Home Blog Page 382

AIS ผนึกฟู้ดแพชชั่น เปิดตัว บาร์บีคิวพลาซ่า Virtual Restaurant แห่งแรกของโลก

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับ ฟู้ดแพชชั่น เปิดตัว Virtual Restaurant แห่งแรกของโลก บน V-AVENUE powered by AIS 5G ที่ได้ยกแบรนด์ดังในเครือ นำโดยบาร์บีคิวพลาซ่า ฌานา โภชา และ เรดซัน มาให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ดิจิทัลในแบบฉบับร้านอาหาร จัดเต็มชุดเมนูสุดพิเศษ พร้อมสิทธิประโยชน์และส่วนลดมากมาย

“เรายังคงเน้นย้ำเป้าหมายของ AIS ต่อการนำเทคโนโลยีโครงข่ายที่ดีที่สุดมาพัฒนาเชื่อมต่อ และขยายขีดความสามารถให้กับภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ V-Avenue.Co ที่นอกเหนือจากการทำงานร่วมกับกลุ่มค้าปลีกชั้นนำในการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่เสมือนจริงแล้ว เรายังเดินหน้าสร้างโอกาสไปยังพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลเกิดประโยชน์ในแง่ของการใช้งานที่หลากหลาย”

โดยครั้งนี้ AIS ได้ขยายบริการจาก Retail สู่พาร์ทเนอร์รายแรกในธุรกิจร้านอาหารอย่าง ฟู้ดแพชชั่น ที่มีแบรนด์ร้านอาหารชั้นนำอย่าง บาร์บีคิวพลาซ่า เข้ามาร่วมกันพัฒนาร้านอาหารเสมือนจริงหรือ Virtual Restaurant เพื่อเปิดโอกาสให้กับคนไทยได้สัมผัสกับมิติใหม่ของการเข้าร้านอาหาร อีกทั้งยังเป็นการยกระดับวงการธุรกิจร้านอาหารให้มีช่องทางใหม่ในการเข้าถึงลูกค้าด้วยประสบการณ์ดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี AIS 5G สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal

นางสาวบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการสร้างโอกาสทางการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร ฟู้ดแพชชั่น กล่าวว่า “ครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของฟู้ดแพชชั่น เพื่อเปิดตัวร้าน BAR B Q PLAZA ในรูปแบบ Visual Restaurant ครั้งแรกของเมืองไทย โดยส่งแบรนด์เรือธง บาร์บีคิวพลาซ่า และแบรนด์ในแครือฯ เพิ่มช่องทางการขายใหม่บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม V-AVENUE powered by AIS 5G ตั้งเป้าขยายกลุ่มลูกค้าครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยด้านหน้าตึกถูกออกแบบมาด้วยโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบาร์บีคิวพลาซ่า พร้อมทั้งยังส่ง บาร์บีกอน มังกรน้อยสีเขียว ตั้งเด่นเป็นพร้อมส่งมอบความสุขผ่านมื้ออาหารให้แก่ลูกค้าบาร์บีคิวพลาซ่าแล้ววันนี้”

ภายในตึกยังมีโซนร้านอาหารแบรนด์ในเครือฯจาก ฌานา และ โภชาให้ลูกค้า AIS และ AIS Fibre พร้อมมอบดีลดีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ส่วนลดค่าอาหาร 100 บาท เมื่อสั่งอาหารในราคา 750 บาทขึ้นไป ผ่าน V-AVENUE by AIS 5G ได้ที่ https://v-avenue.co/TH/BAR_B_Q_PLAZA/ พิเศษเฉพาะวันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2564  เท่านั้น

ฟิต ออโต้ สนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ส่งมอบการสนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง PTT Lubricants แก่ นางวนิชยา ทองแนบ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำหรับนำรถที่ใช้ปฏิบัติภารกิจรับส่งผู้ป่วยในสถานการณ์โควิด-19 เข้ารับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง PTT Lubricants ที่ศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ พร้อมบริการเปลี่ยนไส้กรองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับรถยนต์ดีเซล จำนวน 150 คัน รวมมูลค่ากว่า 85,000 บาท พร้อมด้วยสิทธิ์รับบริการตรวจเช็กรถยนต์ 35 รายการ และบริการพ่นและอบฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ เพื่อส่งมอบความห่วงใยและเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ตลอดระยะที่ผ่านมา โออาร์ได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน รวมถึงดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบ ภายใต้โครงการ ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ถือเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติภารกิจ และยังเป็นหน่วยงานหลักในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่รอเข้ารับการรักษาไปส่งโรงพยาบาล หรือนำผู้ป่วยกลับไปรักษาในภูมิลำเนา โดยก่อนหน้านี้ โออาร์ ได้สนับสนุนบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 300,000 บาท เพื่อร่วมสนับสนุนรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินและรถยนต์ของจิตอาสาที่ออกปฏิบัติการ และขอส่งกำลังใจให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมโดยร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์อีกช่องทางหนึ่ง โออาร์ มุ่งมั่นสนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวกับโควิด-19 ของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

รู้เก็บรู้ออม : ใช้เงินทำงานผ่านกองทุน Income Fund

0

คุณนายพารวยสัปดาห์นี้ อยากจะพูดถึงคำหนึ่งที่พูดถึงบ่อยๆ หากต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินนั่นคือการสร้าง passive income การใช้เงินทำงานให้กับตัวเรา แบบตรงๆ เลยก็เช่น การลงทุนซื้อคอนโดปล่อยเช่าอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลานัก หรือแบบอ้อมก็ลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรืออ้อม เจ้าของเงินก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบต่างๆแล้วแต่ทางเลือกการลงทุน เช่น ค่าเช่าคอนโด เงินปันผล หรือดอกเบี้ยผลตอบแทน หรือรายได้พวกนี้ก็คือกระแสเงินสดที่เราได้รับกลับมาแบบสม่ำเสมอ ผู้ลงทุนเองก็ต้องหมั่นติดตามข่าวสารและศึกษาหาข้อมูล

คุณนายพารวยมาอ่านเจอ บทความของตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง “การสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ด้วยกองทุนรวม Income Fund” เห็นว่าแนวทางนี้ ช่วยตอบโจทย์และแก้ปัญหาข้างต้นได้ดีทีเดียว โดยการลงทุนผ่านกองทุนรวม เริ่มต้นด้วยเงินไม่มาก แถมยังมีผู้จัดการกองทุนและทีมงานมืออาชีพมาคอยดูแลแทน ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือสามารถสร้าง Passive Income ให้กับเราได้เช่นกัน จึงเหมาะกับคนที่ต้องการรับกระแสเงินสดแบบประจำ รับความเสี่ยงและความผันผวนได้ปานกลาง

Income Fund เป็นกองทุนรวมผสม ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน หน่วยลงทุนของกองทุนรวม เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมอีทีเอฟ กระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สินทรัพย์ต่างๆสามารถสร้างกระแสเงินสด หรือรายได้ให้กับนักลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าเป็น “เครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด เพื่อสร้าง Passive Income” ดีๆนี่เอง

ในบทความนี้ยังบอกเทคนิค 4 ข้อสำหรับการเลือกลงทุนในกอง lncome Fund ไว้อีกด้วย คือ

1.นโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ก่อนจะลงทุนควรจะพิจารณาว่ากองทุนนั้นมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้หรือเปล่า

2.ผลตอบแทนที่ดีและการจ่ายคืนกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีขึ้นไป ระยะยาวต้องให้ผลตอบแทนที่ดี และระยะสั้นผลตอบแทนต้องมีความสม่ำเสมอ

3.ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ไม่ควรตัดสินใจซื้อกองทุนรวมโดยเอาเรื่องค่าธรรมเนียมถูกเข้าว่า เพราะกองทุนรวมที่ค่าธรรมเนียมถูกแต่ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่ดี นักลงทุนจึงควรพิจารณาที่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นหลัก

4.ผู้จัดการกองทุน เพราะคุณภาพของผู้จัดการกองทุนเป็นสิ่งที่จะบอกอนาคตของกองทุนได้ จึงต้องดูหลักการและแนวคิดของผู้จัดการกองทุนรวมที่เราจะเลือกลงทุนให้ดี

ถ้าสนใจอยากลงทุน Income Fund เพื่อสร้างกระแสเงินสดหรือรายได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ e–Learning หลักสูตร “กองทุนรวม The Series” ในเว็บของตลาดหลักทรัพย์ฯ แหล่งความรู้การเงินการลงทุนที่ดีที่สำคัญคือ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

แม็คยีนส์ เปิดตัว ‘Mc Club’ บน LINE OA รุกช้อปปิ้งออนไลน์

0

นายนพดล ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและผู้บริหารด้านธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC เปิดเผยว่า แม็คยีนส์ รุกขยายธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัล แพลตฟอร์ม เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการผู้บริโภคผ่านบริการ LINE Official Account (LINE OA) เพื่อตอบรับพฤติกรรมคนไทยที่นิยมใช้ช่องทาง LINE  ทั้งในการติดต่อสื่อสารและการซื้อสินค้าผ่านช่องทาง LINE ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ล่าสุดได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับสมาชิก Mc Club ให้ใช้งานระบบ CRM ผ่าน LINE OA ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็วและตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในประเทศไทย ทำให้ร้านค้าจำนวนมากต้องปิดสาขาจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องเร่งปรับตัว โดยเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าซึ่งทำให้ LINE OA เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นช่องทางให้บริการข้อมูล ข่าวสารแล้ว ยังเป็นเครื่องมือให้ลูกค้าได้ช้อปปิ้งออนไลน์และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆได้สะดวก รวดเร็วและง่ายดายแค่ปลายนิ้วอีกด้วย

“จากมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ ซึ่งสาขาในศูนย์การค้าต่างๆ ต้องปิดให้บริการ ที่ผ่านมาเราให้ความร่วมมือกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า โดยได้ปรับตัวห้นมารุกหนักในช่องทางออนไลน์ ซึ่งพบว่าได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง”

การเปิดตัวช่องทางการใช้งานใหม่สำหรับสมาชิก Mc Club บน LINE Official Account ในครั้งนี้ จะเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป  บริษัทได้เตรียมกิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าสมาชิก Mc Club โดยจะมีฟีเจอร์ต่างๆ ทั้งการตรวจสอบคะแนน ประวัติการการแลกคะแนน ประวัติการซื้อและสะสมคะแนน และการ Shopping online ไว้ในหน้าเดียวกัน รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมายทั้งจากแบรนด์เองและจากพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย เช่น คูปองเพื่อแลกของรางวัลต่างๆ  ส่วนลดพิเศษและสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก Mc Club  โดยลูกค้ายังสามารถสะสมคะแนนจากการช้อปปิ้งหน้าร้านแม็คยีนส์และช้อปออนไลน์ได้อย่างสะดวกเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือสามารถแลกคะแนนผ่านเว็บไซต์ได้อีกด้วย ทั้งนี้จากการเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันลูกค้าแม็คยีนส์สามารถช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน 3 ช่องทาง ประกอบด้วย เว็บไซต์ www.mcshop.com, Facebook : https://www.facebook.com/mcjeans และ Line OA : @mcjeans_official  

นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีโอกาสการเติบโตได้อีกมาก จากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มช่องทาง Mc Club บน LINE OA นี้ จะช่วยต่อยอดการบริหารจัดการฐานข้อมูลลูกค้าแม็คยีนส์ซึ่งเป็นสมาชิก Mc Club ที่มีอยู่กว่า 1,500,000 คนในปัจจุบันได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“ทรีนีตี้” แนะกลยุทธ์เดือนกันยายน เน้น Let profit run และขายบริเวรณแนวต้าน

0
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

“ทรีนีตี้” ให้กรอบดัชนีเดือน ก.ย.ที่ 1,590-1,660 จุด มองตลาดในช่วงแรกยังมีโมเมนตัมเชิงบวก  จากกระแสเงินทุนไหลเข้า จึงแนะนักลงทุนถือหุ้นในพอร์ตเพื่อ Let profit run และรอขายทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญที่บริเวณ 1,650-1,660 จุด ส่วนการถือครองโฟกัสไปที่หุ้นกลุ่ม Domestic play ขนาดใหญ่ 15 บริษัท รับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่กลับมาคึกคักมากขึ้น

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ก.ย.2564 ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund flow) ที่มีสัญญาณดีต่อเนื่อง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่กลับมาคึกคักอีกครั้งจากการคลาย Lockdown ต่างๆ และอัตราการฉีดวัคซีนที่ดีขึ้น โดยมองกรอบดัชนีเดือน ก.ย.ทั้งเดือนที่ระดับ 1,590-1,660 จุด 

“นักลงทุนที่มีเงินสดระดับหนึ่งแล้วให้ถือครองหุ้นในพอร์ตต่อไปได้และรอขายที่ระดับดัชนี 1,660 จุด มองว่าหากดัชนีปรับขึ้นไปถึงกรอบบน คาดว่าจะเห็นแรงเทขายออกมาอย่างสำคัญได้ เนื่องจากเป็นระดับที่จะทำให้ค่า Earning yield gap ของตลาดหุ้นไทยกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาวอีกครั้ง บ่งชี้ถึง Valuation ของตลาดหุ้นที่ตึงตัวและเปราะบางต่อการปรับฐานในระยะสั้น” นายณัฐชาต กล่าว

สำหรับธีมการลงทุนหลักในเดือนนี้ มองว่าหุ้นขนาดใหญ่ยังคงได้เปรียบกว่าหุ้นขนาดเล็ก ทั้งในแง่ของ Liquidity, Valuation, Sentiment และความ Laggard โดยได้คัดเลือกหุ้นขนาดใหญ่มาทั้งสิ้น 15 บริษัทที่มี Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง และราคายังคงต่ำกว่าราคาปิดวันที่ 11 มิ.ย.ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของดัชนีในรอบก่อนหน้านี้ โดยแบ่งออกเป็น Sector ต่างๆ ดังต่อไปนี้  1.กลุ่มพลังงานกลางน้ำและปลายน้ำ เลือกหุ้น ESSO, PTG, SPRC 2.กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เลือกหุ้น BBL, KBANK, TTB  3.กลุ่มไฟแนนซ์เลือกหุ้น BAM, SAWAD, TIDLOR 4.กลุ่มค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า เลือกหุ้น CPN, CRC 5.กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ เลือกหุ้น MAJOR, PLANB และ 6.กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง เลือกหุ้น  STEC, TOA

ขณะที่หุ้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในเดือนนี้ คือกลุ่มที่อิงกับภาคการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ จากสัญญาณเตือนต่างๆ ที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีภาคการผลิตทั่วโลกที่อ่อนแรงลงต่อเนื่องโดยเฉพาะยอดคำสั่งซื้อใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหา Supply disruption เช่นการขาดแคลนชิป รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องจนอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในช่วงถัดไป รวมถึงหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนเพราะปรับตัว Outperform มาตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ Covid-19 ปีก่อน และเริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนแรงของสภาพคล่องภายในประเทศ ผ่านตัวแปรปริมาณเงินหรือ M2 ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของนักลงทุนทั่วไปในตลาดได้ โดยที่นักลงทุนกลุ่มนี้ถือเป็นผู้ที่คอยช่วยประคับประคองการปรับตัวของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก มาก่อนหน้านี้

นายณัฐชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในเดือน ก.ย.ยังมีประเด็นและปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนยังต้องติดตามใน 4 ประเด็นหลักๆ ด้วยกันคือ  1. การประชุมร่วมของสมาชิกกลุ่ม  OPEC+ ในวันที่ 1 ก.ย. โดยหลังจากที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวได้ในระดับสูง น่าจะทำให้ทางกลุ่มสบายใจที่จะดำเนินตามมติที่ได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ นั่นก็คือการเพิ่มกำลังผลิตเข้าสู่ตลาดวันละ 4 แสนบาร์เรล แต่ถ้าหากผลการประชุมเห็นควรให้ชะลอมาตรการดังกล่าวก็มีโอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นได้  2. รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของประเทศสำคัญ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้นำต่อมายังภาคการส่งออกในช่วงถัดไป โดยหลังจากที่จีนรายงานตัวเลขออกมาอ่อนแอก่อนหน้านี้แล้ว แนะนำติดตามตัวเลขของยุโรปและสหรัฐฯที่จะออกมาในช่วงต้นเดือนด้วยเช่นกัน  3. รายงานตัวเลขภาคแรงงานของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 ก.ย.นี้ว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังคาดการณ์ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในอนาคต รวมถึง Bond yield ในตลาดหรือไม่ และ4. ความเป็นไปได้ที่เฟดจะประกาศลดวงเงิน QE (Tapering) ในการประชุมวันที่ 21-22 ก.ย.นี้ แต่ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปแล้วไม่ว่าเฟดจะเริ่มต้นโครงการเดือนไหน มองว่าคงจะไม่ใช่ประเด็นที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนแล้ว

พีทีที สเตชั่น ช่วยเกษตรกรภาคเหนือ รับซื้อลำไยอบแห้ง 50 ตัน แจกลูกค้าเติมน้ำมัน

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทวงพาณิชย์ และ นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมสานต่อโครงการ พีทีที สเตชั่น เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย มุ่งแก้ปัญหาลำไยล้นตลาดและราคาผลผลิตตกต่ำจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยได้รับซื้อลำไยอบแห้ง จำนวน 50,000 กิโลกรัม จากเกษตรกรชาวสวนลำไย ผ่านกรมการค้าภายใน และมอบลำไยอบแห้ง 1 ถุง ขนาดประมาณ 200 กรัม ให้กับผู้มาใช้บริการที่เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ไม่มีขั้นต่ำ ระหว่างวันที่ 1 – 3 กันยายน 2564 ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น กว่า 178 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center และตรวจสอบรายชื่อ พีทีที สเตชั่น ที่เข้าร่วมรายการได้ที่  www.pttor.com

ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โออาร์ ยังได้ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมังคุดในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านโครงการ พีทีที สเตชั่น เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรไทย ด้วยการรับซื้อมังคุดจำนวน 100,000 กิโลกรัม และนำมามอบให้ผู้ใช้บริการพีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี รวมถึงส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด – 19 นอกจากนี้ โออาร์ ยังมุ่งมั่น ช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ พร้อมเต็มเติมทุกความสุขในทุกช่องทาง เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวต่อไปด้วยกัน ตามกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่จะเติบโตร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

AIS จับมือ RS Mall เปิดร้านเสมือนจริง เสริมแกร่งช้อปปิ้งออนไลน์

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า AIS 5G และ RS Mall ได้ผนึกกำลังความร่วมมือยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง รับพฤติกรรมลูกค้าในยุค New Normal เปิดตัวร้าน RS Mall เสมือนจริงบน V-AVENUE by AIS 5G สุดอลังการ เสริมความแข็งแกร่งของช่องทางออนไลน์ จัดเต็มสินค้าราคาพิเศษกว่า 600 รายการ ทั้ง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงสินค้าวัตถุมงคล สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง  ต่อยอดความสำเร็จจากช่องทางหลักสู่การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มออนไลน์แบบไร้รอยต่อ และสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ในการช้อปปิ้งผ่าน 5G

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า ที่ผ่านมา V-AVENUE ได้รับความนิยมจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะของศูนย์รวมแหล่งศูนย์การค้าและแหล่งช้อปปิ้งสินค้าชั้นนำมากมาย ซึ่งเรายังคงให้ความสำคัญกับการขยายพื้นที่อย่างไม่จำกัดผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างถนนของการช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และที่สำคัญคือการนำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้าเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกที่ต้องเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

ความร่วมมือครั้งนี้ ทาง RS Mall แพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สินค้าและบริการทางด้าน Health & Wellbeing มาร่วมเป็นพันธมิตร โดยผ่านเทคโนโลยีอย่าง Virtual Reality บนโครงข่าย 5G  ด้วย RS Mall ที่ออกแบบอย่างสะดุดตาด้วยตึกที่สวยงามถึง 4 ชั้น มาพร้อมกับสินค้ามากมาย รวมถึงคอนเทนต์ในโซน STUDIO ที่จะได้รับชมคอนเทนต์สุดพิเศษเฉพาะที่ RS Mall ณ  V-Avenue เท่านั้น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะเติมเต็มเป้าหมายให้ V-AVENUE กลายเป็นแหล่งรวมศูนย์การค้าเสมือนจริงที่ใหญ่ที่สุด โดยเรามีความพร้อมในการผลักดันภาคค้าปลีก ผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ให้เข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอีกด้วย”

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า RS mall เป็น Multi-platform commerce เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่องทางการขายเพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้การวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า เพื่อเข้าใจลูกค้ามากขึ้น และสร้างการซื้อซ้ำเพื่อเพิ่มยอดขาย นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ในแง่สูตรสินค้า ขนาด และแพ็คเกจ ทั้งการขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยครั้งนี้ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ด้วยการเปิด virtual mall กับ AIS นับเป็นการขยายช่องทางการขายเข้าสู่ตลาดใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความเป็น “Wellbeing Partner ของคนไทย”

RS Mall บน V-AVENUE พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ จัดเต็มด้วยสินค้าทั้ง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงสินค้าวัตถุมงคล สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมไม่น้อยกว่า 600 รายการ พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า AIS และขาช้อปเมื่อซื้อสินค้าผ่าน V-AVENUE by AIS 5G ครบ 2,000 รับส่วนลดทันที 250 – 300 บาท ร่วมฉลองการเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ด้วยสิทธิพิเศษแบบจุใจไปพร้อมกันบน v-avenue.co/TH/RS_MALL/

โครงการเลี้ยงไก่ไข่ รร. บ้านคลองเรือ กำแพงเพชร สร้างประสบการณ์ชีวิต หนุนนักเรียนพึ่งพาตนเองในอนาคต

0

ผืนดินที่เคยว่างเปล่าของ โรงเรียนบ้านคลองเรือ หมู่ 11 ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ถูกพลิกฟื้นให้กลายเป็นฐานเรียนรู้อาชีพเกษตร หลังจากผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ประจักสิน บึงมุม​ มีแนวคิดที่จะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โรงเรียนแห่งนี้จึงไม่เพียงเน้นให้นักเรียนรู้หลักวิชาการเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้พื้นฐานอาชีพเป็นทักษะชีวิตสำหรับใช้ในอนาคตของพวกเขาด้วย

ผอ.ประจักสิน เล่าว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ไม่มีใครนำมาปฏิบัติจริง เมื่อครูและชุมชนมาหารือร่วมกัน จึงพบว่าแทบทุกบ้านทำอาชีพเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ต้องประสบปัญหาราคาพืชผลการเกษตรที่ผันผวนแทบทุกปี และเมื่อพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ ทุกคนเชื่อว่าจะกลายเป็นทางรอดของคนในชุมชน อย่างน้อยก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน และยังมีอาหารปลอดภัย พืชผักปลอดสารให้รับประทาน เกิดภูมิต้านทานทั้งแง่เศรษฐกิจ สุขภาพ และสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือนและชุมชนได้ ปลายปี 2562 พื้นที่ 16 ไร่ของโรงเรียน จึงถูกแบ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับเลี้ยงปลา มีสวนผักผลไม้ เพาะเห็ด และทำเกษตรปศุสัตว์ เริ่มต้นจากการเลี้ยงไก่ไข่บนบ่อปลา แต่ทั้งหมดยังเป็นไปอย่างไม่มีแบบแผนชัดเจน

จนกระทั่งโรงเรียนได้เข้าร่วม “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ และ บมจ.สยามแม็คโคร เข้ามาสนับสนุนนักเรียนให้เลี้ยงไก่ไข่จำนวน 150 ตัว เพื่อผลิตไข่ไก่อาหารโปรตีนคุณภาพดีสำหรับปรุงเป็นอาหารกลางวันได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการวางแผนการเลี้ยง มีระบบการจัดการที่ดี มีการถ่ายทอดความรู้และเทคนิควิชาการที่ถูกต้อง ทำให้ครู นักเรียน และชาวชุมชนเข้าใจเรื่องการจัดการที่เป็นมาตรฐาน เข้าใจการลงทุนและจุดคุ้มทุน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนบ้านคลองเรือ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนอยู่ 27 คน ในระดับชั้นอนุบาล 1- ประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ถูกประยุกต์ให้มีระบบบริหารจัดการที่ดี โดยใช้โมเดลการเลี้ยงไก่ไข่ฉบับย่อที่มีการจัดการที่ดี มีหลักวิชาการ ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวคิดที่ซีพีเอฟและมูลนิธิฯให้ไว้ ต่อยอดสู่การบริหารกิจกรรมเกษตรอื่นๆอย่างเป็นระบบ มีวิธีคิด รู้ต้นทุน รู้ตลาด นำไปสู่ธุรกิจเล็กๆของโรงเรียนที่สามารถดำเนินงานต่อได้อย่างมั่นคง เด็กๆได้เรียนรู้ มีทักษะชีวิต และทักษะอาชีพจากการลงมือปฏิบัติจริง เมื่อโครงการในโรงเรียนเข้มแข็ง จึงขยายผลสู่การสร้าง “ศูนย์ดาวล้อมเดือน” บนพื้นที่อีกแปลงของโรงเรียน จำนวน 20 ไร่ เพื่อให้เป็นทั้งคลังอาหารของชุมชนและเป็นธุรกิจที่ดำเนินการโดยชาวชุมชนอย่างแท้จริง โดยยกรูปแบบของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จแล้ว มาสานต่อในผืนดินนี้ ทั้งฐานเรียนรู้การเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 200 ตัว การปลูกผักปลอดสารพิษ (ผักออร์แกนิค) เพาะเห็ดนางฟ้า การเลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ และเพาะเลี้ยงไส้เดือน โดยมีครูและผู้ปกครองของนักเรียนร่วมกันเป็นคณะกรรมการศูนย์ฯ และดำเนินการโดยผู้ปกครองและน้องๆนักเรียน เพื่อให้ศูนย์มีรายได้ต่อยอดกิจการในรุ่นถัดไปได้

จากโครงการเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียนที่มูลนิธิฯ ซีพีเอฟ และแม็คโคร ส่งมอบให้ เมื่อผนวกเข้ากับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นพื้นฐานอันเข้มแข็ง สู่โมเดลธุรกิจของชุมชนในนามศูนย์ดาวล้อมเดือน ที่พัฒนาจนกระทั่งได้รับการรับรอง GAP วันนี้ยังต่อยอดความสำเร็จไปสู่อีกกว่า 20 ครอบครัว ที่เริ่มเลี้ยงไก่ไข่ 20-25 ต่อครอบครัว ควบคู่กับการเลี้ยงปลาและปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง เมื่อได้ผลผลิตไข่ไก่ ปลา และผักได้เก็บเกี่ยว ทำให้แต่ละครัวเรือนมีอาหารไว้บริโภคโดยไม่ต้องซื้อหา ที่เหลือก็แบ่งปันญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน หรือนำไปแปรรูป เมื่อมีมากเกินจากบริโภคจึงนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน กลายเป็นธนาคารอาหารที่ทุกคนร่วมกันสร้างด้วยตนเอง บรรลุเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชนที่ได้ตั้งไว้ และชาวชุมชนภูมิใจที่ชุมชนเล็กๆของพวกเขา ได้รับการประเมินให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อันดับที่ 2 ของจังหวัดกำแพงเพชร และยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมและดูงานให้กับคณะบุคลากรทางการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ

“ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับองค์ความรู้ที่ทุกคนได้รับจากโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ทำให้ทุกครัวเรือนไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ทุกบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการไปตลาด จึงไม่เสี่ยงกับโรคโควิด และไม่เสี่ยงกับสารเคมีในพืชผัก ไข่ไก่ก็สะอาดปลอดภัย เพราะทุกคนดูแลผลผลิตด้วยตัวเอง โครงการฯนี้ จึงตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง” ผอ.ประจักสิน กล่าว

ขณะที่ มนัส แสงเมล์ ผู้ปกครองของ ด.ญ.ณัฐนิชา หรือน้องปาล์ม และด.ญ.ณัฐชยา หรือน้องปอย สองฝาแฝดที่กำลังช่วยกันเลี้ยงไก่ไข่ 20 ตัว ให้อาหารปลา และดูแลแปลงผักในบ้าน บอกว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน แม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับโรงเรียนและชุมชน แต่กลับสร้างประโยชน์มากมายให้กับทุกคน เด็กๆก็ได้บริโภคไข่ไก่ทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รวมทั้งได้เรียนรู้และมีทักษะอาชีพ ทั้งการเลี้ยงสัตว์และการปลูกพืชผัก แล้วนำมาถ่ายทอดให้กับพ่อแม่ ยิ่งเมื่อผู้ปกครองได้เข้าไปเรียนรู้ว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จในการสร้างแหล่งอาหารของตนเอง ชุมชนก็ตัดสินใจต่อยอดสร้างคลังอาหารชุมชนในศูนย์ดาวล้อมเดือน ที่วันนี้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของชุมชนรอบข้างและผู้ค้าในท้องถิ่น โดยจำหน่ายผ่านออนไลน์ ที่สำคัญคือ ผู้ปกครองนำสิ่งที่ลูกๆบอกมาทำต่อที่บ้าน กลายเป็นคลังอาหารของบ้านช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้โดยเฉพาะในวิกฤตโควิดเช่นนี้

ส่วนน้องปาล์มและน้องปอย บอกว่า ดีใจมากที่ความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา และปลูกผักปลอดสารที่ได้รับ ได้นำมาปฏิบัติจริงทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เกิดเป็นทักษะชีวิต ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมตามฐานต่างๆ ที่โรงเรียนและที่ศูนย์ฯ ที่สำคัญคือความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตอาหารปลอดภัยให้กับเพื่อนๆในโรงเรียน พ่อแม่พี่น้องชาวชุมชน และผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ไปบริโภค

โรงเรียนบ้านคลองเรือ นอกจากจะเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ที่มุ่งพัฒนาทักษะวิชาชีพควบคู่กับทักษะวิชาการ โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวตั้ง เพื่อปลูกฝังเด็กๆให้เข้มแข็ง มีองค์ความรู้และวิชาชีพติดตัว แม้ไม่มีหน่วยวัดผลความสำเร็จ แต่เด็กๆจะซึมซับและก่อเกิดทักษะชีวิตติดตัวพวกเขา และโรงเรียนนี้ยังเป็นตัวอย่างของการสร้างความสามัคคีและความเข้มแข็งในชุมชน เพื่อร่วมกันสามารถสร้างแหล่งอาหารมั่นคงและยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : มาเป็นพี่เลี้ยงการเงินกัน!!

0

“คุณนายพารวย” เคยมีโอกาสได้สัมภาษณ์ถ่ายทอดชีวิตหนี้ของคนหาเช้ากินค่ำ แม่บ้าน-รปภ.เงินเดือนน้อย พนักงานออฟฟิศที่มีชีวิตแบบ “เดือนชนเดือน” แต่เมื่อได้เข้าร่วมโครงการ “Happy Money” ของตลาดหลักทรัพย์ฯก็สามารถเปลี่ยนจาก “คนร้องไห้” เป็น “คนยิ้มได้”

โครงการ “Happy Money” เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งจดรายรับ-รายจ่าย ทำบัญชีหนี้สิน-ทรัพย์สิน จัดทำงบดุลเพื่อให้รู้ฐานะตนเอง และวางแผนการเงิน เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย โดยจะมี “พี่เลี้ยงการเงิน” ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ความรู้ คำแนะนำ จนทำให้คนเหล่านี้สามารถปลดแอกชีวิตหนี้ และกลับมามีเงินออม–นำเงินออมไปลงทุน จนทำให้กลายเป็น “แม่บ้าน–รปภ.เงินล้าน” ได้

หลายคนสงสัยว่า “พี่เลี้ยงการเงิน” คือใคร… ซึ่งก็คือผู้ที่เข้าร่วมโครงการกับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเรียนรู้เรื่องการเงินจนสามารถวางแผนการเงินเบื้องต้นให้กับตัวเองได้ แล้วยังได้เพิ่มพูนทักษะในการให้คำแนะนำ เพื่อให้สามารถแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงินไปยังผู้อื่นได้ ทั้งการวางแผนใช้จ่าย บริหารหนี้สิน วางแผนการออม เพื่อให้ผู้อื่นเกิดทัศนคติทางการเงินที่ดี ปรับพฤติกรรมการใช้เงินและสร้างเงินออมเพื่อใช้จ่ายในวัยเกษียณได้!!

และล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯเชิญชวนผู้สนใจให้มาร่วมเป็น “พี่เลี้ยงการเงิน” เพื่อกระจายกำลังกันออกไปช่วย “คลายทุกข์ทางการเงิน” ให้คนไทย โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือองค์กรรัฐและเอกชน ที่ต้องการสร้าง “พี่เลี้ยงการเงิน” ช่วยพนักงานในองค์กร หรือคนทั่วไปที่ต้องการเผยแพร่ความรู้การเงินไปยังผู้อื่น

คุณสมบัติสำคัญของ “พี่เลี้ยงการเงิน” คือมีจิตสาธารณะสามารถให้คำแนะนำกับผู้อื่นได้ มีทักษะการสื่อสาร และมีพฤติกรรมการออมที่ดีเป็นที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างานที่อยากช่วยลูกน้องและพนักงานในองค์กรที่ “มีความทุกข์ทางการเงิน” หรือตัวแทนองค์กรภาครัฐ ชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่อยากให้องค์ความรู้และเครื่องมือ เพื่อส่งต่อความรู้การเงินแบบง่ายๆ

แต่ก่อนที่จะเป็น “พี่เลี้ยงการเงิน” ได้ ต้องเข้าอบรมกับตลาดหลักทรัพย์ฯก่อน โดยอบรมความรู้ผ่าน e-Leaning พร้อมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ฝึกปฏิบัติ และ Group Mentor เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน หวังสร้างกองทัพ “พี่เลี้ยงการเงิน” ไปส่งต่อความรู้เรื่องการเงินเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ประโยชน์ของการเป็น “พี่เลี้ยงการเงิน” นอกจากจะทำให้มีความรู้ด้านการวางแผนการเงินอย่างง่ายแล้ว ยังทำให้เรามีเครื่องมือช่วยวางแผนการเงิน มีสื่อความรู้หลากหลายรูปแบบ และทำให้มีเครือข่ายพี่เลี้ยงการเงินร่วมกับองค์กรและชุมชนพันธมิตรมากมายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้เราได้รับความรู้และอัปเดตข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

สนใจสมัครเป็นพี่เลี้ยงการเงินอย่ารอช้าตาม “คุณนายพารวย” เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th/happymoney

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เปิดตัว “หมอหนี้เพื่อประชาชน” แก้ปัญหาหนี้ครบวงจร

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงการคลัง, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.), สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง “โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อเป็นช่องทางให้คำแนะนำ ความรู้ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานะหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ การเตรียมตัวเจรจาแก้ไขหนี้ การให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการเตรียมตัวเพื่อขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนปรับปรุงกิจการ การแบ่งปันประสบการณ์การปรับตัวและปรับธุรกิจของผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ ตลอดจนการจัดบรรยายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่ตรงจุดตามสถานการณ์ของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม รวมทั้งการเผยแพร่คลิปและสื่อการสอนต่าง ๆ เพื่อให้นำไปศึกษาเพิ่มเติม 

นางสาวกุลยา  ตันติเตมิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดยการสร้างองค์ความรู้และวางแผนทางการเงินให้แก่ลูกหนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้การแก้ปัญหาหนี้สินมีความยั่งยืน เกิดประโยชน์ในระยะยาว อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ท้ายสุดแล้ว จะทำให้ลูกหนี้สามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ด้านนางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. เปิดเผยว่า ลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับความรู้และความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาหนี้ ได้แก่ วิธีการเตรียมข้อมูลสำหรับเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ การจัดทำแผนธุรกิจ ข้อมูลทรัพย์สินและหนี้สิน ข้อมูลรายรับรายจ่าย เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งแนวทางการพูดคุยกับเจ้าหนี้ ตลอดจนข้อมูลมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตนเอง 

นอกจากนี้ ความพิเศษของโครงการหมอหนี้ฯ คือ ลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs สามารถติดต่อขอคำแนะนำเชิงลึกเพิ่มเติมจากทีมหมอหนี้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs บสย. (บสย. FA Center) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับคำปรึกษากับหมอหนี้ ผ่านเว็บไซด์โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน หรือติดต่อสอบถามได้ทั้งที่ ธปท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพ และสำนักงานภาคของ ธปท. ทั้ง 3 แห่งที่เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะรายย่อยหรือคนตัวเล็ก ส่วนใหญ่ประสบภาวะการเป็นหนี้และยังไม่มีวิธีแก้ไข ผลสุดท้ายอาจกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้การกู้เงินครั้งต่อไปประสบปัญหามากยิ่งขึ้น ในขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ต้องใช้ที่ปรึกษาทางการเงินซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง บสย. จึงอาสาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หรือหมอหนี้ ที่จะตรวจอาการคนไข้ เช็กสุขภาพ วินิจฉัยโรค ก่อนจะทำการรักษาโดยให้ยาหรือผ่าตัดจนหายดี และสุดท้ายฉีดวัคซีนทางการเงินให้พวกเขาไม่กลับมาป่วยอีก ตามเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหาที่ฐานรากก่อนการอัดฉีดเงินทุนเข้าระบบ เพื่อให้ลูกหนี้มีช่องทางปลดภาระหนี้สิน และพร้อมทำมาหากินเพื่อสร้างรายได้ ตลอดจนสามารถปรับธุรกิจให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมั่นคง

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานการเงิน รักษาการผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า บสย. F.A. Center มีทีมที่ปรึกษาทางการเงินที่มีประสบการณ์สูง และคร่ำหวอดในแวดวงการเงินการธนาคารมานานกว่า 30 ปี ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินชั้นนำ ที่พร้อมให้บริการปรึกษาเชิงลึกในโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ประกอบการ SMEs ทุกประเภทธุรกิจ ทุกสถาบันการเงิน ที่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 ทั้งเรื่องการกู้เงิน การปรับโครงสร้างหนี้ การแก้โจทย์ธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 8 แห่ง พร้อมให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละสถาบันการเงินของรัฐเข้าร่วมทีมหมอหนี้เพื่อประชาชน เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำแนวทาง รวมถึงให้ข้อมูลการแก้ไขปัญหาหนี้ในรูปแบบต่าง ๆ แก่ลูกหนี้ทุกรายอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งช่วยเหลือประชาชน และกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด 19 ให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) หรือช่วยให้ลูกหนี้ NPL ที่มีการค้างชำระหนี้ สามารถกลับมาผ่อนชำระได้ตามปกติต่อไป

ด้านนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยได้ส่งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญร่วมให้คำปรึกษาการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างครบวงจรในโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน ตั้งแต่การประเมินและสำรวจภาระหนี้ การเตรียมตัวเจรจาแก้ไขหนี้ การวางแผนชำระคืนหนี้ รวมถึงแนวทางการปรับตัวในอนาคตเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อย โดยจะเริ่มจากลูกค้าของแต่ละธนาคาร ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือของภาคธนาคารนอกจากมาตรการทางการเงินต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินของลูกหนี้

ท้ั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือลงทะเบียนเพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึก ได้ทางเว็บไซต์โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน (www.bot.or.th/app/doctordebt/) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213 และสำนักงานของ ธปท. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค