Home Blog Page 387

เซเว่นอีเลฟเล่น มอบอุปกรณ์สู้ภัยโควิดให้มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ

0

รายงานข่าว เปิดผยว่า เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมกับ เพจอีจัน เดินหน้าโครงการ “อีจัน x 7-Eleven คนไทยไม่ทิ้งกัน” ส่งต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยโควิด-19  นำโดย คุณยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่นและ เซเว่น เดลิเวอรี่  และคุณสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้จัดการเพจอีจัน ร่วมส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจน, ชุด PPE รวมถึงหน้ากากอนามัย ให้กับ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ โดยมี ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์  ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ และ คุณมณี นามศิริพงศ์พันธุ์  ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ร่วมรับมอบ

โครงการ อีจัน x เซเว่น อีเลฟเว่น คนไทยไม่ทิ้งกัน ส่งต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยโควิด-19  จะส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนจำนวน 100 เครื่อง ให้กับทางเพจอีจัน เพื่อเป็นคนกลางในการกระจายสู่ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ลงทะเบียนในเข้ามาขอความช่วยเหลือกับทางเพจ ซึ่งยอดสะสมอยู่ 3,000 กว่าคน มีทั้งผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง จนถึงสีแดง ซึ่งจำนวนผู้ป่วยมากกว่าครึ่งมีอาการข้างเคียงคือแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก  “เครื่องผลิตออกซิเจน” จึงถือเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นที่สุดที่จะประคองสถานะผู้ป่วยมีไม่ให้อาการหนักไปมากกว่าเดิม พร้อมทั้งมอบชุด PPE จำนวน 5,000 ชุด เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ อาสาสมัคร และมูลนิธิต่างๆ เพื่อต้านภัยโควิด-19 ให้กับเพจอีจันนำไปใช้ และกระจายส่งต่อกับผู้ที่มีความต้องการต่อไป 

แม็คยีนส์ คว้ารางวัลครองใจนักช็อปออนไลน์ของงาน Shopee Brand Conference 2021

0

คุณนพดล ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศและผู้บริหารด้านธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์  บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม็คยีนส์ ่ได้คว้ารางวัล Consumer Choice หมวดแบรนด์แฟชั่นเครื่องแต่งกายจากงาน Shopee Brand Conference 2021 ที่ประกาศผลอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยการมอบรางวัลในงาน Shopee Brand Conference นั้นจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ในแขนงต่าง ๆ จนเป็นที่ยอมรับจากนักช้อปบนแพลตฟอร์มช้อปปี้

รางวัล Consumer Choice ที่แม็คยีนส์ได้รับในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัท ในฐานะแบรนด์ของคนไทยที่มีความเป็นเลิศในระดับแถวหน้าของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแม็คยีนส์ ที่ให้ความสำคัญทั้งกับเรื่องนวัตกรรมสินค้าเครื่องแต่งกายที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของตลาดในปัจจุบัน รวมไปถึงความคล่องตัวและการไม่หยุดที่จะพัฒนาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างเข้าถึงและเข้าใจให้กับผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการส่งมอบประสบการณ์แฟชั่นผ่านโลกอีคอมเมิร์ซ ที่กลายเป็นช่องทางหลักในการเชื่อมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน

“แม็คยีนส์ รู้สึกยินดีและขอขอบคุณช้อปปี้ ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้การสนับสนุนที่ดีเสมอมา ภายใต้แผนความร่วมมือทางธุรกิจ (Joint Business Plan) แม็คยีนส์เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองพันธมิตรจะทำงานร่วมกันทั้งในแง่ของการวางกลยุทธ์ แบ่งปันองค์ความรู้ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการจัดแคมเปญการตลาดที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหกรรมอีคอมเมิร์ซในแคมเปญ 9 เดือน 9 ที่กำลังจะมาถึงนี้ และช่วยขับเคลื่อนแม็คกรุ๊ปฯ ให้ก้าวสู่ปีที่ 47 ได้อย่างประสบความสำเร็จในฐานะแบรนด์อันดับหนึ่งของคนไทยเพื่อคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

แม็คยีนส์ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับช้อปปี้ในการเปิดตัวร้านค้าออฟฟิเชียลสโตร์ครั้งแรกบน Shopee Mall เมื่อปี 2560 ภายใต้ยุทธศาสตร์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นของบริษัทฯ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ได้สามารถนำเสนอแคมเปญทางการตลาดออนไลน์ให้กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Brand of The Day ดับเบิ้ลเดทแคมเปญ รวมไปถึงการเปิดตัว McME รุ่น Save My Ass อวดหุ่นเป๊ะปังการันตีว่า “ใส่แล้วรอด” เอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักช้อปออนไลน์ 

ทั้งนี้ จากการร่วมจัดแคมเปญกับช้อปปี้ สามารถประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับวันปกติ ซึ่งสินค้ายอดนิยมของแบรนด์แม็คยีนส์ที่ออฟฟิเชียลสโตร์บน Shopee Mall นอกจากกางเกงยีนส์แล้ว ยังมีเสื้อยืด เสื้อฮู้ดดี้ กระเป๋า และรองเท้าสนีกเกอร์ 

เริ่มแล้ววันนี้ ปรับวงเงินความคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท

0

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป วงเงินคุ้มครองเงินฝากที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้ความคุ้มครองจะกลับเข้าสู่ระดับ 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นวงเงินการคุ้มครองเงินฝากที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยวงเงินความคุ้มครองเงินฝากดังกล่าว สามารถคุ้มครองกลุ่มผู้ฝากเงินรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างครอบคลุมถึงกว่าร้อยละ 98 จากผู้ฝากเงินทั้งหมดของระบบสถาบันการเงิน ซึ่งพบว่าสัดส่วนของจำนวนผู้ฝากเงินที่ได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวนตามวงเงินที่กฎหมายกำหนดของประเทศไทยมีความใกล้เคียงกันกับค่าเฉลี่ยสัดส่วนจำนวนผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวนตามกฎหมายของประเทศต่างๆ

ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินความคุ้มครองเงินฝากของไทยเป็นไปตามหลักการสำคัญของระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิผล (Core Principle for Effective Deposit Insurance Systems) ซึ่งเป็นหลักการสากล โดยครอบคลุมกลุ่มผู้ฝากเงินรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ของประเทศ และส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ระบบการเงินทั้งระบบทั้งในส่วนของผู้ฝากเงินจะเกิดความตระหนักในการบริหารจัดการความเสี่ยง และในส่วนสถาบันการเงินที่จะต้องบริหารจัดการการดำเนินกิจการให้มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันสถาบันการเงินในประเทศไทย ยังคงมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ทั้งในส่วนของระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ระดับร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ประกอบกับการมีสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง และสามารถรองรับความผันผวนของสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาวงเงินความคุ้มครองเงินฝากเดิมออกไปอีกนอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเกิดความเชื่อมั่นในระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิภาพรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสรุปว่า กระทรวงการคลัง สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการประเมินร่วมกันแล้วว่า การคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงิน

ก.แรงงาน ผนึกซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารหนุนทีมหมอและแท็กซี่ที่จุดฉีควัคซีน สนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับมอบไข่ไก่สด จำนวน 200,000 ฟอง อาหารพร้อมทาน และเครื่องดื่ม จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด  ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19”  พร้อมพันธมิตร อย่าง บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัคร ศูนย์ฉีดวัคซีน สนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง ที่ให้บริการแก่แคมป์คนงานทั้งไทยและต่างชาติในพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอดจนสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย เพื่อช่วยคนขับแท็กซี่ที่เดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหาร ทรัพยากรบุคคล และนายพยุท สงวนนาม ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและชุมชนสัมพันธ์ โอสถสภา ร่วมมอบ ณ กระทรวงแรงงาน 

รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์โควิดครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงกว่าระลอกที่ผ่านมา ขอให้พี่น้องแรงงานมั่นใจว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจเร่งแก้ปัญหาและให้การช่วยเหลือเยียวยาแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ นอกจากนี้ยัง ชื่มชมภาคเอกชนที่ร่วมไม้ร่วมมือให้การสนับสนุนกระทรวงฯ อย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ภาคเอกชนสามารถพยุงธุรกิจให้สามารถยืนหยัดต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้ได้ 

“ขอขอบคุณซีพีเอฟ เป็นอีกองค์กรที่สนับสนุนกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มอบอาหารแก่จุดฉีดวัคซีนทั้ง 45 จุดทั่วกทม. และต่อเนื่องมาถึงครั้งนี้ พร้อมทั้งยังนำพันธมิตรอย่าง โอสถสภา นำอาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มมาสนับสนุนศูนย์ฉีดวัคซีน ในความดูแลของกระทรวงฯ ตลอดจนยังนำไข่ไก่มามอบแก่สมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย ซึ่งเราจะจัดสรร เพื่อส่งต่อแก่พี่น้องกลุ่มนี้อย่างทั่วถึง” รมว.แรงงานกล่าว 

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ขอขอบคุณกระทรวงแรงงานที่ให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะการออกมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานทั้งไทยและต่างชาติในภาคการผลิต ซึ่งมีส่วนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเดินหน้าต่อได้ บริษัทฯ ขอมีส่วนร่วมสนับสนุนอาหารพร้อมทานและสิ่งของจำเป็นแก่กระทรวงอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ นำอาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม ขนมทาน เป็นเสบียงสนับสนุนแก่ศูนย์ฉีดวัคซีนให้แคมป์คนงาน ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) และที่อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต พร้อมทั้ง ร่วมมือกับพันธมิตรนำเครื่องดื่มของโอสถสภามาเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์อีกครั้ง นอกจากนี้ ในครั้งนี้ ซีพีเอฟยังนำไข่ไก่สด 2 แสนฟองส่งต่อให้สมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทยเพื่อช่วยแบ่งภาระค่าครองชีพและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องคนขับแท็กซี่ เชื่อว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นพลังที่ช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากวิกฤตได้โดยเร็ว 

ซีพีเอฟ ริเริ่มและดำเนินโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตั้งแต่ปี 2563 ตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” นับจากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ สนับสนุนอาหารพร้อมทานหลายล้านแพ็ค น้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด วัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส ให้แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน จุดตรวจโควิดเชิงรุก ศูนย์พักคอย และหน่วยงานต่างๆ มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้บริโภคอาหารคุณภาพอย่างเพียงพอ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ร่วมเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

แบงก์ชาติแจงการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเป็นไปตามแผน

0

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) จะปรับลดการคุ้มครองเงินฝากที่ผู้ฝากแต่ละรายมีอยู่ในสถาบันการเงิน (สง.) แต่ละแห่งเหลือ 1 ล้านบาท โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น การปรับลดวงเงินคุ้มครองฯ ดังกล่าว เป็นไปตามกรอบการดำเนินการที่กำหนดไว้ โดยจะยังสามารถคุ้มครองผู้ฝากเงินได้ถึงร้อยละ 98 ของผู้ฝากเงินทั้งระบบ สง. ขณะที่สถาบันการเงินในปัจจุบันมีความเข้มแข็ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเลื่อนเวลาการปรับลดวงเงินดังกล่าวออกไปอีก   

ธปท. ขอเรียนข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับลดวงเงินดังกล่าว เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ที่ทยอยปรับลดวงเงินจากการคุ้มครองเต็มจำนวนเป็นขั้นบันไดลงมา เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาปรับตัว ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผู้ฝากแต่ละรายจะได้รับการคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทสำหรับการฝากเงินที่ สง. แต่ละแห่ง และนับตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป การคุ้มครองดังกล่าว จะลดลงเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย 

การกำหนดระดับวงเงินความคุ้มครองเงินฝากข้างต้น สอดคล้องกับหลักการของระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิผล ซึ่งช่วยให้ทั้งผู้ฝากเงินและสถาบันการเงินไม่ละเลยการบริหารความเสี่ยง จากเดิมที่อาศัยระบบคุ้มครองเงินฝากในการทำหน้าที่ดูแลความเสี่ยงทั้งหมดแทน นอกจากนี้ การจำกัดวงเงินคุ้มครองที่ได้ครอบคลุมผู้ฝากเงินรายย่อยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 98 ของผู้ฝากเงินทั้งระบบ สง.) จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและลดภาระงบประมาณของภาครัฐไม่ให้สูงเกินจำเป็น ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณไปสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ตรงจุด 

ที่ผ่านมา ธปท. มีการกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด โดยสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ระดับร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้

กรมชลประทาน เร่งส่งมอบความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโควิด

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือของกรมชลประทาน ในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งในขณะนี้หน่วยงานของกรมชลประทานในส่วนภูมิภาค มีความห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย จึงได้เข้าร่วมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยในส่วนของสำนักงานชลประทานที่ 16 ได้ให้ความช่วยเหลือในการส่งมอบ Face shield สู้ COVID-19 จำนวน 500 ชิ้น ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในหลายๆ พื้นที่ พร้อมร่วมบริจาคเงินจัดซื้อข้าวสารจำนวน 530,000 บาท ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลา รวมถึงการร่วมบริจาคเงินจำนวน 5,000 บาท เพื่อช่วยเหลือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การส่งมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 58 กล่อง และสเปรย์แอลกอฮอล์ จำนวน 160 ขวด ให้กับทางจังหวัดสตูล เพื่อใช้ในกิจกรรมของจังหวัดในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด โครงการชลประทานตรัง ร่วมสนับสนุนน้ำดื่ม ให้กับเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจจุดคัดกรอง ตำบลกะปาง อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง โครงการชลประทานสตูล ร่วมสนับสนุนสิ่งของอุปโภค-บริโภค สำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล จำนวน 11 ครอบครัว โครงการชลประทานพัทลุง ร่วมมอบสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ เหล่านี้ไปด้วยกัน โดยพร้อมให้การสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างเต็มกำลัง

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับซีพี-ซีพีเอฟ เปิดตัวโครงการครัวปันอิ่ม แจกอาหารให้ชุมชน 40 จุดทั่วกรุง สู้โควิด

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, โรงพยาบาลศิริราช, กองทัพเรือ, โรงเรียนสุวรรณรามวิทยาคม ร่วมกับจิตอาสา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดตัวโครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม เป็นต้นไป โดยประเดิมลงพื้นที่เขตบางกอกน้อย นำอาหารอุ่นร้อนพร้อมรับประทานเมนูกะเพรากุ้ง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กาแฟ ขนม และหน้ากากอนามัย ไปแจกจ่ายให้กับชาวชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยที่กักตัวที่กักตัวในชุมชน (Community Isolation) และในศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณรามวิทยาคม เพื่อแบ่งเบาภาระการจัดเตรียมอาหารของชุมชนและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะวิกฤต-19 โดยมี นายจงจัด จันทบ ผู้อำนวยการ รร.สุวรรณารามวิทยาคม พร้อมด้วยผู้นำและตัวแทนจากชุมชนซอยสุดสาคร ชุมชนวัดรวกสุทธาราม ชุมชนวัดยาง และศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม ร่วมรับมอบ

โครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงความดี สู้ภัยโควิด-19” เป็นการผนึกกำลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนกว่า 100 องค์กร ทั้งมูลนิธิ กลุ่มจิตอาสา ภาคประชาสังคม และองค์กรเอกชน เพื่อแจกข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน 2 ล้านกล่องสู่ชุมชนใน 40 จุดทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเขตบางกอกน้อย ได้แก่ ชุมชนซอยสุดสาคร ชุมชนวัดรวกสุทธาธรรม ชุมชนวัดยาง และศูนย์พักคอย รร.สุวรรณารามวิทยาคม เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ซีพีเอฟ ร่วมกับ พันธมิตร ดูแลรับผิดชอบ

นายจงจัด จันทบ ผู้อำนวยการ รร.สุวรรณารามวิทยาคม กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักคอยฯ แห่งนี้ โดยเฉพาะเครือซีพี-ซีพีเอฟ ที่ช่วยเหลือสังคมในทุกวิกฤต โดยนำอาหารคุณภาพปลอดภัย น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ในโครงการ “ครัวปันอิ่ม” มามอบให้ และยังแบ่งปันความอิ่มอร่อยต่อไปถึงพี่น้องที่ติดเชื้อและกักตัวอยู่ที่บ้านด้วย

ด้าน นายทองสุข วิสัยแสง รองประธานชุมชนวัดสุวรรณาราม (บ้านบุ)​ กล่าวว่า ชุมชนนี้มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น จำนวน 800 ครัวเรือน กว่า 2,000 คน และเป็นชุมชนที่มีตลาดสด จึงมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ รู้สึกดีใจที่ได้รับการดูแลและมีกองหนุนจาก “ครัวปันอิ่ม”​ส่งตรงถึงชุมชน ให้ทั้งผู้ป่วยโควิดที่กักตัวที่บ้านได้เข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ นายประพัฒน์ จันทร์ทอง ประธานชุมชนวัดพระยาทำ อรุณอัมรินทร์ 5 กล่าวว่า ชุมชนมีผู้ติดเชื้อที่ในชุมชน 11 คน เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน และอีก 8 คนกักตัวในศูนย์พักคอยวัดพระยาทำ ซึ่งดัดแปลงจากศาลาการเปรียญมาเป็นที่กักตัวแบบ Community Isolation การได้รับอาหารจากครัวปันอิ่ม ช่วยลดภาระการจัดหาข้าวปลาอาหารให้ชาวชุมชนได้อิ่มท้องทุกมื้อ

นางเพยาว์ ไชยพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการชุมชนวัดรวกสุทธาธรรม ถ.จรัลสนิทวงศ์ 33 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านในชุมชนระดมเงินและสรรพกำลังจัดหาอาหารการกิน รวมทั้งสมุนไพรให้กับผู้ติดเชื้อทุกวันอยู่แล้ว รู้สึกดีใจที่มีผู้ใหญ่ใจดี ทำโครงการ “ครัวปันอิ่ม”​ เข้ามาช่วยเหลือผู้กักตัว และคนตกงานไม่มีรายได้ ช่วยบรรเทาความยากลำบากในภาวะวิกฤตได้มาก

ก่อนหน้านี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช กองทัพเรือ และนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้มาเยี่ยมชมการจัดตั้งศูนย์พักคอย รร.สุวรรณารามวิทยาคม เขตบางกอกน้อย ที่เปิดรองรับผู้ติดเชื้อในชุมชนโดยรอบ จำนวน 120 เตียง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดในกรุงเทพฯ และเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิดไปด้วยกัน

เคอรี่ เอ็กซ์เพรส จับมือ SABUY พัฒนา “เคอรี่ วอลเล็ท” ลุยอีคอมเมิร์ช

0

นายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เปิดเผยว่า KEX ได้พัฒนา “เคอรี่ วอลเล็ท” โดยความร่วมมือของ บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ซึ่งได้เข้ามาช่วยพัฒนาระบบร่วมกัน (KERRY Wallet) เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ ในประเทศไทย ที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมขยายมูลค่าเพิ่มเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อขายสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น  โดยการพัฒนาเคอรี่ วอลเล็ท ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีจาก SABUY ซึ่งเตรียมเปิดตัวในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

อเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEX

สำหรับระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ “เคอรี่ วอลเล็ท” จะเป็นเหมือนแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทได้เป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าหมายให้เป็นระบบที่สามารถรองรับการชำระเงินได้ในหลากหลายรูปแบบ สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการเคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นประจำ รวมถึงคนทั่วไปที่มีไลฟ์สไตล์ในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจาก เคอรี่ วอลเล็ท จะถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางเคอรี่ ซึ่งนับเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญของการรวบรวมรูปแบบการชำระเงินในระบบต่างๆของผู้ถือหุ้น อาทิ VGI และ Rabbit LinePay รวมไปถึงพันธมิตรต่างๆและลูกค้าอีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของเคอรี่ฯ ในการเป็นแพลตฟอร์มทางธุรกิจที่เปิดกว้าง และพร้อมเชื่อมโยงธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ

“สำหรับเคอรี่ วอลเล็ท จะเป็นการเพิ่มช่องทางให้กับลูกค้าของเคอรี่ฯ ที่มีอยู่มากกว่า 10 ล้านรายต่อเดือน ซึ่งรวมถึงการชำระค่าบริการ การรับชำระเงินที่จุดให้บริการ หรือบริการส่งพัสดุเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD) ที่ทำให้เคอรี่ เอ็กซ์เพรส มีทางเลือกมากขึ้น นอกเหนือจากการชำระเงินผ่าน พร้อมเพย์ คิวอาร์โค้ด และแร็บบิท ไลน์เพย์” นายอเล็กซ์ กล่าว

นอกจากนี้ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ยังได้เพิ่มบริการเติมเงินผ่านระบบ Ecosystem ของ SABUY ซึ่งมีจุดเติมเงินมากกว่า 56,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงพาร์ทเนอร์ต่างๆ ของ SABUY อีกมากกว่า 100,000 จุด ซึ่งรวมถึงร้าน ชิปป์สไมล์ แฟรนไชส์เอ็กเพรส ช้อป และศูนย์กระจายพัสดุอีกกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ โดยอนาคตเคอรี่ฯ และ SABUY พร้อมเปิดกว้างสำหรับพาร์ทเนอร์ที่จะเข้ามาร่วมพัฒนา “เคอรี่ วอลเล็ท” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

“เคอรี่ วอลเล็ท ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมเกี่ยวกับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส หลังจากที่เราประสบความเร็จในการเป็นบริษัทรายแรกที่เปิดตัวนวัตกรรมบริการเก็บเงินปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น Cash On Delivery, LinePay On Delivery หรือ QR Payment On Delivery รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านการเงินอื่นๆ โดยทุกวันนี้เคอรี่ฯ ถือเป็นบริษัทจัดส่งพัสดุด่วนที่ให้บริการเก็บเงินปลายทางขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ” นายอเล็กซ์ กล่าว

นายชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการร่วมมือกันในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า การที่เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มสบายฯ ในการเปิดบริการ “เคอรี่ วอลเล็ท”  ในครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการของกลุ่ม SABUY ไปยังพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และลูกค้าทั่วไปของเคอรี่ฯ ได้มากยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง และกลุ่มลูกค้าของเคอรี่ วอลเล็ท ยังสามารถใช้บริการ SABUY Ecosystem เพิ่มขึ้นอีกด้วย อาทิ การใช้เคอรี่ วอลเล็ท ซื้อสินค้าในตู้เวนดิ้งพลัสที่มีติดตั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งชุมชนต่างๆ, ใช้จ่ายผ่านศูนย์อาหารในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า Lotus’s ทั่วประเทศ และในศูนย์อาหารที่อยู่ใน ecosystem ของกลุ่มสบาย รวมถึงร้านค้า/ลูกค้าระบบ POS และเครื่องรูดบัตร (EDC) ในกลุ่มพันธมิตรของสบายอีกมากมาย

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SABUY

สำหรับการเปิดให้บริการในครั้งนี้ ทางบริษัทฯ และเคอรี่ฯ กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกรรมวอลเล็ทคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้  

OR ร่วม Bluebik เพิ่มทุนเป็น 50 ล้านบาท ใน ‘Orbit Digital’

0
เสริมแกร่งศักยภาพด้านดิจิทัล ลุยนวัตกรรม IT และ Big Data

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงความร่วมมือด้านการลงทุน ระหว่างบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้นในสัดส่วน 100% กับ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik ซึ่งเป็นบริษัทคอนซัลต์ผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านการทำ Digital Transformation ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด หรือ ORBIT Digital เพื่อมุ่งยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้อย่างครบวงจร พร้อมด้วย นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด และผู้บริหารระดับสูงจาก Bluebik นำโดย นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานคณะกรรมการ และนายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ส่วนนายปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี รับตำแหน่งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ ORBIT Digital

OR โดย Modulus และ Bluebik จะร่วมลงทุนใน ORBIT Digital ในสัดส่วน 40:60 ตามลำดับ โดยหลังจากการจัดตั้ง ORBIT Digital ได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 50 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาธุรกิจดิจิทัล โดยจะอาศัยจุดแข็งของ OR ทั้งฐานลูกค้า Blue Card และเครือข่าย PTT Station และ Café Amazon ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ในการต่อยอดสู่ธุรกิจในอนาคต

นางสาวจิราพร กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยความสำเร็จในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน คือ การมี Digital Capabilities และ Digital Asset เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างโอกาสในการทำกำไร OR จึงให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและตรงใจผู้บริโภค อีกทั้งสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน การร่วมทุนกับ Bluebik ซึ่งเป็นบริษัทคอนซัลต์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน จัดตั้ง ORBIT Digital ในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ ของ OR ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เชื่อมต่อให้เกิดเป็นประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) กับผู้บริโภค และในระยะยาว ORBIT Digital ยังจะทำหน้าที่ บ่มเพาะองค์ความรู้และสร้างบุคลากรด้านนวัตกรรมจากภายในองค์กร เติมเต็มศักยภาพด้านดิจิทัลให้กับบุคลากรของ OR เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำ Data Monetization ในที่สุด

ทั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจของ OR ที่มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามแนวคิด “Retailing Beyond Fuel” ที่มุ่งเน้นการขยายงานด้านค้าปลีก (Retail) ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Lifestyle) ของผู้บริโภค ไปพร้อมๆ กับการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับความต้องการในการเดินทางของผู้คนในอนาคต (Mobility) ซึ่งรวมถึงความต้องการในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ในอนาคตอันใกล้

ด้าน นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Bluebik รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ OR โดยตั้งใจจะนำความเชี่ยวชาญในฐานะที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ดิจิทัล องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและ Data Science รวมถึงประสบการณ์ในการบริหารจัดการโครงการเชิงกลยุทธ์ มาช่วยยกระดับ ขีดความสามารถในการเติบโตและต่อยอดการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของบุคลากรที่ทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำระดับโลกจะทำให้โครงการที่เกิดขึ้นนับจากนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และสามารถดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทฯ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้ OR กลายเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก

ซีพีออลล์ เปิดช่องทางด่วนขายสินค้าในเซเว่นฯ เอสเอ็มอีแห่สมัครกว่า 200 ราย

0

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมกับหลากหลายพันธมิตรจัดกิจกรรม All Business Matching เพื่อเป็นช่องทางพิเศษ (Fast Track) ช่วยเหลือ SME ให้มีโอกาสจับคู่ธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรก และสามารถเข้าถึงช่องทางการขายโมเดิร์นเทรดของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ได้ง่ายขึ้น จนสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีกว่า 100 ราย และในปีนี้ที่ SME ยังคงเผชิญกับวิกฤติ COVID-19 ซีพี ออลล์ในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริม SME มาโดยตลอด จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังผ่านโครงการกองหนุน SME ได้แก่ กองหนุนองค์ความรู้ กองหนุนความร่วมมือ และกองหนุนช่องทางขาย พร้อมจับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ เดินหน้าจัดกิจกรรม All Business Matching ต่อเนื่อง

“ในสถานการณ์ COVID-19 การมีช่องทางการขายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จะช่วยทั้งกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SME และเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ผ่านช่องทางใหม่ๆ ในสภาวการณ์ที่ยากลำบาก All Business Matching จะช่วยเป็นกองหนุนช่องทางขาย ขยายช่องทางการตลาดและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้มีความแข็งแกร่ง และเป็นทั้งกองหนุนองค์ความรู้และกองหนุนความร่วมมือ เพื่อให้มีโอกาสเติบโตและก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

สำหรับกิจกรรม All Business Matching ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งพันธมิตรเดิมและพันธมิตรใหม่ รวม 8 ราย ประกอบด้วย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ,กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.), เวทีประกวด 7 Innovation Awards และหอการค้าไทย โดยหน่วยงานพันธมิตรทั้งหมดจะคัดสรร SME ที่มีศักยภาพซึ่งหน่วยงานให้การสนับสนุนเข้าร่วมจับคู่ธุรกิจ

นายยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้มีกลุ่ม SME จากทั้งกลุ่มพันธมิตรและผู้สนใจสมัครเข้ามาเอง เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 ราย มีจำนวนสินค้ากว่า 700 รายการ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายกลุ่ม อาทิ ผักและผลไม้, ขนมและของทานเล่น, เครื่องดื่ม, Health & Beauty โดยจะพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติของสินค้าที่ส่งเข้าสู่ระบบของบริษัท เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ในรูปแบบออนไลน์

ทั้งนี้ SME จำนวนกว่า 200 ราย จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม Ready to serve (พร้อมขาย) คือ กลุ่มที่มีมาตรฐานเข้มข้นผ่านเกณฑ์ของบริษัท กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พร้อมวางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ของซีพี ออลล์ ทันที 2.กลุ่ม Ready to develop (พร้อมพัฒนาต่อ) เป็นกลุ่มที่สินค้ามีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการเติบโต แต่ยังต้องพัฒนาเพิ่มอีกเล็กน้อย ในกลุ่มนี้ทางทีมซีพี ออลล์จะเข้าไปเป็นกองหนุนองค์ความรู้ และร่วมพัฒนาสินค้าจนสามารถเข้าจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดได้ 3.กลุ่ม Ready to learn (พร้อมเรียนรู้) สำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ บริษัทจะเข้าไปให้คำแนะนำในเบื้องต้นให้รับทราบถึงสิ่งที่ยังขาด หากต้องการจะเข้าจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรด เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการและนำกลับเสนอใหม่ได้ตลอดเวลา

นายยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทจะเดินหน้ากิจกรรม All Business Matching อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเร่งประสานความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการขยายตลาดและเพิ่มศักยภาพให้กับ SME อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มความถี่ในการจัดเป็น 4 ครั้งต่อปี เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กับ SMEสำหรับกิจกรรม “All Business Matching” ในครั้งถัดไป จะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถลงทะเบียนสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2564 สมัครและสอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อความยั่งยืน บมจ.ซีพี ออลล์ โทร 02-071-9751, 091-004-9106 อีเมล์ [email protected]