Home Blog Page 381

CPF ผนึกกำลังพนักงาน-ผู้บริหาร ร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน

0

นางสาววิภาวรรณ ประมูลความดี รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สำนักตรวจสอบภายในและสำนักบริการความเสี่ยงองค์กร พร้อมด้วย นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และผู้บริหาร ตลอดจน พนักงาน CPF ร่วมแสดงพลังต่อต้านการทุจริต ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2564 จัดโดย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี

โดยในปีนี้ ซีพีเอฟ ร่วมแสดงพลังผ่านระบบออนไลน์ ตามวิถี New Normal ในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อร่วมแสดงจุดยืนในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาลของเอกชน โดยบริษัทได้ประกาศนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการป้องกันและต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” สร้างชาติไทยไร้คอร์รัปชัน … ด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นเป้าหมายหนึ่งในการร่วมพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ซึ่งการลดปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นหนึ่งในกระบวนการที่จะช่วยให้เราทุกคนไปถึงเป้าหมายการพัฒนาประเทศ …โดยพลังความรู้และความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่จะมาพร้อมไอเดียใหม่ๆ ในการพลิกเกม ต้านโกง ร่วมพัฒนาประเทศชาติไปด้วยกัน

รู้เก็บรู้ออม : ใช้พอยต์เทรดกองทุนช่วงโควิด!!

0

คุณนายพารวย กักตัวอยู่กับบ้านให้ความร่วมมือภาครัฐ เพื่อให้อยู่ห่างไกลจากโรคโควิด แต่ก็ไม่หยุดเฉยอยู่กับที่เพราะชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้า เรื่องไลฟ์สไตล์ช็อปกิน เที่ยว ต้องหยุดชั่วคราวไว้ก่อน แต่เรื่องการลงทุนมันหยุดไม่ได้

ช่วงโควิดแบบนี้แน่นอนว่าการเอาแต้มหรือคะแนนสะสมการใช้บัตรเครดิตไปแลกนู่นนี่ จะของรางวัลหรือเป็นส่วนลดซื้อของคงจะไม่สะดวกนัก เพราะที่เที่ยว ที่กิน ก็ยังปิดต่อไปไม่กำหนดว่าจะเปิดได้เมื่อไหร่ บรรยากาศไม่ชวนช็อปเสียเท่าไร จะดีกว่ามั้ยถ้าเราเปลี่ยนคะแนนพวกนี้ไปใช้ในการลงทุนได้

โครงการ Point to invest ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดตัวไปเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2563 เป็นทางเลือกใหม่ให้คนมีพอยต์ สามารถเริ่มต้นการลงทุนได้แบบง่ายๆไม่ต้องใช้เงิน แต่เปลี่ยนคะแนนจากการใช้จ่ายบัตรเครดิตที่มีสะสมอยู่มาเปลี่ยนเป็นกองทุนรวม ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของคนไทย

นอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ถือบัตรเครดิตแลกคะแนนสะสมได้หลากหลายมากขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในกลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตอีกด้วย และสามารถเชื่อมการลงทุนให้เข้ากับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ที่ถือบัตรเครดิตได้อย่างง่ายๆยิ่งสถานการณ์ตอนนี้คนไม่ได้ไปไหนกัน แทนที่จะปล่อยแต้มไว้เฉยๆก็เอามาลงทุนแลกเทรดเป็นกองทุน

ตอนนี้มีบัตรเครดิตหลายเจ้าที่เปิดให้แลกพอยต์เป็นกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์กรุงเทพ, กสิกรไทย, ทหารไทยธนชาต, ไทยพาณิชย์, ยูโอบี, บ.บัตรกรุงไทย, บ.บัตรกรุงศรีอยุธยา และ บ.อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส นอกจากนี้ แต่ละแห่งยังมีกองทุนรวมให้เลือกหลากหลายจาก บลจ.ชั้นนำ ทั้งกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมหุ้น หรือกองทุนประหยัดภาษีอย่าง SSF และ RMF ช่องทางสำหรับการแลกพอยต์ก็ทำได้ง่ายและสะดวก เราสามารถแลกแบบออนไลน์ ผ่านแอปฯและเว็บไซต์ของธนาคารได้เลย หรือจะทำรายการผ่าน call center, SMS หรือสาขาของธนาคารก็ได้

งานนี้มีแต่ได้กับได้ เพราะเป็นการต่อยอดพอยต์ของตัวเองเปลี่ยนคะแนนเป็นเงินลงทุนในกองทุนรวม สร้างผลตอบแทนกลับมา และความมั่นคงทางการเงินในอนาคต มีโอกาสจะได้เงินงอกเงยจากการนำพอยต์เปลี่ยนเป็นเงินลงทุนในกองทุน และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ก็ยังสามารถขายกองทุนได้เป็นเงินกลับมาได้ทั้งเงินต้นและผลตอบแทน

อย่าจำกัดการใช้พอยต์แค่เอาไปแลกบัตรกำนัลส่วนลด, ตั๋วเครื่องบิน หรือที่พักโรงแรม ยิ่งตอนนี้แลกไปก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหนด้วยแล้ว การเอาพอยต์มาลงทุนน่าจะดีกว่าปล่อยพอยต์นอนอยู่เฉยๆ เปล่าๆปลี้ๆ

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย www.setinvestnow.com/th/pointtoinvest หรือสแกนคิวอาร์โค้ดนี้ได้เลย.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : Help Care ตลาดนัดสินค้าช่วยเหลือสังคม

0

เช้าวันก่อน “คุณนายพารวย” ขับรถออกไปหาซื้อของกินแถวตลาด รถวิ่งได้คล่องตัวมาก ถ้าเป็นเวลาปกติแล้ว หกโมงเช้าแถวรถต้องติดกันยาวเหยียดแล้ว ซึ่งมาจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป คือ คนทำงานอยู่กับบ้าน เด็กๆเรียนหนังสือออนไลน์ เลยทำให้ไม่ต้องเอารถมาจอดติดเรียงกันบนถนนแต่เช้าเหมือนแต่ก่อน

แต่ในด้านผลกระทบกับธุรกิจแล้ว เจ้าของธุรกิจ ร้านค้า พ่อค้าแม่ขาย ต่างร้องโอดโอย เพราะลำพังโดนให้ปิดร้านจากมาตรการป้องกันโควิดระบาดก็หนักแล้ว ยิ่งกำลังซื้อของคนหดหาย ลูกค้ามีแต่ลดน้อยลงทุกวัน ยอดขายที่ได้ก็ไม่พอกับภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องหาทางปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการขาย, หาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆขณะที่ SET Social Impact โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ทำการเปิดช่องทางขาย ให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) มาฝากร้านขายของ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์จาก SE มารวมไว้ที่นี่ จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชน มาช่วยกันสนับสนุนซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค จากผู้ประกอบการเพื่อสังคม ใน “Help Care ตลาดนัดสินค้าช่วยเหลือสังคม”

ที่จะเป็นช่องทางการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักธุรกิจที่มีจุดยืนในการดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์สินค้าจากผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจเพื่อการพัฒนาชุมชน พัฒนาเกษตรกรรม แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือดูแลผู้เปราะบาง พัฒนาด้านการศึกษาและด้านสุขอนามัย

ประเดิมด้วยสินค้าชุมชนจาก บริษัท ดี มี สุข (ไม่) จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ได้เข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่กว่า 30 ชุมชน จนได้ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนที่สะอาด ปลอดภัย คุณภาพได้มาตรฐานสำหรับผู้บริโภค

คุณนายพารวยเห็นรายการสินค้าแล้ว น่าเสียตังค์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสังข์หยด จาก จ.พัทลุง, ข้าวหอมใบเตย จาก จ.ลำปาง, ไซรัปที่ทำจากตาลโตนด, ตาลโตนดผง, แยมกล้วยที่ทำจากกล้วยหอมทองอย่างดี หรืออย่างแยมมะม่วง จากเขตพื้นที่นครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์) ซึ่งเจอปัญหาผลผลิตล้นตลาด โดนพ่อค้าคนกลางกดราคา ทำให้ต้องหาทางออกแปรรูปให้เป็นแยมที่แตกต่างจากแยมทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าจาก บริษัท ลิฟวิ่ง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ส่งเสริมการทำงานและสร้างอาชีพให้ผู้ป่วยจิตเวชพึ่งพาตนเองได้ โดยครั้งนี้ขอนำเสนอผลิตภัณฑ์กระเป๋าอเนกประสงค์ ที่ออกแบบลวดลายและสร้างสรรค์โดยผู้ป่วยจิตเวช เพื่อสนับสนุนให้เขามีงานทำและสามารถพัฒนาทักษะอาชีพไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งในสังคมอย่างมีคุณค่า

ใครสนใจ สามารถคลิกเข้าไปดูสินค้ารายการอื่นๆ และสั่งซื้อได้ตามนี้เลย https://www.setsocialimpact.com/Article/Detail/77584 นอกจากได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้ว ก็ยังได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับชุมชน ช่วยเหลือผู้เปราะบางให้มีรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน!! สแกนเพื่อสั่งซื้อสินค้าจาก “Help Care ตลาดนัดสินค้าช่วยเหลือสังคม”.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ มอบเงิน 1.1 ล้านบาทให้กองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19

0

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสาววิลาวรรณ วนดุรงค์วรรณ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา รับมอบเงิน จำนวน 1.1 ล้านบาท จากชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ (CPF Running Club) โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จากการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลวิถีใหม่ “CP Run For Good Deeds Virtual Run 2021 วิ่งร้อยเรียงความดี” เพื่อร่วมสมทบทุน “กองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ)” ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมี นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ ร่วมมอบ ณ มูลนิธิชัยพัฒนา

นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ ในฐานะรองประธานชมรมฯ กล่าวว่า ชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ จัดตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้พนักงานและประชาชนทั่วไป หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายเพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยชมรมจะจัดกิจกรรมวิ่งขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 5-6 แห่ง รอบสถานประกอบการทั่วประเทศ และจะนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมวิ่งทั้งหมด ร่วมสมทบทุนช่วยเหลือ โรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานสาธารณประโยชน์ ในจังหวัดนั้นๆ

สำหรับในปีนี้ ชมรมฯ ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชมรมฯ ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ ที่จะให้พนักงานและประชาชนยังคงได้วิ่งออกกำลังกายในสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลในวิถีชีวิตใหม่ “CP Run For Good Deeds VIRTUAL RUN 2021 วิ่งร้อยเรียงความดี” ในรูปแบบ Virtual Run วิ่งเสมือนจริง โดยที่นักวิ่งไม่ต้องมารวมตัวกัน สามารถเลือกได้ว่าจะวิ่งที่ไหน และวิ่งเวลาใดก็ได้ที่สะดวกและปลอดภัย รวมทั้งยังได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม ภายใต้แคมเปญ “ซีพีร้อยเรียงความดี” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเครือซีพีครบรอบ 100 ปี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมได้นำมามอบให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ต่อไป

นายบุญเสริม กล่าวทิ้งท้ายว่า นักวิ่งที่เข้ามาร่วมวิ่งกับเรา ซึ่งในครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมวิ่งทั้งหมด จำนวน 2,623 คน สิ่งที่จะได้รับ นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ทำให้ลดโอกาสในการติดเชื้อโควิด-19 ลงแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญให้จิตใจเบิกบานอีกด้วย สำหรับปีหน้า หากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง ทางเราก็จะกลับมาจัดวิ่งตามโรงงานสถานประกอบการทั่วประเทศไทยอีกครั้ง

นางภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า “กองทุนชัยพัฒนา สู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ)” ตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาที่อยาก ร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อโควิดได้โอนเงินบริจาคเข้ามาที่กองทุน ที่ผ่านมากองทุนฯ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ หน่วยงานเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดในรพ.ต่างๆ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ อย่าง ซีพีเอฟ ถือเป็นหน่วยงานเอกชนที่ได้เข้ามาร่วมช่วยเหลือและสนับสนุนกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เริ่มเปิดกองทุน ซึ่งได้ช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ทางเราต้องขอขอบคุณซีพีเอฟ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

กองทุนฯ ได้จัดซื้อหน้ากากอนามัย และ ชุด PPPE เพื่อป้องกันการติดเชื้อมอบให้แก่โรงพยาบาล รวมถึงสร้างห้องไอซียูความดันลบ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและบุคคลากรทางการแพทย์อย่างถาวร เพราะแม้ว่าในอนาคตจะหมดโควิดไป แต่ห้องไอซียูก็จะยังคงสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยอื่นๆ ต่อไป การสร้างห้องไอซียูความดันลบ ต้องใช้เวลาระดมทุนอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อสร้างให้กับ 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยกองทุนของเราสามารถเข้าช่วยเหลือ เข้าถึงแพทย์และพยาบาลได้รวดเร็วทันต่อความต้องการ หากประชาชนสนใจสามารถร่วมบริจาคกับกองทุนได้

สิงห์อาสา ร่วมกับ วัดในกรุงเทพฯและปริมณฑล กระจายความช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดตามบ้าน

0

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดโครงการ ร่วมกับ ศูนย์กลางของชุมชน อย่างวัดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่งต่อความช่วยเหลือ ทั้งอาหาร น้ำดื่ม กล่องยาประจำบ้าน ที่ร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ ถึงมือผู้ติดเชื้อกักตัว หรือพักฟื้นที่อาการอยู่ในระดับสีเขียวรักษาตัวอยู่ที่บ้านให้ได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง พร้อมกับอุดหนุนร้านอาหารในชุมชน ทำอาหารส่งบ้านผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 64 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับวัดในเขตต่างๆ ในกทม. ร่วมเป็นพื้นที่สื่อกลางในการส่งมอบความช่วยเหลือ เริ่มที่แรก ที่วัดจันทร์สโมสร ส่งมอบน้ำดื่มสิงห์ 1,200 ขวด รวมถึง ข้าวกล่อง 400 กล่อง จากร้านอาหารตามสั่งรอบๆ ชุมชน และจากร้านชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร อาทิ ร้านอาหารครัวนัดพบ, ร้านสี่เจ๊ ทะเลเผา และร้านเจ๊นี อาหารตามสั่ง และกล่องยาประจำบ้าน ที่ร่วมกับสำนักงานเขตดุสิต และศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด – ทองคำ บำเพ็ญ มอบให้แก่ประชาชนโดยรอบ โดยหลังจากนี้จะลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการ ร่วมกับวัดอีกหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล อาทิ วัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ กทม., วัดสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี, วัดดวงแข เขตปทุมวัน กทม., วัดพุทธปัญญา อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ เม.ย.จนถึงปัจจุบัน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก3 ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณดีขึ้นจากตัวเลขของผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงต่ำกว่าสองหมื่นรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายการที่กักตัว หรือพักฟื้นอยู่ตามบ้าน ส่งผลให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบในทุกมิติ รวมถึงจากพิษเศรษฐกิจประเทศที่ชะลอตัว สร้างเดือดร้อนให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก

ที่ผ่านมา บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ มากกว่า 2 ล้านขวด รวมทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น และอุปกรณ์ป้องกันอีกหลายรายการ ให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงช่วยเหลือชุมชนกว่า 100 ชุมชน ทั้งนี้ยังมอบชุดดูแลผู้ป่วย covid-19 เบื้องต้น (กล่องยา) ไปแล้วกว่า 1,000 กล่อง เตียงรองรับผู้ป่วย จำนวนกว่า 300 เตียง ให้กับโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยในพื้นที่ ตลอดจนสั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ รวมไปถึงแปลงเกษตรกำลังใจในโรงงานหลักทั่วประเทศ ที่นำผลผลิตทั้งแบบวัตถุดิบและปรุงสุกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของด่านหลังอย่างศาสนสถาน เช่น วัดและมัสยิด ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่การแพร่ระบาดในครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 บริษัทฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 250 ล้านบาท

OR มอบเครื่องช่วยหายใจ สนับสนุนรพ.ในเครือบางปะกอก ดูแลผู้ป่วยโควิด

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วย นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ร่วมมอบเครื่องช่วยหายใจชนิด High Flow จำนวน 4 เครื่อง มูลค่า 680,000 บาทและกล่อง tOgetheR box จำนวน 1,000 ชุด มูลค่า 1,180,000 บาท ให้แก่ นพ. พณะ จันทรกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก และนพ. ชาลี บุษยาพร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะกอก 8 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลกรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19

เครื่องช่วยหายใจแบบ High Flow เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วย โควิด 19 ขั้นรุนแรง ซึ่งยังมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา โออาร์ ได้มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมถึงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่ ผ่านโครงการ “ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน” #ORStayStrongTogether  อีกหนึ่งความตั้งใจของโออาร์ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 สอดคล้องกับนโยบายแนวทางดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมกับชุมชน เป็นศูนย์กลางพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และพร้อมเติบโตเคียงข้างคนไทยในการสู้ภัยโควิด -19 ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน และขอส่งกำลังใจเจ้าหน้าที่ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนคนไทยมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยดีโดยเร็ว

รู้เก็บรู้ออม : โชว์ศักยภาพตลาดทุนไทย!!

0

ปิดฉากไปอย่างสวยงาม สำหรับงาน “Thailand Focus 2021” งานโรดโชว์ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนสถาบันจากทั่วโลก ที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และรัฐบาลไทยร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่ระบาดทั่วโลก ในรูปแบบ virtual conferenceในธีม “Thailand Focus 2021 : Thriving in the Next Normal” ปรากฏว่าปีนี้ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกเข้าร่วมงานมากถึง 192 ราย จาก 105 สถาบันทั่วโลก โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 102 บริษัท ร่วมให้ข้อมูล

ขณะที่ ผู้บริหารระดับสูงฝั่งผู้กำกับนโยบายภาครัฐ ยังคงนำทัพเข้าร่วมให้ข้อมูลสร้างความมั่นใจนักลงทุน กันอย่างคึกคัก นำโดย ขุนคลัง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลัง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้ง นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นต้น

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ

ด้าน “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ฉายภาพโชว์ความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทย ที่ยืนหยัดฝ่าวิกฤติและฟื้นตัวได้รวดเร็วจากโควิดหลายระลอก สะท้อนได้จากปรากฏการณ์ดังนี้ 1. ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจในการขายหุ้น IPO ที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยปี 63 มูลค่าของ IPO ทะลุ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุด 10 อันดับแรกของโลก และครึ่งแรกปี 64 มีมูลค่าการเสนอขาย IPO แล้ว ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2. SET เป็นตลาดหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงสุดในอาเซียน ด้วยมูลค่าการซื้อขายต่อวันพุ่งขึ้นมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีนี้ 3.ข้อนี้สำคัญมากคือ บริษัทจดทะเบียนใน SET เป็นผู้นำในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทไทยได้รับเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) มากสุดในอาเซียน และไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ในอาเซียนที่บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

ก้าวต่อไป “next normal” ของตลาดหลักทรัพย์ ยุคหลังโควิด-19 นั้น “ภากร” ฉายภาพให้เห็นว่า ตลาดฯจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ รวมทั้งเปิดให้ผู้ลงทุนสามารถเชื่อมโยงกับตลาดทุนระดับโลกได้มากขึ้น โดยมุ่งดำเนินการดังนี้ 1.สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลการพัฒนาแบบยั่งยืน (ESG data platform) โดย SET ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเปิดเผยข้อมูลออนไลน์ เพื่อแสดงและเปรียบเทียบข้อมูลด้านความยั่งยืนสำหรับนักลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน

2.แพลตฟอร์ม Global Product โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มการซื้อขาย เพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในตลาดนอกประเทศ ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะทำให้ทั้งตัวกลางและลูกค้าสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศโดยผ่านตลาดภายในประเทศ 3.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ด้วยการเพิ่มบริการใหม่ๆผ่านบริการออนไลน์ เช่น การประชุมผู้ถือหุ้น ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-AGM เป็นต้น นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในปี 65 ซึ่งจะทำให้ธุรกิจใหม่และนักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนทางเลือกหลากหลายประเภทมากขึ้น

สรุป next normal ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ จะมุ่งเน้นผลักดัน ให้มีการดำเนินธุรกิจและการลงทุนแบบยั่งยืน, การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมโยงในประเทศเข้ากับภูมิภาค และระดับโลก เป็น 3 ยุทธศาสตร์หลักที่ตลาดหลักทรัพย์ฯใช้เพื่อต่อยอดความสำเร็จของปัจจุบัน!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : ออมเงินเพื่อเกษียณ

0

ในช่วงเก็บตัวอยู่กับบ้าน หนีโควิด จะรอดหรือไม่รอด ขึ้นกับการวางมาตรฐานความปลอดภัยให้ชีวิตตัวเองด้วยตัวเอง และเพื่อตัวเองล้วนๆ เวลาที่มากแต่ไม่ว่างแบบนี้ ทำให้ “คุณนายพารวย” ที่ตอนนี้อายุก็เดินทางมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว มีเวลาฉุกคิดว่าเราได้ละเลย เรื่องสำคัญในชีวิต ไปมากมาย

ในยามที่ชีวิตยังอ่อนวัย เริ่มทำงาน มักคิดเสมอว่ามีเวลาอีกเหลือเฟือ จนทำให้บางครั้ง จัดลำดับเรื่องในชีวิตกันแบบสะเปะสะปะ บางเรื่องไม่จำเป็น ก็ดันถือเป็นเรื่องที่ต้องทำ อยากทำ เพราะอารมณ์กับวัยในตอนนั้น เร่งเร้าให้ทำ แต่หลายเรื่องเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องของการวางรากฐาน เรื่องการกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตของตัวเอง กลับผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ถือเป็นสาระสำคัญของงานที่ควรเร่งลงมือทำ

ยิ่งมาคลิก เจอบทความของตลาดหลักทรัพย์ จากเว็บ https://www.setinvestnow.com ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าหลายเรื่องแม้จะไม่สำคัญ แต่ก็ต้องลงมือทำ มิฉะนั้นเมื่อเวลานั้นมาถึง เรื่องดังกล่าวก็จะกลายเป็นเรื่องที่แสนสำคัญและต้องเร่งลงมือทำ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้กันทุกคนในเวลาที่เหลือจำกัด

บทความเรื่อง “ออมเงินเพื่อเกษียณ” ไม่เร่งด่วน…แต่ “สำคัญ” ตอกย้ำสิ่งที่ “คุณนายพารวย” เกริ่นนำมาเสียยืดยาว “การออมเงินเพื่อเกษียณ” เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในช่วงวัยเกษียณ สมูทราบรื่น มีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนตอนยังทำงานหาเงิน นอกจากการออมเพื่อไว้ใช้จ่ายไม่สะดุดในยามชีวิตปกติแล้ว ก็ต้องคิดเผื่อค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้คุณต้องสะดุดในยามฉุกเฉิน เช่น สถานการณ์ตอนนี้ที่ออกไปทำงานหาเงิน ขายของไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน เพราะกำลังซื้อของลูกค้าหายหด

ดังนั้น ใครที่ยังคิดว่ามีเวลาเหลือเฟือ ณ ตอนนี้ ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ มองเรื่องการออมเงินเพื่อเกษียณ เป็นสิ่งสำคัญ และต้องลงมือทำเสียแต่ตอนนี้!! เพราะมันจะไม่กดดันเท่าไร เนื่องจากปัจจัยเวลาเรายังทำให้มันเป็นเรื่อง “ไม่เร่งด่วน แต่สำคัญ” ได้ แต่ถ้าปล่อยให้เวลาเดินไปเรื่อยๆ เผลอแป๊บๆตื่นมาอ้าว ตัวเองจะเกษียณในวันพรุ่งแล้ว เรื่องนี้จะกลายเป็น สิ่งเร่งด่วน สำคัญ และต้องทำ กดดันตัวเองไปเสียอีก

ขอยกเป้าหมาย 3 สิ่งที่ควรคำนึงถึงในบทความคือ 1.“ออมก่อน…ใช้เงินน้อยกว่า” ยิ่งเริ่มไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ไวเท่านั้น และใช้จำนวนเงินในการออมไม่สูงมากนักเพราะมีระยะเวลาในการเก็บออมที่ยาวกว่านั่นเอง 2.“วางเงินถูกที่…ช่วยลดระยะเวลาในการออมได้” การออมเงินให้ถูกที่-ถูกทาง เพื่อให้เงินของเราทำงานแบบเต็มศักยภาพคุ้มค่ากับที่เหน็ดเหนื่อยหาเงินมา

3.“บริหารเวลาให้คุ้มค่า…วางแผนออมเงินดีมีชัยกว่า” จัดกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญ…เร่งด่วน, สำคัญ…ไม่เร่งด่วน, ไม่สำคัญ…เร่งด่วน และไม่สำคัญ…ไม่เร่งด่วน ข้อสุดท้ายนี่แหละที่จะบอกว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องที่สำคัญบนเวลาที่ใช่หรือเปล่า “การออมเงินเพื่อเกษียณ” สำหรับคนหนุ่มสาวอาจเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน แต่สำหรับคนในวัยไม้ใกล้ฝั่งที่ละเลยเรื่องนี้ไปการออมก็จะกลายเป็นเรื่อง “ทั้งสำคัญและเร่งด่วน” เพราะเรื่องสำคัญหลายเรื่องในชีวิต ถ้าเริ่มต้นได้ไวเท่าไหร่ เราก็เดินไปถึงเป้าหมายได้เร็วเท่านั้น อย่างเช่น การออมเงินเพื่อเกษียณ ทำก่อนก็สบายตัวสบายใจเร็วกว่ามาทำตอนใกล้แก่ หรือรู้ตัวอีกทีก็แก่แล้ว นั่นเอง!

สำหรับใครที่อยากอิน อยากรู้เรื่องนี้ ติดตามอ่านได้ที่ https://www.setinvestnow.com ยังมีบทความการเงินการลงทุนดีๆไว้ให้อ่านอีกเพียบ.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกร ปลูกข้าวโพดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมมือกับ กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในเครือซีพี (เอฟไอที) ชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ปลูกแบบใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมลงทะเบียนการเพาะปลูกในระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งปลูกข้าวโพด เพื่อร่วมแสดงความมุ่งมั่นปลูกพืชด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ลดฝุ่นละออง

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองประธานคณะผู้บริหาร เอฟไอที ผู้จัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในการจัดซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทางกลุ่มฯได้ดำเนินการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามนโยบายการจัดหายั่งยืนของซีพีเอฟ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยสร้างความร่วมมือกับเกษตรกร ในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ 100% สามารถระบุได้ว่ามาจากแหล่งปลูกมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และปลอดการเผา

ทั้งนี้ ในฤดูกาลปลูกปี 2564 นี้ ขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูกลงทะเบียนการปลูกในระบบตรวจสอบย้อนกลับผ่านทางเว็บไซต์ https://traceability.fit-cpgroup.com/ หรือผู้รวบรวมในพื้นที่ เพื่อช่วยเกษตรกรมั่นใจเรื่องช่องทางการตลาดในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดที่มาจากแหล่งปลูกไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และปลอดการเผา

“การลงทะเบียนการปลูกในระบบการตรวจสอบย้อนกลับของเอฟไอที จะช่วยให้เกษตรกรมั่นใจเรื่องการมีตลาดรับซื้อผลผลิตในช่วงเก็บเกี่ยวที่แน่นอน ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ปลูกจำหน่ายผลผลิตในราคารับซื้อที่โปร่งใส มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรใส่ใจในกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยวที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่การจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์”

ขณะเดียวกัน เอฟไอทียังเดินหน้าโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 โดยในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทฯ เน้นการถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมีความรู้ความเข้าใจวิธีการเพาะปลูกที่ดี รวมทั้งมีข้อมูลที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลการผลิต และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ได้แก่ ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ การวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน วิธีการเตรียมดิน ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว ตลอดจนส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการปลูกที่ทันสมัย ขณะเดียวกันยัง รณรงค์เชิงรุกเรื่องการเพาะปลูกแบบไม่เผาตอซังอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

จากการให้ความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมาอย่างต่อเนื่อง มีส่วนสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น และสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายตรงได้ที่โรงงานอาหารสัตว์ หรือจุดรับซื้อของกลุ่มธุรกิจ เอฟไอที ที่กำหนดราคารับซื้อตามมาตรฐานของกระทรวงพานิชย์

นอกจากนี้ เอฟไอทียังทำงานร่วมกับพี่น้องเกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ ในพื้นที่จ.นครราชสีมา และอุทัยธานี พัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบปลูกข้าวโพดยกเลิกการเผาหลังเก็บเกี่ยวให้เป็นศูนย์ โดยอาศัยเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับการเผาแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหารของซีพีเอฟและคู่ค้าทางธุรกิจเช่นกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในเครือซีพี ปลอดการรุกป่า และการเผา ร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม

ออมสิน ได้ใจลูกหนี้ ชะลอการดำเนินการทางกม.กับ NPL ถึงสิ้นปี

0
วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้ของลูกหนี้ธนาคารออมสิน แม้ว่าที่ผ่านมาธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแล้วก็ตาม แต่ยังมีลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่ผลกระทบจากโควิด 19 ทำให้ต้องขาดรายได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากการปิดกิจการ ถูกเลิกจ้าง หรือมีรายได้ลดลง จึงไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งธนาคารตระหนักถึงสภาพปัญหาที่ลูกหนี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความยากลำบากที่เกิดขึ้น จึงตั้งใจช่วยเหลือไม่ให้ต้องกังวลเรื่องคดีความ โดยธนาคารจะชะลอการดำเนินการทางกฎหมายต่อลูกหนี้ NPLs ตั้งแต่บัดนี้ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

ทั้งนี้ มาตรการชะลอ/ผ่อนปรนการดำเนินการทางกฎหมายต่อลูกหนี้ NPLs ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโควิด 19 ครั้งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อช่วยลดภาระลูกหนี้ที่กลายเป็น NPLs ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ประกอบด้วยสินเชื่อ 4 ประเภท ได้แก่

  1. สินเชื่อบุคคล-รายย่อย
  2. สินเชื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย
  3. สินเชื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา และ
  4. สินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท

โดยธนาคารจะชะลอการฟ้องคดีต่อศาลไว้จนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งรวมถึงลูกหนี้ที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นศาล และมีการผ่อนชำระดีมาอย่างต่อเนื่อง แต่มาเริ่มค้างชำระในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 กรกฎาคม 2564 ธนาคารจะชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย (ไม่ฟ้อง ไม่ยึดทรัพย์ ไม่ขายทอดตลาด และไม่ฟ้องล้มละลาย) แล้วแต่กรณีตามสถานะของลูกหนี้แต่ละราย อนึ่ง การประกาศชะลอดำเนินการทางการกฎหมายครั้งนี้ เพื่อช่วยลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข และกลายเป็น NPLs ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เท่านั้น และจะเป็นมาตรการที่ดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยไม่มีการขยายระยะเวลาดำเนินการอีกในอนาคต ธนาคารจึงขอแนะนำให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหา โปรดติดต่อธนาคารออมสินสาขาเจ้าของบัญชีเงินกู้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 นี้