Home Blog Page 385

OR โชว์แกร่ง ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 7 พันล. พร้อมร่วมดูแลสังคมสู้โควิดผ่านโครงการส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน

0
จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2564 มีกำไรสุทธิ 7,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,810 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากทั้งรายได้ขายและ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น  โดยมีรายได้ขายและบริการสำหรับครึ่งปีแรก 237,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ปัจจัยหลักมาจากกล่มธุรกิจน้ำมัน ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ทำให้ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายรวมลดลงเล็กน้อยเพียง 5% เนื่องจากตลาดพาณิชย์ส่วนใหญ่ในน้ำมันอากาศยานที่ปริมาณขายยังไม่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 ส่วนกลุ่มธุรกิจ Non-Oil รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตามการขยายสาขาของร้าน Café Amazon ที่เพิ่มขึ้น สำหรับ EBITDA ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 จำนวน 11,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,126 ล้านบาท (76%) ยังคงความแข็งแกร่ง ทั้งกลุ่มธุรกิจน้ำมัน และ Non-Oil  ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจน้ำมันและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในส่วนของ Non-Oil เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ภาครัฐใช้มาตรการผ่อนคลายมากกว่าเมื่อเทียบกับรอบแรกในปี 2563 ที่มีมาตรการในการควบคุมอย่างเข้มงวด มีการ Lockdown ทั่วประเทศไทย  ตรงข้ามกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ระลอกใหม่ในต่างประเทศ ที่รุนแรงมากกว่าการระบาดรอบแรกในช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งผลกดดันต่อกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ที่ผลการดำเนินงานลดลง

ฐานะทางการเงิน ณ 30 มิถุนายน 2564 OR มีสินทรัพย์รวม 199,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54,578 ล้านบาท (+37.6%) จากสิ้นปี 2563 โดยหลักมาจากเงินสดสุทธิที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน  53,497 ล้านบาท บริษัทฯ มีหนี้สินรวมจำนวน 101,599  ล้านบาท  ลดลง 5,464 ล้านบาท  ส่วนใหญ่มาจากการจ่ายคืนเงินกู้ สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน  97,958  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60,042 ล้านบาท จากการเพิ่มทุนของบริษัทฯ จากการ IPO ดังกล่าวข้างต้น และกำไรสุทธิในงวดครึ่งปีแรกของปี 2564 จำนวน 7,228  ล้านบาท

ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา OR มีความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เช่น การต่อสัญญาหลักความร่วมมือกับ CPALL ในการดำเนินการร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven  ในสถานีบริการน้ำมัน   พีทีที สเตชั่น ในประเทศไทยออกไปอีก  10 ปี อีกทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดจุดรับส่งพัสดุ (drop off point) ของ Flash Express จำนวน 10 จุดที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน และนำร่องจำหน่ายเมนู Grab & Go จาก “โอ้กะจู๋” ที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น วิภาวดี (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยหอการค้า) สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้ ยังมีความท้าทายอย่างมากที่ต้องฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น โดย โออาร์ จะยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในส่วนที่เกี่ยวกับการรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นการเพิ่มช่องทางออนไลน์ไปยังออฟไลน์ (O2O) มากขึ้น รวมถึงยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฟ้นหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน ตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน สร้างชุมชนที่น่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นางสาวจิราพร กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19  โออาร์ มีความห่วงใยประชาชนและได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบ ภายใต้โครงการ ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ให้กับโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม มูลนิธิ ศูนย์พักคอย ตลอดจนชุมชนในพื้นที่โดยรอบสถานประกอบการของ โออาร์ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สนับสนุนบัตรเติมน้ำมันให้กับอาสาสมัครที่รับ-ส่งผู้ป่วยโควิด บริจาคน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้มให้วัดเพื่อใช้ในการฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด จัดเตรียมพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พระราม 2  (ขาออก) ให้เป็นจุดฉีดวัคซีน และได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัด และล่าสุดได้จัดทำกล่อง “tOgetheR Box” ซึ่งเป็นชุดยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโควิด- 19 ที่ต้องแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation Kit) เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อดูแลผู้ป่วยที่ต้องกักตัวที่บ้าน นอกจากนี้ โออาร์ยังได้ร่วมกับคู่ค้าทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น แฟลช LINE MAN Wongnai และโอสถสภา ในการจัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือชุมชนสังคมร่วมกัน อีกทั้งยังได้มอบความช่วยเหลือให้แก่คู่ค้า ลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ชป. เดินหน้าเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำชลประทานและธรรมชาติ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนโครงการเพิ่มการเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำชลประทานและแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เดินหน้าปรับปรุงและเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ หวังเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการสำรวจและจัดทำแผนเพิ่มการเก็บกักน้ำให้แหล่งน้ำชลประทานและแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งมีแผนเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 รวมทั้งสิ้น 907 รายการ ประกอบด้วย แผนงานชุดลอกอ่างเก็บน้ำ/ฝาย/ประตูระบายน้ำ รวม 258 รายการ แผนงานปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ 71 รายการ โครงการแก้มลิง 578 รายการ  รวมปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 896.45 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)  ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 170 รายการ พร้อมกันนี้ ยังได้พิจารณาแผนงานโครงการเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำเดิมเพิ่มเติมอีก 177 โครงการ ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำ 147 รายการ ฝายพับได้ 3 รายการ ขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 20 รายการ และปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น 7 รายการ ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 45 รายการ

สำหรับโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ นั้น ได้กำชับให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งทำการสำรวจ ออกแบบ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักให้สอดคล้องเหมาะสมกับปริมาณน้ำ สภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป  รวมทั้งพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์หลังโครงการแล้วเสร็จ ส่วนในพื้นที่แก้มลิงที่มีความจุไม่เกิน 2 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่บริเวณคูคลองต่างๆ ให้พิจารณาขยายพื้นที่ให้สามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น พร้อมวางแผนระบบกระจายน้ำให้ทั่วถึงทุกพื้นที่   ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำก่อนการดำเนินการใดๆ จะต้องทำการสำรวจผลกระทบและตรวจสอบปัญหาอุปสรรคต่างๆ ก่อนการดำเนินงานให้ครบทุกมิติ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำเดิม ให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกันอย่างเต็มศักยภาพ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด โดยหวังที่จะมุ่งสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำได้อย่างยั่งยืน

OR จับมือ BAFS ตั้งกิจการร่วมค้า ทุ่ม 2,300 ล. ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่อู่ตะเภา

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 64 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่าง กระทรวงการคลังโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กิจการร่วมค้าของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิตและการทำงาน รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุข และการผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ยังคงดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกนั้น  เป็นโครงการร่วมลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ EEC เพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในสนามบินก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของสนามบิน จำเป็นต้องมีการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน  และในวันนี้ สกพอ. ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนา EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการค้าและการลงทุนให้แก่นักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

ด้าน นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า OR ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Flagship ของกลุ่ม ปตท. และเป็นผู้นำด้านพลังงาน OR ให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน การร่วมมือกับ BAFS ในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า คือ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ถือเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า BAFS เป็นผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การจัดตั้งบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ร่วมกับ OR ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ECC และประเทศไทยต่อไปในอนาคต

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กล่าวว่า GAA พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและธุรกิจด้านพลังงาน มามากกว่า 30 ปี โดย BAFS และ OR จะสนับสนุนให้ GAA มีศักยภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการและการให้บริการณสนามบินอู่ตะเภามีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้าน้ำมันเสรีแบบ Open Access ดูแลระบบท่อส่งน้ำมันใต้ลานจอด และในทุกกระบวนการตามขั้นตอนและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

GAA จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ด้วยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดย BAFS ถือหุ้น 55% และ OR ถือหุ้น 45% สำหรับโครงการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่ง GAA จะจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานรองรับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของสนามบินอู่ตะเภา ในปี 2568 และการเติบโตของ EEC ตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย สกพอ. ร่วมกับกองทัพเรือ ได้คัดเลือกเอกชนเพื่อเข้าร่วมพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในส่วนของงานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยได้คัดเลือก “กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์” เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งในด้านการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่จากภาคเอกชน อีกทั้ง เป็นการลดภาระในด้านงบประมาณและบุคลากรในส่วนของภาครัฐ และเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีโอกาสในการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น ทำให้ภาคประชาชนได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายจากการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

OR ร่วมส่งกำลังใจ สู้โควิดไปด้วยกัน ผ่านกล่อง tOgetheR Box

0

ในวันที่หลายคนตั้งคำถามว่า เราจะผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้อย่างไร จำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดหรือยัง และจะลดลงเมื่อไหร่ วัคซีนป้องกันจะได้คิวฉีดวันไหน  เด็กจะได้ไปใช้ชีวิตวัยเรียนที่โรงเรียนได้เมื่อไร และ เราต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ต้องทำงานอยู่กับบ้าน  ลดกิจกรรมนอกบ้าน  กันแบบนี้ไปอีกนานเท่าไร

ความจริงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ คือ เราต้องอยู่กับสภาพเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง  และต้องอยู่อย่างมีความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง  สมาชิกครอบครัว และสังคม  เราต้องอยู่อย่างมีสติ  อยู่อย่างระแวดระวังแต่ไม่ใช่หวาดระแวงต่อกัน

แม้ว่า สถานการณ์โควิด-19 ระลอกนี้ จะสร้างความหวาดหวั่นใจให้กับผู้คนมากขึ้น  ตัวเลขการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20,000 กว่าคนต่อวัน   ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดรายวัน จนถึงวันนี้ เราได้เห็นตัวเลข 300 กว่าคนแล้ว

จำนวนผู้ป่วยโควิดที่สูงมากขนาดนี้ มากกว่าเกินกว่าระบบการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ทั้งจำนวนสถานพยาบาล  จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ จะสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้ภาครัฐ ต้องออกแนวทางการรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือ Home Isolation เพื่อแบ่งเบาภาระของด่านหน้า และรักษาให้ระบบสาธารณสุขของเรายังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

รูปแบบความช่วยเหลือที่จะได้ผลและรวดเร็ว  จึงต้องเป็นการส่งความช่วยเหลือแบบส่งตรงถึงมือผู้ป่วยที่รักษาตัวหรือกักอยู่ที่บ้าน   กระจายความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานต่างๆ  เพื่อครอบคลุมจำนวนผู้ที่กำลังเดือดร้อน ให้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือนั้นอย่างรวดเร็วและมากที่สุด

tOgetheR Box

จากแนวคิดดังกล่าวนี้ ทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR  จึงได้มีแนวคิดจัดทำ “tOgetheR Box”  ซึ่งเป็นชุดยาและเวชภัณฑ์ จำนวน 1.5 หมื่นกล่อง คิดเป็นมูลค่ารวม 7.5 ล้านบาท  โดยกระจายส่งมอบ “tOgetheR Box” ไปให้โรงพยาบาล และหน่วยงานอาสาต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไป  ไม่ว่าจะเป็น สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง  กรมควบคุมโรค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กรมการแพทย์ โรงพยาบาลพระราม 9 กาญจนาภิเษก โรงพยาบาลธัญญารักษ์ จ.ปัตตานี โรงพยาบาลชัยบาดาล จ.ลพบุรี รวมไปถึงเพจ เราต้องรอด, อีจัน, โครงการตัวเล็ก ใจใหญ่ และ หมอแล็บแพนด้า

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

คุณ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR  พูดถึงแนวคิดของการจัดทำกล่อง “tOgetheR Box”  ว่า  เกิดจากการที่ OR  ได้ริเริ่ม โครงการ ส่งกำลังใจ .. สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether   เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่หน่วยงานและชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19   และต่อมา เมื่อภาครัฐมีนโยบายให้ผู้ป่วยโควิด- 19 ที่อาการไม่รุนแรง และสามารถให้แยกกักตัวที่บ้านได้  OR จึงได้จัดทำกล่อง “tOgetheR Box”  ซึ่งประกอบไปด้วย ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ยาพาราเซตามอล ยาฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวที่บ้าน

เริ่มแรก ได้มอบให้กับสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง เพื่อนำ “tOgetheR Box”  ไปมอบให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) สำหรับใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียง รวมทั้งช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่คลองเตยและชุมชนที่ได้รับผลกระทบเป็นหน่วยงานแรก

นอกจากนี้ โออาร์  ได้ทยอยส่งมอบ “tOgetheR Box”  ให้กับโรงพยาบาล และหน่วยงานจิตอาสาต่าง ๆ ที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไปโดยเร็ว

คุณ จิราพร  กล่าวอีกว่า  ก่อนหน้านี้  OR  ได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ให้กับทั้งหน่วยงานและชุมชนโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่, การจัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พระราม 2 (ขาออก) เป็นจุดฉีดวัคซีน, การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน, การร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัด  ทั้ง 77 จังหวัด

ตลอดจนการช่วยซื้อมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้ที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและล้นตลาด แล้วนำมามอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและศูนย์พักคอยของ กทม. รวมไปถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานจิตอาสาด่านหน้า   นอกจากนี้ OR ยังได้ช่วยเหลือคู่ค้า ลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

จะเห็นได้ว่า ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านมา  OR ถือว่า เป็นภารกิจสำคัญที่สุดขององค์กร เพื่อแสดงถึงความมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบต่อสังคม โดย OR ยังยืนยันที่จะเดินหน้าช่วยเหลือสังคมไทยต่อไป จนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อย่างปลอดภัย และก้าวต่อไปได้ดีดังเดิม.

AWC เดินหน้าโครงการรวมพลังไทยสู้สู้ สร้างศูนย์พักคอย ผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวที่จ.อยุธยา

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างทั่วประเทศ ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทขอเป็นหนึ่งกำลังใจดูแลคนไทยให้ก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน โดยการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาล พร้อมพันธมิตรองค์กรชั้นนำร่วมกันจัดตั้ง “ศูนย์พักคอย” (Community Isolation) ภายในศูนย์การค้าส่ง AEC Trade Center ประตูน้ำพระอินทร์ ณ เทศบาลตำบลพระอินทราชา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่ไม่แสดงอาการ จำนวน 200 เตียง ภายใต้ “โครงการ AWC ร่วมรวมพลังไทยสู้สู้

 “AWC ได้ตอบรับและให้ร่วมมือกับเทศบาลตำบลพระอินทราชาทันที เมื่อได้รับการติดต่อเข้ามาเพื่อขอใช้สถานที่ในการจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอย รองรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร องค์กรชั้นนำ และภาคประชาชนร่วมกันจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง อาทิ เตียงกระดาษ ฟูกที่นอน หมอน ผ้าห่ม พัดลม โต๊ะวางของ เก้าอี้ รวมถึงการจัดการคุณภาพชีวิต จัดหาเครื่องอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม เวชภัณฑ์จำเป็น ให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งการจัดตั้งศูนย์พักคอยในครั้งนี้ เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาเตียงไม่เพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย และเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดภายในครอบครัวหรือชุมชน โดยพร้อมประสานความร่วมมือ ส่งต่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป”

นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างกับประชาชนทั่วประเทศ นอกจากการป้องกัน และปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น การเสริมสร้างกำลังใจ และมอบพลังบวกให้กันและกัน  นับเป็นสิ่งสำคัญมากที่บริษัทและมูลนิธิฯ มีความตั้งใจวางแผนช่วยเหลือสังคมและชุมชนให้ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยขออาสาช่วยแบ่งเบาปัญหา พร้อมบรรเทาความเดือนร้อนเบื้องต้นให้กับพี่น้องคนไทย ซึ่งได้รับการตอบรับและร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรและองค์กรชั้นนำมากมาย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิกฤตไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้จะคลี่คลายไปในแนวทางที่ดีขึ้นโดยเร็ววัน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ยังคงมีความมุ่งมั่น ช่วยเหลือ พร้อมสู้เคียงข้างคนไทย ให้ก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน ตามแนวความคิดหลัก AWC Building a Better Future “สร้างอนาคตที่ดีกว่า” พร้อมช่วยเสริมสร้างชุมชน สังคม และประเทศชาติให้มีคุณภาพและยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้ มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล โดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ได้จับมือพันธมิตรและองค์กรชั้นนำ รวมพลังจัดทำ “ถุงกำลังใจ” กว่า 13,500 ชุด มูลค่ารวมกว่า 11 ล้านบาท เพื่อมอบสิ่งของจำเป็นเครื่องอุปโภค-บริโภค ให้ชุมชนต่างๆ ทั่วพื้นที่ในกรุงเทพฯ โดยเน้นครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง รวมไปถึงผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนผู้ใช้แรงงานในแคมป์ก่อสร้างทั่วกรุงเทพฯ โดยหลังจากนี้ มูลนิธิฯ จะยังคงสานต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ ต่อไป

สำหรับประชาชนที่สนใจ และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทย ให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน สามารถร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ บริจาคเงินโดยตรง บัญชี มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เลขที่ 857-7-08878-7 ธนาคารกรุงเทพ (ไม่สามารถขอใบเสร็จเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้) และ บริจาคสิ่งของจำเป็น อาทิ อาหาร น้ำดื่ม หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู่  ได้ที่ AEC Trade Center (ประตูน้ำพระอินทร์) จ.พระนครศรีอยุธยา และ AEC Trade Center – Pantip Wholesale Destination ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ

AIS มอบ 6.5 ล้านบาท หนุนรพ.จุฬาฯ สร้างหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ยังคงน่าเป็นห่วง ด้วยยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคสาธารณสุขไทยมีข้อจำกัดมากมายในการรับมือในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการผู้ป่วยกับจำนวนเตียงที่หลายโรงพยาบาลจัดหาไว้ไม่สามารถรองรับได้ ล่าสุด AIS จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงบประมาณสร้าง “หอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต” (Field Cohort Ward) ให้กับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รองรับผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่ยังรอเตียงเพื่อเข้ารับการรักษา

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS

“เรายังคงเดินหน้าภารกิจสู้ภัย COVID-19 ภายใต้แนวคิด เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นทำให้ภาคสาธารณสุขรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ต้องรับมืออย่างหนักในการรับผู้ป่วยเข้ารักษา ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณผู้ป่วยมีมากกว่าจำนวนเตียงที่แต่ละโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับภาคสาธารณสุขและผู้ป่วย เราจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงบประมาณเป็นเงิน 6.5 ล้านบาท ในการสร้าง หอผู้ป่วยกึ่งวิกฤตแบบเร่งด่วนให้กับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อขยายพื้นที่รองรับการรักษา ช่วยลดเวลาการรอเตียง และความแออัดในห้องฉุกเฉิน เสริมศักยภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในการรับมือสู้กับ COVID-19 ได้เต็มกำลังความสามารถ”

สำหรับโครงการก่อสร้างหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤตนี้ ใช้พื้นที่บริเวณลานจอดรถหน้าอาคารแพทยพัฒน์ จัดสร้างอาคารโครงสร้างชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ที่มีอาการขั้นกลางไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จนถึงผู้ป่วยขั้นวิกฤต ซึ่งที่ผ่านมา AIS ได้สนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมถึง โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ และภาคสาธารณสุขไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการสนับสนุนเครือข่ายสัญญาณ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร รวมถึงบริการดิจิทัลที่ช่วยให้การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายสมชัย กล่าวว่า “ผลกระทบของ COVID-19 ส่งผลต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจต่างๆ และส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคทุกกลุ่ม AIS ยังคงยืนยันที่จะเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทยในทุกมิติ ทั้งศักยภาพขององค์กร บุคลากร ที่มีความพร้อมในการสนับสนุนการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ายกระดับการทำงานของภาคสาธารณสุขไทย เราเชื่อว่าการสอดประสานการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้ประเทศก้าวข้ามผ่านความท้าทายในวิกฤตครั้งนี้ไปได้”

WFH นานเกินไป รถไม่ได้ขับไปไหน จะดูแลอย่างไรดี?

0

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 การทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าจะสะดวก และปลอดภัยไม่เสี่ยงกับการไปรับเชื้อภายนอก แต่สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว การต้องทำงานที่บ้านก็ทำให้แทบจะไม่ได้เดินทางไปไหน จนทำให้ยานพาหนะที่เคยขับขี่ไปทำงานต้องจอดทิ้งไว้เป็นเวลานาน ซึ่งแน่นอนว่าการจอดรถทิ้งไว้โดยไม่ได้ขับไปไหนเลยก็เสี่ยงต่อการทำให้รถเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้ วันนี้ TIPINSURE เลยนำวิธีการดูแลรักษารถที่ต้องจอดทิ้งไว้นาน ๆ ในช่วง COVID – 19 มาฝาก เพื่อใช้ในการดูแลรถเมื่อคุณไม่สามารถขับไปไหนได้นาน ๆ

1. จอดรถในที่ปลอดภัย

การเลือกที่จอดรถเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นจึงควรเลือกจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย และเหมาะสมมากที่สุด โดยหากเป็นไปได้ก็ควรจอดในที่ร่ม อย่างเช่นในอาคารจอดรถ หรือโรงรถ แต่ถ้าหากไม่สามารถจอดรถในที่ร่มได้ ก็หลีกเลี่ยงการจอดในบริเวณที่เป็นป่ารก แหล่งน้ำ หรือใกล้ที่ทิ้งขยะ เพราะอาจทำให้กลายเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หนู งู แมลงสาบ และอื่น ๆ อีกทั้งยังควรเลี่ยงการจอดรถใกล้กับบริเวณที่มีวัสดุไวไฟวางอยู่ใกล้ ๆ หรือถังเชื้อเพลิง เพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังควรเช็กระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก รวมถึงปริมาณน้ำกลั่นในหม้อน้ำให้อยู่ในระดับสูงสุดตามขีดที่กำหนด อีกทั้งยังควรเติมลมยางให้มากกว่าปกติ เช่น หากปกติเติมลมยางที่ 35 ควรเติมเพิ่มไปอีกประมาณ 5 ปอนด์ เพื่อรักษาโครงสร้างของยาง หลีกเลี่ยงการใช้แม่แรงยกรถขึ้นเพื่อให้ทั้ง 4 ล้อลอยขึ้นจากพื้น เพราะอาจส่งผลกับสปริงโช้คอัพของรถได้ ปิดท้ายด้วยการหาผ้ามาคลุมรถ เท่านี้ก็เรียบร้อย

2. ระมัดระวังเรื่องสีรถ 

การจอดรถทิ้งนาน ๆ โดยไม่ได้ดูแลสีรถเลย ก็มีโอกาสที่สีรถอาจเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้ โดยเฉพาะหากจอดไว้บริเวณที่มีความชื้นมาก ๆ อาจทำให้รถขึ้นสนิมได้ ดังนั้นก่อนที่จะจอดรถทิ้งไว้ควรนำรถไปล้าง แล้วเคลือบสีด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติเคลือบสีรถ เพื่อให้สีรถคงสภาพอยู่ได้นาน และถ้าหากคิดว่าบริเวณไหนเสี่ยงจะมีสนิมขึ้นได้ง่าย ก็ควรหาน้ำมันหล่อลื่นมาหยอดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิมจนต้องมานั่งขัดสีรถให้เสียเวลา

3. ปลดเบรกมือเสมอ

การดึงเบรกมือทิ้งไว้ นอกจากจะส่งให้ในกรณีที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายรถตอนที่คุณไม่อยู่เป็นไปได้ยากแล้ว ก็อาจยังทำให้ผ้าเบรกไปติดกับจานเบรก และทำให้เบรกมีปัญหาภายหลังได้ ดังนั้นจึงควรปลดเบรกมือ และปลดเกียร์ว่างเอาไว้ด้วยจะดีที่สุด แต่ถ้าหากต้องจอดในพื้นที่ลาดเอียง ควรหาก้อนหิน หรืออิฐมาขัดล้อไว้ไม่ให้รถเลื่อนจะดีกว่า

4. อย่าลืมดูแลรักษาหัวเทียน

สำหรับคนที่พอจะมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ การจอดรถไว้นาน ๆ โดยไม่ได้ใช้งานอาจทำให้หัวเทียนมีปัญหาได้ ดังนั้นทางที่ดีก็ควรถอดหัวเทียนออก แล้วฉีดน้ำมันบริเวณซ็อกเก็ตปลั๊ก วิธีนี้จะช่วยป้องกันความชื้นเข้าไปในห้องเครื่อง และป้องกันไม่ให้ฝาสูบเป็นสนิมได้ จากนั้นจึงค่อยใส่หัวเทียนกลับเข้าไปให้สนิท เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นหากต้องใช้รถในกรณีฉุกเฉิน

5. ทำความสะอาดรถให้สะอาด 

บรรดาขยะ หรือเศษอาหารที่คุณทิ้ง หรือเผลอทำตกไว้ในรถ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รถมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หรือดึงดูดสัตว์เล็ก ๆ อย่างเช่น มด หรือหนู อีกทั้งยังอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ ดังนั้นหากต้องจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ควรทำความสะอาดภายในรถให้เรียบร้อยก่อน โดยควรเช็ดทำความสะอาดภายในรถด้วยแอลกอฮอล์ 70% เพื่อฆ่าเชื้อโรค ดูดฝุ่น ทำความสะอาดพรมปูพื้นรถ และเก็บเศษขยะทั้งหมด จากนั้นปิดท้ายด้วยการฉีดน้ำหอมปรับอากาศ เท่านั้นก็เรียบร้อย และช่วยให้รถของคุณสะอาดไปได้ระยะหนึ่งเลย

6. ถอดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันแบตเตอรี่หมด

หากคิดว่าไม่สะดวกจะกลับมาดูแลรถถึงขั้นไม่สามารถมาสตาร์ทรถได้ ก็ควรถอดขั้วแบตออกให้หมด เพราะการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ถอดขั้วแบตเตอรี่อาจทำให้เกิดการคายประจุไฟ และทำให้แบตเตอรี่หมดได้ แต่ถ้าหากพอจะมีเวลามาดูแลรถบ้างเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้องถอดขั้วแบตเตอรี่และหมั่นมาสตาร์ทรถ และขับออกไปวนบริเวณใกล้ ๆ บ้านสัปดาห์ละครั้ง ก็ช่วยคงสภาพแบตเตอรี่ได้เช่นกัน

7. สตาร์ทรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง

รถที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนเลย จะทำให้รถเสื่อมสภาพได้เร็วมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่อาจมีปัญหาได้ ดังนั้นควรหาโอกาสอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง มาสตาร์ทรถ ตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่อง ปริมาณน้ำกลั่นในหม้อน้ำ และเติมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นขับวนไปในบริเวณใกล้ ๆ เพื่อให้รถได้ทำงานเต็มระบบ ซึ่งจะชะลอการเสื่อมสภาพของเครื่องยนต์

นอกจากนี้การเติมน้ำมันรถ ยังควรเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้เสมอ เพราะการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้เติมน้ำมันให้เต็ม บริเวณที่ว่างในถังน้ำมันอาจเกิดการควบแน่นของความชื้น ทำให้ถังน้ำมันเป็นสนิม และระบบน้ำมันอุดตันได้ที่สุด

8. นำรถไปเช็กสภาพเมื่อถึงเวลาที่กำหนด

 แม้ว่ารถจะถูกจอดทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้ขับไปไหนเลย แต่การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และการเช็กสภาพรถตามระยะที่กำหนดก็ยังคงต้องทำอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่ค่อยได้ใช้รถ และระยะไมล์ไม่ถึงตามที่คู่มือรถกำหนดไว้ ก็อาจใช้วิธีการนำรถเข้าไปตรวจเช็กสภาพอย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือน เพื่อให้รถยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด

9. เช็กอายุประกันรถยนต์ อย่าปล่อยให้ขาด

นอกเหนือจากการดูแลรักษาสภาพรถยนต์แล้ว ประกันรถยนต์ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะการต้องจอดรถไว้นาน ๆ อาจทำให้เผลอลืมต่อประกันรถยนต์ และมีปัญหาได้เมื่อต้องกลับมาใช้รถ ดังนั้นจึงควรหมั่นเช็กประกันรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้รถพร้อมสำหรับการใช้งาน

และในช่วงสถานการณ์ COVID -19 การซื้อประกันรถยนต์กับ TIPINSURE.com ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพราะนอกจากสามารถซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย ภายใน 4 ขั้นตอน และรอรับกรมธรรม์ผ่านทางอีเมลได้แล้ว ไม่ต้องออกจากบ้าน เพื่อไปเสี่ยงกับการติดเชื้อ แถมการเช็กวันหมดอายุของประกันรถยนต์ก็สามารถทำได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้รถคันโปรดของคุณพร้อมเสมอสำหรับการใช้งาน 

ที่มา ทิพยประกันภัย

ชป. วอนชาวนางดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง หลังฝนตกน้อยลง

0
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

กรมชลประทาน ประสานหลายหน่วยงานประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรงดการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง หลังการเก็บเกี่ยว พร้อมทั้งเดินหน้าบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม(RULE CURVE) ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้า

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ซึ่งปัจจุบัน(17 ส.ค. 64) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,223 ล้าน ลบ.ม. หรือ 33% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียง 8% ของความจุอ่างรวมกัน มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ถึงปัจจุบัน รวมกัน 2,738.30 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังคงมีการระบายน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการระบายน้ำไปแล้วรวมกว่า 3,222 ล้าน ลบ.ม. ประกอบกับปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว 6.39 ล้านไร่ หรือ 80% ของแผนการเพาะปลูก และทำการเก็บเกี่ยวไปแล้ว 0.518 ล้านไร่

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริม และบริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามนโยบายของรัฐบาล และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับเกษตรกรที่ทำการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีไปแล้ว ขอความร่วมมือให้งดทำการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2564 ของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าต่อไป

ซีพีเอฟ ดูแลเกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม เดินหน้าอาชีพ และปันความรู้ม.ปลอดภัยช่วงโควิด

0

นายสมพร เจิมพงศ์ รอง​กรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเข้มงวด โดยฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของบริษัททุกแห่งมีการซีล (Seal) ให้บุคลากรทำงานที่ฟาร์มพักอาศัยอยู่ภายในฟาร์ม งดการออกนอกพื้นที่ เพื่อการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตรการที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ได้ถูกยกระดับการป้องกันสูงสุดทั้งโรคในสุกรและบุคลากร โดยเฉพาะระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) ที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการป้องกันโรคต่างๆ ที่ซีพีเอฟปฏิบัติมาโดยตลอด ช่วยให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับการอบรมและให้ความรู้แก่พนักงาน และเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกร หรือคอนแทรคฟาร์ม อย่างต่อเนื่อง

“ซีพีเอฟ ถ่ายทอดเทคนิค วิธีการ และมาตรการป้องกันโรคในสุกร และโควิด-19 แก่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มกับบริษัทมาโดยตลอด ทั้งการแบ่งปันองค์ความรู้ในกลุ่มเกษตรกร การเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์ม และการอบรมผ่านออนไลน์ ทำให้เกษตรกรมีพื้นฐานความรู้และวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง สามารถนำไปปรับใช้ในฟาร์มของตนเอง ช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ทำให้เดินหน้าอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรทำ Seal ให้บุคลากรพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณฟาร์ม โดยยังคงได้รับการดูแลความเป็นอยู่และอาหารการกินที่เหมาะสม ตลอดจนใช้กล้องวงจรปิดซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงการนำโรคต่างๆเข้าไปสู่ฝูงสัตว์ โดยคนไม่จำเป็นต้องเข้าไปในโรงเรือน เพราะสามารถมอนิเตอร์ผ่านกล้องได้ทุกที่ทุกเวลา ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยในอาหาร และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้บริโภค” นายสมพร กล่าว

ด้าน นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า นอกจากระบบไบโอซีเคียวริตี้ที่เข้มงวดขึ้นในทุกๆฟาร์ม เพื่อเป็นการป้องกันโรคสัตว์ปีกต่างๆ ที่ทำควบคู่กับการซีลพนักงานในฟาร์มและห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาดแล้ว บุคลากรทุกคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 โดยเน้นเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล การปฏิบัติตามแนวทางการเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และหมั่นล้างมือ ซึ่งถือเป็นวิถีใหม่ (new normal) ที่ทุกคนถือปฏิบัติ จนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีการปรับกิจกรรมการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ การประชุมเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน ซึ่งจัดในสถานที่โล่งแจ้ง การรับประทานอาหารแบบเว้นระยะห่างและใช้ภาชนะส่วนตัว รับประทานเฉพาะอาหารปรุงสุกเท่านั้น และเน้นการทำความสะอาดในจุดสัมผัสร่วมให้บ่อยครั้งขึ้น

“ซีพีเอฟ ยังคงเน้นมาตรการป้องกันสูงสุดอย่างเคร่งครัด มีการประยุกต์ใช้มาตรการป้องกันโรคต่างๆ อย่างเหมาะสม พร้อมให้ความรู้และรณรงค์การป้องกันโรค ทั้งแก่บุคลากรของบริษัทและเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคที่ดี จึงมีความพร้อมในการปฏิบัติงานและสามารถป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19 เพื่อสนับสนุนการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตเช่นนี้”

TNITY อวดกำไรครึ่งปีแรก 109 ล้านบาท พุ่ง 1,109 % บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผล 0.25 บาท /หุ้น

0

นายชาญชัย กงทองลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) เปิดเผยว่า บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิงวดครึ่งปี 2564 จำนวน 109 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,109%  เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 10.80 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้รวม 469.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 225.37 ล้านบาท เป็นผลจากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ทำได้ 273.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.15% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 223.91 ล้านบาท

 สำหรับรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ หลักๆ จะมาจาก 1. รายได้จากนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 40.91% มาอยู่ที่ 175.03 ล้านบาท จาก 124.21 ล้านบาท ในงวดหกเดือนแรกปี 2563 ซึ่งเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่ครึ่งปีแรกปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันขึ้นมาอยู่ที่ 97,471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.05% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปี2563 ซึ่งอยู่ที่ 68,617 ล้านบาทต่อวัน 2.รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ 57.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.50% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 39.33 ล้านบาท เป็นผลจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในระหว่างงวด

นอกจากนี้บริษัทยังมีกําไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 108.83 ล้านบาทในงวดหกเดือนแรกปี 2564 ขณะที่ในงวดเดียวกันของปี 2563 บริษัทมีขาดทุนและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 71.35 ล้านบาท และบริษัทยังมีรายได้ดอกเบี้ยจำนวน 55.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.05 % เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 48.69 ล้านบาท

นายชาญชัย กล่าวว่า จากผลดำเนินงานของบริษัทที่เติบโตท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2564 ได้อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลงวดระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 3.57% กำหนดวันขึ้นเครื่องหมายสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 27 ส.ค.และวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 30 ส.ค.และผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 10 ก.ย.2564  

สำหรับผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 42.30 ล้านบาท ลดลง 55.37% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  94.75 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศที่ยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดหนักในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ผันผวนมาก โดยดัชนีลดลงจากสิ้นเดือน มี.ค.2564 ที่ 1,587.21 จุด ไปจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย.ที่ 1,541.12 จุดและปรับตัวสูงขึ้นไปทําจุดสูงสุดในเดือนมิ.ย.ที่ 1,636.56 จุด ก่อนจะกลับมาที่ 1,587.79 จุด ณ สิ้นเดือน มิ.ย.จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันสําหรับไตรมาส 2 อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกนักลงทุนรายย่อยยังมีบทบาทสำคัญต่อการลงทุน โดยมีสัดส่วนการลงทุน 48.9% ใกล้เคียงงวดเดียวกันปีก่อนที่ 48% นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ 36.0% จาก 33.6%  ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ 6.3% จาก 9.8% สําหรับบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ใกล้เคียงกับงวดปีก่อนที่ 8.7%

ด้านฐานะทางการเงิน ณ 30 มิ.ย.2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน 6,123.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ที่มีจำนวน 5,043.36 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจํานวน 3,079.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,404.69 ล้านบาทและเงินให้กู้ยืมอื่น จํานวน 1,337.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,001.51 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วน 50.29% และ21.85 % ของสินทรัพย์รวมตามลําดับ