Home Blog Page 390

ชป. เดินหน้าเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังฝนตกหลายพื้นที่

0

กรมชลประทาน เดินหน้าเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังมีฝนตกกระจายมากขึ้นในหลายพื้นที่ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพฝนในพื้นที่ หวังให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ปัจจุบัน ( 2 ส.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 37,176 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 13,247 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกรวม 38,891 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,048 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,352 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วทั้งประเทศรวม 12.72 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 76.37 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 5.99 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 75.22 ของแผนฯ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในเดือนสิงหาคมนี้ จะมีปริมาณฝนตกกระจายเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ภาพรวมสถานการณ์น้ำทั่วประเทศดีขึ้นโดยลำดับ จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามเฝ้าระวังสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เน้นเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุดควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด  รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ และไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายอ่างฯ ย้ำหากจะมีการระบายน้ำต้องประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนด้านท้ายอ่างฯทราบก่อนทุกครั้ง รวมไปถึงให้ติดตามวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงตามประกาศแจ้งเตือนของ กอนช. อย่างใกล้ชิด ที่สำคัญเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องพร้อมที่จะออกปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ  หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

เคอรี่ จัดทีมเฉพาะกิจ หนุนสภากาชาดไทยสู้โควิด พร้อมส่งด่วน’กล่องพ้นภัย’ ให้ผู้ป่วยกักตัวที่บ้าน

0

นายวราวุธ นาถประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เปิดเผยว่า KEX ได้จัดตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” สำหรับการสนับสนุนสภากาชาดไทย และองค์กรต่างๆ เพื่อจัดส่ง “กล่องพ้นภัย” ซึ่งประกอบไปด้วย ยาฟาวิพิราเวียร์, ปรอท, ที่วัดออกซิเจน, หน้ากากอนามัย, พาราเซตามอล, เจลแอลกอฮอล์, และชุดอาหารพร้อมรับประทานต่างๆ ให้กับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กลุ่มสีเขียวที่ดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน (Home Isolation)ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นมาตรการของภาครัฐที่สนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อในกลุ่มสีเขียว (กลุ่มที่ไม่มีอาการ อายุไม่เกิน 60 ปี และสุขภาพร่างกายแข็งแรง) สามารถรักษาตัวเองอยู่ที่บ้านได้ เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาเตียงไม่เพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในขณะนี้

วราวุธ นาถประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)

“สิ่งนี้จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการประสานงานจากทุกภาคส่วน หนึ่งในนั้นคือ บริษัทจัดส่งหรือเดลิเวอรี่ ที่มีเครือข่ายพนักงานจัดส่งเป็นจำนวนมากและทำงานอย่างเป็นระบบ ช่วยเข้ามาเสริมกลไกในการส่งยาให้กับผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ที่บ้านให้เร็วยิ่งขึ้น โดยเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความห่วงใย และความปลอดภัยไปถึงผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังกักตัวเองอยู่ที่บ้านผ่านพนักงานจัดส่งของเรา เพื่อให้คนไทยสามารถฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน”

สำหรับทีมเฉพาะกิจดังกล่าว เป็นทีมที่จัดตั้งขึ้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ในการจัดส่งยาให้ผู้ที่ทำ Home Isolationโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกับพนักงานที่ทำการจัดส่งพัสดุด่วนทั่วไปของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส  โดยพนักงานเฉพาะกิจชุดนี้ล้วนได้รับการฉีดวัคซีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงเข้ารับการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (โควิด-19) และได้รับการอบรมเกี่ยวกับการป้องกันตนเองขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยจะมีการสวมใส่ชุด PPE และอุปกรณ์ป้องกันอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันการรับเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

นายวราวุธ กล่าวว่า เคอรี่ เอ็กซ์เพรส มีความห่วงใยกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสฯ ที่รุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบในวงกว้างในขณะนี้  ซึ่งนอกจากการส่งมอบ “กล่องพ้นภัย” ให้กับผู้ติดโควิด-19 ที่กักตัวอยู่ที่บ้านแล้ว บริษัทยังเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สนับสนุนมาตรการของภาครัฐในการลดการเดินทางออกจากบ้าน เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว  ผ่านการจัดส่งพัสดุไปถึงมือผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งมอบความปลอดภัยให้กับคนไทยทุกครัวเรือนทั่วประเทศ

ทรีนีตี้ ให้กรอบแนวรับดัชนีหุ้นเดือน ส.ค. 1,480-1,500 จุด นักลงทุนรายย่อยมีสภาพคล่องลดลง ภาคการผลิตทั่วโลกส่อชะลอตัว

0


นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ส.ค.2564 ภายใต้สถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ที่ยังมียอดผู้ติดเชื้อยังสูงขึ้น ล่าสุด ศบค.ประกาศขยายเวลาในการล็อกดาวน์ไปจนถึงวันที่ 18 ส.ค. เป็นอย่างน้อย และเพิ่มจังหวัดจาก 13 เป็น 29 จังหวัด ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ที่จะเห็นการปรับลดประมาณการจีดีพี รวมถึงลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลงได้อีก

นอกจากนี้การล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อได้ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบปรับตัวลดลง สะท้อนผ่านปริมาณเงินในระบบหรือ M2 ที่ขยายตัวน้อยลงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 13 ปี ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของนักลงทุนทั่วไป ในตลาดหุ้นไทยเริ่มอยู่ในระดับจำกัด และทำให้วอลุ่มการซื้อขายโดยรวมเบาบางลงไปด้วย

กลยุทธ์การลงทุนในภาวะแบบนี้ ทางทรีนีตี้ แนะนำว่า สำหรับพอร์ต ที่ทยอยสะสมหุ้นมาก่อนหน้านี้ที่บริเวณดัชนีต่ำกว่า 1,550 จุดลงมา มองว่าสามารถถือครองหุ้นไว้ก่อนได้ ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเข้าสะสมหุ้นครั้งใหม่ อาจรอจังหวะดัชนีหุ้นที่มีการย่อตัวแถวบริเวณแนวรับประจำเดือนนี้ที่ให้ไว้ที่ 1,480-1,500 จุด น่าจะเป็นระดับการเข้าลงทุนที่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นระดับ ที่ Valuation ต่ำและมีการซื้อขายที่ระดับ Forward PE 15.5 เท่า เท่านั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ที่ 17.2 เท่า

ขณะที่ปัจจัยจากต่างประเทศที่จะเข้ามามีผลต่อการลงทุนในเดือน ส.ค.คือ ดัชนีภาคการผลิต ทั่วโลกที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอให้เห็น นำโดยประเทศจีนที่รายงานตัวเลข PMI ชะลอลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ Covid-19 ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง และปัญหาคอขวดทางฝั่งอุปทาน ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินว่าสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของเราบางประเภทที่อยู่ใน Supply chain ของภาคการผลิตเหล่านี้อาจเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นในช่วงถัดไป ในทางกลับกันสินค้ากลุ่มอาหารและอุตสาหกรรมการเกษตรมีแนวโน้มจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากพฤติกรรมการ WFH ที่กลับมามากขึ้น

สำหรับธีมการลงทุนที่น่าสนใจ เดือน ส.ค. มีทั้งหมด 7 กลุ่มดังนี้ 1. กลุ่มสินค้าส่งออกของไทยจำพวกอาหารและอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ได้ประโยชน์จากพฤติกรรม WFH ได้แก่ PM, SUN, XO 2.กลุ่ม Logistics ที่ยังคงมี Valuation ถูก ได้แก่ NCL, WICE 3.กลุ่มเครื่องดื่มที่มียอดส่งออกช่วยหนุนการเติบโตและมี Upside จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้แก่ ICHI, SAPPE 4.กลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ Laggard และยังคงมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดี ได้แก่ SFLEX, SFT, UTP 5. กลุ่มการแพทย์ที่ได้อานิสงส์ทางอ้อมจาก Covid-19 ที่รุนแรงต่อเนื่องได้แก่ BDMS, CHG 6.กลุ่มยาและอาหารเสริมที่ได้ประโยชน์จากการที่คนหันมาตระหนักกับสุขภาพมากขึ้น ได้แก่ IP, MEGA และ7.กลุ่ม Commodities ต้นน้ำ ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่สูงต่อไป ได้แก่ PTTEP

ทิพยประกันภัย เพิ่มความคุ้มครองประกันโควิด ครอบคลุม Home Isolation และ Community Isolation

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทิพยประกันภัย เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19  ซึ่งมีจำนวนสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลไม่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากไม่สามารถเข้าไปรับการรักษายังสถานพยาบาลได้ โดยทางรัฐบาลได้มีแนวทางปรับการรักษาผู้ติดเชื้อ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซึ่งกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกแนวทาง สำหรับรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เป็นแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation

ทั้งนี้เพื่อเป็นการดูแลแบ่งเบาภาระลูกค้าของบริษัทฯ  ตลอดจนสนองนโยบายของภาครัฐ ทิพยประกันภัย จึงได้เพิ่มความคุ้มครองลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ที่ครอบคลุมถึงการดูแลรักษาแบบ Home Isolation หรือแบบ Community Isolation โดยหากตรวจพบว่าผู้ทำประกันภัยโควิด-19 ซึ่งมีการดูแลรักษาแบบดังกล่าว และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลรักษาเห็นสมควรให้ผู้ป่วยรายนั้นแยกกักตัวในที่พักหรือชุมชนได้อย่างเหมาะสม รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือกลับมาดูแลรักษาต่อ หรือกลับมาแยกกักตัวในที่พักต่อจนครบกำหนด

โดยกรณีกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) ก็สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากวงเงินความคุ้มครองผู้ป่วยนอกตามความจำเป็นทางการแพทย์และที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินผลประโยชน์ในกรมธรรม์ หรือกรณีตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) บริษัทฯจะดูแลค่ารักษาพยาบาล ตามความจำเป็นทางการแพทย์และที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินผลประโยชน์ในกรมธรรม์ด้วยเช่นกัน

รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยรายวันสำหรับผู้ติดเชื้อและอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาลแต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ

โดยจะคุ้มครองกรณีมีเอกสารแสดงว่าผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 และมีความจำเป็นต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในสถานพยาบาลตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขและความจำเป็นทางการแพทย์ แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ ซึ่งบริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยรายวันตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน สูงสุด 14 วัน นับแต่วันที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในสถานพยาบาลแต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ

ทิพยประกันภัยมีความห่วงใยและยังคงยืนยัน เราพร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนคนไทย ได้รับความคุ้มครองที่ดีที่สุด และก้าวข้ามผ่านมหาวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามที่สายด่วน 1736 หรือ  Line OA : Dhipaya Insurance  และ FB : ทิพยประกันภัย

ชาร์จพลังชีวิตกับ 8 อันดับที่นอนเพื่อสุขภาพแห่งปี 2021

0

ในยุคสมัยที่ทุกคนให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองแบบนี้ เห็นด้วยหรือไม่ว่าสุขภาพที่ดีคือต้นทุนของชีวิตที่สมบูรณ์แบบของเราทุกคน ซึ่งเพราะสุขภาพที่ดีนั้นเริ่มต้นได้ด้วยการนอนหลับเต็มอิ่มนี่เอง เราจึงอยากแนะนำที่นอนคุณภาพดีเพื่อการพักผ่อนของคุณกับ 8 อันดับที่นอนเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์สุขอนามัยอันสมบูรณ์แบบในปี 2021 นี้

1.ที่นอน BEDGEAR รุ่น M3

“ที่สุดของที่นอนนวัตกรรมแห่งอนาคตที่เข้าใจคุณมากกว่าใคร”

ที่นอนนวัตกรรมรุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลกที่สามารถเลือกระดับความนุ่มหรือแน่นของแต่ละฝั่งได้ เช่น ซ้ายนุ่ม ขวาแน่น มาพร้อมนวัตกรรมเนื้อผ้า Ver-Tex ที่ให้สัมผัสเย็นทุกครั้งที่สัมผัส และนวัตกรรมแผงระบายอากาศ Air-X ที่ช่วยระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี รองรับทุกสรีระและทุกท่านอนได้เป็นอย่างดีด้วย

คุณสมบัติพิเศษ

  • สามารถเลือกระดับความนุ่มแน่นของแต่ละฝั่งได้อย่างอิสระถึง 4 ระดับ
  • เนื้อผ้าสัมผัสเย็นด้วยนวัตกรรม Ver-Tex
  • ระบายอากาศดีเยี่ยมด้วยนวัตกรรมแผงระบายอากาศ Air-X
  • สามารถถอดผ้าหุ้มเพื่อทำความสะอาดภายในที่นอนได้

2. ที่นอน BEDGEAR รุ่น M1X

“นุ่ม เบา สบาย หลับสนิทตลอดคืนด้วยการรองรับแบบ Contour Support”

ที่นอน BEDGEAR รุ่น M1X เป็นที่นอนนวัตกรรมสุดล้ำ การันตีด้วยแบรนด์ Sport Bedding อันดับ 1 จาก USA ที่ให้สัมผัสนุ่ม เบา สบาย ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมที่ดีที่สุดทั้ง 3 ชนิดไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เมมโมรี่โฟม ยางพารา หรือ สปริงขนาดเล็กพิเศษ นวัตกรรม React+ วัสดุที่รองรับสรีระแบบ Contour Support สลายแรงกดทับ โอบอุ้มสรีระผู้นอนได้อย่างเหมาะสม คลายอาการปวดเมื่อย พร้อมนวัตกรรมแผงระบายอากาศ Air-X รอบที่นอนเพิ่มการไหลเวียนของอากาศรอบๆผู้นอน ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้เหมาะสมที่สุดตลอดทั้งคืน

คุณสมบัติพิเศษ

  • React+ รองรับสรีระแบบ Contour นุ่ม เบา สบาย
  • ระบายอากาศและควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้อย่างดี
  • ผสมผสานวัสดุที่ดีที่สุดต่อการนอน 3 ชนิด
  • สลายแรงกดทับ ลดแรงสั่นสะเทือนจากการพลิกตัว

3. ที่นอน DUNLOPIILO รุ่น EXCELLENCY

               “สัมผัสความคุ้มค่าด้วยที่นอนสำหรับคนรักครอบครัว พร้อมสัมผัสนุ่มและแน่นอย่างลงตัว”

               ที่นอนรุ่น Excellency จาก Dunlopillo เป็นรุ่นยอดนิยมในกลุ่มคนรักครอบครัว ความพิเศษของที่นอนคือการผสานระหว่างสัมผัสแน่นและสัมผัสนุ่มไว้ทั้งสองฝั่งเพียงกลับด้านที่นอน ด้วยนวัตกรรม Talasilver Latex ยางพาราลิขสิทธิ์เฉพาะจาก Dunlopillo ออกแบบพิเศษให้ประกบคู่กับ Firma Flex โฟมวิทยาศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ที่นอนมีสัมผัสที่ทั้งนุ่มและแน่นเหมาะกับการพักผ่อนและการนอนหลับเป็นครอบครัว พร้อมทั้งสามารถลดแรงสั่นสะเทือนจากคนข้างกายให้นอนหลับพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัวไปพร้อมกันได้อีกด้วย

               คุณสมบัติพิเศษ

  • สามารถนอนได้ทั้ง 2 ด้าน มีทั้งสัมผัสนุ่มและแน่นในที่นอนหลังเดียว
  • เหมาะสำหรับทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ
  • สามารถลดแรงสั่นสะเทือนจากผู้นอนร่วมได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องสะดุ้งตื่นกลางดึก

4. ที่นอน DUNLOPILLO รุ่น  ROYAL GRACE

               “รองรับทุกสัดส่วนด้วย Freedom Coil เสริมชั้นยางพาราพิเศษ”

               ที่นอนรุ่น Royal Grace ที่นอน Freedom Coil หรือสปริงแยกชิ้นอิสระ ถูกออกแบบพิเศษให้สามารถลดแรงสั่นสะเทือนจากผู้นอนร่วมได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่นอนเป็นคู่ โดยการดีไซน์ที่นอนด้วยการเพิ่มชั้นของยางพารา Firma Latex ลิขสิทธิ์เฉพาะจาก Dunlopillo ออกแบบและพัฒนาให้สามารถโอบอุ้มสรีระของผู้นอนได้ครบทุกสัดส่วน เพราะยางพารามีความคงตัวและยืดหยุ่นได้ดีเหมาะสมกับการรองรับสรีระของผู้นอน พร้อมสัมผัสที่นุ่มสบายจากผ้าหุ้ม Cotton-Velour Fabric เพิ่มความนุ่มนวลทุกสัมผัสความสบาย

               คุณสมบัติพิเศษ

  • สามารถลดแรงสั่นสะเทือนจากผู้นอนร่วมได้ เหมาะสมกับคู่รัก
  • เพิ่มชั้นของยางพาราทำให้โอบอุ้มสรีระได้ทุกสัดส่วน
  • ผ้าหุ้ม Cotton-Velour Fabric ดีไซน์พิเศษให้มีความนุ่มทุกสัมผัส

5. ที่นอน EASTMAN HOUSE รุ่น EVO 440

“ที่นอนสัมผัสแน่นพิเศษอันดับ 1 ที่กำลังมาแรงในตลาดที่นอน ณ ขณะนี้”

        ที่นอนสัมผัสแน่นพิเศษ ขายดีอันดับ 1 จาก Eastman House แบรนด์ชั้นนำจาก USA ด้วยการพัฒนานำนวัตกรรมที่สุดในทุกด้านมารวมกันในที่นอนหลังนี้ นวัตกรรมยางพารา Eco-Friendly Latex ยางพาราแท้จากธรรมชาติ 100% มีความยืดหยุ่นสูง รองรับสรีระได้ตั้งแต่ผู้ที่มีรูปร่างเล็กจนถึงผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ เสริมด้วย EH Ultima Base core โฟมวิทยาศาสตร์อัดแน่นจะช่วยรองรับบริเวณแผ่นหลังได้พิเศษ ทำให้กระดูกสันหลังเป็นเส้นตรงขนานกับที่นอน ไม่คดงอซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้

        คุณสมบัติพิเศษ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบที่นอนสัมผัสที่แน่นเป็นพิเศษ
  • สามารถรองรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ผู้ที่มีรูปร่างเล็ก จนถึง ผู้ที่มีรูปร่างใหญ่
  • รองรับบริเวณแผ่นหลังได้ดีทำให้กระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง บรรเทาอาการปวดหลัง

6. ที่นอน EASTMAN HOUSE รุ่น EXCELLENT 500

“คนข้างๆ ขยับตัวเก่งทำให้สะดุ้งตื่นบ่อย ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยที่นอนรุ่น Excellent 500”

        ถ้าการนอนเป็นคู่ทำให้เกิดปัญหานอนหลับไม่สบาย ลองทบทวนดูว่าที่มาของปัญหานี้เกิดจากอะไรบ้าง คนข้างๆขยับตัวเก่งทำให้สะดุ้งตื่นบ่อย ที่นอนมีเสียงดังนอนๆไปก็สะดุ้งตื่น ลองเปลี่ยนมาใช้ที่นอนรุ่น Excellent 500 จาก Eastman House ที่นอนที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อแก้ปัญหาการขยับตัวจากคนข้างๆ ด้วยสปริงแยกอิสระ Independent spring system  สามารถแยกโซนความเป็นส่วนตัวระหว่างผู้นอน 2 ท่านได้เป็นอย่างดี โซนใครโซนมัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน นอนหลับได้สบาย

        คุณสมบัติพิเศษ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่นอนเป็นคู่ เพราะออกแบบวัสดุ Independent spring system ให้สามารถแยกอิสระบนที่นอน ขยับตัวได้ ไม่สะเทือนคนข้างๆ
  • รับประกันยาวนานถึง 10 ปี
  • ขนาดความสูงที่ลงตัว ด้วยความสูง 10.5 นิ้ว

7. ที่นอน LALABED รุ่น LISBOA

“ที่นอนพ็อคเก็ตสปริง สัมผัสนุ่มแน่นกำลังพอดี คนข้างๆขยับตัวแทบไม่รู้สึก”

        ที่นอนรุ่น Lisboa ระบบรองรับน้ำหนักแบบพ็อคเก็ตสปริง ที่นอนรุ่นขายดีอันดับ 1 จากแบรนด์ Lalabed การันตี ออกแบบพิเศษมาเพื่อรองรับสรีระได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยกระจายแรงกดทับขณะนอนหลับ นวัตกรรมใหม่พิเศษ Soft edge system ช่วยป้องกันการล้มของพ็อคเก็ตสปริงรอบทิศทาง ออกแบบมาเพื่อการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ลดการรบกวนและป้องกันการสั่นสะเทือนจากผู้นอนร่วม ทำให้หลับสบายยาวนานตลอดคืน

        คุณสมบัติพิเศษ

  • ให้สัมผัสนุ่มแน่น เหมาะสำหรับผู้นอนทุกสรีระ
  • ลดการสั่นสะเทือน ทำให้เวลานอนคนข้างๆ ขยับตัวแทบไม่รู้สึก
  • รับประกัน 10 ปี ความหนา 9 นิ้ว
  • ช่วยลดอาการปวดหลัง ทำให้คุณหลับสนิทตลอดทั้งคืน

8. ที่นอน LALABED รุ่น WILCOM

“ที่นอนยางพาราสัมผัสใหม่ นุ่มสบาย รองรับทุกสัดส่วน”

        WILCOM ที่นอนยางพาราสัมผัสใหม่ นุ่มสบายด้วยนวัตกรรมสุดพิเศษด้วยผิวสัมผัส Massage contour คล้ายมีปุ่มนวดอยู่ด้านบนผิวสัมผัส ช่วยรองรับสรีระและพยุงกระดูกสันหลังของคุณขณะนอนหลับ และหุ้มด้วย Elastic Velour Fabric ผ้าหุ้มผิวกำมะหยี่ สัมผัสนุ่มสบาย ดั่งนอนบนผ้าขนสัตว์และช่วยระบายอากาศได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีระบบระบายอากาศแบบ Adaptive air circulation เทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ Lalabed ที่จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนระหว่างโครงสร้างภายในที่นอนอย่างต่อเนื่อง ให้คุณหลับสนิท สบาย ตลอดคืน

        คุณสมบัติพิเศษ

  • ที่นอนยางพาราใหม่สัมผัสนุ่มสบาย
  • ยางพาราแท้ทั้งหลังฉีดขึ้นรูป 100%
  • สามารถนอนได้ 2 ด้าน ด้านนึงให้สัมผัสแน่น ด้านนึงให้สัมผัสนุ่ม
  • ความหนา 8 นิ้ว รับประกัน 8 ปี

สั่งโครงการชลประทานทั่วประเทศ รับมือฝนตกหนักสัปดาห์นี้

0

กรมชลประทาน สั่งโครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังสภาพอากาศ หลังกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนจะมีฝนตกหนักในระยะนี้ ย้ำจับตาน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำสายต่างๆ ตามข้อสั่งการของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2564 ประกอบกับข้อสั่งการของ กอนช. เรื่อง เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำล้นตลิ่ง จึงได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ และสำนักเครื่องจักรกล จัดเจ้าหน้าที่ประจำในพื้นที่เสี่ยงเพื่อติดตามสถานกาณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (Rule Curve) รวมทั้งปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ รถแบคโฮ รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และเครื่องผลักดันน้ำประจำไว้ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที และให้กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้  ยังได้เน้นย้ำให้ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 36,732 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 48% ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 12,801 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 39,336 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนสภาพน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถรับน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายต่างๆ อย่างใกล้ชิดต่อไปแล้ว

อธิบดีกรมชลฯ สั่งจับตา เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 40 จังหวัด จากพายุช่วงสิงหา-ตุลา

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำครั้งที่ 29/2564 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไทยอาจมีพายุจรในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.2564 ประมาณ 2-3 ลูก อิทธิพลลมพายุจะทำให้เกิดฝนตกอย่างสม่ำเสมอในประเทศไทย และมีฝนตกชุกในภาคตะวันตก ส่งผลให้น้ำไหลลงเขื่อนมากขึ้น ซึ่งการพยากรณ์ของกรมอุตุฯ มีการประเมินกันเกือบทุกสัปดาห์ ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องจับตาพายุ และสถานการณ์น้ำฝน เพื่อบริหารจัดการน้ำในเขื่อนไม่ให้กระทบกับประชาชนบริเวณใกล้เคียงกรณีมีน้ำมาก และเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในกรณีน้ำน้อย

ในช่วงนี้ถึง 2 ส.ค.จะมีอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ตอนบนของภาคเหนือ สปป.ลาว  และเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน ทำให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ จึงต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำล้นตลิ่ง โดยในภาพรวมเดือน ส.ค.ต้องระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ใน 40 จังหวัด 170 อำเภอ และ538 ตำบล

ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาโครงการชลประทานทั่วประเทศได้ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคัน บริเวณริมแม่น้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วมชุมชน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมชลประทานได้จำลองสถานการณ์กรณีมีฝนตกตามที่กรมอุตุฯ คาดการณ์ว่าตั้งแต่เดือน ส.ค.เป็นต้นไปจะมีปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ สถานการณ์น้ำไหลลงอ่างขนาดใหญ่  35 แห่งทั่วประเทศไว้ 7 รูปแบบ ณ 1 พ.ย.2564

  1. กรณีมีน้ำมาก เขื่อนจะมีน้ำปริมาณ 58,399 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 82% ของความจุ    
  2. กรณีน้ำเฉลี่ยเขื่อนจะมีน้ำปริมาณ 51,295 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 72% ของความจุ
  3. กรณีน้ำน้อยเขื่อน จะมีน้ำปริมาณ 39,538 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 56% ของความจุ
  4. กรณีน้ำปี 2539 เขื่อนจะมีน้ำปริมาณ 55,098 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 78% ของความจุ
  5. กรณีน้ำปี 2551 เขื่อนจะมีน้ำปริมาณ 51,791 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 73% ของความจุ
  6. กรณี One Map เขื่อนจะมีน้ำปริมาณ 46,421 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 65% ของความจุ และ
  7. กรณีเลือกปี เขื่อนจะมีน้ำปริมาณ 52,038 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 73% ของความจุ

อย่างไรก็ตาม หากให้ประเมินสถานการณ์น้ำกรณีเลือกปี น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศส่วนใหญ่จะอยู่ในเกณฑ์ดีมีปริมาณน้ำตั้งแต่ 81-100% ขึ้นไปของความจุจำนวน 15 แห่ง ปริมาณน้ำตั้งแต่ 51-80% ของความจุ จำนวน 12 แห่ง ซึ่งถือว่าน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ปริมาณน้ำตั้งแต่ 31-50% ของความจุ มีจำนวน 7 แห่ง ถือว่าปริมาณน้ำพอใช้ และปริมาณน้ำน้อยไม่เกิน 30% ของความจุจำนวน 1 แห่ง โดย 1 พ.ย.นี้ คาดมีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2563 อยู่ประมาณ 8,624 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งที่ผ่านมากรมชลประทานมองว่าสถานการณ์น้ำปี 2564 จะใกล้เคียงปี 2551 คือมีน้ำใช้การได้มากกว่าปี 2563 อยู่ปริมาณ 8,377 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งหน้า  จนกว่าฝนใหม่จะมา

พีทีที สเตชั่น ปล่อยแคมเปญ “ช่วยกันเติมเต็มใจ ไปต่อด้วยกัน” เดินหน้าพันธกิจเพื่อสังคม

0

นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น ในฐานะสถานีบริการน้ำมันที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาโดยตลอด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแบ่งเบาภาระความยากลำบากของพี่น้องประชาชนชาวไทยในช่วงสถานการณ์โควิด -19 ด้วยแคมเปญ “ช่วยกันเติมเต็มใจ ไปต่อด้วยกัน” เติมเต็มช่องว่างความช่วยเหลือ พร้อมส่งต่อกำลังใจ เพื่อให้สังคมและผู้คนยังคงได้เดินหน้าไปต่อ โดยมุ่งช่วยเหลือโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครและผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ พีทีที สเตชั่น ดำเนินการเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้เพิ่มมาตรการในการให้บริการเพื่อร่วมป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด – 19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นการร่วมมือเพื่อ “เติมเต็มทุกความสุข” หรือ Living Community ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนารูปแบบของ พีทีที สเตชั่น ให้เป็นศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุขและเติบโตไปพร้อมกับทุกชุมชน อีกทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ โออาร์ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการใช้ชีวิตของชุมชน มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่น่าอยู่และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดการช่วยเหลือ ดังนี้

บุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์

1.ช่วยเหลือมอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดย โออาร์ ได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สนับสนุนเงินบริจาค รวมทั้งสิ้นกว่า 35 ล้านบาท มอบให้โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ สำหรับใช้จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงสิ่งของที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วย

2. ช่วยเหลืออาสาสมัครทางการแพทย์ พีทีที สเตชั่น มอบส่วนลดราคาน้ำมันทุกชนิด 80 สต./ลิตร แก่อาสาสมัครทางการแพทย์ อสม. อสส. และ สพฉ. ที่ชำระผ่านบัตร ของ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการทำงานสู้วิกฤติโควิด – 19 พร้อมเติมเต็มใจ ไปต่อด้วยกัน โดยมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – 30 กันยายน 2564

3. ช่วยเหลือเกษตรกร ชุมชน โดยเปิดพื้นที่ปันสุขในรูปแบบออนไลน์ พีทีที สเตชั่น พร้อมอยู่เคียงข้างกับผู้ประกอบการ เกษตรกร ชุมชน เพื่อเติมเต็มให้ผู้ประกอบการรายย่อย ไปต่อกันได้อีกครั้ง ด้วยการเติมเต็มความช่วยเหลือ เปิดพื้นที่ปันสุขออนไลน์ ให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการมาฝากร้าน เพราะเราตระหนักถึงความยากลำบากในการประกอบอาชีพค้าขายท่ามกลางวิกฤตการณ์นี้ โดยผู้สนใจสามารถฝากร้าน ผลิตภัณฑ์การเกษตร และสินค้า ได้ที่ facebook fanpage : PTT Station ตามลิงค์ : https://www.facebook.com/1736139443288772/posts/2983096938593010/?d=n

ทั้งนี้ พีทีที สเตชั่น ยังคงมุ่งมั่นสานต่อแคมเปญ “ช่วยกันเติมเต็มใจ ไปต่อด้วยกัน” โดยจะเดินหน้า เติมเต็มช่องว่างความช่วยเหลือให้กับสังคมไทยต่อไปจนกว่าสถานการณ์โควิด – 19 จะคลี่คลาย ตามปณิธานในการเป็นศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มความสุข เพื่อผู้คน สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยสามารถติดตามกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมจาก พีทีที สเตชั่น ได้ที่ facebook fanpage : PTT Station หรือค้นหาโดยพิมพ์ @pttstationofficial

CPF หนุน 7 คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสียในกระบวนการผลิต บริหารทรัพยากรคุ้มค่า

0

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า  คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา ร้อยเอ็ด อุดรธานี จันทบุรี และสงขลา นอกจากให้ความสำคัญในเรื่องกระบวนการผลิตที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อส่งมอบสู่ผู้บริโภคแล้ว ยังนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้บริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดห่วงโซ่การผลิต  ลดของเสียในกระบวนการผลิต รวมไปถึงการนำของเสียกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์  ซึ่งในกระบวนการเลี้ยงไก่  มีการจัดการของเสีย ด้วยระบบการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลไก่ หรือไบโอแก๊ส (Biogas) ช่วยลดกลิ่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ และยังได้พลังงานสะอาดจากกระบวนการหมักก๊าซมีเทนเปลี่ยนน้ำเสียเป็นไบโอแก๊ส สามารถนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในคอมเพล็กซ์ ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าถึง 65-85%  โดยในปี 2563  คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ 7 แห่ง สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 103 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 113,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า   

สมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ

หลังจากกระบวนการหมักในระบบไบโอแก๊ส จะมีน้ำหลังการบำบัดที่โดยปกติจะไม่มีการปล่อยออกสู่ภายนอก  สามารถใช้หมุนเวียนไปผสมกับมูลไก่ในระบบฯได้อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำดิบจากธรรมชาติ ส่วนกากไบโอแก๊ส ที่เกิดจากกระบวนการหมักและบำบัด  มีเกษตรกรที่ขอไปใช้ประโยชน์ในการปรับสภาพดินก่อนที่จะปลูกพืช หรือทำนา ส่วนน้ำหลังการบำบัด ซึ่งเป็นน้ำที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด เป็นน้ำปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช  เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงนำไปใช้ในไร่ สวน ช่วยให้ผลผลิตเติบโตได้ดี มีผลผลิตเพิ่มขึ้น และช่วยลดค่าปุ๋ยเคมี 

นอกจากนี้ คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ทั้ง 7 แห่ง มีโครงการพัฒนาประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ซึ่่งได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถช่วยลดปริมาณไข่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาทิ ไข่ร้าว ไข่ซีด ไข่บุบ ฯลฯ รวมไปถึงยังช่วยลดต้นทุนและลดของเสียที่เป็นภาระต้องกำจัดได้  

นายสมคิด กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในการจัดการของเสีย อาทิ ไข่ที่แตกจากกระบวนการผลิต  ทั้งน้ำไข่ผสมเปลือก และน้ำไข่เสื่อมสภาพ มีการบริหารจัดการ โดยจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ประโยชน์ หรือนำไปทำเป็นอาหารเลี้ยงปลา เป็นต้น เป็นการช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ และขยะที่ต้องกำจัดลงได้ 

ในส่วนของเปลือกไข่ไก่ที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปไข่  โรงงานแปรรูปไข่บ้านนา จังหวัดนครนายก ได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกไข่บด” นำเปลือกไข่ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตปีละประมาณ 1,000 ตัน มาบดเพื่อแบ่งปันให้เกษตรกรใช้เป็นปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนทางการเกษตร เป็นการสร้างประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ตัดวงจรการนำเปลือกไข่ไปทิ้งสู่หลุมฝังกลบ

เอไอเอส คว้า ‘น้องเทนนิส’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ขอบคุณที่มอบความสุขให้คนไทย

0

 นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS ขอขอบคุณนักกีฬาไทยทุกคน ทุกประเภทการแข่งขันที่ทุ่มเททั้งกำลังกาย และกำลังใจ ทำหน้าที่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในการแข่งขัน Tokyo Olympic Games 2020 ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการคว้าเหรียญทองแรกมาเป็นของขวัญให้กับคนไทยได้สำเร็จของทีมนักกีฬาเทควันโด อย่าง น้องเทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ซึ่งเห็นได้จากความพยายามที่ไม่ยอมแพ้จนวินาทีสุดท้ายจนได้รับชัยชนะ นั่นสะท้อนให้เห็นถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของความทุ่มเท AIS ในฐานะ Official Broadcaster อย่างเป็นทางการ

นอกเหนือจากความตั้งใจในการถ่ายทอดสดการแข่งขันของนักกีฬาไทยเพื่อให้คนไทยได้รับชมและส่งแรงเชียร์แล้ว AIS อยากขอบคุณ น้องเทนนิส ที่สร้างปรากฎการณ์ความสุขให้คนไทยอีกครั้งด้วยการต้อนรับเข้าสู่การเป็นสมาชิกใหม่ใน AIS Family โดยน้องเทนนิสจะมารับบทบาทเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ ของ AIS ที่จะมาตอกย้ำความเป็นที่ 1 ตัวจริงและส่งต่อแรงบันดานใจแห่งความสำเร็จของนักสู้ให้กับคนไทย

“ผมขอเป็นตัวแทนชาว AIS ต้อนรับน้องเทนนิส เข้าสู่ครอบครัว AIS อีกครั้ง โดยเราขอเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของนักกีฬาไทยในโอลิมปิกครั้งนี้ด้วยการเปิดประสบการณ์ผ่านการถ่ายทอดสดการรับชมบน AIS PLAY ให้คนไทยได้ส่งเสียงแรงเชียร์แบบจัดเต็ม และเชื่อว่าพลังของกีฬาจะนำความสุขมาให้คนไทยได้ในช่วงเวลาแบบนี้”

ด้าน “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ  กล่าวว่า “ขอขอบคุณแรงเชียร์จากคนไทยในทุกช่องทาง โดยเฉพาะทาง AIS PLAY ที่ส่งเข้ามาให้กับพวกเราในช่วงการแข่งขัน มันเป็นพลังที่มีค่าและสำคัญมากต่อการขึ้นเวทีแข่งขันในทุกรอบจนสามารถคว้าเหรียญทองมาฝากทุกคนได้สำเร็จในวันนี้ สำหรับวันนี้รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากที่ได้เข้ามาอยู่ในครอบครัว AIS Family จึงอยากถือโอกาสนี้ ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมส่งแรงเชียร์นักกีฬาไทยที่ยังแข่งขันอยู่ที่โตเกียวผ่านช่องทางการรับชมบน AIS PLAY กันได้แบบเต็มอิ่ม เพราะแรงเชียร์ของคนไทยจะเป็นพลังที่ทำให้นักกีฬาคว้าชัยชนะได้”