น เปลี่ยนเสื้อพนง. ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล รุกนโยบาย 7 Go Green Mission 2021 รับวันสิ่งแวดล้อมโลก

0

นายวิชัย จันทร์จริยากุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อโครงการ 7 GO Green ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อลด และ เลิก ใช้ถุงพลาสติกที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ในแคมเปญ “ลดวันละถุง คุณทำได้”ตั้งแต่ปลายปี 2561 ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากลูกค้าทั่วประเทศเป็นอย่างดียิ่ง ส่งผลให้สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกและเปลี่ยนเป็นยอดสมทบทุนรวมกว่า 211 ล้านบาท มอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลในชุมชน และโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร 154 โรงพยาบาลทั่วประเทศ  

โดยในปี 2564 นี้  ซีพี ออลล์  ได้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบาย 7 GO Green Mission 2021 ในทุกมิติ ประกอบด้วย  1. Green Building : การออกแบบและบริหารจัดการร้านอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2. Green Logistic : ดำเนินงานด้านการขนส่งและการกระจายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานผ่านโครงการต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและออกแบบศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ 3. Green Living : สานต่อโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด “ปลูกจิตสำนึกเพื่อสิ่งแวดล้อม” โดยการรณรงค์และเชิญชวนลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนแนวคิดหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy และ 4. Green Store : โครงการด้านการจัดการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น มุ่งหวังในการลดปริมาณขยะพลาสติก ผ่านแนวคิด “ลด และ ทดแทน

และเนื่องในวันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ซีพี ออลล์ เร่งขยายผลโครงการเสื้อพนักงานที่ผลิต จากขวดพลาสติกรีไซเคิล กระจายสู่พนักงานร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ถือเป็นหนึ่งในโครงการของ Green Store เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเสื้อเครื่องแบบของพนักงานร้านเซเว่น อีเลฟเว่น  โดยใช้ขวดพลาสติกรีไซเคิล ขนาด 1500 CC จำนวน  4 ขวด ต่อเสื้อพนักงาน 1 ตัว  ปัจจุบันสามารถผลิตเสื้อพนักงานกว่า 35,000 ตัว และสามารถลดปริมาณขวดพลาสติกเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลไปแล้วกว่า 140,000 ขวด และจะทยอยส่งมอบให้กับพนักงานในแต่ละสาขา รวมถึงผลิตเสื้อโปโลสำหรับพนักงานสายสำนักงาน โดยใช้ขวดพลาสติกรีไซเคิล  ขนาด 600 CC จำนวน 12 ขวด ต่อเสื้อ 1 ตัว วางจำหน่ายที่ร้าน Boutique for Allซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบมอบเข้ากองทุนต้นกล้าปัญญาภิวัฒน์  สำหรับเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์  (PAT) ต่อไป

โครงการ Green Store ครอบคลุมถึงด้านการจัดการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น มุ่งหวังในการลดปริมาณขยะพลาสติก ผ่านแนวคิด “ลด และ ทดแทน” โดยพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงทุกกระบวนการในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการหาวัสดุที่มาจากแหล่งทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ และต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) หรือนำมาใช้ใหม่ (Recyclable) หรือสามารถย่อยสลายได้ (Compostable) อาทิ โครงการจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งโดยได้เริ่มใช้ฝายกดื่มไม่พึ่งหลอด ตั้งแต่ปี เมษายน 2563  ในร้าน All Café จำนวน 8,492 สาขาทั่วประเทศ และให้บริการ “แก้วรักษ์โลก” หรือแก้ว กระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ตามตามธรรมชาติ แทนแก้วพลาสติก สำหรับเครื่องดื่มร้อน – เย็น ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ปี ธันวาคม 2562  ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีการใช้ “แก้วรักษ์โลก” ในร้านสาขาพื้นที่เกาะ สถานศึกษา และ สำนักงาน รวมเกือบ 1,000 สาขา,  โครงการการลดใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) โดยการลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง และใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติทดแทน ได้แก่ ไม้คนกาแฟ ถุงกระดาษ และ กระดาษหุ้มหลอด, โครงการขับเคลื่อนโครงการ 7 Go Greenในพื้นที่เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ นำไปสู่การสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดแนวคิดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ โครงการใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรณรงค์ในการลดใช้กระดาษ อีกด้วย

ทิพยนคร เงินด่วนมีประกัน พร้อมให้บริการ 14 จังหวัดในภาคอีสาน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นครหลวงแคปปิตอล และ อะมิตี้ อินชัวร์รันซ์โบรคเกอร์ พร้อมให้บริการโครงการ “ทิพยนคร เงินด่วนมีประกัน ” ซ่ึ่งเป็นความร่วมมือในการให้หลักประกันที่มั่นคงและความอุ่นใจแก่ลูกค้าสินเชื่อของนครหลวงแคปปิตอล

นอกจากนี้ ยงัสามารถซื้อประกันภัยต่างๆ อาทิ ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ ผ่านสาขาของนครหลวง 14 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ขอนแก่น , ชัยภูมิ ,นครพนม , นครราชสีมา , บึงกาฬ , บุรีรัมย์ , มุกดาหาร , ร้อยเอ็ด , เลย , ศรีสะเกษ , สุรินทร์ , หนองคาย ,อุดรธานี และ อุบลราชธานี โดยลูกค้าที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท นครหลวงแคปปิ ตอล จำกัด (มหาชน) โทร 02 – 000 7888

โออาร์ ห่วงใยผู้ใช้แรงงาน มอบหน้ากากอนามัย 100,000 ชิ้น สู้ภัยโควิด-19

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้เกียรติรับมอบ หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) จำนวน 100,000 ชิ้น จาก นายสมยศ คงประเวศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ใช้แรงงานซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ซึ่งปัจจุบันยังมีแนวโน้มการติดเชื้อโควิด – 19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา โออาร์ ได้มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ โออาร์ ที่จะดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร และพร้อมดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยให้ร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

เตือนซื้อสลากผ่านออนไลน์ เสี่ยงไม่ได้รับสลากมาขึ้นเงินตอนถูกรางวัล

0

พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีข้าราชการครู ชาวจ.ชัยภูมิ ร้องทุกข์ว่าได้ซื้อสลากงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2564 หมายเลข 292972 จากแพลตฟอร์มขายลอตเตอรี่ออนไลน์แห่งหนึ่ง โดยไม่ได้รับสลากมาครอบครอง ปรากฏว่าสลากดังกล่าว ถูกรางวัลที่ 1 แต่ผู้ขายคือแพลตฟอร์มติดต่อขอจ่ายเงินรางวัลบางส่วน อ้างว่าถูกพนักงานในบริษัทขโมยงัดตู้เซฟ และนำสลากที่ถูกรางวัลไป จากการประสานข้อมูลกับสถานีตำรวจภูธรบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ พบว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในสื่อ

สำนักงานสลากฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้เป็นการซื้อขายหมายเลขโดยไม่มีตัวสลากมอบให้กับผู้ซื้อ แต่อ้างอิงผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าข่ายเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 จึงมอบอำนาจให้นิติกร ไปร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำความผิดทุกฐานความผิดจากพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น

พันตำรวจเอกบุญส่งฯ กล่าวว่า สำนักสลากฯ ได้มีการประกาศและประชาสัมพันธ์ เตือนผู้ซื้อสลากอย่างต่อเนื่อง ให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อสลากกินแบ่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ หากยังไม่ได้รับสลากมาไว้ในครอบครอง เมื่อถูกรางวัลท่านอาจไม่สามารถนำสลากมารับเงินรางวัลได้ จากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า การซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เมื่อยังมิได้รับสลากมาไว้ในครอบครอง ทำให้เกิดปัญหาในการขึ้นเงินรางวัล ดังนั้นเพื่อความมั่นใจในการรับเงินรางวัล ผู้ซื้อควรจะได้รับสลากมาไว้ในการครอบครองทันที่ที่ซื้อ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นได้อีก

นอกจากนี้ สำนักงานฯ ขอเตือนตัวแทนจำหน่าย และผู้ซื้อจองล่วงหน้าฯ การนำสลากไปขายต่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในสัญญา และหลักเกณฑ์การรับสลากไปจำหน่าย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ตั้งแต่งวดวันที่ 1 มีนาคม – 16 พฤษภาคม 2564 สำนักงานฯ ได้ดำเนินการยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรายย่อย สมาคม องค์กร ที่นำสลากไปขายต่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แล้วจำนวน 3,415 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนของผู้ซื้อ-จองล่วงหน้าฯ จำนวน 314 ราย รวมทั้งสิ้น 3,729 ราย จำนวนสลากทั้งหมด 108,786 ฉบับ และกรณีตัวแทนจำหน่ายสลากขายสลากเกินราคาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ) ได้ดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว รวมทั้งสิ้น 744 ราย

เตือนภัยกลโกง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” หลอกซื้อขายคริปโท

0

โดย.. ฝ่ายส่งเสริมความรู้ตลาดทุนและศูนย์ประสานงานต่างจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ท่ามกลางความร้อนแรงของราคาคริปโทเคอร์เรนซี สิ่งที่มาแรงไม่น้อยไปกว่ากัน คือ การหลอกลวงซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี เช่น ชักชวนให้ซื้อขายคริปโทผ่านแพลตฟอร์มที่อ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงเป็นเท่าตัวในเวลารวดเร็ว หรือหลอกลวงว่าเป็นการระดมเงินเพื่อนำไปสร้างคริปโทที่มาขายฝันไว้ว่าจะก้าวขึ้นไปเป็นคริปโทเคอร์เรนซีสกุลใหม่ของโลก แต่สุดท้ายคนชวนกลับหายตัวและผู้ที่หลงเชื่อต้องสูญเสียเงินไปในที่สุด

กลโกงเหล่านี้เปรียบเหมือน เหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะวิธีการที่มิจฉาชีพนำมาใช้ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ผ่าน ๆ มา เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องราวไปตามกระแสความสนใจของสังคม โดยอาศัยความไม่รู้ของประชาชนเป็นเครื่องมือ และในปัจจุบันที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายขึ้นยิ่งทำให้การหลอกลวงทำได้หลากรูปแบบและหลายช่องทางมากขึ้น ที่พบได้บ่อย คือ การโฆษณาชวนเชื่อผ่านออนไลน์ เช่น เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด มีผู้เสียหายจำนวนมากแจ้งความร้องทุกข์และร้องเรียนไปที่หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเข้ามาที่ “สายด่วนศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต.” โทร. 1207 ว่า ถูกหลอกให้ซื้อขายคริปโท โดยมิจฉาชีพซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติทำ “โปรไฟล์ปลอม” ใช้รูปถ่ายที่แสดงหน้าตาหล่อ/สวย เข้ามาทำทีตีสนิท ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเพื่อนหรือเชิงชู้สาว ผ่านทางแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชั่นหาเพื่อน เริ่มจากพูดคุยผ่านแชท ไปจนถึงส่งดอกไม้ ให้ของขวัญจนเหยื่อตายใจ ซึ่งเป็นสัญญาณให้มิจฉาชีพขยับก้าวไปอีกขั้น นั่นคือ การเริ่มด้วยคำถามว่า…“เคยลงทุนในคริปโทไหม?… หากไม่เคยจะสอนให้”คำถามแนวนี้เริ่มเข้ามาในแชท และชวนซื้อขายคริปโทผ่านแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (exchange) ของต่างประเทศโดยอ้างว่ากำลังเป็นที่นิยม เพราะทำกำไรได้ดีกว่าในประเทศไทยมาก คล้าย ๆ กับตัวอย่าง 2 รายนี้ ที่ผู้เสียหายได้ร้องเรียนและแจ้งความไว้แล้ว

มิจฉาชีพรายที่ 1 > เริ่มจากชวนซื้อขายคริปโทผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ที่อ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง> แต่แอปนี้ไม่รับเงินบาท จึงแนะนำให้เปิดบัญชีและซื้อคริปโทสกุลดังใน exchange ต่างประเทศ > จากนั้นให้โอนคริปโทที่ซื้อไว้ มาเข้าแอปที่ระบุไว้ > แนะนำให้ซื้อขายคริปโทตามช่วงเวลาที่บอก โดยอ้างว่าจะได้กำไรมากในช่วงแรกผู้เสียหายลงเงินทีละน้อย และยังสามารถถอนกำไรออกมาได้ตามปกติ มิจฉาชีพก็จะเชียร์ให้ใส่เงินเข้าไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ผู้เสียหายอยากถอนเงินออกมาจากแอป แต่ถอนไม่ได้ และติดต่อมิจฉาชีพรายนั้นไม่ได้อีก

มิจฉาชีพรายที่ 2 > ขั้นแรกให้เปิดบัญชีคริปโทกับ exchange ในประเทศไทย > ให้ซื้อคริปโทสกุลดังเข้า wallet ของเหยื่อเอง > จากนั้นให้เปิดบัญชีกับ exchange เป้าหมายซึ่งอยู่ในต่างประเทศ สมมติว่าชื่อ exchange P > แนะนำให้โอนคริปโทจาก wallet ในประเทศไปเข้าบัญชีใน exchange P > จากนั้นให้นำคริปโทใน exchange P ไปแลกเป็นเหรียญอันใหม่ สมมติว่าชื่อ เหรียญ PT ซึ่งมิจฉาชีพอ้างว่าเหรียญ PT เป็นคริปโทใหม่ที่มีอนาคตไกล> มิจฉาชีพแนะนำให้แลกเหรียญ PT สะสมไว้เรื่อย ๆ จนกระทั่ง เมื่อต้องการถอนเงินออก ปรากฏว่า ไม่สามารถถอนเงินได้ และยังพบว่า มูลค่าเหรียญ PT นั้นหายไป เมื่อทวงถามไปยังมิจฉาชีพที่แนะนำ กลับลบแอคเค้าท์ที่พูดคุยออกไปแล้ว และติดต่อไม่ได้อีก

ขอให้ทั้ง 2 กรณีนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ที่สนใจซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ให้ระมัดระวังกลโกงสารพัดรูปแบบ จากหลากหลายช่องทางที่อาจเข้ามาถึงเราโดยไม่ทันระวังตัว เพราะมิจฉาชีพมักจะอาศัยจังหวะเวลาหรือช่วงที่เรากำลังยากลำบาก โดยเข้ามาตีสนิท หลอกให้เชื่อใจ แล้วชักชวนให้ซื้อขายคริปโทที่ไม่รู้จัก หรือซื้อขายในแพลตฟอร์มที่ไม่คุ้นเคย เพราะฉะนั้นหากมีใครมาชักชวนลงทุน หรือ ซื้อขายอะไรก็ตามที่ไม่คุ้นเคยโดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงมากในเวลารวดเร็ว ต้องฉุกคิดไว้ก่อนเลยว่า อาจเป็นการหลอกลวง

และหากสนใจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ได้จากคอร์สให้ความรู้พื้นฐาน “คริปโท 101” ทางเฟซบุ๊กเพจ สำนักงาน กลต. และเพจ Start-to-invest ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 16.30 น. หรือรับชมย้อนหลังได้ที่ YouTube : ThaiSEC https://www.youtube.com/playlist…. นอกจากนี้ หากไม่มั่นใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต ทางเว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th/digitalasset หรือทางแอปพลิเคชั่น SEC Check First และหากพบเบาะแสหรือพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ สงสัยว่าอาจจะหลอกลวงให้ลงทุน สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ “ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.ล.ต.” โทร 1207 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กเพจ “สำนักงาน กลต.” และ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บุญรอดฯ ส่งน้ำดื่ม-อาหาร ดูแลโรงพยาบาลหลัก-โรงพยาบาลสนาม ศูนย์บริการประชาชนต่อเนื่องหลายพื้นที่

0

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทในเครือฯ และเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ ยังคงสานต่อภารกิจการสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนในหลายพื้นที่่ หลังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด โดยบริษัทฯ ได้จัดส่งน้ำดื่ม-อาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนอุปกรณ์เพื่อบริการประชาชน เพื่อสามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ลดการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า บุญรอดฯ ในฐานะองค์กรคนไทยที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งและเคียงข้างช่วยเหลือคนไทย ตามปณิธานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมของ “พระยาภิรมย์ภักดี” ที่ทางบริษัทได้ยึดถือมาโดยตลอด

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมา บริษัทบุญรอดฯ ได้ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลรอง และศูนย์บริการประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยส่งทีมสิงห์อาสาเข้ามาสนับสนุนการทำงานของ ทีมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนอาสาสมัคร เพื่อที่เราจะสามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ และทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด” นายจุตินันท์ กล่าว

โดยบริษัทบุญรอดฯ ได้เข้าไปร่วมดูแลทั้งในส่วนของการบริการประชาชนและสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในหลายจุด ทั้งดูแลเรื่องน้ำดื่ม ตลอดจนอาหารรวมถึงให้การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ในการคัดกรองเบื้องต้น เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากในระยะเวลาที่จำกัดได้

ซึ่งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล บริษัท บุญรอดฯ เข้าไปสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ในหลายพื้นที่ อาทิ สถานีกลางบางซื่อ, การกีฬาแห่งประเทศไทย (อินดอร์ สเตเดี้ยม), อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (แคท คอนเวนชั่น ฮอลล์), สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, สถาบันบำราศนราดูร, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ ตลอดจนจุดบริการของหน่วยงานเอกชนในหลายๆ แห่ง ในขณะที่พื้นที่ในต่างจังหวัด จะมีกลุ่มบริษัทในเครือฯที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาครับหน้าที่ในการดูแลสนับสนุนน้ำดื่มและอาหาร รวมถึงอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

พร้อมกันนี้ยังได้ใช้ศักยภาพของกลุ่มธุรกิจอาหาร คือ บริษัท ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส จำกัด (Food Factors) ผลิตอาหารทั้งในรูปแบบของอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) 6 เมนู และอาหารปรุงสุก ส่งมอบให้กับทีมบุคลากรทางการแพทย์ และทีมอาสาสมัครในหลายจุด เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง, สถานีกลางบางซื่อ, สถาบันบำราศนราดูร, รพ.บางกรวย เป็นต้น ทั้งนี้จะส่งมอบอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อสนับสนุนการทำงานและเพื่อเป็นกำลังใจแทนคำขอบคุณในความเสียสละของทุกท่าน

ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาดระลอก 3 เมื่อต้นเดือนเม.ย.64 บริษัทฯ ได้สนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ กว่า 6 แสนลิตร รวมทั้งอาหาร ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter), เครื่องวัดความดัน, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก และโรงพยาบาลสนามแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กว่า 100 ชุมชน

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ใน 10 โรงงานหลักทั่วประเทศ ยังนำผลผลิตจากแปลงเกษตรอินทรีย์ภายในโรงงานให้เป็นคลังอาหารปลอดภัยทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและอาหารปรุงสุก กระจายสู่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงอาสาสมัคร ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางวิกฤติการระบาดของโควิด-19 และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และบุญรอดฯ จะยังเตรียมพร้อมช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อไป จนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มีนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วยกัน ทั้งการสนับสนุนการทำงานแก่บุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนาม การสนับสนุนอุปกรณ์ อาหารและน้ำดื่มให้บุคลากรทางการแพทย์ การสนับสนุนเครื่องอุปโภคและบริโภค รวมไปถึงการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ รวมเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท