Home Blog Page 384

เอไอเอส จับมือกูเกิ้ล เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลให้ลูกค้า 100 GB

0

นายพงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด เอไอเอส กล่าวว่า วิถีชีวิตของประชากรทั่วโลก ทั้งการทำงาน หรือ การเรียน ได้ย้ายมาอยู่บน Online Platform อย่างเต็มรูปแบบ ที่ผ่านมา เอไอเอสได้ผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก เพื่ออำนวยความสะดวก และ สนับสนุนวิถีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลผ่าน cloud ก็เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญ

พงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด เอไอเอส

AIS 5G ร่วมกับ Google One เพื่อสนับสนุน และลดความกังวลจากข้อจำกัดด้านพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล ด้วยการเปิดให้ลูกค้ารายเดือน AIS 5G เท่านั้นสามารถใช้บริการแบบสมาชิกของ Google One ได้ง่ายๆไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มถึง 100 GB นานถึง 6 เดือน หลังจากนั้นยังสามารถใช้บริการได้ต่อเนื่องในราคาเดือนละ 70 บาท สำหรับ 100 GB หรือสามารถดูรายละเอียดของแพ็กเกจ Google One อื่นๆได้ที่ https://www.ais.th/googleone/

ทั้งนี้ Google One คือ บริการแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลแบบสมาชิก สามารถเชื่อมโยง ใช้ได้ทั้งใน Google Drive, Gmail และ Google Photos โดยสามารถเก็บรูป ,วีดีโอ และไฟล์ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยในระบบคลาวด์และสามารถเข้าถึงได้จากอุปกรณ์ใดก็ได้ พร้อมทั้งยังสามารถแบ่งพื้นที่เก็บข้อมูลให้บุคคลอื่นได้สูงสุด 5 สมาชิก (รวมเจ้าของบัญชีเป็น 6 สมาชิก)

นายมาแฮร์ ซาฮิน ผู้อำนวยการ ฝ่ายพันธมิตรแพลตฟอร์มและระบบนิเวศ, Google ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ขอบคุณ AIS 5G ที่เดินหน้านำนวัตกรรมจาก Google One ที่เป็นบริการจัดเก็บข้อมูลบน Cloud มาสร้างสรรค์บริการอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่า จะช่วยให้ลูกค้าเอไอเอสปราศจากความกังวลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากในปัจจุบัน

สำหรับลูกค้ารายเดือน AIS 5G ที่มีบัญชี Gmail บนแอนดรอยด์ หรือ ไอโอเอส สามารถสมัครรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพียงกด *642# โทรออก รอรับ SMS แจ้งยืนยันการรับสิทธิ์ และขั้นตอนการสร้างบัญชีการใช้งาน Google One ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2565 โดยสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนาน 6 เดือน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/googleone/

กรมชลประทาน กับแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม

0
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชลประทาน และเกษตรกร

บิ๊กเกรียน ตามติดภารกิจของกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำช่วงเริ่มต้นฤดูปลูกข้าวที่จะเริ่มประมาณเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม

ภารกิจสำคัญของเจ้าหน้าที่ชลประทาน คือ ต้องบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม ด้วยการลงพื้นที่ เพื่อพบปะพูดคุย และให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่

ประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจ ตลอดจนการกำหนดแนวทางความร่วมมือทำงานระหว่างกรมชลประทานกับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อบูรณาการแผนการเพาะปลูกข้าว เพื่อลดเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากปัญหาภัยพิบัติ

เพราะการเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำ และการลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชนและตัวแทนเกษตรกร ก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกรอบใหม่ เป็นภารกิจสำคัญของเจ้าหน้าที่ชลประทาน เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ หากพบปัญหาอุปสรรค ก็จะสามารถรายงานขอความช่วยเหลือมายังส่วนกลางได้อย่างทันการณ์นั่นเอง

กทม.-ซีพี-ซีพีเอฟ-ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ส่งมอบข้าวกล่อง 2 ล้านกล่อง ช่วยชุมชนในกรุงเทพฝ่าโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ฤทธิพันธ์ นันทศุภกร ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร ร่วมรับมอบข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทานและหน้ากากอนามัย จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และพันธมิตร สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ภายใต้โครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19” เพื่อส่งมอบแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วยแบ่งเบาภาระและบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ และ นางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมส่งมอบ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สีแดงซึ่งมีผู้เดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงผู้ติดเชื้อที่ทำ Home Isolation อยู่ที่บ้าน แต่ยังมีคนตกงาน ผู้ขาดรายได้ และกลุ่มเปราะบาง ที่อาศัยอยู่ในชุมชนต่างๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณภาคเอกชนอย่างเครือซีพี-ซีพีเอฟที่นำโครงการครัวปันอิ่มมาแบ่งปันอาหารให้เข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ประชาชนได้อย่างมาก รวมถึงร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้ในช่วงนี้ด้วย

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่าการระบาดในระลอกที่ 3 ค่อนข้างรุนแรง เครือซีพีและซีพีเอฟ จึงดำเนินโครงการครัวปันอิ่ม พร้อมได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลายหน่วยงาน ในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รวมถึง ศูนย์พักคอย รพ.สนาม รวมถึง สำนักงานเขตหลายแห่ง อาทิ เขตพระนคร หนองจอก มีนบุรี สวนหลวง บางกอกน้อย และ ประเวศ ที่ช่วยกระจายอาหารจากครัวปันอิ่มให้ถึงมือประชาชนในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารอร่อย สะอาด ปรุงสุกใหม่ทุกเช้า เป็นกำลังใจและเติมกำลังกายให้ทุกคน

ด้านนางกรรณิการ์ หยกเล็ก ประธานชุมชนราชบพิธพัฒนากล่าวขอบคุณ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเครือซีพีและซีพีเอฟที่นำอาหารมามอบแก่คนในชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ทั้งตกงานและรายได้ลดลง โดยเฉพาะในระลอก 3 ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ในชุมชนมีผู้กักตัว ตลอดจนกลุ่มเสี่ยงอยู่เป็นจำนวนมาก อาหารเหล่านี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าอาหารในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี

โครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19” เป็นการผนึกกำลังเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับพันธมิตรกว่า 100 องค์กร ส่งมอบข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทาน จำนวน 2 ล้านกล่อง ประกอบด้วย 1 ล้านกล่องแรกมาจากร้านอาหารรายย่อยในกทม. และปริมณฑล และอีก 1 ล้านกล่องมาจากซีพีเอฟ เป็นอาหารที่ปรุงใหม่ สุก สะอาด ถูกสุขอนามัย มีเมนูอาหารที่หลากหลาย โดยเครือข่ายจิตอาสา มูลนิธิ และหน่วยงานพันธมิตร จะรับอาหารไปกระจายสู่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ขาดรายได้ ว่างงาน กลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่กักตัวดูอาการ และผู้ที่รักษาตัวที่บ้านหรือ Home Isolation ในชุมชนต่างๆ ตลอดจนช่วยอุดหนุนธุรกิจร้านอาหารรายย่อยในกรุงเทพให้มีรายได้ในสถานการณ์นี้

เปิดตัว เอไอเอส อุ่นใจช็อป และ รถเอไอเอสอุ่นใจ ให้บริการระบบสื่อสารในชุมชน ลดกังวล ช่วงล็อคดาวน์

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ที่ยังคงมีปริมาณผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ช็อปบริการด้านสื่อสารของผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามนโยบายของภาครัฐ ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป ในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับบริการด้านสื่อสาร ที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของทุกคนที่ต้องทำงาน หรือ เรียนที่บ้าน รวมถึงการบริหารจัดการด้านระบบสื่อสารของหน่วยงานต่างๆ อย่างไม่ขัดต่อนโยบายของภาครัฐ  เอไอเอส จึงร่วมมือ กับร้านเอไอเอส เทเลวิซ ในแต่ละพื้นที่ เปิดตัวร้านเอไอเอส อุ่นใจช็อป ที่กระจายตัวอยู่ในชุมชนต่างๆ ครอบคลุมพื้นที่หลักแล้วมากกว่า 100 แห่ง รวมถึงรถเอไอเอสอุ่นใจ มากกว่า 30 คัน ที่พร้อมตระเวนวิ่งให้บริการลูกค้าและประชาชน อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

 “ชาวเอไอเอสและชาวเอไอเอส เทเลวิซ  พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและประชาชน เพื่อสนับสนุนระบบสื่อสาร ทั้งในแง่ของจุดให้บริการและการดูแลเครือข่ายทั้งมือถือและเน็ตบ้าน ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อความช่วยเหลือสำหรับช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้อย่างเต็มที่” นายปรัธนา กล่าวย้ำ

ลูกค้าเอไอเอสสามารถค้นหาศูนย์ให้บริการใกล้บ้านได้ที่ https://www.ais.th/servicecenter/

‘สิงห์’ ส่งความห่วงใยผ่านเพลง “อยากให้เธอกอดคนที่ใช่” ขอบคุณ บุคลากรแพทย์ด่านหน้า ชวนคนไทยดูเเลตัวเอง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ส่งเพลง “อยากให้เธอกอดคนที่ใช่” เป็นสื่อกลางส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจให้บุคลากรด่านหน้า เพื่อสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนทุกคนให้ดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด เพราะเชื่อว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังอยูในช่วงวิกฤต การดูแลตัวเองและครอบครัวเพื่อให้ปลอดภัย และห่างไกลจากโควิด-19 เท่ากับเป็นการส่งต่อกำลังใจให้กับคุณหมอ คุณพยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบุคลากรด่านหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องอดทน เสียสละ เพื่อคอยดูแลพี่น้องประชาชนที่เจ็บป่วยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ซึ่งบุคลากรด่านหน้าเหล่านี้ต้องอยู่ห่างไกลจากครอบครัว บางคนไม่ได้กลับบ้านนานเป็นเวลาหลายเดือน เพราะต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

เพลง “อยากให้เธอกอดคนที่ใช่” ได้ 2 ศิลปินอย่าง ทะเล สงวนดีกุล และ นารา เทพนุภา ร่วมถ่ายทอดความรู้สึก แต่งโดยนักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง “ฟองเบียร์” ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม ที่ได้ถ่ายทอดความห่วงใยผ่านบทเพลงถึงเหล่าบุคลากรด่านหน้า ถ้าพี่น้องประชาชนต้องการจะให้กำลังใจบุคลากรเหล่านี้ สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อให้ปลอดภัยจากโควิด-19 จะได้ไม่เป็นการเพิ่มงานให้บุคลากรด่านหน้า สำหรับเนื้อหาใน MV “อยากให้เธอกอดคนที่ใช่” เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของ 5 คู่รักที่ทำหน้าที่เป็นบุคลากรด่านหน้า ได้แก่ คุณหมอตั้ม กับ คุณพยาบาลอุ๋มอิ๋ม, คุณหมอเดย์ กับ คุณพิ้งกี้, คุณพยาบาลแบม กับ คุณคัตเตอร์, คุณพยาบาลจ๋อมแจ๋ม กับ คุณมีน และ คุณพยาบาลบ๋อม กับ คุณฟลุ๊ค ซึ่งแต่ละคู่ก็ได้ถ่ายทอดความรักความห่วงใยผ่าน MVเพลงนี้ได้อย่างสุดซึ้ง แม้ว่าทุกคนจะเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ยังมีช่วงเวลาดีๆ ที่ทำให้พวกเขาได้ชุ่มชื่นหัวใจ และผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อยได้บ้าง

โดยก่อนหน้านี้ ในการระบาด ปี 2563 ทาง สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ได้ทำ MV เพลง Live and Learn ที่มี “เต้-ภูริต ภิรมย์ภักดี” ผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมถ่ายทอดบทเพลงนี้ด้วย เพื่อเป็นสื่อกลางสร้างแรงบันดาลใจพร้อมเติมพลังและกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุกคนลุกขึ้นสู้ และก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 อีกทั้งยังส่งมอบกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์และนักสู้ด่านหน้า ผ่านข้อความบนป้ายบิลบอร์ดกลางกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ลงพื้นที่สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้ง โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม ศูนย์ฉีดวัคซีน จุดพักคอย มากกว่า 100 จุด ผ่านเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือทีมอาสาสมัครต่างๆ กลุ่มร้านค้าที่ไม่สามารถเปิดบริการได้ วัด ศูนย์ประสานงานชุมชนต่างๆ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยบริษัทฯได้ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่การระบาดในปลายปี 2562 อีกทั้งยังมอบเงินสนับสนุนการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน, เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว, เครื่องวัดความดันโลหิต, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE , หน้ากาก N95 และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่ง และจัดโครงการจ้างงานสร้างอาชีพ 12 โครงการทั่วประเทศ มูลค่าการช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 250 ล้านบาท

ร่วมเป็นกำลังใจให้กัน และที่สำคัญดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อข้ามผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน รับชม MV เพลง “อยากให้เธอกอดคนที่ใช่” เพื่อสร้างพลังใจไปพร้อมกัน ผ่านช่องทาง Facebook : Singha Corporation, Singha Drinking Water เเละ YouTube: Singha Drinking Water

สามารถรับชมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=1-dQX0i2I7s

ออมสิน ชวนลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร /โรงแรมรีบใช้สิทธิ์พักชำระหนี้ ก่อนหมดเขต 30 สิงหาคมนี้

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย และผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยให้พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวด กค- ธค 64 โดยธนาคารได้เปิดให้ลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ และมีผู้สนใจเข้ามาตรการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีลูกหนี้อีกบางส่วน ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์พักชำระหนี้ตามมาตรการนี้ ซึ่งการได้พักชำระหนี้จะช่วยเหลือในเรื่องของการเสริมสภาพคล่อง และยับยั้งไม่ให้ลูกหนี้ต้องกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ที่จะส่งผลกระทบต่อการกู้เงินในอนาคต รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ต้องขาดรายได้หรือรายได้ไม่แน่นอน จึงขอเชิญชวนให้ผู้ที่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอพักชำระหนี้ โปรดรีบใช้สิทธิ์ ก่อนหมดเขตวันที่ 30 สิงหาคม 2564 นี้

ทั้งนี้ มาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท และไม่ใช้หลักทรัพย์ ค้ำประกัน สำหรับผู้ได้รับผลกระทบทำให้ต้องเลิกกิจการ ถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ ฯลฯ ฯลฯ (ยกเว้นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) สามารถเข้าตรวจสอบสิทธิ์ในแอป MyMo และกดทำรายการได้ทันทีที่ปรากฏเมนูพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนผู้ที่ยังไม่มีแอป MyMo แต่มีบัตรเดบิต สามารถดาวน์โหลดและเปิดใช้งานแอป MyMo ด้วยตนเองได้โดยใช้ข้อมูลบัตรเดบิต ซึ่งจะได้รับความสะดวกในการขอพักชำระหนี้โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อที่สาขาธนาคาร

สำหรับมาตรการพักชำระหนี้กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ เซอร์วิส อพาร์ตเม้นท์ ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ SMEs มีวงเงินกู้ไม่กิน 250 ล้านบาท ติดต่อเข้าร่วมมาตรการได้ที่สาขาธนาคาร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115อนึ่ง มาตรการพักชำระหนี้ โดยพักเงินงวดผ่อนชำระให้สูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม 2564 หลังจากเมื่อสิ้นสุดระยะการพักชำระหนี้ ให้กลับมาจ่ายเงินงวดตามเงื่อนไขเดิม โดยเงินต้นและดอกเบี้ยที่ได้พักไว้ จะถูกนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญาเงินกู้หรือข้อตกลงที่ทำกับธนาคาร ทั้งนี้ ช่วงระยะเวลาที่พักชำระหนี้ ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระและไม่ส่งผลต่อข้อมูลเครดิตของลูกค้า รวมถึงไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดชำระและค่าปรับใด ๆ

รู้เก็บรู้ออม : เลือกหุ้นได้ เทรดหุ้นเป็น

0

วันนี้ “คุณนายพารวย” อยากจะขอชาเลนจ์แฟนๆ คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมฯกัน ไม่ใช่ชาเลนจ์เรื่อง ลดความอ้วน ปั้นหุ่นสวยมาอวดกัน แต่เป็นชาเลนจ์เทรดหุ้นให้เป็น เติมความรู้เรื่องการลงทุนหุ้นกับชาเลนจ์ดีๆของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ไอเดียบรรเจิดจัดภารกิจท้าทายตัวเองให้ “เลือกหุ้นได้และเทรดหุ้นเป็น” ใน 21 วัน ผ่านแคมเปญ “21–Day Challenge

ที่ขอท้าและเชิญชวนให้นักลงทุนมือใหม่ และผู้สนใจเรื่องการลงทุนมาเข้าร่วมกัน เรียกได้ว่า เป็น 21 วันของการเสริมสร้างนิสัยการลงทุนที่ดี ที่คุณนายพารวย เห็นแล้วชอบใจจริงๆค่ะ ยิ่งพอได้เข้าไปอ่านรายละเอียดแคมเปญแล้ว ทำให้มั่นอกมั่นใจว่า เราจะ เล่นหุ้นเป็นไม่โดน หุ้นเล่นเรา เหมือนแต่ก่อนแน่นอน

ขั้นตอนสมัครก็แสนง่าย เพียงเข้าไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทางเว็บ https://www.setinvestnow.com/th/21day จากนั้นก็ใช้เวลาตักตวงหาความรู้ที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำหลักสูตรแบบสำหรับมือใหม่หัดเทรด ทั้งหมด 21 คอร์ส กันแบบครบเครื่องเรื่องหุ้น

โดยเนื้อหาของสัปดาห์แรกจะทำให้คุณ “รู้เรื่องหุ้น” ซึ่งเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่เข้าใจธรรมชาติของตลาดหุ้น รู้จักสไตล์หุ้น สไตล์ลงทุน พร้อมค้นหาหุ้นดีน่าลงทุนด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

ตามมาด้วยสัปดาห์ที่ 2 สอนให้คุณ “เลือกหุ้นได้” ด้วยการวิเคราะห์ Business Model ของกิจการ อ่านงบและประเมินมูลค่าหุ้นอย่างง่าย ปิดท้ายด้วยเทคนิคอ่านกราฟเพื่อจับจังหวะลงทุน

ปิดท้ายกับสัปดาห์ที่ 3 ที่จะทำให้คุณ “เทรดหุ้นเป็น” เพราะจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ซื้อขายหุ้นออนไลน์ วางกลยุทธ์ ลงทุนทั้งซื้อ-ถือ-ขาย พร้อมเทคนิคการทำ Money Managementเพื่อป้องกันการขาดทุนแบบกู่ไม่กลับและเคล็ดลับปรับพอร์ตลงทุนให้บรรลุเป้าหมาย

สำเร็จวิชาออกมา แม้จะไม่ได้เป็นถึงนักลงทุนขั้นเทพดัชนี หรือเซียนหุ้น แต่รับรองได้ว่าเราจะเป็นนักลงทุนแบบมืออาชีพ ที่ซื้อขายหุ้นแบบ “รู้เรื่อง” บนพื้นฐานความรู้ที่เลือกหุ้นได้ เทรดหุ้นเป็นแน่นอน คราวนี้จะได้โชว์ของ อวดพอร์ตลงทุนกันแบบไม่กล้าสบตาใครให้อายฟ้าอายดินกันอีกต่อไป อารมณ์ของนักลงทุนอย่างเราๆคงไม่ต่างกับหนุ่มๆสาวๆที่เปลี่ยนร่าง ฟิตหุ่นตัวเองได้สำเร็จแล้วมาโชว์ซิกซ์แพ็ก อวดรูปร่างกัน หลังผ่านภารกิจท้าทายตัวเองได้นั่นแหละ

ความรู้ที่ได้จากคอร์สนี้ จะเปลี่ยนให้นักลงทุนธรรมดาๆ เป็นมืออาชีพ หุ้นในพอร์ตต่อจากนี้ จะทั้งฟิตทั้งสตรอง เพราะผ่านการเลือกหุ้น เลือกเทรด โดยมีความรู้เรื่องการลงทุนเป็นพื้นฐานรองรับ แน่นปึ้ก!! สนใจรีบสมัครร่วมแคมเปญได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึง 31 ส.ค.2564 เริ่มทำภารกิจ 1 ส.ค.-30 ก.ย.2564 งานนี้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เหมือนเดิม.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“น้ำดื่มชุมชน” โดยวิสาหกิจบ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด ซีพีเอฟ หนุนสร้างอาชีพชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเอง

0

วิกฤตการระบาดของโควิด-19 กระทบวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ กลาง เล็ก ต้องตัดสินใจปิดกิจการ ลูกจ้างตกงาน คนทำมาค้าขายหาเช้ากินค่ำ ถูกกระทบด้านรายได้อย่างหนัก พื้นที่ท่องเที่ยวเงียบเหงา จากที่เคยมีรายได้จากนักท่องเที่ยว

ที่ ชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง ชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ในอำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมง ทำสวนและบางครัวเรือน มีรายได้จากการให้เช่าที่พัก เพราะที่นี่ เป็นจุดต่อเรือเฟอรี่เพื่อข้ามไปเกาะช้าง ชาวบ้านที่นี่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นกัน แต่ด้วยความเข้มแข็งของชุมชน รวมตัวกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำให้มีอาชีพและรายได้เสริมรองรับ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้พอสมควร

ล่าสุด ชุมชนฯรวมตัวจัดตั้ง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มบ้านธรรมชาติล่าง” เดินหน้าแก้ปัญหาคุณภาพของน้ำดื่ม จนสามารถผลิตน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย เพื่อบริโภคและจำหน่าย ด้วยความเข้มแข็งของชุมชน ประกอบกับได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐซ่อมแซมและปรับปรุงอุปกรณ์การผลิตน้ำดื่ม ยังได้รับองค์ความรู้การบริหารจัดการและคำแนะนำที่ได้จากภาคเอกชน คือ โรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ให้ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ชุดปฏิบัติงาน รางลำเลียงถังน้ำ รวมถึงการตรวจคุณภาพทางเคมีและจุลินทรีย์เบื้องต้น รวมทั้งโครงการประชารัฐช่วยด้านการขยายโครงสร้างฯ สาธารณสุขอำเภอและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้คำแนะนำขั้นตอนการขอรับรองมาตรฐานคุณภาพจากอย. (ได้รับการรับรองมาตรฐานน้ำดื่ม อย.23-2 -01262-6-0001)

นางสาวรวงทอง วรฉัตร หรือต้อม ชาวบ้านในชุมชน ซึ่งมีอาชีพให้เช่าบ้านพักนักท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในสมาชิกวิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มบ้านธรรมชาติล่าง เล่าว่า เมื่อปี 2551 ชุมชนฯ เคยรวมตัวกันเพื่อผลิตน้ำดื่มบริโภคและจำหน่าย แต่ตอนนั้นติดปัญหาตะกอนในน้ำ น้ำกร่อย ทำให้ไม่มีตลาดรองรับ จึงล้มเลิกโครงการไป จนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางกลุ่มกองทุนหมู่บ้านธรรมชาติล่างได้จัดประชุมกับสมาชิกและคณะกรรมการฯ โดยเชิญซีพีเอฟเข้าร่วม เพื่อชี้เเจงการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มบ้านธรรมชาติล่าง โดยมีเป้าหมายผลิตน้ำดื่มที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เราอยากทำโครงการผลิตน้ำดื่มให้สำเร็จ มองว่าเป็นการช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนในชุมชน สำคัญกว่านั้น ชาวบ้านอีกหลายร้อยครัวเรือน ได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดและได้มาตรฐาน

“ขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่เข้ามาสนับสนุน ให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงผลิตน้ำดื่ม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการขนส่ง อุปกรณ์ความปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ที่ทำให้สามารถผลิตน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน” รวงทอง กล่าว

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนบ้านธรรมชาติล่างมีสมาชิก 98 ราย ปี 2563 ชุมชนมีปริมาณขายน้ำดื่ม 2,100 ถังต่อเดือน (ขนาด 18.9 ลิตร) รายได้รวม 268,000 บาทต่อปี โดยรายได้จากการจำหน่ายน้ำดื่ม 10 % นำเข้ากองทุนของชุมชน และในปี 2564 (ม.ค. – มิ.ย.) มีปริมาณยอดขายน้ำดื่มเพิ่มขึ้นเป็น 2,300 ถังต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 110 % มีรายได้สะสมแล้ว 154,700 บาท โดยมีโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออกของซีพีเอฟ ที่เป็นลูกค้าประจำออเดอร์น้ำดื่มชุมชนเดือนละ 1,000-1,500 ถัง ที่เหลือเป็นออเดอร์จากชาวบ้าน ที่สามารถซื้อน้ำได้ในราคาถังละ 12 บาท ส่วนผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อยในชุมชนสามารถซื้อน้ำดื่มได้ในราคาถังละ 10 บาท

“ตั้ว”หรือนายพงศ์พัทธ์ เสริฐศรี อายุ 18 ปี กำลังศึกษาชั้น ม.6 โรงเรียนแหลมงอบวิทยา จ.ตราด เป็นอีกคนหนึ่งที่มารับจ้างขนน้ำดื่มส่งให้ชาวบ้านในชุมชนทุกวันอาทิตย์ เล่าว่า วันจันทร์-ศุกร์ต้องไปเรียน จึงมารับจ้างขนน้ำได้แค่วันอาทิตย์วันเดียว มีหน้าที่ล้างถังและช่วยยกน้ำส่งในบ้าน เคยขนน้้ำส่งตามบ้านได้สูงสุด 300 ถัง/วัน รายได้เฉลี่ย 300-400 บาท ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ที่ต้องให้เงินตนไปโรงเรียนทุกวัน แต่แม่ก็จะบอกให้ตนเก็บเงินที่ได้จากการรับจ้างขนน้ำดื่มสำหรับเป็นเงินออม ตอนนี้ทำงานมาได้ 2-3 ปีแล้ว ภูมิใจที่แม้ยังเรียนอยู่ก็สามารถหารายได้ได้เอง ขอบคุณซีพีเอฟที่สนับสนุนคนในชุมชนให้มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้จากอาชีพที่ชุมชนเราทำเอง ไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน ชาวบ้านก็ได้บริโภคน้ำดื่มสะอาด ราคาถูก ดีต่อสุขภาพ

ตั้ว บอกด้วยว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มีผลกระทบต่อปริมาณออเดอร์ที่ชาวบ้านสั่งน้ำดื่ม แต่การขนส่งน้ำต้องมีการระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ทั้งใส่หน้ากากอนามัย สวมถุงมือ พกแอลกอฮอล์ติดรถไว้ตลอดเวลา เพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองและลูกค้าที่สั่งน้ำดื่ม

นางอุทิศ พวงนาค อายุ 53 ปี อาชีพรับจ้างกรีดยาง กล่าวว่า ตนและพี่เขยมีอาชีพหลักคือรับจ้าง และมีอาชีพที่เป็นรายได้เสริมจากโครงการผลิตน้ำดื่มของชุมชน ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของที่บ้านได้พอสมควร โดยในแต่ละสัปดาห์ทุกวันอังคารและวันศุกร์จะไปส่งน้ำให้โรงเพาะฟักลูกกุ้งของซีพีเอฟ และวันอาทิตย์เป็นวันที่ออกส่งน้ำให้ชาวบ้าน แต่ละครั้งที่ออกไปส่งน้้ำจะช่วยกันประมาณ 4 คน ตั้งแต่ยกถัง ล้างถัง นำถังใส่เครื่องปั่นเพื่อทำความสะอาดด้านใน กรอกน้ำ ยกถังที่กรอกน้ำแล้วขึ้นรถ จนถึงขนถังน้ำลงจากรถเพื่อส่งตามบ้าน ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมผลิตน้ำดื่มของชุมชน ช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพและมีรายได้เสริม

“โครงการน้ำดื่มชุมชน” ยังเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลระดับ Gold Pitch จากการจัดประกวดรางวัลสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน (CPF CSR Awards 2021) ในรอบ CSR Pitching Contest 2021 ที่ซีพีเอฟสนับสนุนให้พนักงานคิดสร้างสรรค์โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ตามกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืนขององค์กร คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกและผู้บริหารของซีพีเอฟ ร่วมพิจารณาคัดเลือกให้ “โครงการน้ำดื่มชุมชน” ได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นโครงการที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มบ้านธรรมชาติล่าง วางแผนต่อยอดโครงการผลิตน้้ำดื่ม ด้วยการพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ เป็นน้ำดื่มบรรจุขวด สร้างโอกาสในการขยายช่องทางขายใหม่ อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร มินิมาร์ท โรงแรมและรีสอร์ท รวมไปถึงการขยายช่องทางการขายผ่านออนไลน์ เป็นโมเดลสร้างงาน สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

AIS ชวนคนไทยส่งใจเชียร์นักกีฬาไทย พร้อมยิงสด “โตเกียว พาราลิมปิก 2020” ดูฟรีทุกเครือข่าย

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า AIS เตรียมถ่ายทอดสดกีฬาระดับโลก “โตเกียว พาราลิมปิก 2020” ส่งตรงรายการแข่งขันถ่ายทอดสด จากสุดยอดทัพนักกีฬาไทยกว่า 77 ชีวิต จำนวน 14 ชนิดกีฬา จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นให้คนไทยได้รับชมอย่างจุใจ รวมทั้งไฮไลท์และการรับชมย้อนหลังแบบจัดเต็ม เพื่อให้คนไทยได้ส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาไทย บน AIS PLAY ในทุกช่องทาง รับชมฟรี ทุกเครือข่าย

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

“หลังจากที่ AI­­­S ได้รับสิทธิในการถ่ายทอด “โอลิมปิก โตเกียว 2020” ในฐานะ Official Broadcaster อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับผลตอบรับจากคนไทยอย่างล้นหลามถึงการนำเอาความสุขมาให้คนไทยได้รับชมกันอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทัพนักกีฬาไทยสามารถคว้าเหรียญทองจากกีฬาเทควันโด โดย “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ รวมถึงน้องแต้ว สุดาพร สีสอนดี นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นหญิง ที่ได้รับเหรียญทองแดง ทำให้คนไทยได้ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ นักกีฬาไทย รวมถึงชมกีฬาชนิดต่างๆ ที่สร้างความประทับใจมากมายจากการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำการนำคอนเทนต์แห่งความสุขมาให้คนไทยได้รับชม และการเป็นตัวจริงด้านคอนเทนต์กีฬาระดับโลก AIS ขอเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของนักกีฬาไทยอีกครั้งกับการถ่ายทอดสดกีฬา โตเกียว พาราลิมปิก 2020 ในฐานะ Official Broadcaster ที่ถือว่าเป็นมหกรรมกีฬาคนพิการที่ยิ่งใหญ่สุดของโลก มาให้คนไทยได้รับชมผ่าน AIS PLAY แบบจัดเต็มอีกครั้ง”

ทั้งนี้ AIS PLAY ได้เตรียมกว่า 7 ช่องกีฬา ให้คนไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดมหกรรมการแข่งขันกีฬา โตเกียว พาราลิมปิก 2020 ร่วมส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาไทยทั้ง 77 คน ใน 14 ชนิดกีฬา และรวมถึงรายการการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ของนักกีฬาคนพิการทั่วโลกที่มากที่สุด ซึ่งจะประเดิมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 เวลา 18.00 น. ยิงยาวการถ่ายทอดถึงวันที่ 5 กันยายน 2564 พร้อมไฮไลท์และรับชมย้อนหลังได้ฟรีทุกเครือข่าย ในทุกช่องทางของ AIS PLAY ทั้งบนมือถือและเว็บไซต์ พร้อมคอนเทนต์พิเศษสำหรับลูกค้า AIS ที่แอปพลิเคชั่นบนมือถือ, กล่อง AIS PLAYBOX, SAMSUNG Smart TV, Apple TV และเว็บไซต์ aisplay.ais.co.th

นายปรัธนา กล่าวว่า “เรายังคงเดินหน้า คัดสรรคอนเทนต์สุดพรีเมี่ยมระดับโลกมาเติมเต็มประสบการณ์การรับชมบน AIS PLAY อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์กีฬาที่ AIS ต้องการมอบความสุข ความบันเทิงจากการรับชมให้คนไทยได้รับชมบนเครือข่ายที่ดีที่สุด โดย พาราลิมปิก 2020 ครั้งนี้ มีนักกีฬาไทยหัวใจเหล็กเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นกำลังใจ เสียงเชียร์ หรือแรงสนับสนุน จะทำให้พวกเขามีพลังแข่งขันอย่างเต็มที่ พร้อมนำความสุข รอยยิ้มมาให้คนไทยได้อย่างแน่นอน โดยชาว AIS ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การแข่งขันในทุกนาที และขอเป็นศูนย์กลางกำลังใจให้คนไทยได้รับชม รวมใจไทยเป็นหนึ่งเดียว และส่งเสียงเชียร์ไปพร้อมกันอีกครั้ง”

สามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขัน ได้ที่เว็บไซต์ https://ais.th/paralympics ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

ซีพีเอฟ ร่วมกับกองทัพเรือ ส่งอาหารจากใจช่วยหมอและชาวฝั่งธนฯ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ พลเรือตรี ชัยณรงค์ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ พร้อมด้วย นาวาเอกหญิง ผุสดี หิรัญอัศว์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพคลองมอญ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ และคณะผู้บังคับบัญชาฐานทัพเรือกรุงเทพ รับมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด หรือ ซีพีไอ ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อเติมเต็มเสบียงและแทนคำขอบคุณบุคลากรทางการแแพทย์ ศูนย์สุขภาพคลองมอญ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และนำไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนชาวฝั่งธนบุรี ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งผู้ที่กักตัวอยู่ที่บ้าน (Home Isolation) เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้มอบ 

พลเรือตรี ชัยณรงค์ กล่าวว่า ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ให้ฐานทัพเรือกรุงเทพมีหน้าที่สนับสนุนกำลังพลเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เรารับผิดชอบฝั่งธนบุรี จำนวน 36 ชุมชน ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เราได้รับการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างวันนี้คือ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่นำอาหารคุณภาพปลอดภัยมาช่วยเหลือคนในชุมชน เพื่อให้พวกเขามีอาหารที่ดีรับประทานอย่างทั่วถึง เชื่อว่าการรวมน้ำใจของคนไทยในครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตโควิดไปได้อย่างแน่นอน 

ด้าน นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า นโยบายของเครือซีพี-ซีพีเอฟ คือ เราจะต้องทำเพื่อ 3 ประโยชน์ โดยนำความถนัดด้านการผลิตอาหารไปช่วยเหลือประเทศชาติ สังคม และชุมชน โดยเฉพาะสถานการณ์เช่นนี้ที่ทุกคนเผชิญกับวิกฤตโควิด เราเชื่อว่า หากเราทำตรงนี้เข้มแข็ง บริษัทฯ ก็จะดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง  

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟ ได้นำความเชี่ยวชาญด้านอาหารไปช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” ตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” จากวันแรก…ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารพร้อมทาน เพื่อบุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส สำหรับนำไปปรุงอาหาร แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน จุดตรวจโควิดเชิงรุก ศูนย์พักคอย และหน่วยงานต่างๆ มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ร่วมเคียงข้างคนไทย เป็น ‘ทีมประเทศไทย’ ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน