Home Blog Page 408

ทำงานไม่มีความสุข หาทางออกยังไงดี

0

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์

ตอน ทำงานไม่มีความสุข หาทางออกยังไงดี

พระเมธีวชิรโสภณ เจ้าอาวาสวัดจากแดง พูดถึงปัญหาของคนที่กำลังเบื่องาน เห็นว่างานที่ทำอยู่ ทำแล้วไม่มีความสุข

ท่านแนะนำให้คิดว่า งานคือคุณค่าของชีวิต

จงรู้จักสร้างความภูมิใจในงาน และโอกาสที่ได้รับ

OR เปิดให้บริการ EV Station เพิ่มอีก 2 สถานีที่พีทีที สเตชั่น

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ และ EVLOMO ผู้ดำเนินธุรกิจด้าน EV Charging Solution ผนึกความร่วมมือกันเปิดสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Station) เพิ่มใหม่อีก 2 สถานีที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เพื่อรองรับการขยายตัวการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยได้มีการติดตั้งเครื่องชาร์จความเร็วสูง (Quick Charge) ขนาด 75 กิโลวัตต์ (kW) หัวชาร์จ DC CCS Combo 2 และ DC CHAdeMO สามารถชาร์จได้พร้อมกัน 2 หัว รองรับรถ BEV หรือรถไฟฟ้าล้วน เพื่อการชาร์จไฟที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ พร้อมเปิดให้ใช้งานแล้วใน 2 สาขา คือ 1. พีทีที สเตชั่น สาขาระยอง – บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) และ 2. พีทีที สเตชั่น สาขาแยกหาดจอมเทียน

ปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เปิดให้บริการ EV Station จำนวน 31 สถานีทั่วประเทศ รองรับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและให้บริการชาร์จ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผ่านแอปพลิเคชัน EV Station บนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำติดตามสาขา EV Station ได้ที่ EV Station แอปพลิเคชัน

แอสตร้าเซนเนก้า รับมอบวัคซีนโควิดที่ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์แล้ว

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า แอสตร้าเซนเนก้า ประกาศพร้อมทยอยส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตในประเทศไทย ให้กับรัฐบาลใช้ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากที่สยามไบโอไซเอนซ์ได้ส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกได้สำเร็จตามแผน โดยพิธีส่งมอบได้รับเกียรติจาก พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ประธานกรรมการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด และ นายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ศูนย์การผลิตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย เกิดจากความร่วมมือระหว่างแอสตร้าเซนเนก้าและสยามไบโอไซเอนซ์ ผู้ผลิตยาชีววัตถุชั้นนำของไทย เพื่อสนับสนุนให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ทั้งนี้ แอสตร้าเซนเนก้าจะส่งมอบวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกให้กับกระทรวงสาธารณสุขทันที ตามแผนการส่งมอบและเก็บรักษา เพื่อนำไปดำเนินการฉีดวัคซีนเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนต่อไป และจะเริ่มส่งออกวัคซีนโควิด-19 ให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ที่ทุกคนกำลังต่อสู้กับวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เหตุการณ์ในวันนี้มีความสำคัญและมีความหมายต่อพวกเราเป็นอย่างยิ่ง การที่ประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีมาตรฐานด้านคุณภาพได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนนั้นถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีพันธมิตรด้านการผลิตที่ยอดเยี่ยมอย่าง สยามไบโอไซเอนซ์ ผมขอขอบคุณสยามไบโอไซเอนซ์ที่ร่วมกันผลิตและส่งมอบวัคซีนได้ตามแผนที่กำหนดไว้

“ในขณะนี้ เมื่อเรามีวัคซีนคุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศไทยพร้อมส่งมอบแล้ว ก็จะสามารถสนับสนุนรัฐบาลให้ดำเนินการเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิผลให้กับประชาชนได้โดยเร็วที่สุด”

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สยามไบโอไซเอนซ์ในฐานะผู้รับจ้างผลิต ตระหนักดีถึงหน้าที่สำคัญในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากลให้สำเร็จโดยรวดเร็วที่สุด และรู้สึกภาคภูมิใจที่บริษัทของคนไทยได้รับเลือกจากแอสตร้าเซนเนก้า ให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 และสามารถส่งมอบวัคซีนล็อตแรกให้กับ แอสตร้าเซนเนก้าได้ตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างสยามไบโอไซเอนซ์และแอสตร้าเซนเนก้า เพื่อจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของคนในชาติ รวมถึงประชาชนและเศรษฐกิจไทยจะได้กลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

แม็คกรุ๊ป ดึง “เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์” มือดีธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นร่วมทีมบริหาร

0
เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

น.ส.สุณี เสรีภาณุ ผู้ถือหุ้นใหญ่ และรองประธานกรรมการ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC    เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติแต่งตั้ง นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ เข้าร่วมทีมบริหารของบริษัท โดยเข้ามาดำรงตำแหน่ง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนนายวิรัช เสรีภาณุ  มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ แม็คกรุ๊ปมั่นใจว่า ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ในการทำงานด้านธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ จะสามารถเข้ามาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของแม็คกรุ๊ปให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“คุณเจมส์อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมากว่า 25  ปี ด้วยประสบการณ์การบริหารบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาค เช่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์  รวมถึงการทำงานกับบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง อาทิ P&G Coca-Cola Johnson &Johnson ตลอดจนมีประสบการณ์การเป็นผู้บริหารในบริษัทมหาชน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กล่าวได้ว่า การเข้ามาของคุณเจมส์สอดคล้องกับกลยุทธ์และแผนการเติบโตของแม็คกรุ๊ปในการทำธุรกิจแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ที่มีช่องทางการขายในรูปแบบ Omni Channal อย่างเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวก สบาย ให้กับลูกค้า ทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ”

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 สิ้นสุด 30 มิ.ย.2564 ท่ามกลางวิกฤตโควิด 19 ที่กลับมาระบาดรอบ 3  นั้น แม็คกรุ๊ปยังมั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตและมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับช่องทางการขายออนไลน์ที่สามารถเติบโตได้ดี และการขยายฐานลูกค้าด้วยการออกสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยยังเชื่อมั่นว่า MC จะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่อง

“ท่ามกลางวิกฤติโควิด ผลการดำเนินงานของ แม็คกรุ๊ป ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ งวดไตรมาส 3 ปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.64) จำนวน 93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  ส่งผลให้งวดรวม 9 เดือนปี 64 (ก.ค.63-มี.ค.64) มีกำไรสุทธิ 430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 368 ล้านบาท โดยมาจากรายได้จากการขายที่เติบโตได้ต่อเนื่อง โดยไตรมาส 3 มีรายได้ รวม 776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากงวดเดียวกันปีก่อน และงวดรวม 9 เดือนมีรายได้ที่ 2,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1%” น.ส.สุณี กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะเข้ามาร่วมทีมบริหารของแม็คกรุ๊ป นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ เคยดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  โดยรับผิดชอบวางกลยุทธ์พัฒนาการเติบโตของธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ของไมเนอร์

โออาร์ เข้าร่วมในบิ้กดีลระดมทุน 4.7 พันล้านของแฟลชกรุ๊ป

0

กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) บริษัทแม่ของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ปิดดีลยักษ์จากการระดมทุนรอบซีรีย์ D+ และ ซีรีย์ E คว้ากลุ่ม Buer Capital Limited และ SCB 10X ร่วมทุน พร้อม eWTP -โออาร์-เดอเบล-กรุงศรีฟินโนเวต ลงเพิ่มได้เม็ดเงินรวมไปกว่า 4,700 ล้านบาท ประกาศขึ้นเป็นขนส่งเอกชนอันดับ 1 ด้วยตัวเลขจัดส่งพัสดุต่อวันสูงสุดร่วม 2 ล้านชิ้น ทะยานสู่ยูนิคอร์นตัวแรกของไทย

นายคมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากการระดมทุนรอบซีรีย์ D+ ที่ได้ผู้ร่วมทุนรายใหม่อย่าง SCB 10X  พ่วงด้วย บริษัทจันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด เข้าสนับสนุน โดยในส่วนของ  ซีรีย์ E ก็ยังคว้า Buer Capital กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ร่วมด้วย SCB 10X ที่ให้การสนับสนุนทั้งซีรีย์ D+ และ E  ตามด้วยผู้ลงทุนเดิมอย่าง eWTP, บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ , บริษัท เดอเบล จำกัด (Durbell) ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP, บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (Krungsri Finnovate) ในเครือกรุงศรี กรุ๊ป ที่ตบเท้าลงเพิ่มในซีรีย์ E  ซึ่งดีลใหญ่นี้ทำให้กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) สามารถระดมทุนไปได้สูงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,700 ล้านบาท โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะถูกกระจายไปในหลายสัดส่วนทั้งด้านการบริหาร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ครอบคลุมไปถึงการลงทุนในด้านแพลตฟอร์ม eCommerce ที่จะตอบโจทย์ และสร้างความแตกต่างให้แก่ตลาด รวมถึงการเพิ่มช่องทางการขาย ขยายบริการ และสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ  

“ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจของทีมงานแฟลชทุกคน ที่ทำให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา โดยจากนี้บริษัทฯ จะทยอยประกาศความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มธุรกิจแฟลช กับผู้ลงทุน ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์หลักของแผนการทำงานยังคงมุ่งไปที่การเป็นผู้ให้บริการแบบ One stop service สำหรับ E-Commerce ทั้งในประเทศไทย และสากล รวมไปถึงการเร่งขยายบริการออกสู่ต่างประเทศโดยยึดความตั้งใจเดิม คือ เริ่มจากกลุ่มประเทศในแถบ SEA แม้จะมีอุปสรรคในช่วงสถานการณ์ Covid19 แต่แผนการทำงานของ แฟลช กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งคาดว่าภายใน Q4 ของปีนี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น จากการทยอยเปิดให้บริการบางส่วนใน SEA”  นายคมสันต์ กล่าว

นายศิระ ศรีสุกใส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์  เปิดเผยว่า การร่วมลงทุนและการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง โออาร์ และแฟลช จะเป็นการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านขนส่งและพลังงาน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ของโออาร์ เชื่อมต่อธุรกิจแบบ Online to Offline  เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคตที่มีไลฟ์สไตล์ปรับตัวสู่โลกออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริม Startup ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ปัจจุบัน โออาร์ และ แฟลช ได้มีความร่วมมือทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจหลักของทั้งสองบริษัท เช่น การที่โออาร์ให้บริการน้ำมันแก่รถที่ใช้ในการขนส่งของ Flash Express หรือการที่ Flash Express เริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ของ โออาร์ และยังมีแผนเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ ทั้งความร่วมมือในการทดลองเปิดให้บริการจุดรับส่งพัสดุของ Flash Express ภายในร้าน Café Amazon บางสาขา และการวางแผนในการพัฒนาพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บางแห่ง เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าของ Flash Express เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศต่าง ๆ ผ่านบริษัทย่อยในต่างประเทศของกลุ่มโออาร์ตามแผนการขยายธุรกิจของแฟลชอีกด้วย

รายงานข่าว เปิดเผยว่า แฟลช กรุ๊ป (Flash Group) นับเป็น Startup ไทยรายแรกที่สามารถระดมทุนรวมได้มากที่สุดในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี ซึ่งทำให้ธุรกิจมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 30,000 ล้านบาทไทย

แบงก์ชาติ เปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์

0

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2563 ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ซึ่งทำให้รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ ธปท. ได้จัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนค่อนข้างดี จึงได้ขยายขอบเขตของงานมหกรรมให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่หนี้ถูกโอนขายไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์

หนี้ที่สำคัญของประชาชนรายย่อยอีกประเภทหนึ่ง คือ หนี้เช่าซื้อรถยนต์ทั้งในส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาชีพหรือใช้ในการเดินทางของคนในครอบครัว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพ หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ธปท. กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และผู้ให้บริการทางการเงิน 12 แห่ง (ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์รวมกันแล้วมากกว่าร้อยละ 65) จึงร่วมกันจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ขึ้น ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2564 เพื่อเป็นช่องทางที่จะช่วยลดภาระของลูกหนี้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ระลอกใหม่ ในการชำระหนี้ของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 

ความพิเศษของมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ครั้งนี้ คือจะครอบคลุมลูกหนี้เช่าซื้อบุคคลธรรมดาทุกกลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) หรือกลุ่มที่เป็น NPL แต่รถยังไม่ถูกยึด (2) กลุ่มลูกหนี้ที่รถถูกยึดแล้วแต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด และ (3) กลุ่มลูกหนี้ที่รถถูกขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังมีหนี้เช่าซื้อส่วนขาด โดยมีเป้าหมายให้ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ที่รายได้ลดลงในช่วงโควิด 19 สามารถเจรจาผ่อนชำระหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำรถที่ถูกยึดกลับไปใช้ในการประกอบอาชีพและนำรถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดิม ซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์ช่วงนี้อีกทางหนึ่ง โดยความช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามความเหมาะสมและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ กล่าวคือ

กลุ่มแรก ลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL หรือเป็น NPL แล้วแต่รถยังไม่ถูกยึด แนวทางช่วยเหลือจะสอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 ของ ธปท. ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้ ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง สามารถขอพักชำระค่างวดได้ 3 เดือน หรือตามผลกระทบที่ลูกหนี้ได้รับ

โดยแนวทางใหม่จะคำนวณดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้จากฐานของค่างวดที่ได้พักชำระหนี้ตามเกณฑ์ของ สคบ. ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระหนี้ถูกลงอย่างมาก (แนวทางเดิมเป็นการคำนวณดอกเบี้ยจากฐานของเงินต้นคงค้างทั้งหมด)

สำหรับลูกหนี้ที่เคยพักชำระค่างวดหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ สามารถคืนรถยนต์เพื่อลดภาระหนี้ได้ และหากราคาขายรถทอดตลาดที่ได้รับต่ำกว่าภาระหนี้คงค้าง ลูกหนี้สามารถขอผ่อนปรนเพิ่มเติมได้โดยผู้ให้บริการทางการเงินอาจพิจารณายกหนี้ส่วนที่เหลือให้ตามความเหมาะสม

กลุ่มที่ 2 ลูกหนี้ที่รถถูกยึดแล้ว แต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด ลูกหนี้เช่าซื้อสามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในครั้งนี้ เพื่อเจรจากับเจ้าหนี้เช่าซื้อที่ร่วมงานเพื่อขอรถที่ถูกยึดไปคืน โดยเจ้าหนี้เช่าซื้อจะชะลอการขายทอดตลาด และปรับโครงสร้างหนี้ งานมหกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกหนี้เช่าซื้อมีโอกาสที่จะนำรถกลับไปประกอบอาชีพหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้  ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหนี้กับลูกหนี้เช่าซื้อจะเจรจากันเอง ไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ทำให้โอกาสที่ลูกหนี้จะได้รถที่ถูกยึดคืนมีไม่มาก แต่ในครั้งนี้หวังว่าลูกหนี้ที่ถูกยึดรถไป ส่วนหนึ่งจะมีโอกาสที่จะได้รับรถคืนซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย 

กลุ่มที่ 3 ลูกหนี้ที่รถถูกขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังมีมูลหนี้เช่าซื้อส่วนที่ขาดกรณีรถถูกขายทอดตลาดแล้ว ปรากฏว่าเงินที่ได้รับนั้นน้อยกว่ายอดหนี้เช่าซื้อคงเหลือ ทำให้มียอดหนี้ส่วนขาด หรือ “ติ่งหนี้” ในงานมหกรรมครั้งนี้ สคบ.และ ธปท. ได้ร่วมกันศึกษาแนวคำพิพากษาของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการคำนวณยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาด และได้จัดทำโปรแกรมการคำนวณยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาดแบบง่ายๆ เพื่อให้ลูกหนี้จะได้ใช้คำนวณ โดยลูกหนี้เช่าซื้อที่มีปัญหาเกี่ยวกับยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาดสามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมในครั้งนี้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้ทั้งในส่วนที่ยังไม่มีการฟ้อง หรือฟ้องแล้ว ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรื่องนี้เป็นธรรมมากขึ้น และช่วยให้เจ้าหนี้และลูกหนี้เช่าซื้อสามารถตกลงกันได้ง่ายขึ้นและตรงไปตรงมา

การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อในครั้งนี้มุ่งหวังว่าจะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้เช่าซื้อได้ ประชาชนที่มีหนี้เช่าซื้อรถยนต์หรือผู้ค้ำประกัน และหนี้เช่าซื้อถูกโอนขายไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ สามารถลงทะเบียนขอไกล่เกลี่ยหนี้ในมหกรรมไกล่เกลี่ยออนไลน์ครั้งนี้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ถึง 31 กรกฎาคม 2564 ผ่านเว็บไซต์ของ กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สคบ. ธปท. และศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) รวมทั้ง เว็บไชต์ของผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าร่วมมหกรรมฯ ทั้งนี้ ขอให้ลูกหนี้ศึกษาวิธีการกรอกข้อมูลอย่างละเอียด และกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจะทำให้คำขอไกล่เกลี่ยของท่านไม่ได้รับการพิจารณาช่วยเหลือ

ประชาชนที่ไม่ถนัดในการกรอกข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ หรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทรศัพท์ 1213 เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการกรอกข้อมูล ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-16.30 น. หากนอกเวลาทำการสามารถฝากชื่อและเบอร์โทรศัพท์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือส่งอีเมลมาที่ [email protected] เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป

นางธัญญนิตย์กล่าวย้ำว่า ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อภายใต้การกำกับของ ธปท. ทุกแห่ง จะต้องให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 นอกจากนี้ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อหลายแห่งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. ก็มีแนวทางในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยเช่นกัน หากลูกหนี้ไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ “ทางด่วนแก้หนี้” ของ ธปท. หรือ โทรศัพท์ 1213 

“ทรีนีตี้” เชียร์กลยุทธ์ Mix & Match รับความผันผวนที่มากขึ้น

0

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด  เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการลงทุนของตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือน มิ.ย.คือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) ประจำเดือน พ.ค. ซึ่งทางทรีนีตี้ประเมินว่า หากออกมาในระดับ 6.5 แสนตำแหน่ง หรือต่ำกว่า น่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการส่งสัญญาณ QE Tapering ออกไปในการประชุม วันที่ 15-16 มิ.ย.นี้  ในกรณีนี้ มีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัว Sideways up โดยมองกรอบแนวต้านสูงสุดของเดือนที่ 1,650 จุด ในทางกลับกันหากตัวเลข NFP ดังกล่าวออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้นักลงทุนกังวลต่อการส่งสัญญาณ QE Tapering ของเฟดก่อนกำหนดได้ ซึ่งในกรณีนี้ มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัว Sideways down โดยมองกรอบแนวรับลึกสุดของเดือนที่ 1,550 จุด

นายณัฐชาต กล่าวถึงธีมการลงทุนเดือน มิ.ย.แนะนำให้ลงทุนหุ้นแบบ Mix & Match เน้นกลุ่มหลัก คือ กลุ่ม Global play โดยเฉพาะกลุ่มส่งออกและโลจิสติกส์ โดยหุ้นส่งออกแนะนำ กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์  อาทิ HANA, KCE, SMT เพราะจะได้รับอานิสงส์จากธีมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์  5G และรับอานิสงส์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับกลุ่มโลจิสติกส์ ยังคงเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปริมาณการค้าขายระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่ามาร์จิ้นจะถูกกระทบจากค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูงแต่จะถูกชดเชยด้วยปริมาณวอลุ่มที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน มองตัวที่น่าสนใจได้แก่ LEO, SONIC, WICE

“ดัชนี Global manufacturing PMI ยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงคำสั่งซื้อทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง เป็นบวกต่อหุ้นส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนั้น ดัชนีค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการขนส่งสินค้าที่อยู่สูงต่อไป เป็นบวกกับหุ้นกลุ่มโลจิสติกส์” นายณัฐชาต กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากกลุ่ม Global play แล้ว แนะนำเก็งกำไรไปยังกลุ่มหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic play) และหุ้นธีมเปิดเมือง (Reopening) ซึ่งราคาปรับตัวลงมาลึก จนมี Downside ในแง่ของ Valuation จำกัดแล้ว แนะนำ KBANK, BJC, CPN ,CRC และ MTC

นายณัฐชาต กล่าวว่า ในภาวะที่ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจะเริ่มเข้ามามากขึ้นในเดือนนี้  อยากแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มหุ้นกลุ่ม Low beta อย่างโรงไฟฟ้าเข้ามาในพอร์ต เพื่อที่จะทำให้ความผันผวนของพอร์ตลดลง อีกทั้งไตรมาส 2 จะเป็นช่วง High season ของหุ้นกลุ่มนี้ พร้อมยังมีกำลังการผลิตใหม่ ๆ เข้ามา และไม่มีการปิดซ่อมบำรุงที่สำคัญ จึงคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 นี้จะสามารถเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มองหุ้นใหญ่ในกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ BGRIM, GPSC และหุ้นกลาง-เล็ก ที่น่าสนใจได้แก่ ACE, SSP, TPCH

เปิดจุดขายสลากกินแบ่งฯ ให้ปชช. ราคา 80 บาท นำร่องพื้นที่ กรุงเทพฯ และนนทบุรี เริ่ม 1 ก.ค.64

0

พันตำรวจเอก บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงข่าวโครงการ GLO Official Sellers สร้างจุดจำหน่ายให้ประชาชนสามารถหาซื้อสลากได้ตามราคา 80 บาท นำร่องพื้นที่ กรุงเทพฯ และนนทบุรี มีตัวแทนจำหน่ายสลากร่วมเครือข่าย GLO Official Sellers จำนวน 51 จุด โดยการจ่ายเงินในการซื้อ-ขายสลาก จะเป็นการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อป้องกันการซื้อ-ขายสลากเกินราคาที่กำหนด 80 บาท ซึ่งนำไปสู่การลดความรุนแรงของปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคา โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันกับการจำหน่ายสลากผ่านโครงการ คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในงวดแรก งวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2564  นี้  

พันตำรวจเอก บุญส่ง เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันมีผู้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจำหน่ายเกินราคาหน้าสลากเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยที่ได้จากการสำรวจเกินกว่าราคา 80 บาท ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบกับประชาชนผู้ซื้อ  สำนักงานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและมีความตั้งใจจริงในการหาแนวทาง/มาตรการต่างๆ มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของโครงการ GLO Official Sellers ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจุดจำหน่ายให้ประชาชนสามารถหาซื้อสลากได้ตามราคา 80 บาท  และลดความรุนแรงของปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการสร้างความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่าย(รายเดิม) ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ พร้อมยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนจำหน่ายสลาก ร่วมเครือข่าย GLO Official Sellers ของสำนักงานฯ  และจะต้องผ่านการคัดเลือกให้จำหน่ายสลากในพื้นที่นำร่องของโครงการฯ เพื่อให้การควบคุมการติดตามประเมินผล เป็นไปอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วยเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 เขต (เขตละ 1 ราย) และจังหวัดนนทบุรี จำนวน 6 อำเภอ (อำเภอละ 1 ราย)  

ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้ประกาศรับสมัครตัวแทนจำหน่ายสลากประเภทบุคคลทั่วไปส่วนกลาง (รายเดิม) และตัวแทนจำหน่ายสลากบุคคลทั่วไป จังหวัดนนทบุรี (รายเดิม) เข้าร่วมเครือข่าย  GLO Official Sellers เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2564 มียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 520 ราย แบ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากในเขตกรุงเทพมหานคร 460 ราย และจังหวัดนนทบุรี 60 ราย  

ในส่วนของการตรวจสอบ สำนักงานฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดจำหน่ายของผู้สมัคร ระหว่างวันที่ 22-31 มีนาคม 2564  วันที่ 7 เมษายน 2564 และวันที่ 19-20 เมษายน 2564 รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและเกณฑ์การพิจารณาตามที่ประกาศไว้ ผลปรากฏว่ามีผู้สมัครผ่านเกณฑ์ รวมทั้งสิ้น 275 ราย แบ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 241 ราย และจังหวัดนนทบุรี จำนวน 34 ราย และได้ทำการชี้แจงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นเครือข่าย GLO Official Sellers และทำการคัดเลือก (Random) ตัวแทนจำหน่ายสลาก ไปเมื่อวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2564  ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเครือข่าย ได้รับการคัดเลือกเป็นเครือข่าย GLO Official Sellers Sellers จำนวน 51 ราย ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 46 ราย (46 เขต) และ จังหวัดนนทบุรี 5 ราย (5 อำเภอ) สำหรับอีก 5 ราย (4 เขต 1 อำเภอ) ได้แก่ เขตคลองสามวา คันนายาว สะพานสูง ภาษีเจริญ และไทรน้อย ไม่มีผู้ได้รับคัดเลือก เนื่องจากไม่มีผู้สมัครผ่านเกณฑ์ ไม่เข้ารับการอบรม และขอสละสิทธิ์หลังจากได้รับคัดเลือก

สำหรับตัวแทนจำหน่ายสลากร่วมเครือข่าย GLO Official Sellers จะได้รับการเพิ่มสลากให้ จำนวน 20 เล่ม รวมสลากที่ได้รับไปจำหน่ายต่องวด จำนวน 25 เล่ม เพื่อสนับสนุนการจำหน่ายสลาก ณ จุดจำหน่าย สำหรับการจ่ายเงินในการซื้อ-ขายสลาก จะเป็นการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อป้องกันการซื้อ-ขายสลากเกินราคาที่กำหนด 80 บาท โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันกับการจำหน่ายสลากผ่านโครงการ พร้อมนี้จะได้รับสิ่งของที่มีตราสัญลักษณ์เครือข่าย  GLO Official Sellers เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นจุดจำหน่าย เครือข่าย GLO Official Sellers ประกอบด้วย แผงจำหน่ายสลาก ป้ายประชาสัมพันธ์ (Roll up) เสื้อกั๊ก ตราประทับสัญลักษณ์ และป้ายอะคริลิคประชาสัมพันธ์  นอกจากนี้สำนักงานฯ จะดำเนินการประชาสัมพันธ์จุดจำหน่ายตามแผนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมการจำหน่ายของตัวแทน โดยจะเริ่มจำหน่ายในงวดแรก งวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2564  นี้  ภายใต้ข้อปฏิบัติตามสัญญา ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง ประกาศ และเงื่อนไขต่างๆ ที่สำนักงานฯ กำหนด หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามสำนักงานฯ จะดำเนินการกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเข้มงวด โดยจะบอกเลิกสัญญา และยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย และเรียกคืนทรัพย์สินที่สำนักงานฯ มอบให้ทั้งหมด รวมทั้งริบหลักประกันทั้งจำนวนทันที

ความคาดหวังในการดำเนินโครงการ GLO Official Sellers ของสำนักงานฯ คือการแก้ไขและลดความรุนแรงของปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น  และที่สำคัญคือทำให้ประชาชนสามารถซื้อสลากได้ตามราคาที่กำหนด ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลจุดจำหน่ายในเขตพื้นที่ต่างๆ ได้ ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล www.glo.or.th โดยจากนี้ไปสำนักงานฯ จะติดตามผลอย่างใกล้ชิดทุกพื้นที่ทุกจุดจำหน่าย หากโครงการฯ ได้รับการตอบรับที่ดี จะได้พิจารณาขยายพื้นที่โครงการฯ ไปยังจังหวัดต่างๆ ต่อไป และหากว่ามีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการฯ สำนักงานฯ จะพิจารณาทบทวนด้วยความรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพ.

เมืองไทยประกันชีวิต ปรับลดระยะเวลาที่ไม่คุ้มครองเหลือ 14 วัน เสริมความอุ่นใจสู้โควิด

0

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการปรับลดระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง (Waiting Period) กรณีการเจ็บป่วยที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อโควิด 19 จากเดิม 30 วัน เหลือเพียง 14 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติม สำหรับความคุ้มครองกลุ่มค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยรายวัน ที่มีวันเริ่มมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม -31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ เพื่อเสริมความอุ่นใจแก่ลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น และ ตอกย้ำการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ที่พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต

สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

การปรับลด Waiting Period จะครอบคลุมลูกค้ารายบุคคลที่มีความคุ้มครองกลุ่มค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน กลุ่มค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก และกลุ่มชดเชยรายวัน ที่แนบท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญ และประเภทควบการลงทุน  ทั้งนี้ บริษัทฯ จะให้ความคุ้มครองสำหรับการเจ็บป่วยจากโรคโควิด 19 ที่เกิดขึ้นหลังจากระยะเวลา 14 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติม หรือหากมีการต่ออายุสัญญาเพิ่มเติมให้นับตั้งแต่วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามการต่ออายุนั้นครั้งสุดท้ายแล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นหลังสุด

สำหรับแบบประกันภัยที่ได้รับความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติม ประกอบด้วย ความคุ้มครองกลุ่มค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน กลุ่มค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก และกลุ่มชดเชยรายวัน เช่น สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ ดี เฮลท์, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ เอ็กซ์ตร้า แคร์, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ สมาร์ทเฮลท์, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ ไดมอนด์แคร์, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ แยกค่าใช้จ่าย (H&S), สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ วีไอพี, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ เหมาจ่าย, สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบ พรีเมี่ยม เฮลท์ แคร์, สัญญาเพิ่มเติม การรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD), สัญญาเพิ่มเติม สุขภาพวงเงินแน่นอน (HB), สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพข้าราชการสุขสันต์, สัญญาเพิ่มเติม สุขภาพเด็กเล็ก (0-5 ปี),สัญญาเพิ่มเติม สุขภาพเอชไอพี (HIP), สัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการศัลยกรรม, ตะกาฟุลสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย, และตะกาฟุลสุขภาพแบบวงเงินแน่นอน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะยกเว้นความคุ้มครอง กรณีที่ผู้เอาประกันภัยเจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019     ที่ยังไม่ได้รักษาให้หาย ก่อนวันที่เริ่มมีผลคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ หรือบันทึกสลักหลังการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก โดยพิจารณาตามเงื่อนไขสภาพที่เป็นมาก่อนการเอาประกันภัย (Pre-existing Condition)

“การปรับลดระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง (Waiting Period) นี้ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เมืองไทยประกันชีวิต ได้นำออกมาเพื่อสร้างความมั่นใจและอุ่นใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่โรคโควิด 19 ยังแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ หลังจากที่ก่อนหน้าได้มอบความคุ้มครองพิเศษ ด้วยการขยายความคุ้มครองผลกระทบหลังจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19  ฟรี! สำหรับลูกค้าที่มีความคุ้มครองกลุ่มค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน กลุ่มค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก และกลุ่มชดเชยรายวัน ที่แนบท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญ และประเภทควบการลงทุน รวมถึงประเภทประกันกลุ่มเพียงลูกค้ามีกรมธรรม์ตามที่บริษัทฯ กำหนดและยังมีผลคุ้มครองอยู่ไปแล้วนั้น”   นายสาระ กล่าว

หมอยง ชี้การตรวจภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีนไม่จำเป็น

0

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก นพ.ยง ภู่วรวรรณ ระบุถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีเนื้อหาว่า

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เราฉีดกัน การตอบสนองภูมิต้านทานจะเกิดขึ้นหลังฉีดครบแล้ว มากกว่า 99% แม้กระทั่งวัคซีน AstraZeneca เพียงเข็มเดียวภูมิต้านทานก็ขึ้นดีมาก การตรวจจึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด ระดับภูมิต้านทานที่ตรวจได้ในปัจจุบันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าระดับแค่ไหนเป็นระดับที่น้อยที่สุดในการป้องกันโรค ถึงเรารู้ระดับภูมิต้านทานเราก็จะยังไม่ทำอะไรอยู่ดี การกระตุ้นเข็มที่สามก็ยังไม่มีข้อยุติจนกว่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้

ดังนั้น ผู้ที่ซื้อชุดตรวจแบบรวดเร็วก็ยิ่งไม่จำเป็นใหญ่เพราะการตรวจจะมีความไวไม่เพียงพอจะให้ผลลบจำนวนมาก เสียสตางค์โดยใช่เหตุ ในการตรวจวัดเชิงปริมาณ หน่วยที่ใช้ก็ยังไม่ได้ใช้หน่วยเดียวกันในแต่ละห้องปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจ การแปลผลจะสับสนกันมาก จึงไม่มีความจำเป็นในการตรวจ

เราจะเห็นหน่วยเป็น AU (Arbitrary Unit) หรือหน่วยตามอำเภอใจของบริษัทที่ตั้งขึ้นหรือหน่วยเป็น unit ยังไม่ได้ใช้หน่วยเดียวกันแบบไวรัส ตับอักเสบบี วัคซีน บางหน่วยเป็นไดลูชั่น เช่น 1:10, 1:20, 1:40,.. หรือบางหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ Inhibition ผู้แปลผลจะสับสนมาก

การตรวจขณะนี้อยู่ในงานวิจัยเท่านั้น ไม่ควรนำไปใช้ในเชิงบริการหรือโรงพยาบาลต่างๆที่ใช้วัดผลของวัคซีน โดยเฉพาะโรงพยาบาลบางแห่งนำวิธีการตรวจแบบเชิงคุณภาพ Qualitative แล้วอ่านผลหน่วยเป็น COI คือเปรียบเทียบกับ Cut Off Value ว่าเป็นกี่เท่า ทำให้ในการตรวจหลายแห่งโดยเฉพาะใช้ชุดตรวจแบบรวดเร็วหรือชุดตรวจแบบเชิงคุณภาพไม่ใช่เชิงปริมาณจะให้ผลลบเป็นจำนวนมาก ทำให้ดูเหมือนว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันการวัดเชิงปริมาณในการแปลผลก็ยังไม่มีข้อยุติว่าระดับใดคือระดับที่ป้องกันโรค

ดังนั้น การตรวจหลังฉีดวัคซีนจึงไม่แนะนำให้ทำ ขณะนี้อยู่ในการทำเพื่อการวิจัยเท่านั้น