Home Blog Page 409

ศธ. สั่งโรงเรียนคืนเงินค่าเทอม ผ่อนผัน ช่วยเด็กยากจน ลดภาระผู้ปกครอง

0

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ปกครองร้องเรียนเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษา เข้ามาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำนวนมากนั้น

ตนได้รับทราบปัญหาและมีนโยบายให้ต้นสังกัดของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ไปดำเนินการแก้ไขปัญหา และเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนก็ได้ลงนามในประกาศ ศธ. เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นไปแล้ว

ในประกาศดังกล่าวระบุว่า อนุสนธิประกาศ ศธ. เรื่อง การเลื่อนเวลาเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 อันสืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้กำหนดให้มีการเลื่อนเวลาเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 และให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของ ศธ.จัดการเรียนการสอนเฉพาะรูปแบบการจัดการศึกษาทางไกล โดยบางโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีความพร้อมและประสงค์จะจัดการศึกษาในรูปแบบ On Site หรือเรียนที่โรงเรียนได้ จะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินความพร้อมของระบบ Thai StopCOVID Plus (TSC+) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก่อนนั้น ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกล่าว ประกอบกับมีโรงเรียนหรือสถานศึกษาบางแห่งได้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นจากผู้ปกครอง

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองในสถานการณ์ปัจจุบัน ศธ.จึงกำหนดแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด หรือในกำกับของ ศธ.ถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

  1. ในกรณีที่ได้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นไปแล้ว ให้คืนเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นในระหว่างที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
  2. ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น เพื่อใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อาจพิจารณาผ่อนผันหรือขยายระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมดังกล่าว ตามความเหมาะสมเป็นกรณีไป
  3. พิจารณาให้ความช่วยเหลือ ในกรณีที่ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ตามความจำเป็น เหมาะสม
  4. ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือที่กำกับโรงเรียนหรือสถานศึกษา แจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาในสังกัด หรือในกำกับ ให้ปฏิบัติตามประกาศนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น.

AIS ผนึก ZTE และม.เทคโนโลยีสุรนารี ชู ‘โรงงานอัจฉริยะ’ พลิกโฉมภาคการผลิต

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  มุ่งมั่นและเดินหน้าต่อเนื่องในการนำศักยภาพ 5G สู่ภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดได้ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ ZTE  ขยายศักยภาพ 5G ด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาเพื่อพลิกโฉมโรงงานธรรมดาสู่การเป็น โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) จาก AIS 5G Total Solutions ไม่ว่าจะเป็น 5G Cloud AGV รถเคลื่อนย้ายอัตโนมัติ, Inspection หุ่นยนต์ลาดตระเวน, 5G AR Remote Guidance ควบคุมการทำงานจากระยะไกล, VR Monitoring ตรวจสอบภาพหน้างานแบบเรียลไทม์ และ Robotic Arm แขนกลอัจฉริยะ 

โดยนายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร  AIS Business กล่าวว่า ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นหัวใจหลักในการช่วยทรานสฟอร์มและขับเคลื่อนภาคการผลิตทุก Sector เอไอเอสได้ลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาทในปี 2563 และเตรียมงบลงทุนกว่า 25,000-30,000 ล้านบาทในปี 2564 เพื่อพัฒนาคุณภาพของ เครือข่าย AIS 5G จน ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานใน EEC 100% ตลอดจนพื้นที่สำคัญด้านสาธารณสุขทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนสถานการณ์ COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาด

ความร่วมมือสำคัญครั้งนี้กับภาคการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ ZTE ที่ร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นให้ตอบโจทย์การใช้งานภาคอุตสาหกรรมได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำงานครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้าง Smart Factory หรือ โรงงานอัจฉริยะ ให้มีความสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้ด้วย 5G Total Solutions for Industrial ที่ได้นำเอาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล AIS 5G บนคลื่นความถี่ย่าน 2600 GHz แบบ SA (Standalone) คลื่นความถี่ย่านกลางที่มีคุณสมบัติอย่างดีเยี่ยมในการทำ Use Case ซึ่งจะช่วยลดความหน่วง (Latency)  และรองรับ IoT เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างเป็นต้นแบบให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการ พร้อมทรานส์ฟอร์มกระบวนการขั้นตอนการผลิต ท่ามกลางบริบทของภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร. พีระพงษ์ อุฑารสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อธิบายว่า ความร่วมมือระหว่าง AIS และ ZTE  เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่จะพัฒนาการทำงานของภาคอุตสาหกรรมไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเทคโนโลยี 5G ซึ่งการทำงานร่วมกันในครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในเรื่องการวิจัย ปรับแปลง ถ่ายทอดเทคโนโลยี สู่ภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังสามารถบูรณาการเทคโนโลยี 5G สู่ความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับสากล ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นและประเทศ ที่จะทำให้นักศึกษา ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และคนทั่วไปได้ร่วมกันนำนวัตกรรมจากเทคโนโลยี 5G ไปขยายผลต่อไป

ความน่าสนใจในการพัฒนาโซลูชั่นสำหรับโรงงานในครั้งนี้คือ การมุ่งที่จะตอบโจทย์พฤติกรรมและการทำงานของฝ่ายผลิตภายในโรงงานในทุกส่วนให้สามารถสอดประสานกันผ่าน 5G ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในส่วนของ “5G Cloud AGV รถเคลื่อนย้ายอัตโนมัติ” ครั้งแรกที่อุปกรณ์ถูกพัฒนาขึ้นให้มีความชาญฉลาดทำงานแบบ Machine to Machine สามารถสร้างแผนที่และเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และตรงเวลา นับป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานภายในโรงงาน คลังสินค้า หรือแม้แต่ฝ่ายผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ AIS และพันธมิตรยังได้พัฒนาโซลูชั่นอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมการทำงานภายในโรงงานให้มีความอัจฉริยะมากขึ้นด้วย “5G Inspection หุ่นยนต์ลาดตระเวน” ที่จะทำหน้าที่เหมือน รปภ. สอดส่องดูแลพื้นที่ต่างๆ มีความสามารถในการจดจำใบหน้าและแจ้งเตือนเหตุน่าสงสัยภายในพื้นที่ได้ “5G Robotic Arm แขนกลอัจฉริยะ” ที่ถูกพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นเหมาะสมกับการใช้งานภายในโรงงานและฝ่ายผลิต โดยแขนกลอัจฉริยะตรวจสอบคัดแยกและเลือกหยิบสินค้าหรืออุปกรณ์ได้หลายขนาด จากเดิมที่เคยหยิบอุปกรณ์หรือสินค้าได้ชนิดเดียว “5G AR Remote Guidance ควบคุมการทำงานจากระยะไกล” เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เครื่องมือนี้จะช่วยให้การควบคุมการทำงานของฝ่ายต่างๆ การอบรมเทรนนิ่ง การแก้ไขซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ สามารถทำได้โดยที่ทุกคนไม่ต้องมาอยู่ที่หน้างานทั้งหมด ด้วยเทคโนโลยีที่จะทำให้เหมือนกับเราทำงานอยู่ที่เดียวกัน  และสุดท้าย “5G VR Monitoring ตรวจสอบภาพหน้างานแบบเรียลไทม์” เครื่องมือที่จะช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่ Material ไปจนถึงตัวสินค้า (Finish Goods)

นายหลิง จื้อ รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือกับ AIS และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการพัฒนาโซลูชั่น 5G end-to-end ที่ชาญฉลาด สำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่ง ZTE มีความคาดหวังที่ตอบสนองภาคการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถ ยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตก้าวไปสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G

“AIS ยังคงเดินหน้านำศักยภาพ 5G สู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ช่วงเวลาที่มีข้อจำกัดมากมาย สำหรับเรานั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไม่หยุดพัฒนาและมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอเรายังคงยึดมั่นในวิถีการทำงานที่ร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาและส่งมอบบริการหรือโซลูชั่นที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าจนทำให้เราได้ Use Case ของโรงงานอัจฉริยะขึ้นมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าเรามีความพร้อมที่จะเชื่อมต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีรวมถึงการยกระดับประเทศให้เข้าสู่การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่แข็งแกร่งเป็น 5G Total Soultions for Industrial เพื่อประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และทุกๆ ภาคส่วนต่อไป” นายธนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

รู้เก็บรู้ออม : หุ้นยั่งยืน…เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

0

สัปดาห์ที่แล้ว “คุณนายพารวย” พาทำความรู้จักกับ “การลงทุนอย่างยั่งยืน” ด้วยการเลือก “ลงทุนในหุ้นยั่งยืน” หรือบริษัทที่ไม่ได้มุ่งเพียงตัวเลขทางการเงิน แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างความยั่งยืนและผลดีระยะยาวให้ธุรกิจอย่างแท้จริง

ปัจจุบันบริษัทในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก เริ่มให้ความสำคัญกับ ESG อย่างเข้มข้นจากการส่งเสริมของตลาดหลักทรัพย์ฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่น่าภูมิใจคือ ปี 63 มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ได้รับคัดเลือกเข้าดัชนีด้านความยั่งยืนระดับโลก DJSI World ถึง 11 บริษัท และยังได้รับเข้าดัชนี DJSI EM (Emerging Market) มากถึง 21 บริษัท สูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7!!

แนวคิดด้านความยั่งยืนมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆมีผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกกว่า 3,000 แห่ง มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการรวมมากกว่า 100 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ลงนามสนับสนุนหลักการ PRI หรือหลักปฏิบัติสำหรับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ผู้ลงทุนอยากรู้ ย่อมหนีไม่พ้นว่า การที่เราเลือกลงทุนในหุ้นยั่งยืนนั้น จะสร้างผลตอบแทนกลับมามากน้อยแค่ไหน?? วันนี้ “คุณนายพารวย” มีคำตอบให้แล้ว

ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ฯได้รายงานผลการทดลองจัด portfolio ลงทุนในหุ้นไทยตามดัชนี DJSI EM เพื่อศึกษาผลตอบแทนรวมสะสมย้อนหลัง 5 ปี (4 ม.ค.59-17 ก.พ.64) โดยกระจายน้ำหนักการลงทุนเท่าๆกันทุกตัว พบว่าให้ผลตอบแทนรวมสะสมที่ 51% มากกว่าดัชนี SET100 TRI ที่ใช้เปรียบเทียบอยู่ถึง 13%

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า หุ้นที่อยู่ในกลุ่มยั่งยืนนี้ ยังได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากขึ้น ภายหลังจากเข้าร่วมดัชนี DJSI EM สภาพคล่องหรือมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ลงทุนต่างชาติ เมื่อโฟกัสไปที่มูลค่าซื้อขายใน Non-Voting Depository Receipt (NVDR) ซึ่งเป็นตราสารหรือช่องทางลงทุนที่ได้รับความนิยมจากต่างชาติ พบว่าหลังเข้าร่วมดัชนี มูลค่าการซื้อขายโดยเฉลี่ยของ 21 หุ้นไทยที่อยู่ในดัชนี DJSI EM ผ่าน NVDR เพิ่มขึ้นปีละ 11% (มูลค่าซื้อขายตลาดรวมเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 4%)

นอกจากนี้ ยังพบว่ามูลค่าซื้อขาย NVDR สุทธิในแต่ละปีของหุ้นไทยในดัชนี DJSI EM โดยเฉลี่ยมีสถานะเป็นซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าซื้อสุทธิสะสมช่วง 3 ปีหลังเข้าร่วมดัชนีเพิ่มขึ้นปีละ 32%!!

ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำว่าการลงทุนในหุ้นที่เน้นความยั่งยืน มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวได้เช่นกัน กำไรที่ได้จากการลงทุนในหุ้นยั่งยืนยังทำให้ภาคภูมิใจได้ว่าเราได้ลงทุนเป็นเจ้าของธุรกิจที่ใส่ใจสังคม และเป็นการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนที่สร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจเพื่อโลกที่ยั่งยืน

ดังนั้น มือใหม่หัดลงทุนอย่างพวกเรา ควรเริ่มต้นหาหุ้นยั่งยืนมาประดับพอร์ต เพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนกันเถอะ!!

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม www.set.or.th/research


ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง โดย คุณนายพารวย หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“วัคซีนภูมิแพ้” ทางเลือกสำหรับคนเป็นภูมิแพ้…เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

0

สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้แล้ว การมีวัคซีนภูมิแพ้ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะวัคซีนจะช่วยลดอาการที่เป็นลงได้ ทำให้ไม่ต้องกินยาไปตลอด และมีโอกาสที่จะหายขาดเป็นปกติได้อีกด้วย ใครที่สนใจวัคซีนตัวนี้แต่ยังลังเลสองจิตสองใจอยู่ ลองมาอ่านข้อมูลทำความเข้าใจกันก่อนจาก พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช

วัคซีนภูมิแพ้คืออะไร

วัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) คือการใช้สารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้มาให้กลับเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาใหม่ต่อสิ่งที่แพ้ แต่วัคซีนภูมิแพ้นั้นไม่เหมือนกับวัคซีนที่เราฉีดในวัยเด็ก เพราะวัคซีนที่ฉีดในวัยเด็ก ฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรค เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ไอกรน คอตีบ ส่วนวัคซีนภูมิแพ้ไม่ได้ฉีดเพื่อป้องกันโรค แต่ฉีดเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้

วัคซีนภูมิแพ้เหมาะกับใคร

วัคซีนภูมิแพ้เหมาะกับโรคโพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinoconjunctivitis) โรคหอบหืดจากภูมิแพ้ (Allergic asthma) โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis) ที่ใช้ยารักษาอาการหลายชนิดแล้วไม่ดีขึ้น ไม่อยากกินยาหรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

วัคซีนภูมิแพ้มีวิธีรักษากี่แบบ 

การให้วัคซีนมี 2 รูปแบบ คือ ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) และอมใต้ลิ้น (Sublingual) โดยจะต้องทราบสาเหตุการแพ้อย่างเฉพาะเจาะจงในผู้ป่วยแต่ล่ะคนก่อน ด้วยการตรวจวิธี SPT หรือ Blood Test for Specific IgE เพื่อพิจารณาเลือกการรักษา ใช้สารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ได้ตรงกับสาเหตุ หลังจากนั้นเลือกวิธีการ รูปแบบการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย โดยพิจารณาตามสาเหตุที่แพ้ ช่วงอายุ และความเหมาะสม เช่น ชนิดอมใต้ลิ้นใช้ได้ในผู้ป่วยแพ้ไรฝุ่นที่มีอายุ 12 ปี ขึ้นไป เนื่องจากต้องอาศัยความร่วมมือค่อนข้างมาก

            สำหรับวัคซีนชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังนั้น ในช่วงแรก (Induction Phase) ฉีด 1 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นอย่างน้อยแล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณวัคซีนทีละน้อย จนกระทั่งได้ระดับสูงสุดที่ผู้ป่วยรับได้ อาจใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน แล้วแต่คน ช่วงถัดไป (Maintenance Phase) ฉีดให้ห่างขึ้นได้เดือนละ 1 ครั้ง  เพื่อกระตุ้นให้สร้างภูมิใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และใช้ต่อเนื่องนาน 3-5 ปี เพื่อประสิทธิภาพดีที่สุด

ประโยชน์ของวัคซีนภูมิแพ้

            – เป็นการรักษาที่ตรงจุด แก้ที่กลไกของโรคโดยตรง

            – ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อวัคซีนและฉีดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้น

            – ลดการกินยา ใช้ยาได้

            – อาจช่วยป้องกันผู้ป่วยจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไม่ให้ดำเนินโรคต่อเป็นโรคหืด

            – อาจป้องกันการแพ้สารใหม่เพิ่มเติมในอนาคต

วัคซีนฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หลังจากหยุดฉีด อาการจะเป็นอย่างไร

มีข้อมูลว่าหากหยุดฉีดหลังจากที่ฉีดครบ 3-5 ปีแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการภูมิแพ้ยังดีต่อไปได้อีกหลายปี วัคซีนภูมิแพ้จึงนับว่าเป็นการรักษาเดียวในปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มจะทำให้ต้วโรคภูมิแพ้หายขาดหรือดีขึ้นจากเดิม

ข้อควรทราบเมื่อจะฉีดวัคซีนภูมิแพ้

การฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้เข้าไปทีละน้อย แม้จะเจือจางน้ำยาแล้ว บางรายที่มีความไวต่อสิ่งกระตุ้น อาจมีอาการแพ้วัคซีนได้ ดังนั้น ทุกครั้งที่ฉีด แพทย์จึงให้สังเกตอาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที งดการออกกำลังกายหลังฉีดในวันนั้น สำหรับผู้ป่วยโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้บางคนมีภาวะเยื่อบุโพรงจมูกไวร่วมด้วย ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาการคัดจมูกเวลาอากาศเปลี่ยน และอาจจะมีอาการหลงเหลืออยู่บ้างแม้ว่าจะได้รับวัคซีนภูมิแพ้แล้วก็ตาม

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02 483 9999 หรือ www.navavej.com

ซีพีเอฟ ยกระดับมาตรการป้องกันพนักงานสูงสุด ยืนยันผลิตอาหารปลอดภัยไร้โควิด-19

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จากกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในโรงแปรรูปเนื้อไก่สระบุรี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานในระดับสูงสุด ตลอดจนให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีพนักงานติดเชื้อจํานวนหนึ่ง โรงงานจึงได้ดำเนินการ ดังนี้

ด้านพนักงาน : ตรวจคัดกรองพนักงานทั้งหมดทุกคนและส่งตัวผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษา แยกผู้เสี่ยงสูงเข้ากักตัวในสถานที่ที่สาธารณสุขจัดให้เป็นเวลา 14 วัน พร้อมตรวจยืนยันโรค 2 ครั้ง ส่วนผู้เสี่ยงต่ำให้กักตัวที่บ้านสังเกตอาการตลอดช่วง 14 วันเช่นกัน โดยปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของพนักงาน ทั้งนี้ พนักงานผู้ติดเชื้อเป็นผู้ปฏิบัติงานในส่วนที่ไม่ได้สัมผัสผลิตภัณฑ์อาหารโดยตรง และในขณะปฏิบัติหน้าที่ทุกคนจะสวมชุดฟอร์ม หน้ากากอนามัยและผ้าปิดปากปิดจมูกอย่างมิดชิด ซึ่งช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อลงได้มาก

ด้านสถานที่ : ได้หยุดการดำเนินงานในพื้นที่ที่ผู้ติดเชื้อปฏิบัติงานทันที เป็นเวลา 5 วันและทําความสะอาด Big Cleaning พร้อมพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทันที ตามมาตรการของ ก.สาธารณสุข ทั้งนี้ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจปนเปี้อนในสิ่งแวดล้อมของโรงงาน และต้องตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการว่าปราศจากเชื้อโรค ตลอดจนเพื่อคัดกรองพนักงานที่มีผลการตรวจโควิดเป็นลบเข้ามาปฏิบัติงาน ด้วยสถานที่ที่ปลอดเชื้อและพนักงานที่ปลอดโรค ทำให้กระบวนการผลิตจะดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย

บริษัทยังได้ดําเนินการยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยขั้นสูงสุด เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับพนักงานและผลิตภัณฑ์ของโรงงานอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม โรงงานชำแหละเนื้อไก่แห่งนี้เป็นเพียง 1 ใน 19 แห่งของบริษัทฯ ซึ่งทุกแห่งยังคงดำเนินการผลิตอาหารอย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการป้องกันโรคของ ก.สาธารณสุข อย่างเคร่งครัด ด้วยตระหนักถึงความปลอดภัยของพนักงานและผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นเป็นสำคัญ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัท

เปิดตัวโครงการ Pay it Forward ระดมทุนจัดหาเครื่องช่วยหายใจ ช่วยผู้ป่วยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า มูลนิธิพุทธรักษาแจ้งยอดบริจาคของโครงการ “1 เครื่องช่วยหายใจ 1 ชีวิต” ที่ได้ปิดโครงการแล้ว ด้วยยอดบริจาค 50.385 ล้านบาท และได้จัดสรรเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤต 48 เครื่อง และเครื่องช่วยหายใจแบบ BiPAP/High Flow 123 เครื่อง เพื่อมอบกับโรงพยาบาล 120 แห่งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงกระจายไปอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิฯ จึงได้ร่วมกับ LIFEiS และ มูลนิธิอริยวรารมย์ เปิดตัวโครงการ Pay it Forward เพื่อระดมทุนจัดหาเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติม แก่โรงพยาบาลที่ยังประสบภาวะขาดแคลน โดยแยกบัญชีรับเงินบริจาคเป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ กระแสรายวัน ชื่อบัญชีมูลนิธิพุทธรักษา เลขที่ 133-3-15831-7 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการร่วม

มูลนิธิพุทธรักษา ขอเชิญชวนผู้มีกำลังทุกคนมาช่วยกันบริจาคเงินคนละ 99-บาท แท็กชวนเพื่อนๆ อีกอย่างน้อย 9 คน พร้อมส่งวิดิโอ และข้อความนี้ต่อไปอีก 9 ไลน์กรุ๊ปให้ได้ทราบโดยทั่วกันมาร่วมกันส่งต่อมอบเครื่องช่วยหายใจเพื่อช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยโควิด-19 ขั้นวิกฤตทุกคนเงินบริจาคทั้งหมดโดยไม่มีหักค่าใช้จ่าย จะถูกนำไปซื้อเครื่องช่วยหายใจทั้งรูปแบบ High Flow และเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยวิกฤต เพื่อบริจาคแก่โรงพยาบาลที่กำลังขาดแคลน

สามารถบริจาคได้ที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชีมูลนิธิพุทธรักษา (กระแสรายวัน) เลขที่ 133-3-15831-7 สามารถส่งรายละเอียดการบริจาคของท่านได้ที่ LINE Official โครงการ Pay it Forward : https://lin.ee/zToUWFb เพื่อส่งหลักฐานการโอนเงิน ระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่สำหรับออกใบเสร็จ และที่อยู่ในการจัดส่งใบเสร็จ (ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)มูลนิธิฯ ขอแสดงความขอบคุณทุกๆ การบริจาค ขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ช่วยผู้คนอย่างไม่มีคำว่าย่อท้อ และเชื่อมั่นว่าความสุขสวัสดีจะมีแก่คนไทยทุกคนในเร็ววันโครงการ #PayitForward โดย มูลนิธิพุทธรักษา ร่วมกับ มูลนิธิอริยวรารมย์ และ บริษัท ไลฟ์อีส กรุ๊ป จำกัด

OR จับมือ LINE MAN Wongnai มอบส่วนลดค่าอาหารให้บุคลากรทางการแพทย์

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมกับ LINE MAN Wongnai  ส่งกำลังใจถึงบุคลากรด่านหน้าในการสกัดโรคโควิด-19 โดยการมอบโค้ดส่วนลดค่าอาหาร มูลค่ารวม 5 แสนบาทให้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ใน 5 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลเปาโลเกษตร โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เติมพลังในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ในการสั่งอาหารจากร้านอาหารจากทั่วกรุงเทพฯ

โดยสำหรับโรงพยาบาลเปาโล เกษตร และโรงพยาบาลวิภาวดี สามารถสั่งอาหารเดลิเวอรีจาก 10 ร้านดังใน LINE MAN Kitchen เกษตร-นวมินทร์ @ PTT Station สาขามัยลาภ ได้โดยไม่เสียค่าส่ง โออาร์ ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในความทุ่มเทและเสียสละ และขอให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย 

AIS ผนึกกำลัง AWC-กทม.-หอการค้าไทย หนุนจุดฉีดวัคซีน“เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์”

0
สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ตามที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ได้เสนอพื้นที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เป็นหนึ่งในจุดบริการฉีดวัคซีนขนาดใหญ่สำหรับประชาชน โดยมี AIS ในฐานะพันธมิตร ร่วมเดินหน้าสู้ภัย COVID-19 เชื่อมต่อการทำงานภายในพื้นที่ ด้วยการนำสัญญาณเครือข่าย พร้อมทั้ง Digital Service ด้วยระบบ “จองสบาย” อำนวยความสะดวกให้กับคนไทย รวมถึงเสริมประสิทธิภาพการทำงานกับบุคลากรทางการแพทย์ในการฉีดวัคซีนลดความเสี่ยงจากการแออัด พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนสัญญาณเครือข่ายคุณภาพสูงทั้ง AIS5G, 4G และ Free WiFi แล้วในพื้นที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์  เอไอเอสยังได้เสริม Digital Service อย่างระบบจองคิว จองสบาย (Jong Sabuy) เข้ามาอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการการจองคิวภายในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ ลดความแออัดของประชาชนที่เดินทางมาในแต่ละวัน ให้สามารถไปใช้ช่วงเวลาระหว่างรอการเข้ารับวัคซีนภายในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าคิวรอ เพราะมีระบบ alert ผ่านทาง SMS ไปที่มือถือ เพื่อแจ้งเตือนก่อนถึงช่วงเวลาฉีดวัคซีน ทำให้ การบริหารจัดการคิวรอในจุดหลักต่างๆ เช่น การลงทะเบียน ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต คัดกรอง ซักประวัติ การสังเกตอาหารหลังฉีด มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้การทำงานของทีมแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครเป็นไปด้วยความราบรื่น ปลอดภัย ทั้งแก่ประชาชนผู้เข้ามาใช้บริการฉีดวัคซีน และทีมงานด้วยเช่นกัน

ด้านนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่  AWC กล่าวว่า ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะให้การสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยร่วมรวมพลังเพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตโรคระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อให้ประเทศไทยกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง บริษัทตั้งใจเปิดพื้นที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของประเทศไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล โดยความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร สภาหอการค้าไทย และโรงพยาบาลบางปะกอก 1 เปิดให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ณ บริเวณโกดัง 4 ที่สามารถรองรับการฉีดวัคซีนได้สูงสุด 2,000 คนต่อวัน โดยได้ร่วมกับ AIS ที่จะทำให้พื้นที่ของ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ มีความสะดวกสบายในระบบการสื่อสาร ระหว่างการให้บริการฉีดวัคซีนกับคนไทยได้อย่างเต็มที่

FSMART รุกธุรกิจเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ‘EV net’ รับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

0

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART  เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทั้งรถยนต์อีวี และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ในประเทศไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้บริษัทแม่ คือ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เห็นถึงโอกาสและศักยภาพการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต จึงได้แต่งตั้ง บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท ดิสทริบิวชั่น จำกัด ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ “อีวี เน็ท” (EV net) และบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารแอปพลิเคชัน “BeCharger” ระบบจัดการอัจฉริยะ ที่มีฟังก์ชั่นการค้นหาเครื่องชาร์จ และการชำระเงิน   

ก่อนหน้านี้บริษัท ได้นำร่องติดตั้งและให้บริการเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV net แบบแท่นชาร์จ (Pedestal Type) ในพื้นที่พักอาศัยและคอนโดมิเนียม รวม 20 แห่ง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี และลูกค้ากลุ่มนี้ ยังแสดงความสนใจขยายจุดติดตั้งไปยังโครงการอื่นเพิ่มเติม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้บริการในกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์อีวี และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

ปีนี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจในส่วนของการจัดจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV net ในแบบ AC Normal Charge กระแสไฟสลับ ทั้งแบบ 1 หัวชาร์จ และ 2 หัวชาร์จ และรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้งยุโรปและเอเชีย ให้ครอบคลุมทั่วไทยมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนเพิ่มจุดติดตั้งและบริการผ่านโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งแนวราบ แนวสูง รวมทั้งขยายจุดติดตั้งและบริการในบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล เพื่อขยายฐานการให้บริการกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์อีวี และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด  ให้เพิ่มมากขึ้น    

“ลูกค้าหลักของเราคือกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งแบบรถยนต์อีวี และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ที่ต้องการเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ตามมาตรฐานสากล แต่มีราคาที่จับต้องได้ รวมถึงมีบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ซึ่ง EV net ตอบโจทย์ทุกอย่าง เพราะ “FORTH” ได้ออกแบบและพัฒนา EV net ให้ใช้งานง่าย สะดวก และปลอดภัย เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยผ่านการทดสอบการใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าทั้งค่ายยุโรปและเอเชีย รวมถึงบริษัทยังมีทีมติดตั้ง และทีมบริการหลังการขายที่ให้การดูแลและให้คำปรึกษาการใช้งาน จึงทำให้ลูกค้ามั่นใจถึงคุณภาพและการบริการหลังการขาย แม้ว่าปัจจุบันจะมีสินค้าประเภทเดียวกันจากจีนเข้ามาตีตลาด โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่ถูกกว่าเข้ามาแข่งขันก็ตาม” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้บริษัทได้พัฒนาแอปพลิเคชัน BeCharger เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาและนำทางไปยังเครื่องชาร์จ การชำระเงินจากบัญชีธนาคารที่ผู้ใช้สามารถผูกบัญชีไว้ก่อนหน้า การชำระดัวยบัตรเดบิต และบัตรเครดิต รวมถึงการชำระค่าบริการด้วย BeWallet ที่เติมเงินผ่านตู้บุญเติม นอกจากนี้ BeCharger ยังมีระบบแจ้งเตือนการชาร์จแบบออนไลน์เมื่อแบตเตอรี่เต็ม หรือหมดเวลาชาร์จ รวมถึงสามารถเรียกดูประวัติการชาร์จย้อนหลังได้อีกด้วย และสำหรับเจ้าของพื้นที่ BeCharger ได้มีระบบรองรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานเกินกำหนด โดยผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการสามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้งานแอปพลิเคชัน “BeCharger” ได้ทั้งระบบ Android และ iOS

สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีมิเตอร์วัดกำลังไฟในตัว ซึ่งจะรายงานผลออนไลน์กลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ เพื่อการควบคุมได้แบบ Real time และสามารถแสดงรายงานผ่านเว็บไซต์ที่จะช่วยให้เจ้าของพื้นที่ตรวจสอบการใช้งานและการทำงานของเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จากข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย พบว่า สถิติยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานแบตเตอรี่ มียอดจดทะเบียน  5,685 คัน ขณะที่รถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด  มีจำนวน 186,272 คัน ในปี 2563 ที่ผ่านมา และมีคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2564  ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต่างเร่งพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและขยายตลาดรองรับความต้องการใช้บริการ ทั้งในรูปแบบสาธารณะ และส่วนบุคคลให้ครอบคลุมการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งในส่วนของบริษัท ได้เตรียมขยายทีมงานเพิ่มเติม เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจการจัดจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

“การให้บริการเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV net  ในครั้งนี้ นอกจากบริษัท จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ เพื่อลดปัญหาทางด้านมลพิษทางอากาศและรักษาสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งพันธกิจหลักของบริษัท คือมุ่งเน้นการเพิ่มความสะดวกให้กับทุกชุมชน ตลอดจนสรรหาและพัฒนารูปแบบการบริการให้มีคุณภาพและหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด”

อย.เตือน ดื่มน้ำต้มกระเทียม รักษาโควิดไม่ได้

0

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) เผยแพร่บทความ อย่าเชื่อ ดื่มน้ำต้มกระเทียม รักษาโรคโควิด-19 โดยมีเนื้อหาว่า

โรคโควิด-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง และก็มีเรื่องแชร์ผิด ๆ บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับการรักษาโรคโควิด-19 ว่า “ดื่มน้ำต้มกระเทียม ช่วยรักษาโรคโควิด-19 ได้” นั้น

กระเทียม เป็นสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานมีสรรพคุณทางยา ใช้ในการบรรเทาอาการกลาก เกลื้อน ไม่ได้มีฤทธิ์ในการยับยั้งโรคโควิด-19 ได้ ดังนั้น ข่าวแชร์ดังกล่าว ไม่เป็นความจริง

วิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 สามารถทำได้โดย

  • กินร้อน ช้อนส่วนตัว
  • ใส่หน้ากากอนามัย
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล
  • หลีกเลี่ยงชุมชน/สถานที่แออัด
  • ทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย ๆ
  • รักษาระยะห่างทางสังคม 1 – 2 เมตร