Home Blog Page 406

ดิสนีย์ตั้ง เอไอเอส เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการของ Disney+Hotstar พิเศษลูกค้าเอไอเอสแค่ 35 บ./เดือน

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  เปิดเผยว่า บริษัทได้รับความวางใจจากดิสนีย์ให้เป็นผู้ให้บริการ Disney+ Hotstar ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน โดยมีแพ็คเกจพิเศษสำหรับลูกค้า AIS  และคาดหวังว่าภาพยนตร์และรายการที่เป็นที่ชื่นชอบจากแบรนด์ชื่อดังอย่างดิสนีย์ จะสามารถมอบห้วงเวลาแห่งความสบาย ความสุข และ แรงบันดาลใจ ให้กับผู้ชมของเราท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส

 “พิเศษสำหรับลูกค้า AIS ในช่วง Early Bird ตั้งแต่วันที่ 8 – 27 มิถุนายนนี้ สามารถสมัครสมาชิก Disney+ Hotstar ในราคาพิเศษ เพียงเดือนละ 35 บาท (จากราคาปกติเดือนละ 99 บาท) และพร้อมรับสิทธิเพิ่มอีก 1 เดือน ที่ โทร *111 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และค้นหาข้อเสนอพิเศษอื่นๆ ที่ www.ais.th/disney”

เดวิด ชิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ใน ไต้หวัน ฮ่องกง และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไม่รวมอินโดนีเซีย) กล่าวว่า การร่วมมือกับ AIS 5G  ทำให้บริการนี้จะเชื่อมโยงเรื่องเล่าที่ทรงพลังจากแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของเรา เข้ากับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันจากสตูดิโอชั้นนำในประเทศไทย บริษัทคาดหวังว่าผู้บริโภคจะสนุกกับประสบการณ์ความบันเทิงที่ดีที่สุดของเรา ที่มีรูปแบบเนื้อหาที่น่าสนใจ และพร้อมส่งมอบให้กับผู้ชมในทุกช่วงวัย

Disney+ Hotstar คือบริการสตรีมมิ่งที่มีเนื้อหาทั้งจากระดับโลก เอเชีย และ จากไทย รวมเอาทั้งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดระดับบล็อคบัสเตอร์ และ เนื้อหาระดับรางวัลจาก Disney, Marvel, Star Wars, Pixar, National Geographic, FX, 20th Century Studios และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงเนื้อหาจากสตูดิโอชั้นในประเทศ และรายการยอดนิยมในภูมิภาค โดยให้บริการบนอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ Disney+ Hotstar ให้บริการภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชั่น เนื้อหาสั้นๆ และสารคดี โดยไม่มีโฆษณา รวมไปถึงซีรีส์ Loki, The Mandalorian, WandaVision and The Falcon and The Winter Soldier และภาพยนตร์อย่าง Avengers: Endgame, Luca, Ford v Ferrari, Terminator: Dark Fate, the Maze Runner franchise และ Frozen 2 Disney+ Hotstar ยังมีบริการซีรีส์และภาพยนตร์ทั้งจากเอเชีย และภายในประเทศ เช่น พี่มากพระโขนง, เฟรนด์โซน, น้อง.พี่.ที่รัก, ลัดดาแลนด์, ต้มยำกุ้ง, ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง, Extraordinary Siamese Story: Eng and Chang, Seobok, Ip Man 4: The Finale, The Deer and the Cauldron และอื่นๆ อีกมากมาย

เตรียมพร้อมรับประสบการณ์ความบันเทิงจาก AIS5G และ Disney+ Hotstar ได้ในวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ais.th/disney

Mc โชว์ผลงาน 9 เดือนแรกโตต่อเนื่อง มั่นใจยังโตสวนโควิด19

0
ปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บมจ. แม็คกรุ๊ป

นายปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน  บมจ. แม็คกรุ๊ป หรือ MC เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่า บริษัทยังคงมั่นใจในผลงานเดินหน้าเติบโตท่ามกลางวิกฤตโควิด 19 และจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับ 60%  ซึ่งตลอดช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาสามารถทำได้มาอย่างต่อเนื่อง และผลงาน งวด 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2564   บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 2,709.92 ล้านบาท  ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา ทำได้แล้ว 428.72 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนทั้งปีที่ทำได้ 407.09 ล้านบาท และคาดว่าผลงานไตรมาส 4 จะใกล้เคียงงวดเดียวกันปีก่อน 

สำหรับแนวโน้มผลงานในงวดปีบัญชี  2565 ก็จะตั้งเป้ารายได้โต 10-12% อัตรากำไรสุทธิ 14-16% และมั่นใจว่าการเข้ามาร่วมทีมของ  CEO คนใหม่เข้ามาสนับสนุนให้ธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่องตามแผนยุทธศาตร์ที่วางไว้เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจ Retail และ FMCG ทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยวางแผนว่าในปีบัญชี 2565 จะขยายสาขาประมาณ  20 แห่ง  ส่วนออนไลน์ก็จะรุกในการทำตลาดมากขึ้น รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งตั้งเป้าว่ารายได้จากช่องทางขายออนไลน์ จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ  15%  ของรายได้รวมทั้งหมด จาก 12% ในปัจจุบัน

“Mcเรามีจุดแข็งแกร่งเพราะเป็น cash rich มีเงินสดกว่า 1.7พันล้าน มี strategic asset for growth มี ability to execute และ tech and talent ซึ่งจะสร้างโอกาสในการเติบโตได้ต่อเนื่อง และเรามุ่งมั่นจะขยายสู่อาหารเครื่องดื่มและไลฟ์สไตล มากขึ้น รวมทั้งขยายตลาดสู่สินค้าที่ไม่ใช่ยีนส์อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากดูตัวเลขสำคัญทางการเงินของ MC เรามีความแข็งแกร่งมาก มีระดับ ROE ระดับ12-13% ขณะที่การจ่ายเงินปันผลก็สูงกว่านโยบายมาตลอดตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยจ่ายในอัตราเฉลี่ย 80% ของกำไรสุทธิ จากนโยบายที่กำหนดจ่ายไม่น้อยกว่า 50%ของกำไรสุทธิ

แนะปชช. เลี่ยงซื้อน้ำแข็งโม่หรือบด ใช้น้ำแข็งหลอดถุงปิดสนิทปลอดภัยกว่า

0

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวพบคลัสเตอร์คนงานโรงงานน้ำแข็งติดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดชลบุรีนั้น อาจทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในการเลือกซื้อน้ำแข็งเพื่อบริโภค กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือให้โรงงานน้ำแข็งทุกแห่งต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 ด้วยการคัดกรองผู้ปฏิบัติงานก่อนมาทำงานในระดับเข้มข้น   โดยเจ้าของโรงงานประเมินผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID Plus ส่วนคนงานให้ประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์  “ไทยเซฟไทย” ก่อนเข้ามาทำงานทุกวันจะลดโอกาสที่จะปนเปื้อนเชื้อโควิคได้ รวมทั้งลดความแออัดหรือความหนาแน่นบริเวณที่ปฏิบัติงาน และยังคงเน้นย้ำสุขลักษณะส่วนบุคคลที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน เช่น การล้างและฆ่าเชื้อมือ และเปลี่ยนรองเท้าที่จะปฏิบัติงาน การไม่วางน้ำแข็งกับพื้น การล้างและฆ่าเชื้อระบบผลิตน้ำแข็งอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น ในส่วนของที่พักคนงาน ให้หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม ควบคุมความสะอาดของที่พักให้ได้มาตรฐาน หากมีรถรับ-ส่งต้องจำกัดจำนวนไม่ให้แออัด ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกคนและทุกครั้งที่ใช้บริการ หมั่นทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในรถเป็นประจำ ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย

สำหรับผู้บริโภคควรเลี่ยงการซื้อน้ำแข็งโม่หรือบดมาบริโภค เนื่องจากในกระบวนการผลิตตั้งแต่การถอดซองออกมาเป็นก้อนน้ำแข็ง การตัดเป็นก้อนเล็ก ๆ จนถึงการโม่ บด บรรจุใส่ถุงหรือกระสอบเพื่อส่งขาย มีโอกาสสัมผัสกับคนงาน สิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำแข็ง ดังนั้น จึงควรเลือกซื้อน้ำแข็งหลอดบรรจุถุงปิดสนิท มีเลขสารบบอาหาร (อย.) ชัดเจนแทน จะมั่นใจและปลอดภัยกว่า เพราะมีกระบวนการทำให้น้ำเป็นน้ำแข็งภายในเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดเป็นระบบปิด ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Manufacturing Practice หรือ GMP) ซึ่งจะไม่มีคนงานเข้าไปเกี่ยวข้องจนกว่าจะบรรจุเสร็จ ส่วนร้านขนมหวาน ร้านน้ำแข็งใส หรือร้านเครื่องดื่มประเภทที่ต้องชงใส่น้ำแข็ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบการระบาดของ      โรคโควิด-19 ที่มาจากโรงงานน้ำแข็งนั้น ควรงดใช้น้ำแข็งชนิดโม่หรือบด ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำแข็งหลอดแทน   ซึ่งปัจจุบันมีหลายขนาดให้เลือกใช้ทั้งหลอดเล็กหรือแบบเกล็ด ส่วนร้านอาหาร แผงลอย รถเร่ ที่นำน้ำแข็งโม่หรือบดมาใช้แช่อาหารสดนั้น เช่น เนื้อหมู ไก่ กุ้ง ปลา ควรนำมาบรรจุในถุงพลาสติกก่อนแล้วแช่โดยใช้น้ำแข็งกลบให้ทั่ว ไม่ควรให้น้ำแข็งสัมผัสกับอาหารโดยตรง นอกจากจะลดการปนเปื้อนเชื้อโรคต่าง ๆ ได้แล้ว ยังรักษาคุณภาพหรือสภาพของอาหารให้คงเดิมได้ดีกว่าด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ควบคุมการผลิตน้ำแข็งเพื่อจำหน่ายในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานต่าง ๆ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) และฉบับที่ 137 (พ.ศ.2534) เรื่องน้ำแข็ง เพื่อกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน กรรมวิธีการผลิต การใช้น้ำในการผลิต สถานที่เก็บรักษาน้ำแข็ง การใช้ภาชนะบรรจุน้ำแข็ง ตลอดจนการแสดงฉลาก ต้องมีวิธีการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ ต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ 2563 เรื่องวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตและการเก็บรักษาอาหาร (จี.เอ็ม.พี : GMP: Good Manufacturing Practice) เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อน

7 มิ.ย. วันปลอดภัยอาหารโลก CPF ชูนวัตกรรมอาหารปลอดภัย หนุนสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค โดยได้กำหนดกลยุทธ์การบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Diet) ปี 2030 ด้วยการสรรหาวัตถุดิบที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อาหารอย่างเป็นระบบ วัตถุดิบต้องมาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ดำเนินงานตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีภายใต้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบ รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมอาหาร เพื่อเป็นทางเลือกและรองรับพฤติกรรมการบริโภคในอนาคต อาทิ นวัตกรรมเนื้อจากพืช (Plant-based Protein) พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีส่วนร่วมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นทางวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย และยังพัฒนาคู่ค้าของบริษัทให้ดำเนินงานตามมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อประชากรของโลก

โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซีพีเอฟได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในกระบวนการผลิตและสุขอนามัยส่วนบุคคลสู่ระดับสูงสุด ตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานแปรรูปและผลิตอาหารสำเร็จรูป ส่งเสริมการเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอในภาวะวิกฤต เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยสำหรับคนไทยและผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 บริษัทฯยังได้ส่งมอบอาหารปลอดภัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล โรงพยาบาลต่างๆ โรงพยาบาลสนาม และส่งอาหารเพื่อดูแลและช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ อาทิ ชุมชน กลุ่มเปราะบาง แรงงานต่างชาติ เป็นต้น

“การระบาดของโควิด 19 กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืน เน้นสวัสดิภาพสัตว์ แหล่งที่มาของวัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นอาหารต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มทางเลือกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคที่ปรับพฤติกรรมที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัยมากขึ้น รวมถึงมีส่วนร่วมในการสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องเร่งปรับตัวตอบโจทย์วิถีปกติใหม่ให้ทันท่วงที” นายวุฒิชัย กล่าว

และในโอกาสวันความปลอดภัยอาหารโลก (World Food Safety Day) วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี ซึ่งปีนี้มีการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “อาหารที่ปลอดภัยในวันนี้ เพื่อสุขภาพดีในวันข้างหน้า” ” (Safe Food Now for a Healthy Tomorrow” ให้ความสำคัญกับการผลิตและการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เพื่อประชากรโลก สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ในระยะยาว ซึ่งในส่วนของซีพีเอฟ เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยการนำระบบดิจิทัล ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อไปสู่เป้าหมายการบริโภคอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ซีพีเอฟ ไม่เคยหยุดนิ่งเพื่อพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมในกระบวนการผลิตอาหารอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร เพื่อรองรับวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการอาหารของมนุษย์ และยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้บริโภคทั่วโลกด้วย

แม็คยีนส์ ปล่อยคอลเลคชั่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ‘Earth Friendly’ ชูนวัตกรรมย้อมผ้าไม่ใช้น้ำ รายแรกในไทย

0
พร้อมจับมือ “โทนี่ รากแก่น” ปล่อยคอลเลคชั่น Mc X Toni กับแฟชั่นสุดฮิปจากพลาสติกรีไซเคิล

นางสาว กิตติมา วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจและการขาย บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “MC” เปิดเผยว่า แม็คยีนส์มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากได้เปิดตัวคอลเลคชั่น Mc Save the World ผลิตภัณฑ์จากขวดพลาสติกรีไซเคิล   ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ Earth Friendly ประกอบด้วย 2 คอลเลคชั่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ได้แก่

นางสาว กิตติมา วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจและการขาย บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

คอลเลคชั่น Mc Save the World ชูนวัตกรรม DRY DYE ย้อมผ้าไม่ใช้น้ำ ครั้งแรกในไทยกับคุณสมบัติเพื่อโลกจากแม็คยีนส์ ประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แม็คยีนส์ ถือเป็นรายแรกในไทยที่ใช้นวัตกรรมนี้มาผสานกับแฟชั่น สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เสื้อยืดดีไซน์สวย ที่ผลิตจากกระบวนการย้อมสีที่ไม่ใช้น้ำแม้แต่หยดเดียว โดยเสื้อยืด 1 ตัวสามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 25 ลิตร พร้อมทั้งช่วยประหยัดพลังงานในการผลิต 50% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50-70% และปราศจากการเติมสารเคมี ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

และ คอลเลคชั่นพิเศษ Mc X Toni โดยได้ “โทนี่ รากแก่น” นักแสดงแถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมสร้างสรรค์ ด้วยการออกแบบแฟชั่น สไตล์โทนี่ รากแก่น ผสานกับ            แรงบันดาลใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะรักษาธรรมชาติและทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยผ้าที่นำมาใช้ในคอลเลคชั่นนี้       เป็นผ้าที่มาจากนวัตกรรมการรีไซเคิลขวดพลาสติก PET โดยเนื้อผ้าผ่านนวัตกรรมการผลิตที่ทำให้เนื้อผ้านุ่มสวมใส่สบาย

สำหรับ Mc X Toni ยังมีอีกหนึ่งไอเทมไฮไลต์ นั่นคือกางเกงยีนส์และเสื้อกั๊กที่ผลิตจากผ้าใยกัญชง (Hemp) ที่เป็นพืชที่ประหยัดน้ำในการปลูก แข็งแรงกว่าผ้าฝ้าย ดูดซับความชื้นดีกว่าไนลอน ให้ความอบอุ่นมากกว่าลินิน สีติดทนกว่าผ้าฝ้าย ใส่สบายในหน้าร้อน และให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว ด้วยการออกแบบในสไตล์โทนี่ รากแก่น ผสานกับคุณภาพการตัดเย็บที่ประณีตในแบบฉบับแม็คยีนส์ ออกมาเป็นชุดยีนส์ผ้าใยกัญชงที่ทั้งเท่ สวมใส่สบายและมีความยูนีคไม่เหมือนใครด้วยโลโก้ “Friendly” ซึ่งหมายถึงความเป็นมิตร ด้วยสัญลักษณ์ชูสองนิ้วพร้อมรอยยิ้มที่โทนี่ รากแก่น ตั้งใจดีไซน์เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของคอลเลคชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นางสาว กิตติมา กล่่าวว่า เป็นความตั้งใจของแม็คยีนส์ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กับ 2 คอลเลคชั่นที่ใส่ใจธรรมชาติ ทั้ง Save The World กับเสื้อยืดด้วยเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% ผิวสัมผัสเหมือนผ้าคอตตอน กับคุณสมบัติพิเศษที่น้ำหนักเบา แห้งเร็ว ใส่สบาย มีให้เลือกจำนวน 5 ลาย แต่ละลายจะมีความหมายเฉพาะตัวที่สื่อถึงประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน

ส่วน คอลเลคชั่นพิเศษ Mc X Toni ที่ได้ “โทนี่ รากแก่น” มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยออกแบบเสื้อผ้าสไตล์ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย สวมใส่สบายเหมาะกับคนไทย และดูเป็นกันเอง ในสไตล์ของ “Friendly” ร่วมกับแม็คยีนส์ ซึ่งมีความใส่ใจในขั้นตอนการผลิตเสื้อผ้าที่สามารถ Reuse Reduce Recycle ช่วยลดขยะ ลดสารพิษที่เกิดขึ้นจากการผลิตแบบปกติ และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ดีไซน์ออกมาเป็นเสื้อยืด เสื้อฮู้ดดี้ กางเกง และหมวก

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกกับแม็คยีนส์ได้แล้ววันนี้ กับคอลเลคชั่น Save The World และ Mc X Toni ที่ร้านแม็คยีนส์ทุกสาขาหรือช้อปออนไลน์ที่ www.mcshop.com และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.facebook.com/mcjeans

เอไอเอส ปลื้ม ปชช.รับบริการฉีดวัคซีนราบรื่นที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อได้เปิดให้บริการประชาชนที่ลงทะเบียนผ่านค่ายมือถือเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. 64 เป็นวันแรก  โดย AIS ได้เปิดช่องทางให้ลูกค้าลงทะเบียนฉีดวัคซีนในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้มีประชาชนที่ได้รับคิวนัดหมายเดินทางมารับบริการในวันแรกอย่างคึกคัก โดยการให้บริการของ AIS เป็นไปอย่างราบรื่นสามารถให้บริการลูกค้าตามขั้นตอนมาตรฐานทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และเป็นไปตามโควต้าจัดสรรของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างครบถ้วน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “การทำงานของ AIS ในภารกิจสู้ภัย COVID-19 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวาระแห่งชาติอย่างการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไทยที่เราให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อให้การทำงานให้บริการฉีดวัคซีนมีความราบรื่นมากที่สุด ในส่วนของศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ บทบาทหน้าที่ของ AIS คือการเปิดช่องทางการลงทะเบียนให้กับพี่น้องประชาชนให้มาเข้ารับบริการตามวันและเวลาได้ที่ได้รับนัดหมาย โดยวันนี้ถือเป็นวันแรกที่มีการเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าซึ่งทางเราก็เตรียมความพร้อมในการเรื่องของระบบ เครือข่ายสัญญาณ บุคลากร และทีมอุ่นใจอาสากว่า 100 ชีวิต ในการให้บริการ อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ารวมถึงประชาชนที่เดินทางเข้ามารับบริการ ทำให้ผลการดำเนินงานในวันแรกนี้เป็นไปอย่างราบรื่นรองรับผู้การให้บริการได้ตามโคว้ต้าจัดสรร เฉลี่ย 150 คนต่อชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 1,650 คนต่อวัน”

“ในส่วนของลูกค้าที่ได้รับคิวการลงทะเบียนผ่านระบบของ AIS ขอให้ตรวจสอบวันและเวลาให้ชัดเจน สามารถมาก่อนเวลาได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง หรือ ช้ากว่าเวลานัดไม่เกินครึ่งชั่วโมงเช่นกัน เพื่อลดความแออัดระหว่างการรอคิว โดยเน้นย้ำว่าเรายังไม่สามารถให้บริการลูกค้า Walk In ได้ อย่างไรก็ตาม AIS ยังคงพร้อมให้บริการและสนับสนุนทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

นายกฯ เยี่ยมชมบูธซีพี-ซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจให้ผู้ฉีดวัคซีน หนุนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

0

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด หรือซีพีไอ ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ที่นำอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน นม เครื่องดื่มและขนม มาสนับสนุนแก่ประชาชนเข้ารับการวัคซีน ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เพื่อร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่ประเทศไทย โดยมี ชาวซีพีเอฟจิตอาสาให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “ขอบคุณ ประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ เครือซีพี ที่ช่วยเหลือประเทศชาติมาโดยตลอด”

ซีพีเอฟจิตอาสา ได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ฉีดวัคซีน หลังจากรอพักสังเกตอาการ ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานหลากหลายเมนูจากซีพี อาทิ ไข่ต้มพร้อมทาน ไส้กรอก โบโลน่า ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช MEAT ZERO รวมถึงนมเมจิหลากหลายรสชาติ และเครื่องดื่มวิตามินจาก ซีพีไอ เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ได้ทานอาหารอร่อย สะอาด มีประโยชน์ และแทนคำขอบคุณประชาชนที่ร่วมมือกับภาครัฐฉีดวัคซีนร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศไทย ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือ รวมถึงการเว้นระยะห่าง และมีเจลแอลกอฮอลล์ให้บริการอย่างทั่วถึง

ก่อนหน้านี้ ซีพี-ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งมอบอาหารพร้อมทาน นม และเครื่องดื่ม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนอาสาสมัคร ในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนมาตรา 33 รวม 46 จุด ทั่ว กทม. และห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม เพื่อแบ่งเบาภารกิจบุคลากรด้านสาธารณสุขและลดเวลาในการจัดเตรียมอาหาร เพื่อร่วมเป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน

ความช่วยเหลือดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือซีพีร่วมช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์โควิด-19 ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อบุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉัดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง และจะยังคงมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารของบริษัทช่วยเหลือประชาชนและสังคม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมประเทศไทย” ที่จะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวประกัน “วัคซีนโควิดอุ่นใจ”

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ที่พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ล่าสุด บริษัทฯ ได้เปิดตัวแบบประกันภัย “วัคซีนโควิดอุ่นใจ” เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและอุ่นใจในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสามารถเลือกซื้อแผนและความคุ้มครองได้ตามต้องการด้วยเบี้ยสบายกระเป๋าเริ่มต้นที่ 211 บาทต่อปี โดยสมัครซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ง่ายๆตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://webmtl.co/3pdctl1

ทั้งนี้ แบบประกันภัย “วัคซีนโควิดอุ่นใจ” ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยในจากผลข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 คุ้มครองทันที ไม่ต้องตรวจสุขภาพ (จ่ายผลประโยชน์ตามจริง) สูงสุด 150,000 บาทต่อปีกรมธรรม์ ความคุ้มครองการเสียชีวิตจากผลข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 สูงสุดถึง 1,000,000 บาท และสามารถเลือกซื้อค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจากผลข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เพิ่มเติมสูงสุดวันละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 15 วันต่อปีกรมธรรม์  (ผลประโยชน์ไปเป็นตามแผนความคุ้มครองที่เลือกและระบุในกรมธรรม์ประกันภัย)

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมกรณีการเป็นโรค COVID-19 หลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 โดยให้ผลประโยชน์เงินก้อนกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นโรคติดเชื้อ COVID-19 และเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาล หลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 สูงสุด 100,000 บาท ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นโรคติดเชื้อ COVID-19 หลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 สูงสุดวันละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 15 วัน ต่อการเข้าพักรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่งเพียงครั้งเดียวและคุ้มครองการเสียชีวิตกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นโรคติดเชื้อ COVID-19 หลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 สูงสุด 1,000,000 บาท ซึ่งผลประโยชน์ไปเป็นตามแผนความคุ้มครองที่ผู้เอาประกันเลือกซื้อและระบุในกรมธรรม์ประกันภัย

เงื่อนไขการรับประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีอายุระหว่าง 30 วัน ถึง 99 ปี โดยมีสัญชาติไทยเท่านั้น  สามารถซื้อได้ 1 คนต่อ 1 กรมธรรม์  โดยบริษัทฯ ยกเว้นความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันภัยฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ก่อนวันเริ่มมีผลคุ้มครองตามกรมธรรม์ และยกเว้นความคุ้มครองกรณีผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคติดเชื้อ COVID-19 ที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งยังไม่ได้รักษาให้หายก่อนวันที่กรมธรรม์ประกันภัยนี้เริ่มมีผลคุ้มครอง

“เมืองไทยประกันชีวิต ออกกรมธรรม์ประกันภัย “วัคซีนโควิดอุ่นใจ” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ในครั้งนี้  ซึ่งเป็นกรมธรรม์ที่ลูกค้าสามารถซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงเข้าไปดูในขั้นตอนการซื้อ ก็จะสามารถเข้าใจได้อย่างง่าย และยังให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการหรือความคุ้มครองซึ่งเบี้ยประกันก็จะปรับไปตามที่ลูกค้าเป็นผู้เลือก โดยข้อดีอีกอย่างคือเป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองทุกอาชีพ” นายสาระกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจหรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ โทร. 1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง 

เคล็ดลับ วิธีซักผ้าให้ปลอดภัยจากโควิด-19

0

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แนะนำวิธีการซักล้างทำความสะอาดเสื้อผ้าให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 มีดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการสะบัดเสื้อผ้าในบ้าน ลดโอกาสฟุ้งกระจายของเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน
  2. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง หลังจากนำเสื้อผ้าเข้าเครื่องซักผ้า เพื่อป้องกันการนำมือสกปรกมาสัมผัสใบหน้า
  3. แยกเสื้อผ้าของสมาชิกในบ้านที่มีอาการเจ็บป่วย
  4. ซักผ้าด้วยน้ำอุ่น 40-60 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยกำจัดเชื้อไวรัส
  5. เช็ดทำความสะอาดถังหรือตะกร้าพักเสื้อผ้าด้วยแอลกอฮอล์ 70% เป็นประจำ

ที่มา อ. พญ.ปัทมา ต.วรพานิช

จ่ายหนี้ก้อนไหนก่อนดี

0

โดย พาลาภ ประภัศรานนท์ นักวางแผนการเงิน CFP®

ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของคนทั่วทั้งโลก ตัวเราเองก็คงได้รับผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อยทั้งทางตรงและทางอ้อม หลายๆ คนอาจจะถูกบังคับให้ออกจากงานทำให้สูญเสียรายได้ ไม่สามารถชำระหนี้สินที่มีติดตัวอยู่ เราจะแก้ปัญหาหนี้สินนี้ได้อย่างไร

ในช่วงที่สูญเสียรายได้จากการถูกเลิกจ้าง สามารถแจ้งกับประกันสังคมได้ โดยผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน จะสามารถขอรับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานได้ ปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานขั้นต่ำ เดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ก็ยังพอจะเอามาเลี้ยงตัวเองได้ ในระหว่างที่เราหางาน หรือหารายได้เพิ่มเติมจากวิธีการอื่นๆ

ทีนี้ในฝั่งหนี้สิน เราควรทำอย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อน ว่าหนี้มีกี่ประเภท เราสามารถแบ่งหนี้สินได้ตามประเภทของประโยชน์ที่เกิดจากการสร้างหนี้ เป็นหนี้ดี และหนี้ที่ไม่ดี หนี้ดี เป็นหนี้ที่สร้างมูลค่าและทำประโยชน์ต่อผู้ก่อหนี้ สามารถสร้างรายได้ต่อยอดให้กับลูกหนี้ได้ เราสามารถยกตัวอย่างหนี้ประเภทนี้ได้ เช่น หนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด หนี้เพื่อการลงทุนค้าขาย หนี้เพื่อการเรียนต่อ จะสังเกตได้ว่าหนี้ดี เป็นหนี้ที่ทำให้เกิดการต่อยอดทรัพย์สิน หรือเป็นการสร้างอาชีพ

หนี้อีกประเภทหนึ่งคือ หนี้ที่ไม่ดี ซึ่งหมายถึง หนี้ที่ผู้ก่อหนี้ไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อยอดได้ เช่น หนี้ที่เกิดจากการซื้อของที่ไม่จำเป็น ซื้อความสะดวกสบาย ผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือใช้จ่ายเกินตัว พอเราเริ่มไม่สามารถจัดการควบคุมได้ ก็จะส่งผลให้เกิดวงจรหนี้สินหมุนเวียนไม่จบสิ้น

ลองมาดูกันคร่าวๆ ว่าหนี้ในระบบแต่ละประเภทคิดดอกเบี้ยกันยังไงบ้าง

หนี้อสังหาริมทรัพย์ ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด คิดดอกเบี้ยแบบ Simple Interest Method โดยคำนวณดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดบนมูลค่าหนี้ที่คงเหลือ โดยดอกเบี้ยจากการกู้เงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ มักเป็นอัตราเงินกู้แบบลอยตัว (Floating rate) ซึ่งอ้างอิงจาก Minimum Retail Rate (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งเราสามารถตรวจสอบ MRR นี้ได้จากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้เลย และเมื่อผ่อนครบเวลาตามที่ธนาคารกำหนดแล้ว (ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็น 3 ปี) เราสามารถทำการ refinance ไปยังธนาคารอื่นที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า หรือติดต่อธนาคารเดิมเพื่อทำการลดดอกเบี้ยได้ อย่าเสียสิทธิ์นะครับ ลองไปตรวจสอบกับธนาคารที่เราทำการกู้อยู่ได้ครับ

หนี้การกู้ซื้อรถยนต์ จะเป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้ก้อนแรก โดยไม่มีการลดเงินต้น เป็นการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่อน หรือเรียกว่า Flat Rate แต่เนื่องจากรถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่มีแต่มูลค่าจะลดลง ไม่เหมือนกับบ้าน และดอกเบี้ยกู้ซื้อรถส่วนใหญ่มักจะแพงกว่าดอกเบี้ยกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์อีกด้วย ดังนั้น หนี้การกู้ซื้อรถจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีประโยชน์น้อยกว่าการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มากครับ

หนี้อีกตัวหนึ่งที่อยากแนะนำคือ หนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิตจะไม่คิดดอกเบี้ยเราเลย ถ้าเราชำระเต็มจำนวน และตรงเวลา แต่ถ้าเราเริ่มชำระไม่เต็มจำนวน หรือชำระล่าช้ากว่ากำหนด ผู้ออกบัตรจะเริ่มคิดดอกเบี้ยเราทันที โดยคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกที่เราไปรูดซื้อสินค้าด้วย ปัจจุบันดอกเบี้ยบัตรเครดิต ธนาคารแห่งประเทศได้กำหนดเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 16% ซึ่งปรับลดลงมาเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และยอดชำระขั้นต่ำในแต่ละงวดถูกปรับลงมาจนเหลือเพียงแค่ 5% เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลนั้น สูงถึง 25% ซึ่งจะเห็นว่าสูงมากๆ เลยทีเดียวเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ชนิดอื่นๆ

ทีนี้เราจะทำยังไงดีล่ะ ถ้าเราไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดที่เรามีอยู่ได้ ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือ แจกแจงยอดหนี้ทั้งหมดออกมาก่อน ว่าเรามีติดค้างกับสถาบันการเงินไหน ในเรื่องอะไรบ้าง ทีนี้เทียบกับรายได้ที่มีอยู่ปัจจุบัน ถ้าเงินขาเข้ามากกว่ารายจ่ายก็ยังไม่มีปัญหา แต่ถ้าขาเข้าเริ่มน้อยกว่าจนลามไปกินเงินเก็บ แสดงว่าสัญญาณเริ่มไม่ดีแล้ว ยิ่งถ้าเงินเก็บไม่พอที่จะชำระขั้นต่ำของหนี้แต่ละอย่างคือวิกฤต จะต้องทำการจัดการ ก่อนที่เราจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ครับ

เราควรเริ่มด้วยการปิดหนี้ตัวที่มีดอกเบี้ยแพงที่สุดก่อน หรือ ปิดหนี้ตัวที่เหลือระยะเวลาผ่อนน้อยที่สุดก่อน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นหนี้สินระยะสั้น กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บัตรเครดิต ถ้าไม่สามารถส่งขั้นต่ำได้ ควรโทรไปเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อเจรจาต่อรอง ว่าเราไหวที่เท่าไหร่ ยิ่งถ้าเราหนีหาย ไม่ไปชำระ จะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงกว่าเดิมครับ เราจะมีปัญหาถึงขั้นติด Blacklist ที่เครดิตบูโร และจะทำให้ไม่สามารถทำการกู้เงินที่สถาบันการเงินต่างๆ ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีนโยบายจากภาครัฐอีกมากมาย เพื่อช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ทั้งการพักชำระหนี้ การช่วยเจรจาหนี้ หรือ นโยบายรวมหนี้แล้วรีไฟแนนซ์ไปที่สถาบันการเงินอื่น เพื่อทำให้ดอกเบี้ยโดยรวมลดลง

ทั้งนี้ เมื่อเราเริ่มแก้ปัญหาจัดระเบียบหนี้ให้อยู่ในระดับที่พอจะชำระได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือ การไม่ก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพื่อที่จะไม่ทำให้เรากลับไปสู่วงจรหนี้ในลักษณะเดิม ดังนั้น วินัยทางการเงินและการวางแผนการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เรากลับไปสู่ปัญหาหนี้สินพ้นตัวครับ

ที่มา สมาคมนักวางแผนการเงินไทย