Home Blog Page 388

เอไอเอส หนุนสตาร์ทอัพไทยผ่านโครงการ “AIS x Microsoft for Startups”

0

นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ AIS เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง AIS กับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เดินหน้าขยายโซลูชั่นเทคโนโลยีสู่กลุ่มสตาร์ทอัพ ภายใต้โครงการ “AIS x Microsoft for Startups” โดย AIS จะเป็นพันธมิตรรายแรกอย่างเป็นทางการและเป็นรายเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ เพื่อร่วมยกระดับและขับเคลื่อนศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย มีเป้าหมายหลักในการมุ่งสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยผ่านการมอบโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญต่างๆ รวมถึงโอกาสในการเร่งการเติบโตของธุรกิจผ่านการเชื่อมต่อกับลูกค้าและพันธมิตร

ซึ่งครั้งนี้การได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Microsoft ในฐานะ Strategic Partner ที่นอกจากจะร่วมส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมแล้ว ยังเข้ามาร่วมเติมเต็มศักยภาพ เสริมขีดความสามารถด้าน IT infrastructure  ของกลุ่ม Startup  ภายใต้โครงการ AIS x Microsoft for Startups ให้แข็งแกร่ง พร้อมที่จะแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างยั่งยืน ก็นับเป็นอีกพลังสำคัญที่จะทำให้ Start Up ไทย แข็งแรงขึ้น และสามารถฝ่าวิกฤตไปได้อย่างแน่นอน ”

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทุกคนและทุกองค์กรต่างต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในสถานการณ์ปัจจุบัน เราจึงมองเห็นความต้องการที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อให้องค์กรต่างๆได้อยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ ความร่วมมือในการผลักดันสตาร์ทอัพไทยกับเอไอเอสในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้สตาร์ทอัพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันซ่อมสร้างเศรษฐกิจและสังคมด้วยกัน การทำให้สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางเทคโนโลยี และพบโจทย์ลูกค้าโดยตรงกับเราจะทำให้มิชชั่นนี้ของเราสำเร็จไปด้วยกัน และจากเป้าหมายนี้ไมโครซอฟท์มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นหนึ่งฟันเฟืองในการร่วมกันเอาชนะความท้าทาย พัฒนาธุรกิจให้เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย และด้วยการผสานความรู้ความเชี่ยวชาญจากสององค์กรชั้นนำ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถร่วมปลดล็อคศักยภาพของสตาร์ทอัพในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนคนไทยและธุรกิจไทยให้ปรับตัวพร้อมรับกับสถานการณ์และเดินหน้าต่อไป”

สตาร์ทอัพที่สนใจเข้าร่วมโครงการ AIS x Microsoft for Startups สามารถสมัครที่ https://thestartup.ais.co.th/register

กรมชลประทาน เดินหน้าเก็บกักน้ำให้มากที่สุด ก่อนหมดหน้าฝน

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ปัจจุบัน ( 9 ส.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 38,272 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 14,343 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกรวม 37,796 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,234 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,538 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 16,637 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของการเพาะปลูกข้าวนาปี ปัจจุบันมีการทำนาปีไปแล้วทั้งประเทศรวม 13.26 ล้านไร่ คิดเป็น 79% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 6.23 ล้านไร่ คิดเป็น 78% ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำเก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 165,000 ไร่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด (265,000 ไร่) ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือคาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหลากต่อไป

สำหรับสถานการณ์ค่าความเค็มในลุ่มเจ้าพระยา ปัจจุบัน (9 ส.ค.64 เวลา 07.00 น. ) ที่สถานีสูบน้ำประปาสำแล วัดค่าความเค็มได้ 0.16 กรัม/ลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ  แต่เนื่องจากปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำท่า C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านค่อนข้างน้อย จำเป็นต้องปรับลดการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบน เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการตามมาตรการใช้น้ำส่วนเกิน มาควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแทนการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบน ด้วยการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่านสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือ มายังสถานีสูบน้ำสิงหนาท2 ในอัตรา 15  ลบ.ม./วินาที เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุตนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่ยังคงมีปริมาณน้ำท่าค่อนข้างน้อย ต้องบริหารจัดการน้ำด้วยความระมัดระวัง ภายใต้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้ทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำทุกช่วงเวลาให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด เพื่อลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาล และข้อสั่งการของนายประพิศ จันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน อย่างเคร่งครัด  หากหน่วยงานหรือประชาชนท่านใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถร้องขอไปได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

“รู้ทันปากท้อง” กับตลาดหลักทรัพย์ : ช่วงนี้ร้านอาหารค้าขายลำบาก จะปิดหรือสู้ต่อดี

0

ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารหลายราย คงกำลังคิดหนักอยู่ว่า สถานการณ์โควิดแบบนี้ จะปิดร้านเลย หรือสู้ต่อดี

“กูรูค้าขาย” แนะให้ดูตัวเองดีๆ แล้วจัดว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน

1. ลำบากแต่ไม่ขาดทุน ถ้าเป็นแบบนี้ แนะให้ทำต่อ แต่หาวิธี เพิ่มช่องทางการขาย หาลูกค้าใหม่

2. ลำบาก ขาดทุนแต่ไม่มาก มาดูตัวเองว่า แบกขาดทุนได้อีกเท่าไร ถ้ายังไหว ก็สู้ต่อ และ

3. ลำบาก ขาดทุนมาก แนะให้ปิดกิจการ แต่ก่อนปิดแนะให้เตรียมการให้เรียบร้อย เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ และคิดเปลี่ยนวิธีการขาย เช่น ปิดร้านเช่า กลับมาทำที่บ้าน หรือ เปลี่ยนสินค้า ใช้ข้อมูลลูกค้าจากธุรกิจเดิมมาธุรกิจใหม่ รอพร้อมค่อยกลับมาอีกที

เลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียน ช่วยน้องๆเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีน ช่วงโควิด-19

0

การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาหารโปรตีนคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ระบาดของโควิด -19 เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการได้บริโภคโปรตีนที่ดีอย่าง “ไข่ไก่” ช่วยหนุนการเติบโตอย่างสมวัยทั้งทางร่างกายและสมอง ซึ่งที่ผ่านมา “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน” เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ 880 แห่ง ครอบคลุมจำนวนนักเรียนประมาณ 160,000คน มีผลผลิตไข่ไก่บริโภคอย่างสม่ำเสมอ

ที่โรงเรียน ตชด.การบินไทย ต.ไทรเดี่ยว อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ซึ่งปีนี้ร่วมโครงกาฯมาเป็นปีที่ 18 แล้ว ด.ต.หญิงรุ่งอรุน ค่ำชู ครูผู้ดูแลโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เล่าว่า โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 มีเด็กนักเรียน 140 คน ในพื้นที่บริการ 3 หมู่บ้าน เด็กๆส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ที่ทำอาชีพทำนา ทำไร่ และรับจ้าง เพราะพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด โรงเรียนเลี้ยงไก่ไข่ 150 ตัว จากการสนับสนุนของซีพีเอฟ หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ให้พันธุ์ไก่ อาหารสัตว์ พร้อมโรงเรือนแบบให้เปล่าในรุ่นแรก เมื่อปี 2546 ทำให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่ 12 ตอนนี้ไก่เป็นช่วงท้ายของการให้ผลผลิต และทยอยปลดระวางแม่พันธุ์ไก่ไข่ ทำให้มีไข่ประมาณ 100 ฟองต่อวัน โดยในช่วงโควิด 19 ที่เด็กๆต้องเรียนที่บ้าน โรงเรียนจัดสอนออนไลน์ และครูประจำชั้นไปส่งเอกสารใบงานต่างๆให้ที่บ้าน ทุกๆวันอังคารครูจะจัดพืชผักสวนครัวและไข่ไก่ไปให้นักเรียน คนละ 10 ฟอง ส่วนวันศุกร์จะทำข้าวกล่องไปแจก เพราะโรงเรียนเล็งเห็นปัญหาที่นักเรียนต้องอยู่กับผู้ปกครองที่อยู่ในวัยชราและรายได้ไม่เพียงพอ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนและลดค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง นอกเหนือจากการจำหน่ายไข่ไก่ในราคาย่อมเยาผ่านสหกรณ์ และการสนับสนุนให้ซื้อแม่พันธุ์ไก่ปลดระวางที่ยังให้ผลผลิตไปเลี้ยงต่อที่บ้าน ช่วยลดรายจ่ายและเป็นคลังอาหารของครอบครัว

ด.ญ.อภิญญา กองนอก หรือน้องชมพู่ นักเรียนชั้น ป.6 บอกว่า ทุกวันอังคารและวันศุกร์ คุณครูจะนำไข่ไก่กับอาหารกลางวันมาให้ถึงที่บ้าน บางครั้งก็มีผักมาด้วย เพราะครูอยากให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกับตอนที่ไปโรงเรียน หนูนำไข่ไก่มาทำไข่เจียวหรือไข่ต้ม เพื่อเป็นอาหาร พ่อกับแม่ก็ได้กินไข่ไก่ ซึ่งเป็นผลผลิตที่โรงเรียนเลี้ยงไว้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของบ้านเราได้

ด้าน พ.ต.ต.สถาพร ไชยวรรณ ครูใหญ่ โรงเรียน ตชด. บ้านทุ่งกบินทร์ ต.วังใหม่กิ่ง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า โรงเรียนเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ทำให้นักเรียนทุกๆรุ่นมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงไก่ไข่ตามมาตรฐาน มีห้องเรียนอาชีพจากการลงมือปฏิบัติจริง เกิดเป็นทักษะที่ติดตัวของพวกเขาไปโดยอัตโนมัติ นักเรียนสามารถนำพื้นฐานความรู้ที่ได้ไปต่อยอดได้ในอนาคต หลายคนนำความรู้ที่ได้ไปเลี้ยงแม่ไก่ปลดฯที่บ้าน ทำให้มีไข่บริโภคได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน เป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่เขาสามารถต่อยอดได้จริงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่ผ่านมาโรงเรียนสามารถบริหารจัดการผลผลิต จากแม่ไก่ 100 ตัว เพื่อให้นักเรียนทั้ง 104 คนมีไข่ไก่บริโภคเป็นมื้อกลางวันอย่างสม่ำเสมอ แม้ช่วงโควิดที่โรงเรียนต้องปรับเปลี่ยนการสอนในรูปแบบ Onhand ครูต้องส่งใบงานติดตามการบ้านนักเรียนที่บ้าน ก็ยังจัดปรุงอาหารทั้งข้าวกะเพราไข่เจียว ไข่ต้อม รวมถึงไข่สดที่จะนำไปมอบให้กับเด็กๆ คนละ 6-10 ฟอง แล้วแต่รอบวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดี ขณะเดียวกันก็ยังจำหน่ายผลผลิตผ่านสหกรณ์ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ในราคาเพียงแผงละ 80 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าท้องตลาดมาก เพื่อให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมีโปรตีนคุณภาพดีจากไข่ไก่ได้บริโภค

ดช.กิตติพงษ์ แซ่คู หรือน้องโตโน่ นักเรียนชั้น ป.6 บอกว่า ตนเองรับผิดชอบเลี้ยงไก่ไข่ในโครงการฯด้วย ซึ่งทุกวันนี้ยังเข้ามาช่วยดูแลไก่ เก็บไข่ ให้อาหาร ทำความสะอาดเหมือนเดิม แม้ว่าโรงเรียนจะไม่ได้เปิดสอนก็ตาม แต่ก็อยากมาช่วยแบ่งเบาภาระของคุณครู เพราะคุณครูช่วยดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีทั้งเรื่องการเรียน และนำอาหารไปให้ถึงที่บ้าน เช่นเดียวกับ ดญ.จันดี รักไทย ที่กล่าวขอบคุณครูที่มีความห่วงใย โดยเฉพาะการนำอาหารและไข่ไก่มาให้ เพราะช่วยลดรายจ่ายให้กับครอบครัวได้มาก พ่อแม่ก็ดีใจที่โรงเรียนสนใจความเป็นอยู่และสุขภาพของนักเรียน และมาเยี่ยมอยู่ตลอด

เช่นเดียวกับที่ โรงเรียน ตชด.บ้านเทพภูเงิน ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร บนยอดเขาภูซางน้อยที่การเดินทางเข้าขั้นลำบาก ด้วยเส้นทางดินแดงสลับลูกรัง โดยเฉพาะฤดูฝนเช่นนี้ ที่นี่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่สามารถปิดเรียนได้เช่นกัน แต่โรงเรียนยังคงเดินหน้าโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีผลผลิตไข่ไก่สำหรับนักเรียนทั้ง 45 คน ได้บริโภค แม้ว่าเด็กๆจะไม่ได้มาเรียนตามปกติ

นางสาวดวงมณี สระทองเฟือง ครูผู้ดูแลโครงการฯ เล่าว่า แม้โรงเรียนจะห่างไกลตัวเมืองมาก ไม่มีไฟฟ้าต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน แต่โรงเรียนก็อยากให้นักเรียนได้มีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เพิ่มทักษะชีวิต และเป็นพื้นฐานอาชีพให้กับพวกเขา จึงประสานกับซีพีเอฟและมูลนิธิฯ เพื่อขอเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ เมื่อปี 2562 ปัจจุบันเลี้ยงไก่เป็นรุ่นที่ 2 มีนักเรียนที่ช่วยรับผิดชอบโครงการ 5 คน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2-3 เริ่มจากไม่รู้วิธีการเลี้ยงเลย จนได้สัตวแพทย์และสัตวบาลของซีพีเอฟมาถ่ายทอดความรู้ เด็กๆสามารถช่วยกันทำเอง ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะดูแลไก่ไข่ทั้ง 100 ตัว ทั้งดูแลเก็บไข่ ให้อาหารไก่ ทำความสะอาดโรงเรือน เก็บมูลไก่ รวมถึงทำบัญชีและส่งไข่ให้สหกรณ์ทุกวัน

นอกจากนี้ ยังนำมูลไก่มาผสมจุลินทรีย์กากน้ำตาล เป็นปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายให้กับชาวสวนยาง เป็นรายได้สำหรับต่อยอดโครงการฯ

“โควิดทำให้นักเรียน ต้องเรียนที่บ้าน แต่เด็กๆทุกคนยังได้บริโภคไข่ไก่ โดยครูจะใช้โอกาสที่นำใบงานไปส่งที่บ้าน เพื่อไปตรวจเยี่ยม ติดตามการเรียน และดูแลความเป็นอยู่ของเด็กๆ พร้อมกับนำอาหารที่ช่วยกันปรุง เช่น ข้าวผัดไข่ ข้าวไข่เจียว พร้อมทั้งนมผง ปลาแห้ง ปลากระป๋อง ไปแบ่งปันให้เด็กๆ ภายใต้โครงการครูอนามัย เพื่อให้มีโภชนาการที่ดี กินอาหารครบหมู่ และช่วยลดภาระของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพรับจ้างกรีดยาง ทำนา ทำไร่ ซึ่งค่อนข้างลำบาก โครงการเลี้ยงไก่ไข่จึงมีส่วนช่วยให้ทุกคนผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” ครูดวงมณี กล่าว

จุตินันท์ ประธานพาราลิมปิกไทย เชื่อทัพนักกีฬาคนพิการไทย สร้างชื่อใน “พาราลิมปิก โตเกียว 2020”

0

นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เชื่อมั่นว่าการแข่งขันพาราลิมปิก ที่กรุงโตเกียว ครั้งนี้ นักกีฬาพาราลิมปิกของไทยจะสามารถทำผลงานได้ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากนักกีฬาจากทุกสมาคม ทั้งสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาคนพิการทางสมองแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาคนพิการทางปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้เก็บตัวฝึกซ้อมมาอย่างยาวนาน แทบจะกล่าวได้ว่าต่อเนื่องมาตั้งแต่จบพาราลิมปิกครั้งที่แล้วที่บราซิล ประกอบกับความพร้อมทั้งในเรื่องของอุปกรณ์การซ้อมก็ดีขึ้น และการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยในการพัฒนาศักยภาพของตัวนักกีฬาเอง ทำให้นักกีฬาหลายๆคนทำผลงานได้ดี จะเห็นได้จากจำนวนนักกีฬาของเราที่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเล่นในพาราลิมปิกที่โตเกียวมีจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าเหล่านักกีฬาพาราลิมปิกของไทยจะสามารถสร้างผลงานที่ดีได้ และเป็นไปได้ว่าจะดีกว่าพาราลิมปิกครั้งที่ผ่านมาที่ประเทศบราซิล ซึ่งในครั้งนั้น เราทำได้ 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน 6 เหรียญทองแดง พร้อมกับทำลายสถิติได้หลายรายการ

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกไทย

“พาราลิมปิกครั้งนี้ ที่น่าสนใจคือ ไทยมีนักกีฬาดาวรุ่งหน้าใหม่ไปกันหลายชนิดกีฬา ซึ่งจากผลงานแข่งขันก่อนไปพาราลิมปิก และรายงานการฝึกซ้อมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก สภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์ แต่โค้ชไม่ได้กดดันนักกีฬา มุ่งเน้นให้นักกีฬาทำผลงานให้เต็มที่ และสนุกกับการแข่งไม่กดดันตัวเองมากเกินไป”

ประธานพาราลิมปิกไทย กล่าวว่า พาราลิมปิกเกมส์ เป็นกีฬาระดับโลก เป็นเวทีแสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมทางการกีฬาของผู้พิการ จึงนับเป็นพื้นที่สำหรับนักกีฬาคนพิการได้แสดงถึงศักยภาพที่มีอยู่ให้คนทั่วไปได้ประจักษ์ แน่นอนว่านักกีฬาทุกคนต้องการประสบความสำเร็จ แต่ที่สำคัญมากกว่าชัยชนะคือการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ของร่างการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของความไม่ยอมแพ้เป็นพลังส่งต่อให้กับคนทั่วไปรวมถึงเหล่าผู้พิการทั้งหลาย

การแข่งขันมหกรรมกีฬา พาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 16 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะแข่งขันกันระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม ถึง 5 กันยายน นี้  โดยมีนักกีฬาพาราไทยผ่านเข้าร่วมชิงชัยทั้งหมด 77 คน จาก 14 ชนิดกีฬา ดังนี้ เทควันโด, ยิงธนู, แบดมินตัน, วีลแชร์ฟันดาบ, ยกน้ำหนัก, ว่ายน้ำ, เทเบิลเทนนิส, กรีฑา (ลู่-ลาน,วีล์แชร์เรซซิ่ง), จักรยาน, ยิงปืน, วีลแชร์เทนนิส, บอคเซีย, ฟุตบอลตาบอด และยูโด ซึ่งถือเป็นการแข่งขันพาราลิมปิกที่มีนักกีฬาไทยผ่านเข้าไปร่วมแข่งขันจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้ในการแข่งขัน พาราลิมปิกเกมส์ 2016 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ทัพพาราลิมปิกไทย จบอันดับที่ 23 กวาดไป 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง ทำลายสถิติเดิมในพาราลิมปิกที่นครซิดนีย์ เมื่อปี 2000 ซึ่งครั้งนั้นเคยทำได้มากที่สุด 5 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง โดยวีลแชร์เรซซิ่ง โกยเหรียญรางวัลได้มากที่สุด คือ 4 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง รองลงมาคือ บอคเซีย ได้ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และอีก 2 เหรียญทองแดง ส่วนยิงธนู คว้าได้ 1 เหรียญเงิน ด้าน วีลแชร์ฟันดาบกับเทเบิลเทนนิส  แม้จะพลาดเหรียญทอง แต่ก็ทำเหรียญทองแดงให้ทัพนักกีฬาพิการไทย

โออาร์ ให้น้ำมันดีเซลกับ 9 วัดในกทม.และปริมณฑล ช่วยลดค่าใช้จ่ายเผาศพคนเสียชีวิตจากโควิด

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ได้สนับสนุนน้ำมันดีเซล จำนวนรวม 9,000 ลิตร ให้แก่วัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครละปริมณฑล จำนวน 9 วัด ได้แก่ วัดมงคลวนาราม วัดพระพิเรนทร์ วัดดวงแข วัดจันทร์ประดิษฐาราม วัดบางพลีใหญ่กลาง จังหวัดสมุทรปราการ วัดเสาธงหิน วัดราษฎร์ประคองธรรม วัดแคนอก และวัดบางม่วง จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการฌาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด -19 ซึ่งมีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของวัด

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ โออาร์ได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม สนับสนุน ก๊าซหุงต้ม ปตท. มูลค่า 300,000 บาท ให้กับวัดบัวขวัญพระอารามหลวงในการฌาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ซึ่งทางวัดดำเนินการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โออาร์ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด -19 และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และองค์กรจิตอาสาต่าง ๆ ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และเคียงข้างคนไทยร่วมผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

กรมชลฯ ขอความร่วมมือชาวนา งดทำนาต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว

0

กรมชลประทาน เผยทั่วประเทศปลูกข้าวแล้ว 12.72 ล้านไร่ คิดเป็น 76% ของแผน ขอความร่วมมือเกษตรกรในเขตลุ่มเจ้าพระยางดทำนาต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว เหตุปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัด

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้จะมีฝนตกกระจายในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนยังมีน้อย จึงขอความร่วมมือเกษตรกรที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา งดทำนาต่อเนื่อง เพราะยังไม่มั่นใจว่าฝนที่ตกจะไหลลงเขื่อนหรือไม่ หลังจากกรมชลประทานสำรวจการปลูกข้าวนาปี 2564 ทั่วประเทศในเขตชลประทานมีการปลูกข้าวรวม 12.72 ล้านไร่ คิดเป็น 76.37% ของแผนปลูกข้าว 16.65 ล้านไร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกไปแล้ว 5.99 ล้านไร่ คิดเป็น 75.22% ของแผนฯ จำนวน 7.97 ล้านไร่ เริ่มมีการเก็บเกี่ยวแล้ว 0.045 ล้านไร่

โดยผลการปลูกข้าวนาปี 2564 ณ วันที่ 21 ก.ค. 2564 ภาคเหนือ มีการปลูกข้าว 1.88 ล้านไร่ คิดเป็น 73.24% ของแผนฯ ที่ 2.57 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการปลูกข้าว 3.17 ล้านไร่ คิดเป็น 93.60% ของแผนฯ ที่ 3.39 ล้านไร่ ภาคกลางมีการปลูกข้าว 0.04 ล้านไร่ คิดเป็น 168.48 % ของแผนฯที่ 0.02 ล้านไร่ ภาคตะวันออกมีการปลูกข้าว 0.89 ล้านไร่ คิดเป็น 97.58 % ของแผนฯที่ 0.92 ล้านไร่ ภาคตะวันตกมีการปลูกข้าว 0.26 ล้านไร่ คิดเป็น 22.49 % ของแผนฯที่ 1.15 ล้านไร่ ภาคใต้มีการปลูกข้าว 0.13 ล้านไร่ คิดเป็น 21% ของแผนฯ ที่ 0.63 ล้านไร่

ทั้งนี้กรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน 2564 จะมีปริมาณใกล้เคียงปี 2551 ล่าสุดมีน้ำไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ สะสมระหว่าง 1 ม.ค.-23 ก.ค.2564 น้อยกว่าปี 2551 โดยมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสม 9,061 ล้าน ลบ.ม.น้อยกว่าปี 2551 ที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อน 13,126 ล้าน ลบ.ม. หรือน้อยกว่าประมาณ 31%   โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำประมาณ 8,048 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 32% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 1,352 ล้าน ลบ.ม.

โดยปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล ปี 2564 มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสม 517.13 ล้าน ลบ.ม.น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2551 ที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อน 1,105.42 ล้าน ลบ.ม. หรือน้อยกว่าประมาณ 53% เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสม 1,324.43 ล้าน ลบ.ม.น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2551 ที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อน 2,573.42 ล้าน ลบ.ม.  หรือน้อยกว่าประมาณ 48% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสม 238.18 ล้าน ลบ.ม. ในช่วงเดียวกันของปี 2551 ไม่มีน้ำไหลลงเขื่อน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสม 109.56 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2551 ที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อน 478.87 ล้าน ลบ.ม. หรือน้อยกว่าประมาณ 77% 

โออาร์ ช่วยเกษตรกรรับซื้อมังคุด 100 ตัน แจกลูกค้าเติมน้ำมันที่พีทีที สเตชั่น

0

โออาร์ – กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย รับซื้อมังคุด จำนวน 100,000 กิโลกรัม (100 ตัน) ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุดใต้ และมอบมังคุด 1 กก. ให้กับผู้ที่ใช้บริการเมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ ไม่มีขั้นต่ำ ที่ พีทีที สเตชั่น 218 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี วันที่ 12-15 ส.ค. 64 นี้

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ พีทีที สเตชั่น เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนมังคุด โดยรับซื้อมังคุดจำนวน 100,000 กิโลกรัมจากเกษตรกรชาวสวนมังคุด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ไม่มีช่องทางระบายสินค้า เป็นผลให้มีผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ และส่งต่อรอยยิ้มโดยนำมังคุดมามอบให้ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ที่เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ไม่มีขึ้นต่ำ ระหว่างวันที่ 12 -15 สิงหาคม 2564 ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 218 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี รับฟรี มังคุด 1 กก. พร้อมกันนี้ โออาร์ ยังได้ส่งมอบมังคุดจำนวน 10,000 กิโลกรัม ให้กับ หน่วยงาน โรงพยาบาล องค์กรเอกชน กลุ่มจิตอาสาต่าง ๆ และศูนย์พักคอยของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 79 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการและเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครอีกด้วย ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center

ที่ผ่านมา โออาร์ ดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเกษตรกรประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุข” เปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายสินค้าและสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภคที่มาใช้บริการที่ พีทีที สเตชั่น ได้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยไม่ผ่านคนกลางอีกด้วย สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันกับชุมชน การกระจายรายได้ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่ไปกับดำเนินธุรกิจ เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากไปด้วยกัน 

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ : ขายสินค้าอะไรเมื่อวิกฤตยังอยู่อีกนาน

0

คุณทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีวีไดเร็ค “กูรูค้าขาย” แนะขายสินค้าอะไรดีในช่วงนี้

เพราะสถานการณ์โควิดคงยังอยู่กับเราอีกนาน ซึ่งทำให้กำลังซื้อหาย และพฤติกรรมคนเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น เดินทางน้อยลง , หันมาซื้อออนไลน์มากขึ้น

แล้วสินค้าอะไรที่ควรขายในช่วงนี้ ก็ต้องเป็นพวกสินค้าที่ต้องซื้อซ้ำ, สินค้าสุขภาพ เช่นอาหารเสริม เครื่องวัดค่าสุขภาพต่างๆ และ สินค้าใช้ในบ้าน ทั้งหมดนี้มีแนวโน้มยอดขายสูงขึ้น คนขายก็ควรปรับตัวหันมาขายแบบครบวงจร เพิ่มสินค้าหรือบริการจากธุรกิจหลักของตัว

แน่นอนว่า ต้องเหนื่อยขึ้น แต่ดีว่า ไม่เหนื่อย แล้วไม่มีธุรกิจเหลือ!

กรมชลฯ ปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง แก้ท่วม-แล้ง สุโขทัยอย่างยั่งยืน

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2564 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ร่วมแถลงข่าวชี้แจง โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อชี้แจงรายละเอียดของผลการศึกษาโครงการฯ แนวทางรับมืออุทกภัย รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ของจังหวัดสุโขทัย พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Facebook Live กรมชลประทาน

สำหรับโครงการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จังหวัดกำแพงเพชร มีงานที่ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ประกอบไปด้วย งานปรับปรุงคลองส่งน้ำและอาคารประกอบ โดยมี การก่อสร้างอาคารใหม่ 6 แห่ง ปรับปรุงอาคารเดิม 32 แห่ง งานรื้อถอนอาคารที่กีดขวางทางน้ำ 22 แห่ง ส่วนอาคารเดิมที่ใช้งานได้ปกติจะคงไว้ 50 แห่ง รวมอาคารในคลองหลังปรับปรุงที่อยู่ในเขตจังหวัดสุโขทัยทั้งสิ้น 88 แห่ง และงานปรับปรุงแก้มลิงอีก 7 แห่ง พื้นที่แหล่งน้ำรวม 845 ไร่ ความจุใช้การได้รวม 5.29 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์รวม 5,170 ไร่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี

ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงโครงการตามผลการศึกษาแล้วร่วมกับการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้สามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึง โดยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยที่อยู่ด้านปลายคลอง สามารถสำรองน้ำไว้ในคลองได้มากขึ้น และใช้หมุนเวียนให้พอเพียงในการจัดรอบเวรการส่งน้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการแก้มลิง ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง อันจะส่งผลให้ประชาชนมีอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้