Home Blog Page 389

กรมชลฯ เร่งเก็บกักและบริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ พร้อมรับมือฝน 6-8 ส.ค.นี้

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ( 6 ส.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 37,696 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกรวม 38,370 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,141 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกรวม 16,730ล้าน ลบ.ม.  ในขณะที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วทั้งประเทศรวม 13.26 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 78.79 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 6.23 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 78.17 ของแผนฯ สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ที่ในปีนี้ (2564) มีแผนเพาะปลูกรวมทั้งสิ้น 265,000 ไร่ เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่และเริ่มเก็บเกี่ยวไปแล้วกว่า 170,000 ไร่  ทั้งนี้คงเหลือพื้นที่การเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 95,000 ไร่ หลังจากนั้นจะใช้พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากลุ่มน้ำยมตอนบนในระยะต่อไป เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิษณุโลก รวมไปถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างด้วย

สำหรับสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เจิมปากา” และหย่อมความกดอากาศต่ำ  นั้น ปัจจุบันสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติทุกพื้นที่แล้ว แต่ยังคงให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ยังคงมีปริมาณฝนตกปานกลางถึงตกหนักในบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2564 นี้  จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูน้ำหลากอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม(RULE CURVE) และเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์  ควบคู่ไปกับการเก็บกัก ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ประสานกับหน่วยงานระดับจังหวัดทำการประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำรวมทั้งการแจ้งเตือนต่างๆ ไปยังประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

AIS เตือนคนไทยระวังทุกการใช้งานออนไลน์ สร้าง ‘รอยเท้าดิจิทัล’ ให้มิจฉาชีพหลอกลวง

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ของรัฐบาลตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ต และสื่อออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนย้ายมาอยู่บนหน้าจอในโลกออนไลน์เกือบ 100% สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากพฤติกรรมดังกล่าวก็คือ ร่องรอย หรือ “รอยเท้าดิจิทัล (Digital footprint)” ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานบนอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ก็ตาม ทำให้มีกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้นำมาสร้างกลลวงโดยฉวยโอกาสจากสถานการณ์ปัจจุบัน AIS อุ่นใจCyber ในฐานะ คู่คิดดิจิทัล เพื่อคนไทย ทุกเจนเนอเรชัน เตือนคนไทยใช้ออนไลน์อย่างมีสติ ย้ำทุกพฤติกรรมล้วนสร้างรอยเท้าดิจิทัล

“ช่วงที่ผ่านมา AIS พบว่ามีปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับการร้องเรียนเกี่ยวกับการโดนหลอกลวง และภัยไซเบอร์ต่างๆ จากผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น ฟิชชิ่ง โดยปลอมลิงค์จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้คนสนใจเข้าไปกรอกข้อมูล หรือแม้แต่ SMS ลวง ที่อาศัยเหตุการณ์ปัจจุบันเช่น ไฟไหม้, โรคระบาด, เงินเยียวยา, วัคซีน มาเป็นตัวล่อ ทำให้คนที่ไม่ทันต่อเล่ห์เหลี่ยมของมิจฉาชีพเกิดความเสียหายจากการใช้งานขึ้นอย่างมากมาย

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ AIS ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยจากการทำงานของ AIS อุ่นใจCyber พบข้อมูลสำคัญว่า ทุกๆ การใช้งานบนออนไลน์ ทำให้เกิด รอยเท้าดิจิทัล หรือ Digital footprint ทิ้งไว้ในทุกที่ซึ่งแน่นอนว่านี่คือสารตั้งต้นที่ทำให้ผู้ใช้งานฝากข้อมูลสำคัญต่างๆ ไว้โดยไม่รู้ตัว มีผลทำให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ประโยชน์ตรงนี้มาสร้างรูปแบบการหลอกลวงจนสร้างความเสียหายได้”

AIS อุ่นใจCyber มีความห่วงใยลูกค้าและคนไทยในการใช้งานอินเตอร์เน็ตและออนไลน์ทุกรูปแบบ ย้ำเตือนถึงช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบย่ำบนออนไลน์จนสร้างเป็นรอยเท้าข้อมูลในทุกที่อาจทำให้มิจฉาชีพ หรือผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลของเราไปใช้งานในทางที่ผิดทั้งไม่ว่าจะต่อตัวเองหรือผู้ใช้งานอื่นก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตทุกรูปแบบต้องมีสติ ไม่โพสรูปหรือข้อความที่สุ่มเสี่ยงต่อการบอกที่ตั้ง รวมถึงข้อมูลสำคัญต่างๆ และบอกตัวเองเสมอว่าทุกกิจกรรมที่เราทำมีรอยเท้าฝากไว้เสมอ เพื่อการใช้งานที่อุ่นใจไร้ภัยไซเบอร์

นางสายชล กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า Digital footprint ทำให้แบรนด์รู้จักและเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่ยังมีอีกมุมที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะ Digital footprint หรือ รอยเท้าดิจิทัล อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในสารพัดรูปแบบได้ ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญอย่างมากในการใช้งานทุกขั้นตอนเพื่อลดช่องโหว่ในการใช้ประโยชน์จากการใช้งานของมิจฉาชีพ โดยการทำงานของ AIS ก็ยังยึดมั่นในการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายและบริการดิจิทัลที่ดีให้กับสังคมไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความปลอดภัยด้านการใช้งานทุกรูปแบบตามแนวคิดของ AIS อุ่นใจCyber ในฐานะคู่คิด ดิจิทัล เพื่อคนไทย ทุกเจนเนอเรชัน”

ซีพี – ซีพีเอฟ มอบหน้ากากอนามัยและเครื่องดื่ม ช่วยแพทย์ชนบทกู้ภัยโควิดในกรุง

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดโควิด-19 ผ่านการดำเนินโครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตามนโยบายของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือซีพี ที่ให้บริษัทในเครือผนึกกำลังช่วยสังคม โดย ซีพีเอฟ ได้ ร่วมส่งมอบหน้ากากอนามัย ซีพี เครื่องดื่มสุขภาพ และสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ให้แก่ทีมแพทย์ชนบทปฏิบัติกู้ภัยโควิด-19 ในกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ตอกย้ำความมุ่งมั่นเครือซีพีที่ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

เครือซีพีและบริษัทในกลุ่มให้การสนับสนุน “ชมรมแพทย์ชนบท” อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดมาร่วมสนับสนุนการปฎิบัติการแพทย์ชนบทกอบกู้วิกฤตโควิดในเมืองกรุง ซึ่งเป็นการรวมตัวของแพทย์อาสาจากทั่วประเทศกว่า 500 คน รอบที่ 3 เพื่อตรวจคัดกรอง รักษา และฉีดวัคซีนป้องกันให้ชุมชนกลุ่มเปราะบางทั่วกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคม 2564 โดยมี นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ประธานที่ปรึกษาชมรมแพทย์ชนบท รับมอบจากตัวแทนบริษัทฯ นายศรกฤษณ์ วัตตศิริ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านทรัพยากรบุคคล และพนักงานจิตอาสา

นายแพทย์อารักษ์ กล่าวว่า เครือซีพี ซีพีเอฟ เป็นพันธมิตรที่ดีของแพทย์ชนบทมาโดยตลอด เป็นอีกหนึ่งภาคเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญช่วยเหลือสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ที่จำเป็น ให้แพทย์ชนบทสามารถดำเนินภารกิจต่อสู้กับโควิด-19 ได้อย่างเข้มแข็ง จึงขอขอบคุณ เครือซีพี – ซีพีเอฟ อีกครั้งที่มีน้ำใจนำอาหาร เครื่องดื่ม ให้กับคณะแพทย์ชนบทที่เดินทางมาช่วยกอบกู้เมืองหลวงของเรารอดพ้นจากวิกฤตในระลอกนี้ได้

“ชมรมแพทย์ชนบท รวมถึง มูลนิธิแพทย์ชนบท ขอขอบคุณเครือซีพี และซีพีเอฟ มาช่วยสนับสนุนช่วยเหลือและสนับสนุนแพทย์ชนบทในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่และอย่างต่อเนื่อง การแพร่ระบาดรอบนี้นับว่าสาหัสมาก โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร ความร่วมไม้ร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นหัวใจของความสำเร็จที่จะช่วยให้คนชาวกรุงรอดวิกฤตครั้งนี้ได้” นายแพทย์อารักษ์กล่าว

สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในกรุงเทพมหานครที่มีความรุนแรงมากขึ้น “ชมรมแพทย์ชนบท” จึงได้ระดมอาสาสมัครบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศกว่า 500 คน ปฏิบัติการกู้ภัยโควิด-19 ในกรุงเทพเป็นรอบที่ 3 โดยแพทย์ 40 ทีมจะกระจายลงพื้นที่คัดกรองผู้ติดเชื้อในชุมชนต่างๆ ให้ได้ถึง 250,000 คน โดยนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบ home isolation เพื่อที่ลดจำนวนผู้ป่วยหนักช่วยบรรเทาปัญหาเตียงตึงของโรงพยาบาล เป็นการควบคุมการระบาดในกรุงเทพ และลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อจากเมืองหลวงไปสู่ชนบทได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งเดินเคียงข้างสังคมในการต่อสู้ภัยโควิด -19 ผ่านการดำเนิน โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” มาตั้งแต่ต้นปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผนึกกำลังกับเครือซีพีช่วยเหลือสังคมในภาวะวิกฤต โดยได้นำความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพด้านการผลิตอาหาร และระบบโลจิสติกส์ มาช่วยส่งมอบอาหารพร้อมทาน หลายล้านแพ็ค น้ำดื่มและเครื่องดื่มหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม ศูนย์ฉีดวัคซีน ศูนย์พักคอย จุดตรวจโควิดเชิงรุกทั่วประเทศ มากกว่า 500 แห่ง รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนในกลุ่มเปราะบาง แรงงานต่างชาติ ได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยอย่างเพียงพอในช่วงที่ยากลำบาก ร่วมเป็นกองหนุนให้คนไทยฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ซีพี ออลล์ ต่อยอดนโยบาย Go Green ส่งมอบพันธุ์กล้าไม้ขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าทดแทน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ และ นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยชมรมจิตสาธารณะ ซีพี ออลล์ ร่วมส่งมอบพันธุ์กล้าไม้ เพื่อนำไปปลูกป่าทดแทนในโครงการ  “ป่าล้อมวัด” และ โครงการ “สระน้ำไร่นา ประชารัฐสามัคคี เกษตรอินทรีย์ วิถีสุรินทร์ 4.0” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย เซเว่น โก กรีน  2021 (7 GO Green) โดยมีพระครูปลัดวรเมศร์ สติสัมปันโน (กลาง) เจ้าอาวาสวัดป่าบวรสังฆาราม จ.สุรินทร์ เป็นผู้แทนรับถวาย ณ ชุมชนบ้านห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

โดยพันธุ์กล้าไม้ได้จากการฝากเลี้ยงกล้าไม้ ใน 3 ชุมชนของ จ.ชลบุรี ได้แก่ ชุมชนใน ต.ห้วยใหญ่ ต.นาจอมเทียน และ ต.เขาชีจรรย์ รวมทั้งสิ้น 2,000 ครอบครัว ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยรักษ์โลก”  ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ ร่วมกันร้อยเรียงความดีสู่สังคม ส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน และยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายดำเนินการปลูกต้นไม้เพื่อลดโลกร้อน และบรรลุเป้าหมายการปลูกต้นไม้ให้ได้ 10 ล้านต้นภายในปี 2573 ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

กระทรวงเกษตร ร่วมกับ CPF เดินหน้าส่งมอบข้าวกล่องจากโครงการครัวปันอิ่ม ต้านภัยโควิด

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 64 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กองทัพเรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังร่วมสนับสนุน ศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม เขตบางกอกน้อย เพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในชุมชน โดยมี ซีพีเอฟ มาร่วมสนับสนุนข้าวกล่องพร้อมรับประทาน เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และขนม รวมทั้งหน้ากากอนามัยซีพี ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19″ ให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ามากักตัวในศูนย์พักคอยโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม เขตบางกอกน้อย กทม. เพื่อร่วมแบ่งเบาภาระชุมชนและหน่วยงานภาครัฐในการจัดการด้านอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “ครัวปันอิ่ม” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ดำเนินภายใต้โครงการ “ซีพี ร้อยเรียงใจ ต้านภัยโควิด-19”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เปิดเผยว่า ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยกำลังรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่พบผู้ติดเชื้อในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างงต่อเนื่อง โดยทุกภาคส่วนต่างร่วมมือกันส่งมอบความช่วยเหลือให้ชุมชนในกรุงเทพมหานครมีระบบการแยกกักตัวผู้ป่วยโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation) อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ภาคเอกชนหลายแห่งนำความเชี่ยวชาญของตนออกมาช่วยเหลือสังคม เช่นที่ซีพีเอฟปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

“ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกชีวิตคืออาหารปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนมีแรง มีกำลังในการต่อสู้ ซีพีเอฟเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยแถวหน้าของไทยที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่คนไทยทุกคนมาตั้งแต่การระบาดรอบแรก นับเป็นตัวอย่างของภาคเอกชนที่ทุ่มเทช่วยเหลือสังคมอย่างจริงจัง ในฐานะกรรมการมูลนิธิฯ ต้องขอชื่นชมในน้ำใจของซีพีเอฟเป็นอย่างยิ่ง ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศชาติในสถานการณ์โควิดมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้าน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า ศูนย์พักคอยโรงเรียนสุวรรณาราม เขตบางกอกน้อย จะรองรับผู้ป่วยในชุมชนที่ติดเชื้อได้ถึง 120 เตียง ช่วยลดการแพร่เชื้อภายในครอบครัว ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการขยายผลการบริหารจัดการ Community Isolation ที่ศิริราชดูแลไปยังพื้นที่อื่นๆด้วย นอกเหนือจากทีมแพทย์ ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทางศิริราชจัดเตรียมแล้ว “อาหาร” นับเป็นสิ่งจำเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดีด้วย การที่ซีพีเอฟมืออาชีพด้านอาหารเข้ามาสนับสนุนตรงนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และทีมแพทย์ไม่ต้องห่วงกังวลในเรื่องอาหารของประชาชนผู้ติดเชื้อ นับเป็นการร่วมด้วยช่วยกันอย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพ

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพีเอฟได้นำความเชี่ยวชาญของบริษัทเข้าช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนมาโดยตลอดตั้งแต่การระบาดรอบแรก วันนี้ประเทศกำลังบอบช้ำจากสถานการณ์โควิดอย่างหนัก บริษัทจึงตัดสินใจทำการผลิตข้าวกล่องในแบบอุ่นร้อน รับประทานได้ทันที จำนวน 1 ล้านกล่อง เพื่อส่งมอบให้ผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอยต่างๆ ตลอดจนประชาชนในหลายชุมชน เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนและช่วยแบ่งเบาภาระภาครัฐในด้านอาหารได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ “โครงการ CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19″ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “ครัวปันอิ่ม” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยจะจัดส่งอาหารกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทานจำนวน 1 ล้านกล่อง ไปตามจุดต่างๆ 40 จุดทั่วกรุงเทพ ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูอาหารแตกต่างกันในแต่ละวัน เช่น ข้าวกะเพรากุ้ง ข้าวไก่กระเทียม ข้าวพริกไทยดำกุ้ง ข้าวกะเพราเป็ด เป็นต้น

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์โควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยมอบอาหารให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนพี่น้องคนไทยแล้วเป็นจำนวนหลายล้านแพ็ค น้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนสนับสนุนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรสต่างๆ ให้โรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนาม รวมถึง ศูนย์บริการฉีดวัคซีน จุดตรวจโควิดเชิงรุก และหน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ โดยครอบคลุมการช่วยเหลือไปถึงแรงงานต่างชาติและกลุ่มเปราะบางด้วย เพื่อช่วยให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซีพีเอฟที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทย และร่วมเป็น “ทีมประเทศไทย” ที่จะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

CPF ต่อยอดฟาร์มรักษ์โลก “Greenfarm” หนุนใช้พลังงานทดแทน

0

นายสมพร เจิมพงศ์ รอง​กรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารฟาร์มที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว หรือกรีนฟาร์ม (CPF Greenfarm) มาตั้งแต่ปี 2552  ซึ่งปัจจุบันฟาร์มของบริษัททั้ง 98 แห่ง ได้ดำเนินการภายใต้มาตรฐานฯเดียวกันทั้งหมด และให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ซีพีเอฟต่อยอดความสำเร็จจากระบบ Biogas หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกรีนฟาร์ม ที่นอกจากจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับนำมาเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าได้ถึง 50-80% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในฟาร์มแล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 370,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เป็นผลดีทั้งในแง่การประหยัดพลังงาน และลดภาวะโลกร้อน

ขณะเดียวกันบริษัทยังผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ เพื่อนำมาใช้ในส่วนต่างๆของฟาร์ม อาทิ ไฟสปอร์ตไลท์ และไฟส่องสว่าง ซี่งพบว่าผลประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจัดทำโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบ “โซลาร์ฟาร์ม” นำร่องในพื้นที่ฟาร์มสุกร 4 แห่ง ได้แก่ ฟาร์มสุกรกาญจนบุรี ฟาร์มสุกรศรีเทพ ฟาร์มสุกรเพชรบูรณ์ ขนาดกำลังผลิต 250 กิโลวัตต์ และฟาร์มสุกรวิเชียรบุรี ขนาดกำลังผลิต 200 กิโลวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างเฟส 2 อีก 6 ฟาร์ม รวมกำลังไฟฟ้า 1.3 เมกะวัตต์ โดยแผนขยายไปยังฟาร์มอื่นๆอีกในอนาคต

“การผลิตไฟฟ้าจากระบบ Biogas และโครงการโซลาร์ฟาร์ม จะกลายเป็นสองขุมพลังใหญ่เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับฟาร์มสุกร โดยคาดว่าจะสามารถทดแทนการใช้พลังงานจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ 100%  ทำให้ฟาร์มสุกรสามารถผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดใช้เองได้ทั้งหมด นอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสำหรับฟาร์มแล้ว ยังเป็นการสร้างแหล่งพลังงานใหม่ที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง” นายสมพรกล่าว

นอกจากนี้ ฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ ยังมีการบริหารจัดการการใช้น้ำ ตามแนวทางการใช้ซ้ำ (Reuse) โดยนำน้ำที่ออกจากระบบ Biogas และผ่านการบำบัดจนเป็นน้ำที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด นำกลับมาใช้ ลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งธรรมชาติ  รวมไปถึงการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว หรือ “น้ำปุ๋ย” กลับไปใช้ประโยชน์ ทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และแปลงผักปลอดสารที่ปลูกภายในฟาร์ม ขณะเดียวกัน ยังนำน้ำมาผ่านการฆ่าเชื้ออีกครั้ง เพื่อใช้ในการล้างโรงเรือน พร้อมทั้งแบ่งปันน้ำปุ๋ยให้แก่เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียง ต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี น้ำปุ๋ยดังกล่าวช่วยให้พืชเติบโตเร็ว ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดี ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี บริษัทขอเป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรชุมชน และช่วยประเทศชาติไปพร้อมๆกัน

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ : ส่งเงินประกันไม่ไหว ยกเลิกได้ไหม

0

สาธิต บวรสันติสุทธิ์ นักวางแผนการเงิน “กูรู ปลดหนี้” พูดถึงทางเลือกในการบริหารเบี้ยประกันชีวิตว่า มีอยู่ 2 ทาง คือ สู้ต่อ หรือ หยุดไปเลย

ถ้าสู้ต่อ ก็มีทางเดินให้ไปต่อ 4 ทาง คือ 1. ลดทุนประกัน 2. จ่ายเบี้ยในระยะเวลาผ่อนผัน 3. เปลี่ยนงวดชำระเบี้ย และ 4.กู้เงินจากกรมธรรม์

แต่ถ้าไม่ไหวแล้ว อยากจะขอหยุด ไม่ขอไปต่อ ก็ทำได้ด้วยการ 1.ขอเวนคืนเงินสด 2.ใช้มูลค่าเงินสำเร็จ และ 3.ใช้มูลค่าขยายเวลา

จะใช้วิธีไหนดี ต้องพิจารณาจากตัวเอง และขอคำปรึกษาจากตัวแทนประกันที่ดูแลเราอยู่ ประกอบการตัดสินใจ

ส่วนรายละเอียดของแต่ละวิธีนี้ ไปชมได้จากคลิปเลยครับ

ซีพีเอฟ ปลูกฝังพนักงานตอบแทนสังคม อยู่เคียงข้างชุมชน สร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งเสริมพนักงานในองค์กร คิดสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อยอดโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สานประโยชน์สู่ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดิน น้ำ ป่าคงอยู่ และเดินตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรกับชุมชน โดยได้ถ่ายทอดแนวทางดำเนินงานสู่โรงงานและฟาร์มทั่วประเทศ ด้วยการปลูกฝังพนักงานสร้างประโยชน์ สร้างคุณค่า ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากชุมชน ซึ่งตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ได้จัดประกวดและมอบรางวัล 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน (CPF CSR Awards) เพื่อเป็นกำลังใจให้พนักงานคิดสร้างสรรค์โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม สอดรับกลยุทธ์ของบริษัท Sustainability in Action ยั่งยืนได้ด้วยมือเรา

“ปีนี้ บริษัทฯยกระดับและบูรณาการขีดความสามารถของพนักงาน จัดประกวด CSR Pitching Contest 1#2021 ชิงเงินรางวัลเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง มีโครงการที่เข้าประกวด 17 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่พนักงานของโรงงานและฟาร์ม ดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของชุมชน ” นายวุฒิชัย กล่าว

ผลการแข่งขันมี 6 โครงการที่ได้รับรางวัล จากเกณฑ์พิจารณา ด้านความคิดสร้างสรรค์ การขยายผลและความยั่งยืน ประโยชน์ และ ความเป็นไปได้ โดยรางวัลสูงสุด Gold Pitch ได้แก่ “โครงการน้ำดื่มชุมชน” ของโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก-โรงเพาะฟักลูกกุ้ง (ตราด) ธุรกิจสัตว์น้ำ รับเงินรางวัล 100,000 บาท เพื่อนำไปต่อยอดโครงการ และขยายผลสร้างประโยชน์ต่อชุมชน เป็นโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาคุณภาพน้ำดื่มของชุมชนให้ได้มาตรฐานสาธารณสุข ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน และยังเป็นโครงการที่สอดรับกับเป้าหมาย SDGs ข้อ 6 สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาลให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้สำหรับทุกคน และข้อ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ โครงการอื่นๆที่ได้รับรางวัล จะนำไปต่อยอดโครงการ และขยายผลสร้างประโยชน์สู่ชุมชน ประกอบด้วย โรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก-โรงเพาะฟักลูกกุ้ง (ตราด) คว้ารางวัล Bronze Pitch จากโครงการ ” Waste to Value.. สู่ธนาคาร(ขยะ) รักษ์โลก ส่วนอีก 4 โครงการ ที่ได้รางวัล Popular Pitch ได้แก่ โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงวัยชุมชนเวียงยอง ด้วยกายอุปกรณ์ โดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกลำพูน ธุรกิจอาหารสัตว์ (สัตว์บก) โครงการแหล่งเรียนรู้ ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต โรงเรียนบ้านลาดบัวขาว การผลิตอาหารตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยไก่พันธุ์โคราช ธุรกิจไก่เนื้อครบวงจรส่งออก โครงการ CPF …IMM SOOK LEARNING CENTER BY BANMAISAMRONG SCHOOL โดยธุรกิจไก่พันธุ์ สระบุรี ธุรกิจไก่เนื้อครบวงจรส่งออก และ โครงการปุ๋ยอินทรีย์นาโนสู่การท่องเที่ยว บ้านธรรมชาติล่างโมเดล โดยโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก-โรงเพาะฟักลูกกุ้ง (ตราด) ธุรกิจสัตว์น้ำ

ดร.ไชยยศ บุญญากิจ นักวิชาการอิสระ อดีตรองประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะกรรมการฯ กล่าวว่า จากการติดตามโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของซีพีเอฟ มีโครงการที่ดีหลายโครงการ เช่น การสร้างแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนด้วยการเลี้ยงไก่ ปลูกผัก เลี้ยงปลา เป็นโครงการที่น่าจะต่อยอด ไม่ใช่แค่อิ่มปาก อิ่มท้อง แต่ต้องอิ่มปัญญาด้วย ซึ่งหลายโรงเรียนนำไปบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนกับกิจกรรมนอกห้องเรียน ทำให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นและสามารถนำไปเป็นอาชีพต่อไปได้ เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม นอกจากนี้ มีโครงการที่นำเทคโนโลยีออนไลน์มาช่วยทำการตลาดเพื่อขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนหรือของโรงเรียน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภายนอก 3 ท่าน ประกอบด้วย ดร.ไชยยศ บุญญากิจ นักวิชาการอิสระ อดีตรองประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ดร.ศิญาณี หิรัญสาลี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง และอาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คุณสกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาธรรมาภิบาลขององค์กร และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม และคณะกรรมการของซีพีเอฟ 2 ท่าน คือ นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนายสุธี สมุทระประภูต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สำนักพัฒนาความยั่งยืนองค์กร

กรมชลฯ เร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืช เปิดทางรับน้ำเหนือ เสร็จกลางเดือนส.ค.นี้

0

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกรมชลประทาน ที่จะต้องเตรียมเปิดทางรอน้ำระบาย เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ฝนตกชุกจากพายุที่ก่อตัวและเคลื่อนตัวผ่านไทยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

แผนบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืช เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เกิดความล่าช้า สามารถกำหนดขอบเขตพื้นที่การทำงานได้อย่างครอบคลุมทุกลุ่มน้ำ ตลอดจนการจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรให้สอดคล้องกับพื้นที่ โดยอาศัยจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งตรวจพบปริมาณผักตบชวาและวัชพืชจำนวนหลายแสนตัน ลอยปกคลุมกีดขวางอยู่ในหลายเส้นทาง

กรมชลประทาน จึงมีหน้าที่สำคัญที่ต้องกำจัดผักตบชวา และวัชพืชเหล่านี้ เพื่อเปิดทางน้ำไหล รองรับน้ำเหนือที่จะไหล่บ่าลงมา

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อทำให้บริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำภาคกลาง สามารถดำเนินไปได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ

โดยคาดว่า กรมชลประทานจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้ตามแผนงาน

กรมชลฯ สั่งเร่งใช้จ่ายงบ ช่วยกระตุ้นการลงทุน พร้อมเดินหน้าก่อสร้างตามงบปีหน้า 7 หมื่นล้าน

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ วันที่  23 กรกฎาคม 2564 กรมได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 74,106.97 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 47,251.85 ล้านบาท คิดเป็น 63.76%  ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด 20.91% โดยจำแนกเป็นงบประจำ 7,929.34 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 6,252.50 ล้านบาท คิดเป็น 78.85% ต่ำกว่าเป้าหมาย 7.82% และงบลงทุน 66,177.64 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 40,999.35 ล้านบาท คิดเป็น 61.95% ต่ำกว่าเป้าหมาย 14.72%

“ดังนั้น ขอให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลกำหนด ภายในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยเฉพาะงบลงทุน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ แม้ว่ากรมจะมีการเบิกจ่ายภาพรวม และงบลงทุนต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังสามารถเบิกจ่ายได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 65% และ 62.45% ตามลำดับ”

สำหรับความคืบหน้าโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (เงินกู้ 400,000 ล้านบาท) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กรมได้รับจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 4,224.83 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ จำนวน 384 รายการ ประกอบด้วย 1 โครงการหลัก คือ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และจำแนกเป็น 2 โครงการย่อย คือ (1) โครงการพัฒนา/ปรับปรุง/ซ่อมแซมแหล่งน้ำ และระบบชลประทาน จำนวน 354 รายการ งบประมาณ 4,069.05 ล้านบาท และ (2) โครงการกระจายน้ำสู่พื้นที่แปลงเกษตรกรรม จำนวน 30 รายการ งบประมาณ 155.78 ล้านบาท โดยมติ ครม. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2564 ทุกรายการ

ปัจจุบันยังไม่ดำเนินการ 18 รายการ คิดเป็น 4.69% อยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง 14 รายการ คิดเป็น 3.65% อยู่ระหว่างดำเนินการ 346 รายการ คิดเป็น 90.10% แล้วเสร็จ 3 รายการ คิดเป็น 0.78% และยกเลิก 3 รายการ คิดเป็น 0.78% เนื่องจากได้รับการจัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายปี 2564 เพื่อดำเนินการแล้ว ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 19,667 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 209,653 ไร่ ความจุเพิ่มขึ้น 26.98 ล้าน ลบ.ม. ครัวเรือนรับประโยชน์ 64,952 ครัวเรือน และจ้างแรงงาน 9,716 คน

นายประพิศ กล่าวว่า งบประมาณปี 2565 ตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 วงเงินรวมประมาณ 77,268.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.26% จากปีงบประมาณ 2564 ที่ได้รับวงเงิน 74,106.97 ล้านบาท กรมชลประทานได้รับงบลงทุนประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพื่อมุ่งบริหารจัดการ พัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุล ให้กับประเทศโดยภาพรวม เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 162,700 ไร่ เพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำอีกทั่วประเทศให้ได้ 140.86 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ครัวเรือนได้รับประโยชน์จำนวน 2.10 ล้านครัวเรือน เพื่อให้การดำเนินโครงการก่อสร้างตามงบลงทุนสามารถดำเนินการได้ ตามเป้าหมายและเวลาที่กำหนด ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมก่อนงานก่อสร้างเป็นสำคัญ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรม งานศึกษา สำรวจ ออกแบบ และการขออนุญาตใช้พื้นที่ เป็นต้น