Home Blog Page 386

พรีบิลท์ โชว์แกร่ง ไตรมาสสองกำไรพุ่ง 85% โตสวนโควิด

0

“พรีบิลท์” โชว์ผลงานไตรมาส 2 กำไรพุ่ง 85.53% สวนกระแสโควิด-19 เผยทุกธุรกิจของบริษัทในเครือ มีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น หลังทุ่มทุกสรรพกำลังรับมือโควิด-19 ลดผลกระทบ ทั้งปรับโครงสร้างราคาสัญญารับเหมาก่อสร้าง-เพิ่มประสิทธิภาพคุมต้นทุน บวกผลจากยอดโอนโครงการ “พรรณนา” บ้านหรูระดับไฮเอนด์ทะลัก ลูกค้าตอบรับล้นหลาม ประกาศลุยบ้าน “พิมนารา ศรีนครินทร์-บางนา” รองรับความต้องการบ้านแนวราบ  มั่นใจปีนี้โตก้าวกระโดด ทั้งรายได้-กำไร

นายวิโรจน์  เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จํากัด (มหาชน) (PREB) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 ว่า  บริษัทยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายได้และกำไรท่ามกลางวิกฤติโควิด-19  โดยบริษัทมีกำไรสุทธิรวม 61.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากถึง  85.53% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ 33.11ล้านบาท   และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหรือไตรมาส1 ปี 2564 มีกำไรเพิ่มขึ้น 3.77 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.53%  โดยส่วนใหญ่เป็นกำไรจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีการทยอยโอนบ้านในโครงการ “พรรณนา” เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิโดยรวมเพิ่มขึ้น  

ขณะที่ไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้ 1,128.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.41 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.55%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,068.80 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง   900.10 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 85.84 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 142.27 ล้านบาท 

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ไตรมาส 2 ปีนี้ แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ทุกธุรกิจของบริษัทสามารถรักษารายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญสามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและควบคุมต้นทุนด้านต่างๆ และการรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้ามาเป็นบวกในไตรมาสแรก

โดยไตรมาส 2 บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 145.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.42 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 51.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 12.90% สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้อยู่ที่ 9.00% โดยธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้ 9.31% ดีขึ้นกว่าปีก่อน ที่อยู่ที่ 7.56% เนื่องจากบริษัทสามารถปรับโครงสร้างราคาได้ทันสถานการณ์ ที่สอดคล้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน รวมถึงสามารถรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของธุรกิจงานขายและผลิตวัสดุก่อสร้าง ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 25.81% ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้ในระดับสูงที่ 27.88%

“ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดในเซ็กเมนต์นี้ ยังมีกำลังซื้อและมีความต้องการซื้ออยู่ ซึ่งเอื้อต่อธุรกิจขายและผลิตวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ที่เน้นบ้านแนวราบหรูไฮเอนด์  ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้น บริษัทมีงานสัญญาสร้างในมือ (backlog) มากกว่า 8,000 ล้านบาท แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้างทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้บริษัทมีภาระเรื่องความไม่แน่นอนของการทำงาน รวมถึงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลาจากการสั่งหยุดงาน จากมาตรการของภาครัฐ  ซึ่งทำให้บริษัทต้องหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนตลอดเวลา จึงได้มีการปรับฐานราคาการรับงาน และปรับราคาสัญญาก่อสร้างรายใหม่   ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลให้บริษัทยังสามารถสร้างผลกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องและสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ในระดับสูงในทุกธุรกิจ” นายวิโรจน์ กล่าว  

นายวิโรจน์ ยังได้กล่าวถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ไตรมาส 2 นี้ มีรายได้จากยอดโอนถึง 142.27 ล้านบาท สำหรับโครงการ “พรรณนา” บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ ย่านพุทธมณฑลสาย 3 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทลงทุนเองเป็นโครงการแรก และได้ผลตอบรับที่ดีจากเฟส 1 ที่ปิดการขายไปเป็นที่เรียบร้อย และได้เปิดเฟส 2 ทันทีในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังคงได้การตอบรับที่ดีเช่นเดียวกัน โดยลูกค้ายังมั่นใจและให้ความสนใจเข้าชมโครงการอย่างต่อเนื่อง แม้มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขณะนี้มีการจองซื้อโครงการแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการกว่า 1,250 ล้านบาท ซึ่งทำให้มียอด Backlog สะสม ที่จะทยอยรับรู้รายได้ไปจนถึงปีหน้า

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการ “พิมนารา ศรีนครินทร์ – บางนา” โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทลงทุนเองทั้งหมดเช่นกัน โดยจะเปิดรอบ Exclusive Preview ให้กับลูกค้าที่สนใจที่ลงทะเบียนมาก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือน สิงหาคม – กันยายน 2564 จองแปลงสวยโซนด้านหน้าในราคาพิเศษก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยมั่นใจว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทั้งจากแบบบ้าน รวมถึง Concept โครงการที่มีอัตลักษณ์ความเป็น JAPANDI ผสมผสานวัสดุร่วมสมัยในงานสถาปัตยกรรม ภายใต้แนวคิด LESS FOR MORE LIVING

ทั้งนี้ มั่นใจว่าจากแผนดำเนินงานต่างๆ ที่เป็นไปตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ บริษัทยังสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งรายได้ และกำไร เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในทุกๆ ส่วนงาน ทั้งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, รับเหมาก่อสร้าง และส่วนงานผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง สวนกระแสจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และปัจจัยลบต่างๆ ตลอดปีนี้

กรมชลฯ เดินหน้าเก็บน้ำก่อนฝนหมด เน้นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

0

กรมชลประทาน เน้นบริหารจัดการน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ก่อนจะหมดฤดูฝน พร้อมช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกจนกว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนภาคใต้

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ปัจจุบัน ( 16 ส.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 38,531 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 14,602 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกรวม 37,537  ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,210 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,514 ล้าน ลบ.ม. ยังรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 16,661 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์น้อย ในขณะที่ทั้งประเทศมีการทำนาปีไปแล้วรวม 13.69 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 81 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 6.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ของแผนฯ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันที่ 17 -21 ส.ค. 64 นี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำยังคงปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนลดลง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคใต้ฝั่งตะวันตก จึงได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้บริหารจัดการน้ำท่าด้วยความประหยัด ประณีต และให้เกิดประโยชน์สูงสุด เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำก่อนจะสิ้นฤดูฝนในอีก 2 เดือนให้ได้มากที่สุด เนื่องจากในปีนี้เกษตรกรได้เริ่มเพาะปลูกโดยใช้น้ำฝนเป็นหลักมาตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่เนื่องจากปัจจุบันปริมาณฝนเริ่มลดลง จึงขอให้ประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ให้รับรู้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้ชะลอการทำนาต่อเนื่องออกไปก่อน เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย สำหรับพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกแต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว กรมชลประทาน จะให้ความช่วยเหลือไปจนกว่าเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ตามข้อสั่งการของรัฐบาล และนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน 

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ขอให้เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน ด้วยการกำหนดพื้นที่เสี่ยง กำหนดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ เตรียมพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือ ให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร1460สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

โครงการ “สานฝันปั้นเชฟ” ของมูลนิธิเชฟแคร์ส ส่งเยาวชนถึงฝั่งฝัน ทำงานจริงในร้านดัง หลังเรียนจบ

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า มูลนิธิเชฟแคร์ส ได้มอบประกาศนียบัตรให้ 11 เยาวชนผู้สำเร็จการศึกษาจาก “โครงการสานฝันปั้นเชฟ” (Chef Cares Dream Academy) หลักสูตร 5 เดือนที่มูลนิธิเชฟแคร์ส กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารเพื่อการพัฒนา(CCDKM) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อมอบ “โอกาส” ให้เยาวชนที่เคยหลงผิดและเยาวชนด้อยโอกาส ได้เข้ารับความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการเป็นเชฟมืออาชีพ โดยมีเยาวชน 5 คน ได้รับโอกาสต่อเนื่องจากเชฟดังที่ร่วมเป็นอาจารย์พิเศษให้เข้าทำงานในร้านทันที ปั้นความฝันให้เป็นความจริงสมดังตั้งใจ

มาริษา เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิเชฟแคร์ส

นางมาริษา เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิเชฟแคร์ส กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่โครงการสานฝันปั้นเชฟสามารถส่งน้องๆเยาวชนถึงฝั่งฝัน เป็นวันแห่งความภูมิใจของมูลนิธิเชฟแคร์ส และน้องๆทุกคน เป็นความสุขใจที่ได้เห็นทุกคนเรียนจบหลักสูตร บางคนยังได้รับโอกาสจากเชฟให้เข้าทำงานในร้านอาหารของเชฟด้วย บางคนตั้งใจกลับบ้านเปิดร้านเล็กๆของตัวเอง ได้ประกอบอาชีพสุจริต มีงานทำ มีรายได้ และเชื่อว่าความรู้ที่ทุกคนได้เรียนรู้จากเชฟต้นแบบจะช่วยให้สามารถเติบโตและอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีความพร้อมสำหรับชีวิตใหม่มูลนิธิเชฟแคร์สมีความยินดีอย่างมากในความสำเร็จครั้งนี้ของน้องๆเยาวชน และจะรอดูความสำเร็จในการสานฝันของแต่ละคนต่อไป

“มูลนิธิเชฟแคร์สจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งดีๆเพื่อสังคมเช่นนี้ เพื่อร่วมสร้างคนคุณภาพและสังคมแห่งการให้โอกาส ซึ่งเป็นความรู้สึกร่วมของสมาชิกเชฟแคร์สทุกคน” นางมาริษากล่าว

ด้านเชฟนิค นายณัฏฐพล ภวไพบูลย์ ร้านวังหิ่งห้อย เชฟแดน บาร์ค ร้านเคเดนส์ บาย แดน บาร์ค และเชฟแอนดี้ ยัง ร้านผัดไทย ไฟทะลุ ผู้แทนเชฟดังที่ให้โอกาสเยาวชนเหล่านี้โดยรับเข้าทำงานจริงในร้านของตน กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกดีใจที่มีส่วนร่วมในโครงการที่ดีและได้เห็นเยาวชนจบหลักสูตร ตลอดจนมีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานจริง ประกอบอาชีพในร้านอาหาร โดยขอให้เด็กๆตั้งใจ สั่งสมประสบการณ์ อดทน และขอให้ประสบความสำเร็จ

นายสมชาย (นามสมมุติ) เยาวชนจากสถานพินิจผู้ได้รับโอกาสจาก โครงการสานฝันปั้นเชฟ กล่าวว่าขอบคุณมูลนิธิเชฟแคร์ส ขอบคุณโครงการสานฝันปั้นเชฟที่ทำให้ตนมีโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต ตลอดระยะเวลาที่อบรมได้เรียนรู้จากอาจารย์ผู้สอน ได้พบเชฟต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ และได้รับคำแนะนำในการพัฒนาตนเองในเชิงจิตวิทยา นับเป็นหลักสูตรที่เตรียมความพร้อมให้ทั้งความรู้จริงในอาชีพและความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตใหม่ ยืนยันว่าจะนำความรู้ทั้งหมดไปใช้ในการทำงานให้ดีที่สุด

“ไม่คิดฝันว่าจะมีวันนี้ วันที่ได้โอกาสครั้งใหญ่ วันที่ได้งานทำในร้านของเชฟระดับแถวหน้าของเมืองไทย ขอบคุณมูลนิธิเชฟแคร์สและโครงการสานฝันปั้นเชฟ ที่ทำให้ฝันของผมเป็นจริงครับ” นายสมชายกล่าว

โครงการ “สานฝันปั้นเชฟ” เป็นโครงการของมูลนิธิเชฟแคร์สที่ให้โอกาสเยาวชนผู้เคยหลงผิดได้กลับตัว มีอาชีพสุจริตและสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ รวมถึงเยาวชนผู้ด้อยโอกาส โดยมูลนิธิเชฟแคร์สสนับสนุนทุนการศึกษา และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เป็นผู้จัดหลักสูตรการเรียนการสอน รวมถึงการฝึกงานในร้านของเชฟดังซึ่งเป็นสมาชิกมูลนิธิเชฟแคร์ส

สำหรับโครงการเชฟแคร์ส เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เพื่อส่งมอบความห่วงใยแทนคำขอบคุณให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์โควิด-19 ผ่านเมนูอาหารกลางวัน ที่รังสรรค์โดยเชฟยอดฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยหมุนเวียนกันเสิร์ฟเมนูรสชาติดีมีคุณค่าทางโภชนาการ และได้ต่อยอดสู่การจัดตั้ง “มูลนิธิเชฟแคร์ส” ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมศาสตร์แห่งอาหารไทยที่ปรุงด้วยความพิถีพิถัน ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลก และจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนที่รักการปรุงอาหารได้เรียนรู้และเติบโตเป็นเชฟระดับแนวหน้า และสนับสนุนวิถีอาหารไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักในฐานะศูนย์รวมศาสตร์ของอาหารที่ดีที่สุดของเอเซีย

ออมสิน มอบเงิน 15 ล.หนุนภารกิจสู้โควิด พร้อมเปิดเพจ ‘ออมสินห่วงใย’ เป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือบนโซเชียล

0

ธนาคารออมสิน จัดทำโครงการใหญ่ “ออมสินห่วงใย ส่งกำลังใจให้สังคม” บริจาคเงินกว่า 15 ล้านบาท สนับสนุนภารกิจสู้ภัย COVID-19 พร้อมประกาศเปิดตัวเพจ “ออมสินห่วงใย” สร้างศูนย์กลางความช่วยเหลือ   แห่งใหม่บนโลกโซเชียล ร่วมด้วยทีมไรเดอร์ออมสินห่วงใย อาสาจัดส่งยาและเวชภัณฑ์แก่ผู้ป่วยรักษาตัวที่บ้าน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดพื้นที่ระบาดใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยที่ขณะนี้มีผู้ป่วยและผู้เดือดร้อนที่รอรับความช่วยเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก ธนาคารออมสินจึงริเริ่มจัดทำ โครงการ “ออมสินห่วงใย ส่งกำลังใจให้สังคมบริจาคเงิน 15 ล้านบาท มอบความช่วยเหลือสู้ภัย COVID-19 แก่หน่วยงานต่าง ๆ อาทิ การบริจาคเงินจัดตั้งศูนย์พักคอย กทม. รองรับผู้ป่วยสีเขียว การบริจาคเงินสนับสนุนภารกิจโรงพยาบาลสนาม ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์  เฉลิมพระเกียรติ และการบริจาคเงินสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลศรีธัญญา

นอกจากนี้ ธนาคารได้มอบทรัพย์สินที่รอการขาย (NPA) ให้ทางราชการนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเป็นสถานที่กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (Local Quarantine) หรือศูนย์แยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) ของแต่ละพื้นที่ อาทิ ศูนย์การเรียนรู้วิทยาลัยออมสิน (ศูนย์การเรียนรู้ส่องแสง) ซึ่งเป็นอาคารเรียน บ้านพัก และหอประชุม บนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ตั้งอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงอาคาร บ้านเรือน และรีสอร์ตอีกหลายแห่ง ในจังหวัดลำปาง ลพบุรี พิษณุโลก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการส่งมอบพื้นที่แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดตั้งศูนย์ฯ และเตรียมขยายผลดำเนินการ ในจังหวัดอื่นต่อไป

ด้านการช่วยเหลือระดับชุมชนและประชาชน ธนาคารได้เปิดตัว เฟสบุ๊กเพจ “ออมสินห่วงใย” อาสาเป็นศูนย์รวมความช่วยเหลือแห่งใหม่บนโลกโซเชียล ให้ผู้ป่วยหรือผู้เดือดร้อนเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น โดยเพจออมสินห่วงใยพร้อมให้ความช่วยเหลือ 3 ด้าน ได้แก่ (1) บริการ “ไรเดอร์ออมสินห่วงใย” จัดส่งยา เวชภัณฑ์ หรือสิ่งของยังชีพ ทั้งที่เป็นการส่งให้ผู้ที่ติดต่อเพจออมสินห่วงใยโดยตรง และช่วยภารกิจของหน่วยงานหรือกลุ่มจิตอาสาที่ขาดแคลนกำลังคนในการส่งของให้ผู้ป่วย (2) การบริจาคอาหารฟรี ทั้งอาหารปรุงสุกและอาหารแห้ง และ (3) การช่วยเหลือหน่วยงาน พันธมิตร และกลุ่มจิตอาสา ทำภารกิจช่วยเหลือผู้เดือดร้อนของแต่ละเครือข่าย เช่น สปสช. กลุ่มเส้นด้าย   เพจอีจัน เพจเราต้องรอด We Care Network ตลอดจนสถานพยาบาลในพื้นที่ธนาคารออมสินภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถติดตามข้อมูล หรือแจ้งรายละเอียดความช่วยเหลือที่ต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยกดไลค์และติดตามเพจ “ออมสินห่วงใย” เพียงคลิก facebook/GSBfightCOVID หรือเข้า facebook พิมพ์ค้นหา “ออมสินห่วงใย” ตั้งแต่วันนี้   เป็นต้นไป

AIS ผนึก ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชูนวัตกรรม “วัคซีนแพลตฟอร์ม” ปูพรมฉีดวัคซีนโควิดนอกรพ.

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พัฒนาระบบการทำงานเพื่อให้บุคลากรสามารถให้บริการฉีดวัคซีนภาคสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพตามขนาดของพื้นที่รวมถึงขั้นตอนการทำงานที่อาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม อีกทั้งช่วยลดขนาดจำนวนทรัพยากรด้านบุคลากรทั้งทีมงานสนับสนุนและบุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติการ ที่เรียกว่า “วัคซีนแพลตฟอร์ม” โดยเริ่มต้นทดสอบและใช้จริงในจุดฉีดวัคซีนภาคสนาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้วกว่า 120,000 โดส โดยดำเนินการรวมเพียง 20 วัน สำหรับเข็มแรก และล่าสุดกับการฉีดให้แก่ผู้พิการกว่า 4,000 คน ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และกว่าอีก 5,000 คนในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 วันแม่แห่งชาติ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อธิบายว่า “การจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนภาคสนามมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานของฝ่ายต่างๆ เกิดประสิทธิภาพและมีกระบวนการรายงานจัดการข้อมูลให้ราบรื่น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราได้ร่วมกับ AIS ในการพัฒนาวัคซีนแพลตฟอร์มขึ้นมา เพื่อให้การทำงานภาคสนามในการดูแลให้บริการประชาชนในการฉีดวัคซีนเกิดความคล่องตัวและรองรับการฉีดวัคซีนต่อวันให้ได้มากที่สุด

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจุดฉีดวัคซีนภาคสนาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีระบบการทำงานที่ค่อนข้างลงตัว เราไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์มากมาย ไม่ได้มาเดินสายหรือติดตั้งระบบที่วุ่นวาย แต่เราใช้การทำงานผ่านแพลตฟอร์มบนเครื่องแท็บเล็ตโดยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ทำให้ขั้นตอนการฉีดวัคซีนตั้งแต่การลงทะเบียนยืนยันตัวตนตามมาตรฐานไปจนถึงการติดตามผลและนัดหมาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลผู้ฉีดวัคซีนเข้าสู่ฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขมีความคล่องตัว ในท้ายที่สุดทั้งประชาชนคนไทยที่มาใช้บริการ บุคลากรทางการแพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ก็ต่างได้รับผลประโยชน์สูงสุด การเดินหน้าเป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศก็จะสำเร็จลุล่วงได้”

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  AIS กล่าวว่า “การทำงานสนับสนุนภาคสาธารณสุขภายใต้แนวคิด เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย มากกว่าการสนับสนุนสัญญาณเครือข่าย ภายในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และจุดฉีดวัคซีนแล้ว เรายังใช้ศักยภาพขององค์กรในการสร้างสรรค์ Digital Service มาสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุขในมิติต่างๆ อีกด้วย

ครั้งนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมด้านสาธารณสุขที่จะมายกระดับการฉีดวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั้นก็คือ วัคซีนแพลตฟอร์ม ที่พัฒนาร่วมกับ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยใช้แนวคิดแบบ Modular Design หรือการออกแบบขั้นตอนการทำงานภายในแพลตฟอร์มให้มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถขยายแพลตฟอร์มและการทำงานของระบบให้รองรับกับจุดฉีดวัคซีนภาคสนามอื่นๆ ไม่ว่าจะขนาดเล็กรองรับระดับ 100 คน หรือขนาดใหญ่ที่รองรับได้มากกว่า 10,000 คนก็ตาม ซึ่งการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ของเราและราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการนำวัคซีนแพลตฟอร์มมาใช้ในภาคสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำให้ภารกิจที่จุดฉีดวัคซีนภาคสนาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้กับบุคลากรภายในและภายนอกประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

และเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ร่วมกับ AIS ได้ให้บริการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm) แก่ประชาชนผ่าน “วัคซีนแพลตฟอร์ม” สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการกว่า 5,000 คน ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ยิ่งเป็นการยืนยันความพร้อมของระบบที่สามารถบริหารจัดการในรูปแบบศูนย์วัคซีนภาคสนามเพื่อรองรับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับคนไทยในทุกพื้นที่

สำหรับนวัตกรรม “วัคซีนแพลตฟอร์ม” ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจนในการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการทำงานของภาคสาธารณสุขของไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ AIS และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่มีความต่อเนื่องในการทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าวัคซีนแพลตฟอร์มนี้จะเป็นต้นแบบในการนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป้าหมายการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้กับคนไทยได้สำเร็จ

รมช.สาธารณสุข ตรวจเยี่ยมรง.แปรรูปอาหาร แกลง มั่นใจมาตรการปลอดภัย

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า วันนี้ (15 ส.ค.) ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายอนันต์ นาคนิยม รองผู้ราชการจังหวัดระยองและคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปอาหาร อ.แกลง จ.ระยอง เพื่อดูมาตรการในการป้องกันโควิด-19 พบว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้องตามระบบสาธารณสุข มีความครอบคลุมการจัดการคนงานทั้งระบบรวมถึงสถานที่ และทำได้เหนือกว่ามาตรฐานในบางจุด โดยเฉพาะเรื่องการทำบับเบิลแอนด์ซีลที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“มาตรการต่างๆที่โรงงานดำเนินการถือว่าสามารถเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการสถานการณ์ได้ ขณะที่ภาครัฐและสสจ. รวมถึง รพสต. ก็ทำงานได้เข้มแข็ง มีการประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลที่กักตัวผู้ไม่มีเชื้อเพื่อเฝ้าระวังนี้เป็นมาตรการหนึ่งที่ภาครัฐสนับสนุนและมีประสิทธิภาพในการป้องกัน” นายสาธิตกล่าว

สำหรับโรงงานแกลงแห่งนี้ ได้การดำเนินมาตรการ Bubble and Seal เต็มรูปแบบ ตามแนวทาง Factory Quarantine โดยทำการตรวจเชิงรุกพนักงานทุกคน และคัดแยกพนักงานเป็น 2 กลุ่ม คือผู้ที่มีผลบวกส่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามตรงข้ามโรงงาน ซึ่งรองรับได้ถึง 560 คน ส่วนผู้ที่ไม่ติดเชื้อหรือมีผลเป็นลบได้จัดรถรับส่งให้พนักงานที่ปลอดเชื้อทั้งหมด เข้าพักที่โรงแรมทั้ง 5 แห่งในอำเภอแกลง เพื่อทำการกักตัวและรอตรวจซ้ำอีกครั้ง โดยพนักงานได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเกือบ 100% ทั้งนั้ พนักงานที่มีผลตรวจเป็นลบจะยังคงพักอาศัยที่โรงแรมในอำเภอแกลงทั้ง 5 แห่ง ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2564 โดยจะมีรถรับ – ส่งเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากการเดินทางของพนักงาน ป้องกันทั้งพนักงานและชุมชนให้ปลอดภัย

ส่วนในด้านสถานที่ได้ดำเนินการปิดทำ Big Cleaning เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคตามมาตรฐาน กระทรวงสาธารณสุข รวมถึง Swab พื้นผิวสัมผัสที่เป็นจุดสัมผัสร่วมทุกจุดในโรงงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินการคงค้างของเชื้อโควิด 19 ซึ่งจะมีผลการตรวจ Swab พื้นผิวสัมผัสที่เป็นจุดสัมผัสร่วมทุกจุดในโรงงานและสิ่งแวดล้อมว่าไม่พบเชื้อโควิด-19 ในทุกจุดเสี่ยงทุกสัปดาห์

บุญรอดฯ จับมือเขตดุสิต ดูแลชุมชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นับแต่โควิดระบาดรอบแรกจนถึงปัจจุบัน สิงห์อาสาได้ดูแลพี่น้องในเขตดุสิตมาโดยตลอดทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ตู้ปันสุข การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ศูนย์พักคอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่วัดจันทรสโมสร หรือศูนย์เยาวชนเกียกกาย

ล่าสุด “สิงห์อาสา” โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ส่งมอบชุดดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เบื้องต้น ที่บรรจุตัวยาสำคัญสำหรับผู้ป่วยโควิดในระยะสีเขียว และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้กับ สำนักงานเขตดุสิต และศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด – ทองคำ บำเพ็ญ ส่งกล่องยาและอุปกรณ์จำเป็น ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องพักรักษาตัวที่บ้านในชุมชนเขตดุสิต เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยารักษาได้รวดเร็วขึ้น จะได้หายป่วย และกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

โดยก่อนหน้านี้ สิงห์อาสาได้เคลื่อนขบวนปรุงสุข-ปันอิ่ม ช่วยเหลือสั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ ส่งต่อไปให้ประชาชน ในพื้นที่เขตดุสิต และ 11 เขต ในกรุงเทพมหานคร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่ม อาหาร และเวชภัณฑ์เบื้องต้น เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ปรอทวัดไข้ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หน้ากากอนามัย และถุงขยะคัดแยกเชื้อ เป็นต้น มอบให้แก่ศูนย์พักคอยสำหรับเด็กป่วยโควิด-19 เกียกกาย และศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด – ทองคำ บำเพ็ญ อีกด้วย

โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. บริษัท บุญรอดฯ ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ กว่า 1 ล้านลิตร รวมทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter), เครื่องวัดความดัน, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งส่งมอบสิ่งจำเป็นทั้งอาหารและน้ำดื่มให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กว่า 100 ชุมชน พร้อมระดมทีมบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ใน 10 โรงงานหลักของเครือฯ ทั่วประเทศ ช่วยกันจัดทำแปลงเกษตรน้ำใจสร้างฐานทรัพยากรอาหารให้แก่โรงพยาบาลในท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่และประชาชนที่เป็นแรงงานคืนถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย อีกทั้งยังสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของด่านหลังอย่างศาสนสถาน เช่น 15 วัดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมไปถึงมัสยิด ที่ต้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้กับศพผู้ป่วยโควิด-19 ที่เสียชีวิตจำนวนมาก ในด้านของอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคให้พระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญยังมีส่งพวกพวงหรีดไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตอีกด้วย

ซีพีเอฟ โชว์ผลประกอบการสุดแกร่ง ครึ่งปีแรก กำไร 1.1 หมื่นล.

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิรอบ 6 เดือน ปี 2564 จำนวน 11,683 ล้านบาท ลดลง 4 % จากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี 2563 โดยคณะกรรมการบริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 0.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะจ่ายในวันที่ 10 กันยายนนี้ 

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวถึง ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 ว่า รายได้จากการขายมีจำนวน 248,984 ล้านบาท ลดลง 12% จากระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการเปลี่ยนสถานะจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วมของบริษัท Chia Tai Investment Co., Ltd. (CTI) ซึ่งดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์ในประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ทำให้บริษัทไม่มีการรับรู้รายได้จากการขายของ CTI ในปี 2564 ทั้งนี้ หากไม่นับผลกระทบจากรายการดังกล่าว รายได้จากการขาย 6 เดือนแรก ปี 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% และมี EBITDA เพิ่มขึ้น 10% 

กิจการในประเทศไทยมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 8% และกิจการต่างประเทศเพิ่มขึ้น 14% เป็นผลมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาสินค้าในหลายประเทศอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อนหน้า อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ รัสเซีย เป็นต้น บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลการดำเนินงานด้วยการยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยในสถานประกอบการในระดับสูงสุด พร้อมไปกับการดูแลพนักงาน  รวมถึง การจัดหาสถานที่พัก ดูแลความเป็นอยู่และการเดินทางเพื่อลดการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง การสร้างความมั่นใจให้พนักงานด้วยนโยบายไม่เลิกจ้าง การจัดหาวัคซีน การสร้างโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศชาติท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 

สำหรับการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือกับสังคมในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ซีพีเอฟได้ดำเนิน โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19”  มาตลอดระยะเวลามากกว่า 1 ปี ที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตโควิด-19  โดยมอบอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อบุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน และหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ มากกว่า 500 แห่ง ล่าสุด ได้ร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์และพันธมิตร ดำเนินโครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19”  เพื่อมอบอาหารสำเร็จรูปของบริษัทและอาหารจากผู้ประกอบการรายย่อย รวม 2 ล้านแพ็ค แจกจ่ายแบ่งปันให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ บรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์นี้ และซีพีเอฟจะยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนและสังคม เคียงข้างคนไทยเป็น ‘ทีมประเทศไทย’ ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน 

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ปีนี้ ซีพีเอฟได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนระดับโลก FTSE4Good Emerging Index จากฟุซซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5  ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของโลก ที่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคมรอบด้านเพื่อสร้างคุณค่าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการส่งเสริมการบริหารองค์กรตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตามวิสัยทัศน์การเป็น “ครัวของโลกที่ยั่งยืน”

กรมชลประทาน จัดจราจรน้ำเตรียมรับน้ำหลาก ลดผลกระทบประชาชน

0

ขานรับนโยบายกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) เดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำให้กับประชาชนให้มากที่สุด

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเป็นประธาน ว่า ปัจจุบัน (13 ส.ค. 64) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 38,379 ล้าน ลบ.ม. หรือ 50% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 14,450 ล้าน ลบ.ม. ยังรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 37,689 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,229 ล้าน ลบ.ม. หรือ 33% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. ส่วนผลการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 64 ทั้งประเทศทำการเพาะปลูกไปแล้วรวม 13.69 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้วรวม 0.56 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาเพาะปลูกแล้ว 6.39 ล้าน ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.52 ล้านไร่ สำหรับในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ เพาะปลูกแล้วรวม 265,000 ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 237,033 ไร่

กรมชลประทาน ได้กำหนดมาตราการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อยกว่า 30% (เสี่ยงแล้ง) และอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำมากกว่า 80% (เสี่ยงท่วม) โดยให้โครงการชลประทานทุกแห่งติดตาม วิเคราะห์ และประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำปรับลดหรือเพิ่มการระบายน้ำตามความเหมาะสม โดยให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด ภายใต้เกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลา รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ด้วยระบบและอาคารชลประทาน พร้อมทั้งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ เพื่อรองรับน้ำหลาก อาทิ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ (ลุ่มน้ำยม) พื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ สำหรับปี2564 นี้ได้เตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติมอีก 2 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งนางาม(ลุ่มน้ำยัง) จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่ ลุ่มต่ำลุ่มน้ำบางพลวง จ.ปราจีนบุรี ควบคู่กับการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือกว่า 5,000 หน่วย ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตามนโยบายของรัฐบาล และด.ร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เคอรี่ ปลื้ม ไตรมาสสองกำไรพุ่ง 336 ล. ตอกย้ำเป็นเบอร์หนึ่งสี่ปีซ้อน

0
โชว์ยอดขนส่งพัสดุ “นิวไฮ” ด้วยบริการระดับพรีเมี่ยม พร้อมรุกธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ใจป้ำจ่ายปันผลระหว่างกาล 74.3 สตางค์

นายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2564 มีรายได้ 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 412 ล้านบาท หรือ 9.8% จากไตรมาสก่อนหน้า และกำไรสุทธิ 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33 ล้านบาท หรือ 10.8% จากไตรมาสก่อนหน้า ที่อัตรากำไรสุทธิ 7.3%  ซึ่งเป็นผลจากความสำเร็จของการเข้าถึงลูกค้า ด้วยการตลาดและการขายที่แข็งแกร่ง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารจัดการเพื่อควบคุมต้นทุน การพัฒนาแพลตฟอร์มโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานไตรมาส 2/2564 เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ก็ตาม

อเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEX

โดยในครึ่งปีแรกของปี 2564 เคอรี่ เอ็กซ์เพรส มีปริมาณการจัดส่งพัสดุที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมียอดการจัดส่งพัสดุทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New High Record) กว่า 167 ล้านชิ้นในครึ่งปีแรกของปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นถึง 10.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านราคาที่ทำอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาตรการล็อคดาวน์หลายพื้นที่ ซึ่งทำให้มีการทำงานที่บ้านหรือ WFH มากขึ้น กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น และด้วยจุดแข็งของเคอรี่ เอ็กซ์เพรสทั้งคุณภาพการให้บริการ รวมถึงราคาส่งพัสดุที่มี “ราคาถูก” ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มการจัดส่งราคาประหยัดมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับผลการโหวตของผู้บริโภคจากทั่วประเทศที่จัดโดยนิตยสาร Marketeer ยกให้ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นแบรนด์ที่หนึ่งในใจผู้บริโภค โดยบริษัทได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2020-2021” ในหมวดบริการจัดส่ง/โลจิสติกส์ เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ด้วยคะแนน 63.8% ทิ้งห่างอันดับ 2 ซึ่งได้คะแนนเพียง 19.1% โดยมีคะแนนชนะคู่แข่งในทุกภาคทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงความเหนือระดับของแบรนด์ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดมาอย่างต่อเนื่อง  

“หลายธุรกิจประสบปัญหาและความยากลำบากในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่ที่เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เรามุ่งมั่น และไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยการทำธุรกิจอย่างชาญฉลาดและคล่องตัว ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นการให้บริการอย่างมีคุณภาพ ทำให้เรายังสามารถสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ โดยคาดว่าจะเห็นปริมาณขนส่งพัสดุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 สู่ไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจ” นายอเล็กซ์ กล่าว

นายอเล็กซ์ ยังกล่าวถึงการบริหารจัดการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นในขณะนี้ว่า บริษัทได้ดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งต่อพนักงานและลูกค้า โดยการส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั่วทั้งองค์กร ประกาศแคมเปญ KerryPrompt เพื่อกระตุ้นและตอบแทนพนักงานทุกคนให้เข้ารับวัคซีนอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้าเกิดการหยุดชะงัก และไม่ให้เกิดปัญหาการขนส่งพัสดุกับลูกค้าปลายทาง แม้จะต้องขนส่งภายใต้มาตรการล็อคดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดที่อาจมีข้อจำกัด แต่บริษัทยังคงขนส่งไปถึงมือลูกค้าได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา

ล่าสุดบริษัทยังได้จัดตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” สำหรับการสนับสนุนสภากาชาดไทย และองค์กรต่างๆ จัดส่ง “กล่องพ้นภัย” ซึ่งประกอบไปด้วย ยาฟาวิพิราเวียร์ ปรอท ที่วัดออกซิเจน หน้ากากอนามัย พาราเซตามอล เจลแอลกอฮอล์ และชุดอาหารพร้อมรับประทานต่างๆ ให้กับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่ดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน (Home Isolation) ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเตียงไม่เพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย ช่วยให้คนไทยฝ่าวิกฤติไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกัน

นายอเล็กซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการรองรับพัสดุในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดให้บริการใหม่ร่วมกับพันธมิตรหลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับ Cold Chain หรือระบบคลังสินค้าและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้นไป ล่าสุดบริษัทยังได้ต่อยอดสู่ “เคอรี่ วอลเล็ท” พัฒนาระบบวอลเล็ทเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ ที่เติบโตต่อเนื่อง และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อขายสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งจะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าขาประจำใช้จ่ายเงินและร่วมกิจกรรมผ่านวอลเล็ทอย่างต่อเนื่องทั้งระบบ

นอกจากผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีฐานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลที่ 0.743 บาทต่อหุ้น แจ้งวันกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้น (Record Date) ที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 25 สิงหาคม 2564 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 10 กันยายน 2564 ตามลำดับ