Home Blog Page 383

AIS พร้อมต้อนรับลูกค้า ปลอดภัยสูงสุดตามมาตราฐาน ก.สาธารณสุข

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส และ เอไอเอส เทเลวิซ ทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ พร้อมเต็มที่ในการต้อนรับลูกค้ากลับมาใช้บริการที่เอไอเอส ช็อป และร้านเอไอเอส เทเลวิซ ในห้างสรรพสินค้า, ศูนย์การค้าและ คอมมูนิตี้มอลล์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 ด้วยมาตรฐาน D-M-H-T-T ที่ได้รับการรับรองจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผ่าน Thai Stop COVID Plus และแพล็ตฟอร์ม Thai Safe Thai ที่ครอบคลุมทั้งความสะอาดของสถานประกอบการและการประเมินสุขภาพของพนักงานที่เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส

“จากนโยบายของภาครัฐที่ปรับมาตรการควบคุมโรค เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า และลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้อย่างปลอดภัยและสมดุล  หรือ Smart Control and Living with COVID-19 และเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่างๆ อาทิ เริ่มให้สถานประกอบการกลับมาให้บริการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564  ภายใต้นโยบายการป้องกันแบบครอบจักรวาล – Universal Prevention ที่เน้นการระมัดระวังตัวเองอย่างสูงสุดนั้น ในส่วนของเอไอเอส และ เอไอเอส เทเลวิซ ขอยืนยันความพร้อมต่อนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่”

ทั้งนี บริษัทเห็นด้วยอย่างยิ่งกับมาตรการนี้ของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้ยกระดับขั้นตอนการป้องกันและคัดกรองขั้นสูงสุด หรือ D-M-H-T-T ไว้เรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้  ประกอบด้วย

  1. ความสะอาดและสุขอนามัยของสถานที่ รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ทั้งร้าน
    เอไอเอสช็อปและร้านเอไอเอส เทเลวิซ
  2. การเว้นระยะห่างในพื้นที่ให้บริการตามมาตรฐานที่กำหนด
  3. การคัดกรองพนักงานที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ โดยเน้นกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีน และมีการตรวจ Antigen – ATK อย่างสม่ำเสมอ
  4. การคัดกรองผู้เข้ารับบริการตามมาตรฐานที่เหมาะสม เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิ         

นอกจากนี้ เรายังคงมีความพร้อมในส่วนของการช่องทางให้บริการอื่นๆ ประกอบด้วย ร้านเอไอเอส อุ่นใจช็อป ที่กระจายตัวอยู่ในชุมชนต่างๆ ครอบคลุมพื้นที่หลักแล้วมากกว่า 100 แห่ง รวมถึงรถเอไอเอสอุ่นใจ มากกว่า 30 คัน ที่พร้อมตระเวนให้บริการลูกค้าและประชาชน อย่างต่อเนื่องตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น(ดูรายละเอียดช็อปที่ให้บริการได้ที่ https://www.ais.th/servicecenter/) รวมไปถึงช่องทาง Online อย่าง myAIS App ที่เสมือนยก เอไอเอส ช็อป ไปไว้ในมือถือด้วยเช่นกัน

นายปรัธนา กล่าวว่า เอไอเอส ยืนยันที่จะปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐ และ ศบค. รวมถึงทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ภารกิจเปิดเมือง เปิดห้างอย่างปลอดภัยเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย รวมถึงจะปฏิบัติตามทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพราะสิ่งนี้คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาฟื้นตัว และสามารถใช้ชีวิตตามปกติร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างสมดุล

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จับมือ ไทยลีก เอาใจแฟนบอลไทย ดูฟรีบน AIS PLAY

0
พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ บริษัท ไทยลีก จำกัด พร้อมกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) บริษัท บลู ดราก้อน โฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (มหาชน) หรือ AIS เปิดตัวการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ ไทยลีก 1-3 ฤดูกาล 2021/2022 พร้อมก้าวสู่ NEW ERA ของวงการลูกหนังไทย ด้วยปรากฎการณ์ที่จะนำพาคนไทยไปสู่ยุคใหม่ของกีฬาฟุตบอล ทั้งปฎิทินการแข่งขันใหม่ที่แข่งขันกันแบบข้ามปี การมีนักเตะดาวรุ่งสายเลือดใหม่เข้ามาผลัดใบในหลายสโมสรจะเพิ่มดีกรีความสนุกตื้นเต้นให้กับคอบอลได้อย่างจุใจ และที่สำคัญคือในปีนี้จะเป็นการเปิดประสบการณ์การรับชมใหม่ด้วย แพลตฟอร์ม ฟุตบอลไทย ที่จะทำให้แฟนบอลชาวไทยสามารถรับชมได้อย่างเต็มอรรถรสได้ฟรีบนทุกช่องทางของ AIS PLAY

พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า นับเป็นก้าวสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ที่กลับมาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่อีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้บริหารสโมสร และพันมิตรทุกท่านที่ยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างฟุตบอลไทย ในห้วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ สมาคมฯ ยังคงยึดมั่นแนวทางที่จะส่งมอบการรับชมไปสู่สายตาแฟนบอลชาวไทยได้รับชมและเข้าถึงให้มากที่สุดในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นชมจากที่บ้าน จากมือถือ ทั้งทีวี และออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการแข่งขันในไทยลีกในปีนี้ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทย ที่จะมีความหลากหลายในแง่ของการรับชม นับเป็นการสร้างแพลตฟอร์ม ฟุตบอลไทย ให้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับการรับชมและทำให้กีฬาฟุตบอลไทยก้าวสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยในปีนี้การแข่งขันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทีเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันฟุตบอล Revo Thai League ฟุตบอล M-150 แชมเปี้ยนชิพ และ มังกรฟ้า ลีก ที่จะสร้างความตื่นเต้น เร้าใจ สมกับการรอคอยของทุกๆ คนและเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยบรรเทาความทุกข์แก่แฟนฟุตบอลชาวไทยได้ในสภาวะเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน

สำหรับฟุตบอลไทยลีกในฤดูกาลนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “NEW ERA” ดันฟุตบอลไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว พร้อม 4 สิ่งใหม่ที่แฟนบอลไทยจะได้เห็นในปีนี้

· ศักราชใหม่ นำแฟนบอลเข้าสู่การแข่งขันแบบปฏิทินใหม่ เตะข้ามปีที่จะยกระดับฟุตบอลไทยให้สนุกยิ่งขึ้น

· สายเลือดใหม่ เดินหน้าสู่ยุคทองของนักเตะ Gen ใหม่ ที่พร้อมผลัดใบเพื่อชัยชนะ ดาวรุ่งที่ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของหลายสโมสร พร้อมแล้วที่จะท้าชนทุกทีม

· ประสบการณ์การรับชมใหม่ ด้วยการเป็นแพลตฟอร์ม ฟุตบอลไทย สามารถรับทั้งทางทีวี และออนไลน์ในทุกช่องทางของ AIS PLAY ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึง Infotainment และสถิติต่างๆ ที่เพียบพร้อมกว่าเดิมให้แฟนบอลร่วมลุ้นกันแบบสนุกเหมือนนั่งเชียร์ติดขอบสนาม

· วัฒนธรรมใหม่ ฟุตบอลไทยจะกลายเป็นทูตวัฒนธรรมระหว่างจังหวัด ที่พร้อมแลกเปลี่ยนสีสันในแต่ละพื้นที่ให้รวมเป็นหนึ่งเดียว

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า AIS มีความภูมิใจอย่างมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของก้าวใหม่ในการยกระดับวงการฟุตบอลไทยสู่ NEW ERA ผ่าน AIS PLAY ซึ่งจะเป็นแพตฟอร์ม ของวงการฟุตบอลไทย ในทุกช่องทาง ทุกรูปแบบ และทุกช่วงเวลา ทลายข้อจำกัดของการรับชมภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด ที่จะเชื่อมต่อประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุด และเต็มอิ่มจุใจมากที่สุดสำหรับคนไทยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเราเชื่อว่าแฟนบอลจะได้รับประสบการณ์ใหม่ของการรับชมระดับ Full HD ที่ดีที่สุด บน AIS PLAY อย่างแน่นอน

และ AIS ยังคงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มฟุตบอลไทย ให้เป็นศูนย์กลางการรับชมฟุตบอลไทยอย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงการมองหาคอนเทนต์กีฬาระดับพรีเมี่ยมเข้ามาเติมเต็มให้ AIS PLAY เป็นอันดับ 1 ในช่องทางการรับชมกีฬาของคนไทย

ทั้งนี้ สามารถรับชมฟุตบอลไทยลีก ฟุตบอลไทยลีก ทั้ง REVO Thai League, M-150 แชมเปียนชิพ, มังกรฟ้า ลีก รวมถึงเอฟเอ คัพ และลีกคัพ มากกว่า 600 แมตช์ ฟรี!ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเพิ่มเติม ประเดิม ศึกแชมป์ชนแชมป์ ไทยแลนด์ เชี้ยมเปี้ยนส์คัพ 2021 ระหว่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (แชมป์ไทยลีก) พบ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (แชมป์เอฟเอ คัพ) ในวันพุธที่ 1 กันยายน 2564 เวลา 18.00 น. และจะเปิดฉากฟาดแข้งเต็มรูปแบบ 3 กันยายนนี้ ผ่าน AIS PLAY ทุกช่องทาง ทั้งบนมือถือผ่านแอพพลิเคชั่น AIS PLAY สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://m.ais.co.th/lp ทั้ง Apple App store และ Google Play Store, กล่อง AIS PLAYBOX, SAMSUNG Smart TV, Apple TV และเว็บไซต์ aisplay.ais.co.th

โออาร์ เปิดตัว ก๊าซหุงต้ม ปตท. ซีลสีทอง พร้อมจัดแคมเปญแจกทอง

0

นายชุมพล สุรพิทยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำตลาดการจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวสำหรับภาคครัวเรือนภายใต้แบรนด์ ก๊าซหุงต้ม ปตท. มาอย่างยาวนาน โออาร์ ยังคงมุ่งเน้นการรักษามาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าก่อนส่งต่อถึงมือผู้บริโภค ภายใต้สโลแกน “ดีต่อใจ…ปลอดภัยต่อคุณ” นำมาสู่การปรับซีลของถังเป็นซีลสีทอง ที่โดดเด่นสามารถสังเกตได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสัญลักษณ์ OR และรหัสฝาซีล 10 หลัก เพื่อให้มั่นใจว่าก๊าซทุกถังได้ผ่านมาตรฐาน 6 ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพความปลอดภัย ตั้งแต่การเช็คสภาพถังให้อยู่ในสภาพที่ดีตามมาตรฐานที่กำหนด การล้างถังทำความสะอาดก่อนนำไปบรรจุก๊าซ โดยต้องบรรจุก๊าซให้ตรงตามขนาดถัง มีการชั่งน้ำหนักให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ก่อนเช็กรอยรั่ว เพื่อตรวจสอบรอยรั่วซึมของตัวถังอีกครั้ง ปิดท้ายด้วยการซีลวาล์วอย่างแน่นหนาด้วยผนึกซีลสีทอง ก่อนออกวางจำหน่ายเป็นก๊าซหุงต้มคุณภาพส่งต่อถึงมือผู้บริโภค โดยโออาร์ จะยังคงมุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้บริโภคต่อไปในอนาคต ตอกย้ำความเป็นก๊าซหุงต้มคู่ครัวไทย

ชุมพล สุรพิทยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ OR

นอกจากนี้ โออาร์ ยังได้เปิดตัวแคมเปญคืนกำไรให้กับผู้บริโภค และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท. ด้วยโปรโมชั่น “แจกทองเป็นกองฉลองซีลทองใหม่” เมื่อซื้อก๊าซหุงต้ม ปตท. ที่ใช้ซีลใหม่สีทอง แล้วนำรหัสบนซีลทอง 10 หลัก มาลงทะเบียนร่วมสนุกผ่านทาง www.pttlpgluckydraw.com พร้อมกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องตามเงื่อนไข ลุ้นรับรางวัลใหญ่ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 1 กิโลกรัม ทองคำแห่งหนัก 10 บาท ทองคำแท่งหนัก 5 บาท รถจักรยานยนต์ Honda Zoomer-X และของรางวัลอื่น ๆ จำนวนทั้งสิ้น 678 รางวัล รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 11 ล้านบาท โดยจะมีการจับรางวัลทั้งหมด 4 ครั้ง ระยะเวลาร่วมสนุกตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 – 30 พฤศจิกายน 2564 สามารถสั่งก๊าซหุงต้ม ปตท. ซีลสีทองแบบใหม่ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท.  โดยค้นหาได้จาก www.pttlpgshops.com

ติดตามการประกาศรายชื่อผู้โชคดีผ่านทาง www.pttlpgluckydraw.com ,  Facebook page : “จุดพลังความอร่อย by ก๊าซหุงต้ม ปตท.” และ Line Official Account OR ครั้งที่ 1 วันที่ 21 ตุลาคม 2564, ครั้งที่ 2 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564, ครั้งที่ 3 วันที่ 23 ธันวาคม 2564 และครั้งที่ 4 วันที่ 30 ธันวาคม 2564

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page : “จุดพลังความอร่อย by ก๊าซหุงต้ม ปตท.” และโทร. 1365 Contact Center บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

รู้เก็บรู้ออม : มาออมตังค์กับ AOM YOUNG!!

0

วินัยในการออมเริ่มได้ตั้งแต่เยาว์วัย “คุณนายพารวย” มีโครงการดีๆของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ร่วมกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และ บลจ.กรุงไทย (KTAM) เปิดตัวโครงการ “AOM YOUNG” เพื่อส่งเสริมวินัยการออมการลงทุน ด้วยกองทุนรวม แก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ.ทั่วประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีทางการเงิน รวมทั้งทำให้นักศึกษาสามารถชำระเงินคืนกองทุนได้เมื่อครบกำหนด

โดยได้เริ่มเปิดรับนักศึกษาเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ.ทุกสถาบันทั่วประเทศ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดโครงการดีๆนี้ได้ที่เว็บไซต์ www.setinvestnow.com, www.studentloan.or.th และ www.ktam.co.th ถ้าอยากมีชีวิตการเงินที่ดี มีความมั่งคั่งมั่นคง ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้!!

“ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า โครงการ “AOM YOUNG” เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 องค์กร เพื่อส่งเสริมให้น้องๆนักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. มีการวางแผนการออมและการลงทุนผ่านกองทุนรวม เพื่อสร้างวินัยและความมั่นคงทางการเงิน

โครงการนี้ยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือ การส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ กยศ.อยู่ในปัจจุบัน โดยจะช่วยสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษา มีความเข้าใจการลงทุนและรู้จักทางเลือกการออมเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี มีเงินออมตั้งต้นสำหรับเป้าหมายในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกคน

ขณะที่ “ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์” ผู้จัดการกองทุน กยศ. ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม ได้รับความรู้ผ่านหลักสูตร e-Learning ของตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วกว่า 560,000 ราย โครงการนี้จึงมาช่วยต่อยอดให้ผู้กู้ยืมที่มีความรู้ทางการเงิน มีช่องทางในการออมเงินได้อย่างเหมาะสมและเพื่อส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติจริง จึงสนับสนุนให้ผู้กู้ยืมได้เรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวม ในรูปแบบการออมสม่ำเสมอขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน นอกจากผู้กู้ยืมจะมีเงินเก็บและมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นแล้ว ยังนับเป็นจำนวนชั่วโมงจิตสาธารณะได้ด้วย

กยศ.มุ่งหวังว่า โครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยให้นักศึกษามีเครื่องมือทางการเงิน ที่ทำให้การเริ่มต้นออมเพื่อเป้าหมายในระยะยาวเป็นจริงได้ และสามารถนำเงินที่ออมได้ มาชำระคืนเงินกู้ยืมให้กองทุนเมื่อถึงกำหนดต่อไป

“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ KTAM บอกว่า KTAM จะส่งเสริมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อให้นักศึกษาเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุนให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม โดย KTAM ได้คัดเลือกกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงระดับต่ำถึงปานกลาง ให้ตรงกับ วัตถุประสงค์ในการออมและการเริ่มต้นลงทุนของนักศึกษา มีกองทุนให้เลือกหลายประเภทตามความเสี่ยงที่ต่างกัน โดยนักศึกษาเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่เดือนละ 100 บาท ผ่าน KTAM หรือธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ซึ่งเชื่อมั่นว่า “AOM YOUNG” จะเป็นจุดเริ่มต้น ที่ช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการออมตั้งแต่อายุยังน้อยได้มากขึ้น

คุณนายพารวยก็เชื่อมั่น และขอชวนน้องๆไปเริ่มต้นออมตังค์อย่างสม่ำเสมอกับโครงการ “AOMYOUNG” กัน!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

10 บริษัทเครือบุญรอดฯ ผนึกกำลังร่วมกับรพ. ดูแลชุมชนกับผู้ป่วยโควิดในพื้นที่

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วย บริษัทในเครือฯ ที่กระจายอยู่ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ บริษัท บุญรอดเอเชียเบเวอเรช จำกัด (สิงห์บุรี), บริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด (อ.บางเลน จ.นครปฐม), บริษัท วังน้อย เบเวอเรช จำกัด (จ.อยุธยา), บริษัท ขอนแก่น บริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท เชียงใหม่ เบเวอเรช จำกัด, บริษัท สุราษฎร์ธานีเบเวอเรช จำกัด, บริษัท มหาสารคาม เบเวอเรช จำกัด และ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลในพื้นที่ ส่งมอบเตียง เสบียงอาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ รพ.สนามและศูนย์พักคอยหลายแห่งเพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่ และผู้ป่วยคืนถิ่นที่กลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด รวมทั้งจัดกล่องยาประจำบ้านดูแลผู้ป่วยโควิด-19เบื้องต้น บรรจุยาตามคำแนะนำของ รพ.ในพื้นที่ เพื่อช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้คนในชุมชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติในเร็ววัน

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและพบผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ในหลายจังหวัดต้องสร้างรพ.สนามและศูนย์พักคอยเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่กลุ่มบริษัทในเครือบุญรอดฯ ที่กระจายอยู่ 10 แห่งทั่วประเทศ ได้สนับสนุนโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัดเพื่อรองรับผู้ป่วยทั้งในพื้นที่และผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด โดยได้เข้าไปดูแลในด้านของอาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์ทางการแพทย์และชุดดูแลผู้ป่วย covid-19 เบื้องต้น (กล่องยา) ที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องพักรักษาตัวที่บ้านต่อไป รวมถึงร่วมกับ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือบุญรอดฯ จัดทำเตียงกระดาษมอบให้กับศูนย์พักคอยต่างๆ ทั้งนี้ ยังช่วยเหลือร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารส่งมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่อีกด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ส.ค.64 บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด จ.สิงห์บุรี ร่วมกับ โรงพยาบาลท่าช้าง ลงพื้นที่สนับสนุนศูนย์รพ.สนามท่าช้าง อ.ท่าช้าง และที่ศูนย์พักคอยวัดพิกุลทอง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดยให้การสนับสนุนน้ำดื่ม อาหารปรุงสุก รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเหล่าอาสาทุกคน โดยก่อนนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้สนับสนุนศูนย์พักคอยและรพ.สนามในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยบริษัท ปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด จ.ปทุมธานี, บริษัท วังน้อยเบเวอเรช จำกัด จ.พระนครศรีอยุธยา และบริษัท สิงห์ เบเวอเรช จำกัด จ.นครปฐม ส่งเวชภัณฑ์จำเป็น น้ำดื่ม และอาหาร พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น หวังอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ เสริมศักยภาพและลดภาระงาน เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยมอบชุดดูแลผู้ป่วย covid-19 เบื้องต้น (กล่องยา) ไปแล้วกว่า 1,000 กล่อง เตียงรองรับผู้ป่วย จำนวนกว่า 300 เตียง ในขณะที่บริษัทฯ ในเครืออื่นๆ จะดำเนินการสนับสนุนโรงพยาบาลในพื้นที่ต่อไป

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ กว่า 2 ล้านขวด รวมทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน, เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter), เครื่องวัดความดันโลหิต, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE , หน้ากาก N95 และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งส่งมอบสิ่งจำเป็นทั้งอาหารและน้ำดื่มให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กว่า 100 ชุมชน ตลอดจนได้เคลื่อนขบวนปรุงสุข-ปันอิ่ม สั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ ส่งต่อไปให้ประชาชนใน 11 เขตในกรุงเทพมหานคร รวมถึงแปลงเกษตรกำลังใจในโรงงานหลักทั่วประเทศ ที่นำผลผลิตทั้งแบบวัตถุดิบและปรุงสุกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่และประชาชนที่เป็นแรงงานคืนถิ่น ทั้งยังสนับสนุนศูนย์พักคอยผู้ติดเชื้อโควิด-19 และสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของด่านหลังอย่างศาสนสถาน เช่น วัดและมัสยิด ที่ต้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้กับศพผู้ป่วยโควิด-19 ที่เสียชีวิตจำนวนมาก ในด้านของอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคให้พระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญยังมีส่งพวกพวงหรีดไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตอีกด้วย ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่การแพร่ระบาดในครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 บริษัทฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 250 ล้านบาท

โออาร์ หนุนใช้พีทีที สเตชั่น 17 แห่ง เป็นจุดกระจายยาผู้ป่วยโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ โดยนางพรรณวดี พุฒยางกูล ผู้จัดการฝ่ายบริหารสถานีบริการส่วนกลาง และ นายณัฐพล ชูจิตารมย์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นตัวแทนบริษัท มอบน้ำมันเชื้อเพลิงมูลค่า 270,000 บาท ให้กับโครงการ Primary Care Hub “ComCOVID-19 FM CoCare” โดยมีแพทย์หญิง นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าโครงการ และ นายแพทย์พงษ์ธร เกียรติดำรงวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานและคุณภาพ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นผู้รับมอบ เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการ

โดยโครงการนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง พริบตาคลินิกของสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย (Royal College of Family Physicians of Thailand) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ระดับเขียวที่รักษาอาการที่บ้าน (Home Isolation) และผู้ป่วยระดับเหลืองและแดงที่ยังไม่ได้เตียงในโรงพยาบาล ปัจจุบันดูแลผู้ป่วยกว่า 20,000 ราย โดย โออาร์ ได้จัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 17 แห่งเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อเป็นจุดกระจายยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งยังได้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงมูลค่า 270,000 บาท สำหรับอาสาสมัคร ซึ่ง บริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด ได้นำแพลตฟอร์ม UFU (อู้ฟู่) เข้ามาร่วมอาสากับโครงการฯ ในการนำยาไปส่งให้ผู้ป่วย

การจัดตั้งจุดกระจายยาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน” #ORStayStrongTogether ซึ่ง โออาร์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางของ พีทีที สเตชั่น ที่มุ่งเป็นศูนย์กลางที่จะช่วยเติมเต็มทุกความสุข เติมเต็มช่องว่างความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังถือเป็นความร่วมแรงร่วมใจจากหลากหลายหน่วยงานที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 พร้อมส่งกำลังใจให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติในครั้งนี้

เอไอเอส เอาใจแฟนบอล บีจี ปทุม ยูไนเต็ด แจกซิมพร้อมแพ็กเกจดู AIS PLAY ฟรี

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ประกาศเป็นพันธมิตรกับ AIS เตรียมยิงสด ฟุตบอลไทยลีก ที่กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ 2021-2022 ผ่านช่องทางต่างๆ ของ AIS PLAY นั้น ล่าสุด AIS ได้ประเดิมจับมือกับ เดอะแรบบิท สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เจ้าของแชมป์ไทยลีกปีล่าสุด เอาใจแฟนบอลเดอะแรบบิทในการเปิดประสบการณ์การรับชมบอลไทยมิติใหม่ ด้วยการมอบ “THE ONE SIM” พร้อมแพ็กเกจเน็ตรับชม AIS PLAY ไม่อั้นจุใจ ฟรี นาน 2 เดือน โดยจัดส่งซิมการ์ดฟรีถึงมือสมาชิกตั๋วปีทุกคน เพื่อร่วมเชียร์อย่างเต็มอิ่มบน AIS PLAY ชดเชยช่วงที่ยังไม่สามารถเข้าไปชมการแข่งขันในสนามได้

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “เรามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความสนุกของไทยลีกไปยังแฟนบอลชาวไทยทั่วประเทศภายใต้สถานการณ์ที่มีข้อจำกัดในการรับชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้สนับสนุนแฟนบอล เดอะ แรบบิท ให้ได้รับชมการแข่งขันที่กำลังเริ่มต้นฤดูกาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้าบน AIS PLAY อย่างเต็มอรรถรส ด้วย THE ONE SIM ที่ได้มอบสิทธิพิเศษในการรับชมพร้อมเปิดประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ความบันเทิงที่หลากหลายบน AIS PLAY แบบไม่จำกัด ให้แฟนบอลชาว บีจีพียู ร่วมเชียร์บอลแบบ Full HD ติดขอบจอเต็มอิ่มเหมือนอยู่ในสนามจริง ซึ่งเรายังคงเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการนำคอนเทนต์บอลไทยมาสู่สายตาแฟนบอลทั่วประเทศให้สามารถรับชมได้ฟรี ผ่าน AIS PLAY ได้ทุกที่ช่องทางไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

นายปิยศักดิ์ ภูมิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจีสปอร์ตส์ จำกัด ได้เปิดเผยว่า “ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้น ทำให้การแข่งขันกีฬาฟุตบอลยังจำเป็นต้องงดการเปิดให้แฟนบอลเข้าชมในสนามแข่งขัน ซึ่งเราเองได้ตระหนัก และมีความห่วงใยแฟนบอลทุกคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสี่ยงในการเดินทาง หรือความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข เราจึงได้ประสานงานไปยัง AIS ที่เป็นผู้ถ่ายทอดสดการแข่งขันหลัก เพื่อหาหนทางให้แฟนบอลของเราทุกคน ได้รับชมฟุตบอลอย่างทั่วถึงในช่วงนี้ ที่ยังไม่สามารถเข้าชมในสนามได้ ความตั้งใจจริงของบีจีพียู คือการช่วยแฟนบอลของเราทุกคนให้ได้รับชมเกมฟุตบอลได้ ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือแม้กระทั่งค่า Data ซึ่งทาง AIS เอง ก็มีแพ็กเกจที่สอดคล้องกับความตั้งใจของเรา จึงเป็นที่มาของกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องขอขอบคุณทาง AIS ที่ช่วยสนับสนุน THE ONE SIM ให้กับเรา และทางบีจีพียูช่วยเติมแพ็กเกจชม AIS PLAY ให้แฟนบอลตั๋วปีทุกคน ชมฟรี ไม่มีค่าเน็ตนาน 2 เดือน”

นอกจากการสนับสนุนให้กับ แฟนคลับสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด แล้ว AIS ยังส่งมอบซิมให้กับ แฟนคลับของ สโมสรเชียงใหม่ เอฟซี และ สโมสรราชประชา เอฟซี เพื่อสาวกได้รับชมการแข่งขันแบบจัดเต็มรวมถึงแฟนบอลตั๋วปียังสามารถรับชมคอนเทนต์ความบันเทิงมหาศาลในทุกรูปแบบผ่านทาง AIS PLAY โดยสามารถรับชมได้ฟรี ไม่มีค่าเน็ต นาน 2 เดือน หลังจากเปิดใช้งานและยืนยันตัวตน โดยสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น AIS PLAY ผ่านทาง https://m.ais.co.th/lp ทั้ง Apple App store และ Google Play Store หรือ กล่อง AIS PLAYBOX, SAMSUNG Smart TV, Apple TV และเว็บไซต์ aisplay.ais.co.th

อีกทั้ง THE ONE SIM ยังเป็นศูนย์รวมความบันเทิงต่าง ๆ ที่แฟนบอลสามารถเข้าไปรับชม YouTube, TikTok และฟังเพลง JOOX ได้ฟรี ผ่านแอป MY AIS อีกด้วย

เกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม ซีพีเอฟ อาชีพมั่นคง คุมเข้มอาหารปลอดภัยช่วงวิกฤตโควิด

0

วิกฤตโควิด -19 เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ใส่ใจความปลอดภัยของอาหาร ตลอดกระบวนการผลิตจนถึงมือผู้บริโภค เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มของซีพีเอฟ นอกจากเป็นอาชีพที่ไม่มีความเสี่ยง สร้างหลักประกันความมั่นคงในอาชีพแล้ว ยังสร้างหลักประกันความปลอดภัยในอาหารที่จะส่งถึงมือผู้บริโภคอีกด้วย

เกษตรกรที่ร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ หรือคอนแทรคฟาร์ม กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โควิด-19 ทำให้ยิ่งต้องเข้มข้นเรื่องมาตรการความปลอดภัยสูงกว่าเดิม นี่คือ สิ่งที่พวกเราต้องปรับตัวเช่นกัน ถึงแม้ว่าอาชีพที่ทำจะมั่นคง ยั่งยืน เป็นอาชีพที่สามารถส่งต่อสู่ลูกหลาน แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ “ความปลอดภัย” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ลุงเวทย์

เวทย์ ผิวพิมพ์ หรือ ลุงเวทย์ เจ้าของรัตนะฟาร์ม ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ที่ผันตัวเองจากอาชีพทำนา เพราะผลผลิตและราคาข้าวที่ไม่แน่นอน จึงตัดสินใจร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุุกรขุนกับซีพีเอฟ มาตั้งแต่ปี 2550 เป็นฟาร์มส่งเสริมแห่งแรกของอ.อู่ทอง

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ลุงเวทย์มีโรงเรือนเลี้ยงสุกรขุน 9 หลัง ความจุรวม 6,000 ตัว ทั้งหมดควบคุมผ่านกล้องวงจรปิด ทำให้สามารถดูแลสุกรได้ทุกที่ทุกเวลา และยังเป็นการลดการเข้าไปในโรงเรือน ลดความเสี่ยงที่คนจะนำโรคเข้าฝูงสุกรได้เป็นอย่างดี เพื่อเสริมความปลอดภัยในอาหารอีกขั้นหนึ่ง ปัจจุบันลุงเวทได้ส่งต่ออาชีพให้ลูกชายเข้ามาดูแลสุกร จำนวน 6 โรงเรือน ลุงเวทย์บอกว่า การร่วมโครงการกับบริษัทเป็นการการันตีถึงความมั่นคงในอาชีพ การมีรายได้ที่แน่นอน และมีทีมงานมืออาชีพมาให้คำแนะนำดูแลใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตดีที่สุด โดยเฉพาะในวิกฤตโควิดที่ซีพีเอฟให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคสำ หรับบุคลากรภายในฟาร์ม และการป้องกันโรคสุกรต่างๆ ด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) เต็มรูปแบบ เพื่อให้คนปลอดภัยจากโควิดและสัตว์ปลอดโรค

“การร่วมเป็นคอนแทรคฟาร์มกับซีพีเอฟ ไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด เพราะบริษัทเป็นตลาดรองรับผลผลิตทั้งหมด อาชีพนี้จึงไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะสถานการณ์โควิดเช่นนี้ เกษตรกรยังเดินหน้าอาชีพต่อได้ แต่เราก็ต้องเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยให้ดีกว่าเดิม เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค” ลุงเวทย์ กล่าว

พิทักษ์พงศ์ เนื่องแก้ว เกษตรกรรุ่นใหม่

ส่วน พิทักษ์พงศ์ เนื่องแก้ว เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 24 ปี เล่าจุดเริ่มต้นการร่วมเป็นคอนแทรคฟาร์มว่า เกิดจากการตัดสินใจของพ่อไพบูลย์ และ แม่อิงอร เนื่องแก้ว ที่ต้องการมีอาชีพที่มั่นคง จากคำแนะนำของญาติที่ร่วมโครงการเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟอยู่แล้ว จึงลงทุนทำฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์ 120 ตัว ในชื่อ หจก.อิงอรไพบูลย์ฟาร์ม ที่ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2544 จากนั้น ได้ขยายฟาร์มเพิ่มขึ้นจนเป็น 350 แม่ ในปี 2555 และมีผลประกอบการที่ดีมาโดยตลอดจนได้รับเลือกให้เป็นฟาร์มต้นแบบคอนแทรคฟาร์มของซีพีเอฟในภาคอีสาน ที่เปิดรับคณะศึกษาดูงานทั้งไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

จากการที่พิทักษ์พงศ์เห็นความสำเร็จของพ่อแม่มาตลอด และคลุกคลีกับการเลี้ยงสุกรมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากว่า 18 ปี และ จึงตัดสินใจสร้างฟาร์มสุกรขุน หจก.พิทักษ์พงศ์ วิชุดา รุ่งเรืองฟาร์ม ต.คูคำ อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ของตนเอง 2 หลัง ความจุ 1,600 ตัว เมื่อปี 2563 ในรูปแบบสมาร์ทฟาร์มควบคุมการเลี้ยงผ่านระบบอัตโนมัติ พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อมอนิเตอร์สุขภาพสัตว์และตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการเลี้ยง

“ความสำเร็จของครอบครัวผม มีซีพีเอฟเป็นผู้ผลักดัน แม้ในวิกฤตโควิดอาชีพก็ไม่มีสะดุด เพราะบริษัทให้ความรู้ทั้งเรื่องการป้องกันโรคคนและโรคสัตว์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ทำซีล (Seal) แก่พนักงานของฟาร์ม ด้วยการจัดที่พักไว้ภายในฟาร์ม เพื่อช่วยป้องกันพวกเขาจากความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคจากภายนอก เป็นการยกระดับความปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสุกรที่มีคุณภาพ ปลอดโรค ส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ซึ่งพวกเราเกษตรกรทุกคน ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างหลักประกันอาหารปลอดภัย และเป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตอาหารให้ทุกคนได้บริโภคอย่างเพียงพอในทุกๆสถานการณ์” พิทักษ์พงศ์ กล่าว

ด้านเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ วิง บุญเกิด หรือ ผู้ใหญ่วิง เจ้าของบุญเกิดฟาร์ม ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร อีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากว่า 23 ปี กับอาชีพเลี้ยงไก่ไข่กับซีพีเอฟ นับจากที่หันหลังให้อาชีพเลี้ยงปลาช่อน และการเลี้ยงไก่ไข่แบบอิสระ ที่ตลาดมีความผันผวนสูงมาก ต้องรับภาระความเสี่ยงด้านการตลาดเองทั้งหมด รายได้จึงไม่แน่นอน เรียกว่าท้อจนเกือบถอย แต่มีซีพีเอฟยื่นมือเข้ามาช่วย จนกลายเป็นเกษตรกรรุ่นบุกเบิก ในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบประกันราคา มาตั้งแต่ปี 2541

การตัดสินใจครั้งนั้น ช่วยพลิกชีวิตจนสามารถปลดหนี้ที่ติดตัวมาก่อนกว่า 20 ล้านบาท ได้สำเร็จ จากชีวิตที่ติดลบก็ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เพราะไม่ต้องเสี่ยงทั้งการผลิตและการตลาด มีบริษัทจัดหาพันธุ์ไก่ อาหาร วัคซีนให้ในราคาประกัน พร้อมส่งสัตวบาลมาดูแลการเลี้ยงไก่ 50,000 กว่าตัว ใน 10 โรงเรือน และแนะนำการป้องกันทั้งโรคคน และโรคสัตว์อยู่ตลอด โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 เราป้องกันเรื่องความปลอดภัยในระดับสูงสุด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ที่สำคัญอาชีพนี้ยังสร้างโอกาสและศักยภาพของเรา ในการเป็น “ผู้ให้ โดยเฉพาะช่วงโควิด -19 โดยได้ใช้เงินทุนของตนเองและขอสนับสนุนจากซีพีเอฟบางส่วน นำไข่ไก่มาแจกให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อน

นาลอน หารวย

ขณะที่ นาลอน หารวย เจ้าของนาลอนฟาร์ม ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ที่ตัดสินใจ ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่กับซีพีเอฟ มาตั้งแต่ปี 2543 จากที่เห็นความสำเร็จของน้องชายที่เลี้ยงไก่ไข่กับบริษัท อยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับอยากมีอาชีพอิสระ ที่เป็นเจ้านายตัวเอง ทำงานที่บ้านไม่ต้องทิ้งครอบคัวไปทำงานที่อื่น ได้อยู่กับพ่อแม่และลูกๆ จึงได้สร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ 1 หลัง ความจุ 5,000 กว่าตัว โดยมีแรงงานของคนในครอบครัวช่วยกัน ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา มีซีพีเอฟคอยสนับสนุนในทุกๆด้าน เพื่อให้มีอาชีพให้มั่นคง มีรายได้ที่พออยู่ได้ มีอยู่มีกิน ไม่เดือนร้อน ในช่วงโควิดก็ยังทำอาชีพได้ต่อเนื่องไม่ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่ของบริษัทยังคงให้การดูแลและติดตามการเลี้ยง ให้ได้ผลผลิตคุณภาพ และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในอาหาร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพส่งมอบให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันนาลอนยังได้แบ่งปันให้กับชาวชุมชน โดยบริจาคไข่ไก่ที่ขอการสนับสนุนจากบริษัท สนับสนุน อบต. และสถานีอนามัย ซึ่งซีพีเอฟก็ยินดีช่วยในทุกๆครั้ง

ภาพความสำเร็จของเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มของซีพีเอฟ มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน เดินหน้าอาชีพต่อได้ในในสถานการณ์วิกฤต ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการสร้างหลักประกันความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งบริษัทฯและเกษตรกรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ สะอาด และปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

OR ร่วมกับ BAFS รุกธุรกิจบริการน้ำมันเชื้อเพลงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

0

อีก 4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมี สนามบินนานาชาติ แห่งที่ 3 ตามโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยยกระดับสนามบินอู่ตะเภาในปัจจุบัน ให้เป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลัก ตามแผนแล้ว จะเปิดให้บริการได้ในปีพ.ศ. 2568

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นโครงการพัฒนาสนามบิน ภายในพื้นที่  6,500 ไร่ ตั้งอยู่ในตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ในเขตส่งเสริม “เมืองการบินภาคตะวันออก”

ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักสำคัญของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น เชื่อมสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง  สามารถรองรับผู้โดยสารรวมกัน 3 สนามบิน ได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี

และยังจะทำให้เกิดศูนย์กลางการพัฒนาธุรกิจเป้าหมาย โดยเฉพาะการเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics & Aviation” รวมถึงการเป็นศูนย์กลางของ “มหานครการบินภาคตะวันออก” ที่จะครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่เมือง ประมาณ 30 ก.ม. โดยรอบสนามบิน (พัทยาถึงระยอง) สานต่อเจตนารมณ์การพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ต้องการให้เกิดเป็นเมืองท่าและเมืองธุรกิจสำคัญของประเทศไทย โดยเข้าเชื่อมโยงเป็นส่วนขยายของกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทางตะวันออก ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้สะดวกทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางทางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย

ปัจจุบัน ได้มีการลงทุนในด้านต่าง ๆ ทั้งการให้บริการสนามบินเชิงพาณิชย์ การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยจูงใจให้เกิดลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

ความคืบหน้าล่าสุดเป็นในส่วนของการวางระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน  โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค .ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่างกระทรวงการคลัง โดย สกพอ. และ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้า ที่จัดตั้งร่วมกันระหว่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS)

โดยเป็นการเช่าพื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภา บนพื้นที่ 17 ไร่  เป็นระยะเวลา 14 ปี

พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ ระหว่างสกพอ. และ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA)

ความร่วมมือครั้งสำคัญของ OR และ BAFS เกิดขึ้นภายหลังจากที่ สกพอ.  ได้ออกหนังสือแสดงเจตนารมณ์(Letter of Intent) ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2564แจ้งว่า  ทั้งสองบริษัท ได้รับการคัดเลือกให้เป็น  ผู้ประกอบการระบบบริการนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ภายใต้การจัดตั้งเป็นกิจการร่วมค้า

นำไปสู่การจัดตั้ง GAA  ขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ด้วยทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท มี BAFS ถือหุ้น 55% และ OR ถือหุ้น 45%  เพื่อดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี

มูลค่าการลงทุนเริ่มแรกของ GAA  ประมาณ 2,300 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานรองรับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของสนามบินอู่ตะเภา ในปี 2568 และการเติบโตของ EEC ตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล

การจัดตั้งกิจการร่วมค้า GAA ในครั้งนี้ ถือได้ว่า เป็นการร่วมมือของสองบริษัทใหญ่ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล  โดย BAFS ผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ ขณะที่ OR เองก็เป็นผู้นำด้านการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานของประเทศ  ความร่วมมือของสองบริษัทจึงได้รับความเชื่อถือจากไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก

สำหรับ OR ดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518   ผลิตภัณฑ์ของ OR จึงได้รับการยอมรับจากสายการบินพาณิชย์ชั้นนำทั่วโลกกว่า 100 สายการบิน  

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

คุณ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ OR  กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า  OR ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Flagship ของกลุ่ม ปตท. และเป็นผู้นำด้านพลังงาน OR ให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน การได้ร่วมมือกับ BAFS จะเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ถือเป็นอีกก้าวย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่งของ OR ในฐานะบริษัทเอกชน หลังจากที่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  และมีการดำเนินโครงการใหม่ๆ ตลอดจนการลงทุนต่างๆ  เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความคล่องตัวและศักยภาพให้กับธุรกิจ  โดยมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยัน

โออาร์ ปลื้ม พีทีที สเตชั่น-คาเฟ่ อเมซอน คว้ารางวัลแบรนด์ระดับโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ได้รับรางวัล เวิลด์ แบรนดิ้ง อวอร์ด (World Branding Awards) ในฐานะแบรนด์แห่งปี (Brand of the Year : National Tier 2020-2021) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สำหรับ แบรนด์ พีทีที สเตชั่น (PTT Station) และแบรนด์ คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) โดยทั้ง 2 แบรนด์ถือเป็นแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวที่ได้รับรางวัลในหมวดธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน (Petrol/Gas Category) และหมวดธุรกิจกาแฟ (Retailer-Coffee Category) ตามลำดับ ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ โออาร์ ในการมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดความสำเร็จของโมเดลธุรกิจในประเทศเพื่อก้าวสู่สากลจนเป็นที่ยอมรับในเวทีชั้นนำระดับโลก และแสดงถึงศักยภาพและความพร้อมของ โออาร์ ในการนำพาแบรนด์ไทยไปเติบโตในต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และความภาคภูมิใจให้กับคนไทย และเป็นไปตามกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน ตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ รางวัล เวิลด์ แบรนดิ้ง อวอร์ด (World Branding Awards) เป็นรางวัลที่มอบให้กับแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ เวิลด์ แบรนดิ้ง ฟอรั่ม (World Branding Forum) เป็นผู้ตัดสิน ด้วยหลักเกณฑ์ 3 ด้าน ได้แก่ การประเมินคุณค่าของแบรนด์  (Brand Valuation) การได้รับการยอมรับจากสาธารณชนผ่านระบบออนไลน์ (Public Online Voting) และผลการวิจัยผู้บริโภคในตลาดนั้น ๆ (Consumer Market Research) ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจน้ำมันของ โออาร์ ครองส่วนแบ่งตลาดรวมน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในประเทศมายาวนานกว่า 27 ปี โดยมีธุรกิจที่โดดเด่น ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ซึ่งมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันครอบคลุมทั่วประเทศรวมกว่า 2,024 แห่ง และในประเทศลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเมียนมา รวมกว่า 343 แห่ง อีกทั้งยังมีธุรกิจร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยมีจำนวนสาขาในประเทศรวมกว่า 3,432 สาขา และในประเทศลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น โอมาน และเวียดนาม รวมกว่า 297 สาขา (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2564)