Home Blog Page 391

โออาร์ เดินหน้ามอบบัตรเติมน้ำมันกว่า 1 ล้านบาท หนุนภารกิจจิตอาสาเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มอบบัตรเติมน้ำมัน PTT Station Privilege Card ให้แก่หน่วยงานจิตอาสาที่ปฏิบัติภารกิจในการรับส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวม 4 หน่วยงาน รวมมูลค่ากว่า 320,000 บาท ดังนี้

1.        เฟสบุ๊คเพจ อีจัน มูลค่า 125,000 บาท เพื่อร่วมสนับสนุนรถยนต์ของจิตอาสาที่ออกปฏิบัติการ จำนวน 25 คัน ในภารกิจรับส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปยังที่พักอาศัย

2.        มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถีภายใต้ “โครงการ Taxi COVID-19” มูลค่า 25,000 บาท เพื่อใช้ในการรับ-ส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากโรงพยาบาลราชวิถี และสถานพยาบาลอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปยังที่พักอาศัย

3.        “โครงการ เราต้องรอด”  โดย กลุ่ม Up for Thai  มูลค่า 100,000 บาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายของจิตอาสาในการส่งอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับชุมชนต่าง ๆ และผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด -19  ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

4.        สมาคมเมตตาธรรมทิพยสถาน “เต็กก่า” จีโหงวเกาะ จังหวัดกาฬสินธุ์ มูลค่า 70,000 บาทเพื่อร่วมสนับสนุนรถยนต์ของสมาคมที่ออกปฏิบัติการ ในการปฏิบัติภารกิจรับส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากกรุงเทพมหานคร กลับภูมิลำเนาภาคอีสาน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา โออาร์ ได้ส่งมอบบัตรเติมน้ำมัน เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจในการรับส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 และหน่วยงานจิตอาสาต่าง ๆ ได้แก่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) องค์กรทำดี และศูนย์เส้นด้ายกระจายเส้น (เพจเส้นด้าย) ไปแล้ว รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท และจะติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างใกล้ชิด รวมยังได้จัดสรรบัตรเติมน้ำมัน PTT Station Privilege Card และมีแผนจะส่งมอบให้หน่วยงานที่มีความจำเป็นตามความต้องการในช่วงสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น รวมมูลค่าการสนับสนุนบัตรเติมน้ำมันทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท พร้อมระดมสรรพกำลัง ร่วมสนับสนุนหน่วยงานจิตอาสา ดูแลคุณภาพชีวิตคนไทย เคียงข้างสังคมไทยก้าวผ่านวิกฤต ไปด้วยกัน

กรมชลฯ เร่งช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม หลังฝนตกหนักหลายพื้นที่

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่มีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาว และเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ของประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง ปัจจุบัน (29 ก.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 33,599 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน ยังสามารถรับน้ำได้อีก 40,363 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,879 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 16,992 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์อุทกภัย ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย 4 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ตาก เลย และร้อยเอ็ด   โดยที่ จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่น้ำท่วม 2 อำเภอ คือ อ.ชาติตระการ และ อ.นครไทย มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งแม่น้ำ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำแควน้อย อ.นครไทย มีพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชนได้รับผลกระทบ 8 ตำบล จำนวน 2,818 ไร่ และแม่น้ำภาค    อ.ชาติตระการ มีพื้นที่ถูกน้ำท่วม 8 ตำบล ปัจจุบันปริมาณน้ำในแม่น้ำเมย และแม่น้ำภาค ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณฝนในพื้นที่ลดลง คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้ โครงการชลประทานพิษณุโลก ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

ที่จังหวัดตาก แม่น้ำเมยได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด ในเขตเทศบาลนครแม่สอดและเขตเทศบาลตำบลท่าสายลวด และอ.พบพระ บ้านมอเกอร์ไทย ม.1 ตำบลวาเล่ย์ ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเมยยังคงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังคงมีฝนตกในพื้นที่  โครงการชลประทานตาก ได้แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนให้ทราบถึงสถานการณ์ ตลอดจนทำการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จังหวัดเลย มีพื้นที่น้ำท่วมในเขตอำเภอด่านซ้าย 4 จุด ได้แก่ ตัวเมืองด่านซ้าย บ้านนาเวียง บ้านนาหอ และบ้านนาหมูม่น เนื่องจากเกิดน้ำป่าไหลหลากในลำน้ำหมันและลำน้ำห้วยศอกที่ไหลมารวมกันบริเวณ อ.ด่านซ้าย ปัจจุบันปริมาณน้ำในลำน้ำหมัน มีแนวโน้มอยู่ในระดับวิกฤต โครงการชลประทานเลย ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร-เครื่องมือ พร้อมประสานไปยังผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนแล้ว

จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่น้ำท่วม 1 อำเภอ ได้แก่ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบัน(29 ก.ค. 64) ระดับน้ำที่สถานี E.92 บ้านท่างาม อ.เสลภูมิ ลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้วประมาณ 8 เซนติเมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ 184 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีน้ำค้างทุ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันพนังประมาณ 100 ไร่ คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายในวันนี้ โครงการชลประทานร้อยเอ็ด ได้ทำการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 16 เครื่อง ที่สถานีวัดน้ำสะพานบ้านค้อเหนือนางาม ช่วงรอยต่ออำเภอเมืองยโสธร และอำเภอเสลภูมิ เพื่อเร่งผลักดันน้ำออกจากพื้นที่  รวมทั้งใช้ประตูระบายน้ำบุ่งเบ้า ประตูระบายน้ำกุดปลาเข็ง และประตูระบายน้ำบ้านบาก ตัดยอดน้ำเข้าไปเก็บในแก้มลิง โดยไม่ให้ส่งผลกระทบกับพื้นที่การเกษตร

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่งเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม มีการตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

อย. เตือนเจอฟ้าทะลายโจรปลอม

0

ภญ. สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข และรักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบพบ ผลิตภัณฑ์ “ ฟ้า fA Andrographis Paniculata Cordata 600 mg.” ส่วนประกอบระบุว่าประกอบด้วย andrographis paniculata 400 mg ฟ้าทะลายโจร 60%  ฉลากแสดงเลขสารบบอาหาร 13-1-27660-5-0029  จัดจำหน่ายโดย บริษัท เรือนแก้วอินเตอร์ ดรักส์ จำกัด อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี  อย. ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ขอยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปลอม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีเลขสารบบอาหารดังกล่าว ได้รับอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในชื่อ ฟ้า (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)/ FA (Dietary Supplement Product)  ส่วนประกอบ คือพลูคาว ไม่ใช่ฟ้าทะลายโจรแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิต พบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีการผลิตผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร โดยบริษัทได้ผลิตผลิตภัณฑ์เลขสารบบอาหารดังกล่าวครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม 2563 และไม่ได้ผลิตอีก เมื่อตรวจสอบภายในสถานที่ผลิต ไม่พบวัตถุดิบ ฉลากและผลิตภัณฑ์ที่เป็นฟ้าทะลายโจร ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ฟ้า Andrographis Paniculata Cordata 600 mg. จึงเป็นผลิตภัณฑ์ปลอม แอบอ้างใช้เลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์อื่น

ในขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรมาตุนเก็บไว้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ขาดตลาดอย่างรวดเร็ว จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสนำผลิตภัณฑ์ปลอมหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานมาจำหน่าย อย. ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร โดยผลิตภัณฑ์นี้จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฉลากต้องมีเลขทะเบียนตำรับสมุนไพร ขึ้นต้นด้วยอักษร “G”  แนะนำว่าก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ ขอให้ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อจะได้ไม่เสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน หรือผลิตภัณฑ์ปลอม โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ ระบบตรวจสอบการอนุญาตผลิตภัณฑ์ www.fda.moph.go.th หรือ Oryor Smart Application และหากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าจะผิดกฎหมาย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556  หรืออีเมล์ [email protected]

ตลาดหลักทรัพย์ฯ บริจาคเงินผ่านองค์กรและมูลนิธิ 49.5 ล้านบาท สู้โควิด

0

กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมดูแลสังคมในช่วง COVID-19 ผ่านองค์กร หน่วยงาน และมูลนิธิ 95 แห่ง เป็นเงินบริจาครวมกว่า 49,500,000 บาท เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาล หน่วยงานด้านสาธารณสุข ผู้ด้อยโอกาสในชุมชน

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงมีความรุนแรง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ โดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนและสังคม ตามวิสัยทัศน์ตลาดหลักทรัพย์ฯ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone”

“ตั้งแต่มีการระบาดของ COVID-19 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้บริจาคเงินรวมเป็นมูลค่ากว่า 49,500,000 บาท ผ่านองค์กร หน่วยงาน และมูลนิธิต่างๆ รวม 95 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชน หวังให้มีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม หน่วยงานด้านสาธารณสุข รวม 35 แห่ง อาทิ จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ ตู้พ่นฆ่าเชื้อ รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมเป็นเงิน 32,451,000 บาท และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในชุมชนผ่านการทำงานของหน่วยงานภาคประชาสังคม มูลนิธิ และองค์การสาธารณกุศลรวม 60 แห่งรวมเป็นเงิน 17,052,900 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2564 ที่การระบาดทวีความรุนแรง ได้เร่งให้การช่วยเหลือเพื่อกระจายไปในวงกว้าง”

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยังคงร่วมให้การสนับสนุนแก่องค์กรและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แม็คกรุ๊ป ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้พนักงาน​ “ฉีดแล้วนะ” วัคซีนโควิด

0

นางสาวกิตติมา วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจและการขาย บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “MC” องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีความรุนแรงมากขึ้น นโยบายของบริษัทให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ล่าสุดได้เปิดตัวกิจกรรม “Mc ฉีดแล้ว” สนับสนุนให้พนักงานทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนพนักงานที่ฉีดวัคซีนแล้ว 85% นโยบายดังกล่าวเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานทุกคน รวมถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อร่วมบรรเทาสถานการณ์วิกฤตจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทขอเชิญชวนคนไทย ร่วมใจฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันตนเอง ครอบครัว และคนที่เรารัก ทั้งยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาระของบุคลากรทางการแทพย์ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้มีการเปิดตัวแคมเปญ “YOU ARE THE HERO” สนับสนุนคนไทยทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 โดยให้ลูกค้านำหลักฐานมาแสดงที่ร้านแม็คยีนส์ทุกสาขา จะได้รับหน้ากากผ้าแม็ค พร้อมรับเพิ่มสิทธิ์พิเศษส่วนลด 50% ในการซื้อสินค้าแม็คยีนส์ราคาปกติ 

นางสาวกิตติมา กล่าวว่า บริษัทมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ล่าสุดได้ทำการส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น แก่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ณ สถานีกลางบางซื่อ เพื่อส่งมอบความรัก ความห่วงใยแก่บุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างกำลังกายและพลังใจให้ทีมแพทย์ พยาบาล และจิตอาสาจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่หมุนเวียนมาปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งนี้ หลังจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้คนไทย ฝ่าวิกฤตไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกัน

โออาร์-ผู้แทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท. ช่วยแบ่งเบาวัด ฌาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด

0

รายงานข่าว​ เปิดเผยว่า​ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 พระราชนันทมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี เจ้าอาวาสวัดบัวขวัญพระอารามหลวง รับมอบเงินบริจาค จำนวน 300,000 บาท เพื่อใช้จัดซื้อก๊าซหุงต้ม ปตท. สำหรับใช้ในการฌาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จาก นายรชา อุทัยจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายตลาดก๊าซหุงต้ม บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ณ วัดบัวขวัญพระอารามหลวง ซึ่ง โออาร์ ได้ร่วมกับ ผู้แทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท. หจก. ปริญญาพานิช สนับสนุนก๊าซหุงต้ม ปตท. เพื่อใช้ในการ ฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ซึ่งวัดบัวขวัญพระอารามหลวงได้ดำเนินการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ โออาร์ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลชุมชนสังคม พร้อมเคียงข้างชุมชนในทุกสถานการณ์ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รวมถึงส่งกำลังใจให้บุคลากรผู้เสียสละทุกภาคส่วนร่วมก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

บุญเติม รุกธุรกิจสินค้าเงินผ่อน ประเดิมตลาดมือถือ ตอบโจทย์ฐานลูกค้า 20 ล้านราย

0

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART เปิดเผยว่า บริษัทมี Big Data ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลด้านการตลาดที่สำคัญในปัจจุบัน เป็นที่มาของการนำข้อมูลมาเพิ่มขีดความสามารถให้กับบริษัท ด้านการพัฒนาสินค้าและการบริการให้ตรงกลุ่มลูกค้าบุญเติมและจากฐานข้อมูลลูกค้ากว่า 20 ล้านราย และกว่า 1.5 ล้านรายการต่อวันในการใช้บริการที่ตู้บุญเติมทำให้บริษัททราบถึงพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้า ในเชิงลึกทั้งบริการที่ใช้ ยอดการใช้จ่าย ความถี่ในการใช้บริการรวมถึงบริการที่เลือกใช้ต่อเนื่อง หรือบริการใหม่ที่เข้ามาใช้ในแต่ละครั้ง ทำให้บริษัทมีข้อมูลเพียงพอ ที่ทำให้เห็นรูปแบบ พฤติกรรม และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภครายย่อย ซึ่งยังคงเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ และมีศักยภาพในด้านการตลาด รวมถึงยังเป็นกุญแจสำคัญ นำมาซึ่งการพัฒนาแพลตฟอร์มของการให้บริการอย่างครบวงจรมากขึ้นในอนาคต

“เพื่อรักษาแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในครึ่งปีหลัง บริษัทได้เดินหน้าบุกธุรกิจสินค้าเงินผ่อน ที่ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ สามารถสร้างรายได้ โดยเน้นจุดแข็งของ Big Data เป็นสำคัญ และมุ่งเน้นการใช้เน็ตเวิร์กของตู้บุญเติม กว่า 130,000 ตู้ นี้ให้เกิดประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจเงินผ่อน ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเป็นธุรกิจที่สามารถลงถึงระดับชุมชน ตำบล และหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตู้บุญเติมตั้งอยู่อีกด้วย ยุทธศาสตร์ของบริษัทนี้ จะทำให้บริษัทเป็นธุรกิจครบวงจรในด้านการให้บริการ ครอบคลุมด้านการจำหน่ายสินค้าเงินผ่อน และบริการรับชำระเงินผ่อนที่ตู้บุญเติม เพิ่มเติมจากบริการมากกว่า 80 รายการที่มีอยู่ในปัจจุบัน” นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

ปัจจุบันการใช้บริการผ่อนชำระค่าสินค้า จะต้องมีเงินดาวน์ หรือเอกสารค้ำประกัน หรือการเข้าถึงระบบผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตที่มีข้อจำกัด ซึ่งลูกค้ากลุ่มรากหญ้า กลุ่มวัยเริ่มทำงานที่ยังไม่มีบัตรเครดิต หรือลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อด้วยเงินก้อน ซึ่งบริษัทเล็งเห็นประเด็นดังกล่าว จึงจะมุ่งเน้นการผ่อนชำระที่เข้าถึงหมู่บ้าน และชุมชนห่างไกล และวางมาตรฐานยอดผ่อนให้น้อย ระยะเวลาผ่อนนานซึ่งจะเป็นการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ และตอบสนองความต้องการของลูกค้า 20 ล้านรายให้เข้าถึงบริการเงินผ่อนที่เป็นบริการใหม่ได้เพิ่มเติม พร้อมการเปิดให้บริการจ่ายชำระค่างวดผ่อนผ่านตู้บุญเติม ซึ่งจะทำให้การบริการด้านการผ่อนชำระค่าสินค้ามีประสิทธิภาพ คล่องตัว และครบวงจร ตอบโจทย์การให้บริการผ่อนชำระ เพื่อผู้บริโภครายย่อยได้อย่างแท้จริงในการรุกตลาดสินค้าเงินผ่อนครั้งนี้ ได้อาศัยจุดแข็งด้านการเข้าถึงตลาดต่างจังหวัดและชุมชน จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้ง KBTG หรือบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ให้กับธนาคารกสิกรไทย ได้นำแพลตฟอร์ม AI มาใช้ในการวิเคราะห์ Big Data ของบุญเติมที่มีอยู่ ทำให้สามารถเข้าถึงพฤติกรรมลูกค้าที่แม่นยำมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และร้าน TG Fone ที่มีสาขารวมกันกว่า 121 สาขาทั่วประเทศ ร่วมเปิดบริการใหม่ด้านสินเชื่อให้กับลูกค้าบุญเติม โดยลูกค้าประจำของบุญเติมที่เป็นลูกค้าชั้นดี และมีการใช้บริการสม่ำเสมอ จะได้รับสิทธิพิเศษในการมารับมือถือ Samsung A12 ที่ร้าน TG Fone เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน และสามารถผ่อนชำระค่าเครื่องที่ “ตู้บุญเติม” ซึ่งมีกว่า 130,000 ตู้ทั่วประเทศ

นายณรงค์ศักดิ์กล่าวต่อว่า การเริ่มต้นในครั้งนี้ นอกจากกำไรจากการจำหน่ายสินค้า ดอกเบี้ย และค่าบริการจากการเติมเงินเข้าระบบแล้ว บริษัทยังสามารถทำให้ลูกค้าของบุญเติม สามารถเข้าถึงระบบผ่อนชำระค่าสินค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่งจะทำให้บริษัทแข็งแกร่งในด้านการให้บริการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ภายใต้กลุ่มธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงินอัตโนมัติ การเติมเงิน- ชำระบิล ชำระค่าเบี้ยประกัน และเติมเงิน e-walletอีกทั้งธุรกิจด้านการเงินและสินเชื่อครบวงจรให้บริการ โอน ฝาก การยืนยันตัวตนเพื่อบัญชีธนาคารและบริการถอนเงินจากตู้ Mini ATM ในไตรมาสนี้ ในส่วนธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้ายังคงมุ่งหน้าขยายจุดติดตั้งคาเฟ่อัตโนมัติเต่าบิน ให้ได้ 20,000 จุดในสามปีข้างหน้า และ EV Charger ต่อไป

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุน “หุ้น” ผ่านกองทุนหุ้นไทย (2)

0

สัปดาห์ที่แล้ว “คุณนายพารวย” พาไปทำความรู้จักกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ตามข้อมูลจากบทความในเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com เรื่อง “ลงทุนหุ้น ผ่านกองทุนหุ้นไทย ผลตอบแทนก็ปังได้ไม่แพ้หุ้นโลก” ที่เราจัดกองทุนหุ้นไทยเป็น 3 ประเภทหลัก คือ กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก, กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ และกองทุนหุ้นทั่วไป ซึ่งคราวที่แล้วได้รู้จักกับกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กไปแล้วว่าคือ กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเล็กที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปไม่เกิน 80,000 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม (NAV) โดยการลงทุนในหุ้นเล็ก จากสถิติมักมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่คาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นใหญ่ โดยจากสถิติย้อนหลัง 5 ปีพบว่ากองทุนในหุ้นเล็กให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 7.64% ต่อปี

สัปดาห์นี้ เรามาทำความรู้จักกับกองทุนรวมหุ้นอีก 2 ประเภท คือ “กองทุนหุ้นใหญ่” (Equity Large Cap) ที่เน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ที่อยู่ในดัชนี SET50 เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาโอกาสลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำของประเทศในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ถือเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงสูงหรือเรียกภาษาชาวหุ้นว่า เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

ซึ่งกองทุนหุ้นใหญ่จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 6.08% ต่อปี (ข้อมูล ณ 31 มี.ค.64 จาก มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)) แม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่ากองทุนรวมหุ้นเล็ก แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็มักจะต่ำกว่า
กองทุนรวมอีกประเภทคือ “กองทุนหุ้นทั่วไป” (Equity General) ถือเป็นกองทุนหุ้นไทยที่ บลจ.ต่างๆนำเสนอออกมามากที่สุด เพราะมีความยืดหยุ่นของนโยบายการลงทุนสูง สามารถลงทุนหุ้นได้ทุกประเภท ทุกขนาด ทุกตลาดโดย ‘ไม่มีข้อจำกัด’ ทำให้มีโอกาสเลือกหุ้นที่หลากหลาย โดยพบว่า ผลตอบแทนของกองทุนกลุ่มนี้ เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 5.95% ต่อปี (ข้อมูล ณ 31 มี.ค.64 จาก มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย))

นอกจากกองทุนรวมหุ้นไทยทั้ง 3 ประเภทนี้แล้ว ยังมีกองทุนรวมหุ้นกลุ่ม “กองทุนดัชนี SET 50” ที่เป็น “กองทุนรวมดัชนี” (Index Fund) และ “กองทุนรวมอีทีเอฟ” (ETF) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อัตราผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET50 มากที่สุด มุ่งสร้างผลตอบแทนเกาะไปกับดัชนีที่ใช้เทียบวัด เป็นกองที่น่าสนใจ สำหรับมือใหม่ เนื่องจากเข้าใจง่ายและค่าธรรมเนียมต่ำ

และยังมี “กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (Sector Fund)” ซึ่งเป็นกองทุนที่มุ่งลงทุนเฉพาะเจาะจงในหมวดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ของกองทุน เช่น กลุ่มพลังงาน, กลุ่มสุขภาพ, กลุ่มธนาคาร หรือกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น โดย Sector Fund นี้ จะมีความเสี่ยงที่สูงกว่า “กองทุนหุ้น” ปกติ เพราะลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เพียงอุตสาหกรรมเดียวเป็นสัดส่วนสูงมากนั่นเอง จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีความเข้าใจการลงทุนในหุ้นดีและสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่า

สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยทั้งหมดนี้ มี 2 รูปแบบ คือ

1.กำไรจากการขายหน่วย (Capital Gain) นั่นคือ กำไรที่เกิดจากการขายหน่วยลงทุนในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา โดยกำไรส่วนนี้ “ไม่เสียภาษี”

2.ผลตอบแทนจาก “เงินปันผล” กองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จะนำผลตอบแทนจากการลงทุนมาจ่ายคืนในรูป “เงินปันผล” แต่เงินปันผลที่ได้รับต้อง “เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 10%”

ดังนั้น การเลือกกองทุน “ปันผล” หรือ “ไม่ปันผล” จึงขึ้นกับความต้องการกระแสเงินสด บางคนอาจต้องการเงินก้อนโตที่ปลายทางการลงทุน ขณะที่บางคนอยากได้กระแสเงินสดระหว่างทางที่ลงทุนเพื่อความอุ่นใจ สุดท้ายอยู่ที่เราว่าจะ “ให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม” เพื่อนำไปสู่เป้าหมายความมั่งคั่งของเราอย่างไร!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ หนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น ดันผลิตภัณฑ์ชุมชน เติมรายได้ ต่อยอดรักษ์ป่า ร่วมฝ่าโควิด

0

“เราต้องการผลักดันให้คนในชุมชน เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ป่า ผ่านการทำโครงการที่ทำให้มีรายได้ จากการสร้างอาชีพ การท่องเที่ยว เพื่อเป็นตัวจุดประกายว่า ทำไมเราต้องอนุรักษ์ป่า ทำไปแล้วได้อะไร”

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร “ชัชวาล ชาวสมุทร “อายุ 55 ปีหรือ น้าหนุ่ย อาชีพต่อเรือประมงจำลองขาย และมีส่วนร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น จนถึงปัจจุบันที่มีป่าชายเลน ทั้งต้นแสมขาว ต้นแสมทะเล เขียวเต็มแนวชายฝั่ง

น้าหนุ่ย หนึ่งในคณะกรรมการอนุรักษ์ป่าชายเลน ในโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” เป็นตัวแทนของชุมชนในพื้นที่ ที่ทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และภาครัฐ คือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งในระยะที่หนึ่งของโครงการ (ปี 2557 -2561) อนุรักษ์ป่าไปแล้ว 500 ไร่ และปลูกใหม่ 104 ไร่ และในระยะที่สอง(2562-2566) บริษัท ชุมชน และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะร่วมกันอนุรักษ์ป่า 14,000 ไร่ และปลูกป่าเพิ่มเติมอีก 266 ไร่

ซีพีเอฟสานต่อความยั่งยืนของโครงการฯ สนับสนุนตั้งกองทุนอนุรักษ์ป่าชายเลนที่บริหารโดยคณะกรรมการของชุมชนเอง พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนต.บางหญ้าแพรก และส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และมีรายได้เติมกองทุนฯเพื่อดูแลป่า

น้าหนุ่ย บอกว่า เกลือสปาขัดผิว เกลือหอมอโรม่า มีทั้งกลิ่นดอกโมก กลิ่นมะลิ สบู่เกลือบาธบอมบ์ ถ่านไบโอชาร์ดูดกลิ่น เป็นสินค้าที่ชุมชนช่วยกันคิด ปรับปรุงคุณภาพและรูปแบบให้ดูน่าใช้ หรือแม้แต่เรือประมงจำลอง อาชีพที่ต้องใช้ประสบการณ์และฝีมือ เป็นส่วนเติมเต็ม อัตลักษณ์ของชุมชนบางหญ้าแพรก ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้อยู่แล้ว

ด้วยวิถีอาชีพดั้งเดิมของชาวบางหญ้าแพรก คือ ทำประมงพื้นบ้าน ทำนาเกลือ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ จึงมาจากแนวคิดใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น เกลือ มาผลิตเป็นสินค้าชนิดต่างๆ เกลือสปาสมุนไพรผลิตจากดอกเกลือแท้ ผสมสมุนไพร 5 ชนิด คือ ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ไพล ว่านนางคำ ทานาคา ใช้ขัดผิว ถ่านไบโอชาร์ สินค้าขึ้นชื่อของท้องถิ่น ทำจากเปลือกผลไม้ กิ่งไม้ ลูกไม้ต่างๆ ผ่านกระบวนการเผาด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างจากถ่านหุงข้าว ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติดูดซับกลิ่นได้ดี

แต่วันนี้ … โควิด -19 ทำให้รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นศูนย์ ป้าปราณี หอมทอง อายุ 71 ปี มีอาชีพทำนาเกลือ แต่ตอนนี้เข้าฤดูฝน ป้าต้องหยุดทำนาเกลือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปจนถึงตุลาคม

ป้าณี บอกว่า ตอนที่ไม่มีโควิด-19 ซีพีเอฟช่วยจัดกรุ๊ปนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมฐานการเรียนรู้ต่างๆของชุมชนบางหญ้าแพรก ทั้งทำสปาเกลือ ต่อเรือประมง ทำถ่านไบโอชาร์ ชาวบ้านก็มีรายได้จากสาธิตวิธีการให้นักท่องเที่ยวชม ป้าณีเป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมกิจกรรมฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่มาเกือบทุกกิจกรรม จนต่อยอดมาสู่การเป็นเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลบางหญ้าแพรก ป้าณีก็มีส่วนร่วมดูแลฐานสาธิตสปาผิวด้วยเกลือสปา แต่ตอนนี้มีโควิด นักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ได้เลย รายได้จากที่เคยได้หรือขายผลิตภัณฑ์เป็นศูููนย์ ตัวป้าเองเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วย ยังพอมีรายได้จากการเป็นอสม. ส่งข้าวให้ผู้ที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน อยากให้สถานการณ์กลับมาปกติเร็วๆ จะได้มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ได้เหมือนเดิม

ขณะที่ลุงวิรัตน์ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำถ่านไบโอชาร์ ลุงเคยมีรายได้เสริมจากการขายถ่านให้ชุมชนนำไปผลิตเป็นถุงสวยงามเพื่อบรรจุถ่านดูดกลิ่น ใช้แขวนในตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้า ตู้เย็น วันนี้ลุงต้องหยุดเผาถ่านเช่นกัน เพราะไม่มีชาวบ้านมาซื้อถ่านไปทำผลิตภัณฑ์ ถึงจะไม่ได้กระทบรายได้ของลุง เพราะมีอาชีพเลี้ยงกุ้งเป็นหลัก แต่ลุงบอกว่าโควิด-19 ทำให้กิจกรรมต่างๆของชุมชนหยุดลง

ในสถานการณ์ที่โควิด-19 ทำให้กิจกรรมต่างๆต้องหยุดลง รวมทั้งชุมชนบางหญ้าแพรกแห่งนี้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ทั้งลุงหนุ่ย ป้าณี ลุงวิรัตน์ และชาวชุมชน ยืนยันว่า พร้อมเดินหน้าดูแลป่าชายเลนในพื้นที่ต่อไป

เพราะนี่คือทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าที่ต้องรักษาไว้เพื่อส่งต่อให้กับรุ่นลูกหลาน เช่นเดียวกับ กองทุนอนุรักษ์ป่าชายเลน เป็นความตั้งใจของชาวบ้านที่จะนำเงินกองทุนฯส่วนหนึ่งใช้ดูแลรักษาป่า และอีกส่วนหนึ่งจะต่อยอดสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนอีกหลายๆคน ช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวชุมชนที่จะช่วยดูแลป่าชายเลนต่อไป ผู้สนใจสามารถติดต่อ ตัวแทนชาวชุมชนบางหญ้าแพรก คุณเมธา พุฒคง 095 -524 9245

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุน “หุ้น” ผ่านกองทุนหุ้นไทย (1)

0

คนรวยระดับโลกไม่มีใครที่ไม่ลงทุนใน “ตลาดหุ้น”!!! เพราะการลงทุนใน “หุ้น” เป็นทางเลือกการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าทางเลือกอื่น และยิ่ง ‘ระยะเวลาการลงทุนยิ่งนาน’ การลงทุนในหุ้น ‘ความผันผวนจะลดลง’ ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะดีขึ้นด้วย!!

เว็บ https://www.setinvestnow.com ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เริ่มต้นบทความเพื่อเชิญชวนให้ผู้อ่านได้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการลงทุน ได้อย่างน่าสนใจ ในบทความ ลงทุน “หุ้น” ผ่าน “กองทุนหุ้นไทย” ผลตอบแทนก็ปังได้ไม่แพ้หุ้นโลก ที่ “คุณนายพารวย” เห็นแล้วต้องรีบนำมาบอกต่อ

โดยข้อเท็จจริงนี้ ได้รับพิสูจน์มาแล้วทั้งกับ “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” รวมทั้ง “ตลาดหุ้นไทย” โดยจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ 31 มี.ค.64) พบว่า ผลตอบแทนรวมตลาด หุ้นไทย (SET TRI) ย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 7.77% ต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เงินลงทุนของคุณโต เป็น 2 เท่า ในเวลาเพียง 9.27 ปีเท่านั้น (ที่มา: กฎของตัวเลข 72 (The Rule of 72) = 72/7.77)

แต่ถ้าเอาไปฝากบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับบุคคลธรรมดาเฉลี่ย 5 ธนาคารใหญ่ ณ วันที่ 31 มี.ค.64) จะต้องใช้เวลานานถึง 288 ปี เลยทีเดียว!!

ทำให้การลงทุนระยะยาวใน “หุ้น” ไม่ว่าช่วงเวลาใด ยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าโดยเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆอยู่นั่นเอง!!

และเมื่อพูดถึงการลงทุนใน “หุ้นไทย” หลายคนอาจยังเป็นมือใหม่ หรือบางคนต้องทำงานไม่มีเวลาศึกษาติดตามตลาดหุ้นใกล้ชิด การเริ่มต้นโดยนำเงินไปให้ “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญลงทุนให้จึงเป็นวิธี ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในโลกของการลงทุน ตามสโลแกน ที่ว่า “ให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม”

“คุณนายพารวย” เอง แม้จะลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรงมานานหลายสิบปี แต่ก็ยังแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เพื่อให้มืออาชีพบริหารจัดการให้ นอกจากได้กระจายความเสี่ยงแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ด้วย

ทั้งนี้ ในประเทศไทยมี “กองทุนรวมหุ้น” ให้เลือกลงทุนอย่างหลากหลาย แต่หากให้แบ่งประเภทของกองทุนรวมหุ้น หลักๆแบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1.กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก 2.กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ 3.กองทุนหุ้นทั่วไป

วันนี้ “คุณนายพารวย” จะพามารู้จักกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก แบบเข้าใจง่ายๆคือ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยที่มีมูลค่าตลาด (มาร์เกตแคป) ไม่เกิน 80,000 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สิน สุทธิของกองทุนรวม (NAV) ซึ่งปกติจะเน้นลงทุนในหุ้นกลางและเล็กที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของ SET50

โดยในเชิงสถิติและบุคลิกของหุ้นขนาดเล็ก จะมีความเสี่ยงและโอกาสของผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่ากลุ่มหุ้นใหญ่ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยของกลุ่มกองทุนหุ้นเล็กย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 7.64% ต่อปี (ข้อมูล ณ 31 มี.ค.64 จาก มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)) ดังนั้นนักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นกลาง-เล็ก หวังผลตอบแทนสูงๆ แต่ไม่ถนัดลงทุนด้วยตัวเอง ‘กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ จึงเป็นอีกทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างดี

สัปดาห์หน้าเรามาทำความรู้จักกับกองทุนรวมหุ้นอีก 2 ประเภท ก่อนจะตัดสินใจว่าจะให้ “เงินเราทำงานผ่านกองทุนรวม” ประเภทไหนที่ถูกจริตตรงเป้าหมายและความต้องการรวยของเรา!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ